ปลายทวนอันเย็นเยียบของเถี่ยหยางยังคงจ่ออยู่ที่ลำคอของแม่ทัพลาคาผู้พ่ายแพ้ เขานิ่งสงบอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเดือด สายตาเหลือบขึ้นไปยังหอสังเกตการณ์กลาง รอคอยบัญชาสุดท้าย
บนยอดหอสังเกตการณ์ หลี่เทียนอี้มองลงไปยังเบื้องล่างด้วยสายตาเยือกเย็น เขามิได้แสดงความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความเด็ดขาดที่สะท้อนอยู่ในแววตา
"เถี่ยหยาง"
เสียงของเขาเรียบเฉยแต่กลับกังวานไปทั่ว
"ตัดหัวมันให้ข้า"
"ฉัวะ"
สิ้นคำสั่ง ปลายทวนในมือของเถี่ยหยางสะบัดวูบเดียว ศีรษะของแม่ทัพลาคาก็หลุดออกจากบ่า โลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า เขาใช้ปลายทวนเสียบศีรษะที่ยังเบิกตากว้างนั้นขึ้นชูสูงเหนือสมรภูมิ
ภาพนั้นคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายขวัญกำลังใจของทหารทู่ฟานจนหมดสิ้น
เถี่ยซินที่ยืนอยู่ข้างกายจึงหันไปสั่งการ "ตีกลองศึก สั่งทัพทั้งหมด ไล่ล่ากวาดล้าง อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว"
เสียงกลองศึกเปลี่ยนจังหวะเป็เสียงรัวกระหน่ำดุจพายุ ค่ายกลที่ปิดล้อมอยู่เริ่มบีบวงเข้ามา หลี่เทียนอี้ยังคงยืนนิ่ง สูดกลิ่นคาวเืและกลิ่นไหม้ที่ลอยคละคลุ้งขึ้นมา สายตาของเขากวาดมองไปทั่วสมรภูมิ
ณ ปีกขวา นายกองจางบัญชาการรบอย่างเด็ดขาด ดาบยาวในมืออาบไล้ด้วยไอพลังสีดำจางๆ ตัดผ่านเกราะหนังของศัตรูราวกับตัดเต้าหู้ ณ ปีกซ้าย เถี่ยหยางได้นำทัพม้าเข้าทะลวงฟันอย่างเต็มกำลัง เพลงทวนของเขาพลิ้วไหวรวดเร็วจนมองเห็นเป็เพียงเงาสีเงิน ปลายทวนทิ้งร่องรอยไอเย็นสีขาวไว้ในอากาศราวกับหางั
ไอพลังที่เคลือบอาวุธ... พละกำลังที่ผิดธรรมชาติ... โลกใบนี้น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าพลังยุทธ์หรือกำลังภายในอยู่จริง
ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเขาราวกับสายฟ้าฟาด เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ที่เขามีต่อโลกใบใหม่นี้ไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากสถานการณ์สงบลง ไพร่พลต้าถังก็เริ่มทยอยรวมตัวกันที่ลานหน้าป้อม ร่างกายของพวกเขาเหนื่อยล้า าเ็ และเปรอะเปื้อนไปด้วยเืและเขม่าควัน แต่แววตาทุกคู่กลับเต็มไปด้วยความยำเกรงอย่างสุดซึ้งต่อปาฏิหาริย์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น หลี่เทียนอี้ก็เดินลงมาจากหอสังเกตการณ์อย่างช้าๆ โดยมีเถี่ยซินคอยประคอง ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อยจากความอ่อนเพลียและาแที่เริ่มกำเริบ แต่สายตายังคงแน่วแน่และเปี่ยมด้วยอำนาจ
ทุกสายตานับพันคู่จับจ้องมาที่เขาราวกับเป็จุดศูนย์กลางของโลก
หลี่เทียนอี้หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเหล่าไพร่พล เขาใช้เสียงที่แม้จะยังแ่เบา แต่กลับกังวานและทรงพลัง
"พวกเ้าทุกคน วันนี้เราได้ร่วมกันสร้างปาฏิหาริย์ พวกเ้าสู้เพื่อแคว้น เพื่อครอบครัว เพื่อแผ่นดินของเรา"
เขาชี้ไปยังศีรษะของลาคาที่ถูกนำมาปักไว้บนปลายทวน
"จงดูเถิด ศัตรูที่เคยโอหัง บัดนี้ได้กลายเป็เพียงหัวไร้ร่าง ชัยชนะนี้เป็ของพวกเราทุกคน จงฮึกเหิม จงภาคภูมิใจ"
สิ้นเสียงของเขา ความเงียบก็พลันแตกสลายกลายเป็เสียงโห่ร้องที่ดังราวกับฟ้าคำราม
"ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ"
เหล่าไพร่พลที่เคยเสียขวัญ บัดนี้ได้พบกับผู้นำคนใหม่ของพวกเขาแล้ว เสียงโห่ร้องที่ดังกึกก้องไปทั่วป้อมปราการคือการยอมรับอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากนั้น หลี่เทียนอี้ที่ใช้พลังใจจนถึงขีดสุดก็กลับเข้าสู่กระโจมบัญชาการ เถี่ยซินประคองเขากลับมายังเก้าอี้ข้างโต๊ะบัญชาการอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่เขาทรุดกายนั่งลง เสียงเกราะที่เสียดสีกันดัง "กรอบแกรบ" ก่อนที่ความตึงเครียดที่กดดันมาตลอดการรบจะพลันคลายลง และส่งผลกระทบต่อร่างกายที่าเ็และจิตใจที่สับสนอย่างรุนแรง
ความเ็ปที่ศีรษะกำเริบขึ้นจนเขานิ่วหน้า แต่คราวนี้มันมิได้นำมาเพียงความเ็ป แต่กลับนำภาพความทรงจำของ "ซื่อจื่อคนเดิม" หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขาราวกับสายน้ำบ่า
เขาเห็นภาพความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับบิดาผู้เป็อ๋อง เห็นภาพการปะทะคารมอย่างเ็ากับชายารองของบิดา และที่ชัดเจนที่สุดคือภาพใบหน้าที่ซีดเซียวและอ่อนโยนของสตรีผู้หนึ่ง... พระมารดา ที่กำลังป่วยหนัก
ทันใดนั้น ความรู้สึกห่วงใยพระมารดาอย่างท่วมท้นก็จู่โจมเข้าใส่จิตใจของเขา มันไม่ใช่ความคิด แต่เป็สัญชาตญาณของร่างนี้ที่กำลังกรีดร้องโหยหวน ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและฝืนกับความรู้สึกนี้อย่างยิ่ง
ท่ามกลางความสับสนนั้น เขานึกถึงชาติที่แล้วของตนเองขึ้นมา
ในชาติที่แล้ว ข้าเป็เพียงเด็กกำพร้า ไม่เคยเห็นแม่แต่หน้าพ่อแม่..."
ความคิดนี้ทำให้ความรู้สึกฝืนใจก่อนหน้าแปรเปลี่ยนไป
"...แต่ในชาตินี้ แม้มิใช่ของข้าโดยสมบูรณ์ แต่ข้ากลับมีทั้งพ่อและแม่ หากมีโอกาสที่จะรักษาไว้ ก็ควรที่จะทำมิใช่หรือ"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่แล้วความเ็ปอันแสนสาหัสก็แล่นปราดขึ้นมาจากาแที่หน้าอกจนเขาทรุดลงอีกครั้ง เขาตัดสินใจแกะผ้าพันแผลที่ชุ่มเืออกดูด้วยตนเอง ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะของเืเก่าและกลิ่นอับของยาหมักสมุนไพรลอยขึ้นมา และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วแน่น
"นี่มันอักเสบรุนแรง แผลเริ่มเน่าเปื่อย หากปล่อยไว้ไม่แน่อาจไร้ทางเยียวยา"
ความคิดสุดท้ายของเขาก่อนที่สติจะเริ่มเลือนลางคือ...
"...ก่อนจะเดินทาง ข้าต้องหาวิธีรักษาชีวิตของตัวเองให้รอดเสียก่อน"
(จบตอนที่ 5)