เหล่าขันทีและนางกำนัลสบตากัน ก่อนจะกล่าวพร้อมกันว่า “หม่อมฉันก็ไม่ได้เห็นเพคะ”
เจินฮองเฮากริ้วจนใบหน้าเขียวคล้ำ แต่ฮ่องเต้ฉี่อู่กลับหันมาทอดพระเนตรนางแทน “ฮองเฮาเห็นหรือไม่”
“หม่อมฉัน…หม่อมฉันก็ไม่ได้เห็นเพคะ” เจินฮองเฮาเอ่ยอย่างเคียดแค้นแทบกัดฟัน
ฮ่องเต้ฉี่อู่ได้ทรงฟังแล้วพึงพอใจนัก และมีรับสั่งให้เปลี่ยนเวรยามของราชองครักษ์ประจำตำหนักชิ่งอวิ๋นใหม่ทั้งชุด
สีหน้าของเจินฮองเฮายิ่งไม่ดีขึ้น นางหาข้ออ้างส่งเดชแล้วรีบออกจากตำหนักชิ่งอวิ๋นไป
จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับฉินเย่ว่า “เมื่อครู่เราหารือราชกิจกับท่านปู่ของเ้าเสร็จพอดี เขาบอกให้เ้ารอออกจากวังพร้อมกัน”
เวลานี้ทุกคนต่างเข้าใจดีว่า ฮ่องเต้ฉี่อู่ไม่เอาผิดเื่ที่ฉินเย่ลงมือ เพราะแม่ทัพฉินยังอยู่ในวัง
ฉินเย่ไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเื่ยุ่งนี้ เขาเหลือบมองซูอิ่นเย่ว์ นางมีใบหน้าแดงจัดผิดปกติ ไม่รู้ว่านางรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังมีไข้สูง
เขาถอนหายใจเงียบๆ ก่อนกล่าวว่า “องค์ชายใหญ่ยังไม่ฟื้นดี กระหม่อมขออยู่ดูแลที่นี่ ขอฝ่าาโปรดส่งคนไปแจ้งท่านปู่ของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงฟังแล้วกลับยิ้มกว้างขึ้น และรับสั่งให้คนไปจัดการทันที
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นว่านางอ่อนแรงเต็มที ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงทรงเมตตาให้นางกลับไปพักผ่อนได้
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกเสมือนรอดพ้นจากเคราะห์ใหญ่ ออกจากตำหนักชิ่งอวิ๋นด้วยร่างที่ไร้เรี่ยวแรง คล้ายกำลังจะล้มลงทุกเมื่อ
“พระชายา ให้บ่าวพยุงท่านกลับห้องเถิด” ด้านหลังมีคนเดินเข้ามาเร็วๆ ยื่นมือเข้าประคองนาง
ซูอิ่นเย่ว์หันกลับไปมอง ที่แท้คือิฮุ่ย ผู้ดูแลที่นางเจอเมื่อครู่
ร่างกายของนางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อนางกลับเข้าห้องและเอนกายลง ิฮุ่ยเห็นใบหน้าของนางซีดเซียวไร้สีเื จึงลองแตะหน้าผากแล้วอุทานด้วยความใ “ท่านมีไข้สูง!”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้แปลกใจนัก ไข้ของนางเมื่อสองวันก่อนแม้จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ร่างกายของซูอิ่นเย่ว์อ่อนแอมาแต่กำเนิด ขาดการบำรุงดูแลที่เหมาะสม บวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดวัน จึงทำให้ไข้กลับมากำเริบอีกครั้ง
ไม่นานนัก หมอหญิงก็เข้ามาตรวจชีพจรและจ่ายยาให้
ซูอิ่นเย่ว์ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านหมอ ขอความกรุณารักษาาแที่ไหล่และแผ่นหลังของข้าด้วยได้หรือไม่”
ก่อนหน้านี้นางยุ่งจนไม่มีเวลาสนใจ แต่พอได้พัก ความเ็ปที่ไหล่และแผ่นหลังก็รุนแรงขึ้นจนเหงื่อเย็นซึมออกมา
ิฮุ่ยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบนหลังของนางมีรอยแผลคล้ายถูกเฆี่ยน ร่องรอยบนอาภรณ์ก็เห็นได้ชัด นางจึงสั่งให้หมอหญิงช่วยรักษาพร้อมกัน
อันกงกงบอกว่า แส้นี้เป็ฝีมือของซูเจี้ยนจิ่น แต่าแที่ไหล่นั้นมาได้อย่างไร
ิฮุ่ยมีแววตาใคร่รู้ นางช่วยซูอิ่นเย่ว์ปลดอาภรณ์ จึงพบว่าแผลที่ไหล่เป็าแเก่า ทายาไปเมื่อเช้า แต่าแยังคงอักเสบและฉีกขาด ราวกับถูกทรมานอย่างโเี้
หมอหญิงขมวดคิ้วกล่าวว่า “าแจากแส้ไม่ได้ร้ายแรงนัก ทายาก็จะหายเร็ว แต่าแที่ไหล่นี่...เหตุใดถึงสาหัสเช่นนี้ หรือว่าาแถูกฉีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
ซูอิ่นเย่ว์ส่งเสียงตอบเบาๆ
เดิมทีไหล่ของนางไม่ควรใช้งานหนักอีก แต่เมื่อนางช่วยองค์ชายใหญ่ขับพิษ ก็เผลอไปกระตุ้นาแอีก ไม่รู้ว่าจะทิ้งผลกระทบระยะยาวหรือไม่
นางรู้ดียิ่งว่า มือสำคัญต่อหมอเพียงใด หากเกิดอาการมือสั่นขึ้นมา แล้วจะยังจับมีดผ่าตัดและเข็มเงินได้อย่างไร!
คิดถึงตรงนี้ ความเศร้าก็ถาโถม นางอดไม่ได้ที่จะสะอื้นเบาๆ
หมอหญิงรู้ว่านางเป็ใคร จึงไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก
ฉู่จี้เฟิงสมกับชื่อเสียงที่ได้รับ เกรงว่าไม่นาน ซูอิ่นเย่ว์คงต้องสิ้นใจในจวนหลิงอ๋องเป็แน่
ิฮุ่ยที่อยู่ข้างๆ กำลังซักผ้าขนหนู นางมีแววตาลึกซึ้งขึ้นทุกขณะ
หลังจากทำแผลเสร็จ ซูอิ่นเย่ว์ก็หลับไปแล้ว หมอหญิงจนปัญญา ได้แต่ป้อนยาลูกกลอนให้นางเพื่อให้ลดไข้เร็วขึ้น
ซูอิ่นเย่ว์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว
นางค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง แผลไม่ปวดมากนัก ไข้ก็ลดลงแล้ว นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
พอดีิฮุ่ยผลักประตูเข้ามา เห็นนางฟื้นขึ้น ก็ยิ้มบางกล่าวว่า “พระชายาฟื้นแล้วก็ดีแล้ว คืนก่อนท่านมีไข้สูง โชคดีที่ได้รับพระราชทานยาจิ่วจ่วนจากฝ่าา อาการของท่านจึงทรงตัวลง”
ซูอิ่นเย่ว์ตกตะลึงอยู่ในใจ
นางเคยศึกษาตำราโบราณมาก่อน รู้ว่ายาจิ่วจ่วนนั้นสกัดจากสมุนไพรล้ำค่าหลายชนิด ในยุคปัจจุบันสมุนไพรหลายชนิดได้สูญพันธุ์ไปแล้ว ไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้อีก
ทว่าแม้แต่ที่นี่ ยาจิ่วจ่วนก็เป็สิ่งหายากนัก ไม่น่าแปลกใจที่อาการของนางดีขึ้นมากเพียงชั่วข้ามคืน
เหตุใดฮ่องเต้ฉี่อู่ถึงใจกว้างเช่นนี้
ิฮุ่ยมองออกถึงความคิดของซูอิ่นเย่ว์ จึงกล่าวว่า “องค์ชายใหญ่ฟื้นขึ้นมาั้แ่เมื่อคืน อาการทรงตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้ฝ่าาจึงพระราชทานยาจิ่วจ่วนให้”
ซูอิ่นเย่ว์ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ดีเหลือเกิน คมดาบที่จ่ออยู่บนคอของนาง ในที่สุดก็ถูกเก็บไปเสียที
“กูกู เช่นนั้นข้ายังต้องตรวจอาการขององค์ชายใหญ่อีกหรือไม่” ซูอิ่นเย่ว์เอ่ยถาม
“พระชายาอุตส่าห์ตรากตรำรักษาองค์ชายใหญ่แล้ว ที่เหลือให้หมอหลวงดูแลต่อเถิด” ิฮุ่ยกล่าว “อีกสักครู่พระชายารับสำรับเช้าเสร็จแล้ว เข้าไปขอบพระทัยฝ่าา ก็สามารถออกจากวังได้แล้ว”
ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้า
เมื่อต้องเข้าเฝ้า ย่อมต้องเตรียมตัวให้เรียบร้อย
ิฮุ่ยนำอาภรณ์ชุดใหม่มาให้ เนื้อผ้านุ่มละมุน ชุดแยกชิ้นบนล่างช่วยขับให้รูปลักษณ์ของนางดูอ่อนช้อยยิ่งขึ้น
เวลานี้ฮ่องเต้ฉี่อู่เสด็จกลับจากการว่าราชกิจเช้าแล้ว ิฮุ่ยจึงนำซูอิ่นเย่ว์ไปยังห้องทรงพระอักษร
ฮ่องเต้ฉี่อู่ประทับบนพระเก้าอี้ัทองคำ กำลังตรวจฎีกาลับ สีพระพักตร์เคร่งขรึม
ซูอิ่นเย่ว์คุกเข่าถวายบังคม “หม่อมฉันซูอิ่นเย่ว์ ขอขอบพระทัยฝ่าาที่ประทานโอสถเพคะ!”
ฮ่องเต้ฉี่อู่เงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรนาง สีพระพักตร์ดีขึ้นมาก “เ้าทุ่มเทช่วยรักษาองค์ชายใหญ่ นี่เป็สิ่งที่เ้าสมควรได้รับ ลุกขึ้นเถิด”
ิฮุ่ยรีบประคองนางให้ลุกขึ้น ทันใดนั้น ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงส่งสัญญาณด้วยสายพระเนตร อันกงกงจึงนำถาดเงินเข้ามาวางตรงหน้าซูอิ่นเย่ว์
บนถาดมีแส้เส้นหนึ่ง ดูเหมือนเพิ่งใช้ไม่นานนัก มีรอยเืติดอยู่มาก เมื่อเข้าใกล้ ซูอิ่นเย่ว์ก็ได้กลิ่นคาวเืสดๆ
นางไม่เข้าใจความหมาย
อันกงกงกล่าวว่า “ฝ่าาทรงทราบว่าเมื่อวานพระชายาได้รับความอัปยศที่จวนสกุลซู จึงรับสั่งให้บ่าวนำแส้นี้ไปที่จวนซู ซูเจี้ยนจิ่นเฆี่ยนพระชายาหนึ่งที บ่าวจึงตอบแทนเขาสิบที”
ซูอิ่นเย่ว์ตกตะลึง นางรู้สึกสะใจ แต่ซูเจี้ยนจิ่นเป็ถึงขุนนางขั้นสอง ฮ่องเต้ฉี่อู่ลงโทษเช่นนี้ไม่กลัวว่าขุนนางจะเสื่อมศรัทธาหรอกหรือ?
ยามนี้ นางกลับรู้สึกขนลุกเสียมากกว่า
บุรุษบนบัลลังก์ัคือจักรพรรดิ มีอำนาจสูงสุด แม้นางช่วยชีวิตฉู่เฉิงเต๋อไว้ ฮ่องเต้ฉี่อู่ก็ไม่ได้สำนึกบุญคุณ แต่กลับมองว่านั่นเป็สิ่งที่นางสมควรทำ
ทว่าเหตุใดตอนนี้ถึงเป็เช่นนี้เล่า
นางครุ่นคิดมากมาย พลางทำท่าทางซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตา “หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าาเพคะ!”
ฮ่องเต้ฉี่อู่พอพระทัยกับปฏิกิริยาของนาง ก่อนจะทรงถามอีกว่า “ิฮุ่ยกล่าวว่า นอกจากาแจากแส้ ไหล่ของเ้าก็มีาแอีก นั่นเกิดจากสิ่งใด”
ซูอิ่นเย่ว์ก้มหน้า ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนตอบว่า “หม่อมฉันพลั้งเผลอทำให้ตนเองาเ็เพคะ”
“จริงหรือ” ฮ่องเต้ฉี่อู่ทอดเสียงยาว อย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อ “เ้าช่วยชีวิตโอรสของเรา ก็ถือเป็ผู้มีพระคุณของเรา หากมีสิ่งใดที่ทำให้เ้าเจ็บช้ำน้ำใจ จงกล่าวมา เราจะให้ความเป็ธรรมแก่เ้า”
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเชื่อคำของฮ่องเต้!
ซูอิ่นเย่ว์ผ่านเหตุการณ์หลายวันที่ผ่านมา นางไม่กล้าประมาทอีกต่อไป จึงตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง
“หม่อมฉันมิได้มีสิ่งใดให้ทุกข์ใจ ขอบพระทัยในพระเมตตาของฝ่าาเพคะ”
“จริงหรือ” ฮ่องเต้ฉี่อู่ที่มีใบหน้าเ็า แสดงท่าทีอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย แต่กลับทำให้นางขนลุกอย่างบอกไม่ถูก