ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
15 แจกของดี
คงเป็ความโชคดีในความโชคร้าย เมื่อขบวนผู้มีวรยุทธ์สกุลฉินเดินเสาะหาพื้นที่สำหรับพักแรมที่ใหม่ ก็ได้พบเข้ากับหาดกรวดและแม่น้ำใสแจ๋วสายหนึ่งเข้าพอดี เมื่อเดินสำรวจตรวจความเรียบร้อยแล้วก็พบว่าเป็สถานที่เหมาะที่ควร พวกเขาจึงได้ปักหลักใหม่กัน ณ ที่แห่งนั้น
เวลานั้นอาทิตย์เริ่มระขอบฟ้า ส่องแสงสลัวราง
ลู่เว่ยหลงยืนเก้ๆกังๆมองดูคนนั้นทีคนนี้ที ทุกคนดูรีบร้อนจัดที่ทางวุ่นวายกับงานของตนเอง
เมื่อมีเวลามายืนว่างๆ ใบหูของเขาก็แดงขึ้นเล็กน้อย... ทำไมต้องนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ด้วยนะ!
ไอ้การะโเกาะหนึบนั่นมันอะไรกัน? ก่อนหน้านี้ก็กลัวคนๆนั้นเสียแทบแย่ แต่พอเกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกขึ้นมาก็ดันวิ่งโร่เข้าไปหาเขาก่อน เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ลู่เว่ยหลงกุมใบหน้าด้วยสองมือ อยากมุดดินไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“หมดกัน ภาพลักษณ์คุณชายลู่ที่มีมา... เฮ้อ”
เสียงโหวกเหวกจากเหล่าศิษย์ที่ต่างถอดเสื้อผ้าเฮโลกันลงไปชำระร่างกายในแม่น้ำดังขึ้น กลิ่นคาวเืลิงที่ติดมาทำให้จมูกทุกคนถึงกับชาหนึบจนแทบไม่ได้กลิ่นอื่นใด ไม่ว่าสายน้ำจะเย็นจับขั้วหัวใจแค่ไหน ศิษย์ทุกคนก็เต็มใจพากันไปหนาวสั่นในสายน้ำนั้น
“นี่มันค่ายรด.หรอกหรือนี่”
เขาพึมพำยิ้มๆ รู้สึกอยากชำระกายขึ้นมาครามครัน สองวันมานี้เพราะการเดินป่าทำให้ร่างของเขามีความเหนียวตัว แต่เมื่อถึงทีที่ลู่เว่ยหลงจะถอดเสื้อผ้าบ้าง เหล่าศิษย์ที่เหลือบมาเห็นเข้าก็สะดุ้งโหยงร้องะโห้ามเสียงดังลั่น
“คุณชาย! ไม่ได้นะขอรับ!”
ร่างบางชะงักกึก เสื้อคลุมตัวนอกหลุดออกมาจากไหล่ลาดแล้ว
“ทำไมเล่า?”
“คุณชายอย่าเลยขอรับ คุณชายจะมาคลุกคลีใกล้ชิดกับพวกข้ามิได้ พวกข้าต้องถูกท่านรองประมุขลงโทษแน่ๆขอรับ” ศิษย์คนหนึ่งร้อง
“พวกข้าถูกสั่งให้ดูแลคุณชายอย่างดี ไม่ให้ปฏิบัติตัวเกินงามอย่างเด็ดขาดขอรับ! ยิ่งลงอาบที่นี่กับพวกข้าน้อย ยิ่งไม่ได้เลยขอรับ!” ศิษย์อีกคนรีบยกมือห้าม
“ซ้ำคุณชายยังเป็เกอ อาบร่วมกับบุรุษมันไม่งามนะขอรับ”
จางฉวนะโตอบกลับมา ใบหน้าแดงแจ๋
ลู่เว่ยหลงขมวดคิ้ว
“แล้วพวกเ้าจะให้ข้าตัวเหม็นหึ่งอยู่คนเดียวหรืออย่างไร?” ก็ปิดตากันไปสิ
เหล่าศิษย์โอดโอยกันยกใหญ่ โบกมือเป็พัลวัน หน้าซีดสลับหน้าแดง
ลู่เว่ยหลงกลอกตา คำสั่งบ้าบออะไร พูดไปนั่น เกอแล้วอย่างไร ร่างนี้ไม่ใช่ผู้ชายหรอกหรือ? แล้วมิใช่ว่าพวกเ้าก็แก้ผ้าล่อนจ้อนต่อหน้าข้าไปแล้วรึ?
แต่ในเมื่อร่างนี้เป็ ‘เกอ’ ก็คงต้องทำตามธรรมเนียมของโลกนี้ไป เขาถอนหายใจแรง เมื่อไม่อยากสร้างปัญหากับผู้มีอำนาจจึงต้องสวมเสื้อคลุมกลับไปดังเดิมด้วยใบหน้าหงิกงอ
“เอะอะอะไร”
ชีเปลือยทั้งหลายสะดุ้งโหยงหน้าซีดเผือด ฉินหย่งสือและหงหลิ่งเหวินที่ออกเดินไปตรวจความเรียบร้อยเสร็จแล้วกลับเข้ามาถามเสียงเย็น
เหล่าชายฉกรรจ์ตาลีตาเหลือกขึ้นมาจากน้ำ ภาพตรงหน้าทำให้ลู่เว่ยหลงต้องเบือนหน้าหนี ฉินหย่งสือปรายตามองพวกศิษย์ผู้ไร้ยางอายของเขาด้วยใบหน้าถมึงทึง พวกเขาแย่งกันพูดฟ้องเพื่อปัดความรับผิดชอบออกจากตัว ไม่มีผู้ใดอยากโดนท่านรองประมุขทำโทษ
“คะ.. คุณชายลู่ขอรับ ครู่นี้คุณชายลู่จะลงมาชำระร่างกายกับพวกข้าขอรับ!”
“คุณชายจะลงมาให้ได้ขอรับ แต่พวกข้าห้ามคุณชายไว้ได้ขอรับ”
ลู่เว่ยหลงสะบัดส่งตาเขียวปัดไปให้ศิษย์ผู้นั้น
ขี้ฟ้องยิ่งนัก! แค่จะอาบน้ำมันผิดขนาดนั้นเลยหรือไรเล่า! ผู้ใดจะรู้ว่าเื่แบบนี้ก็โดนห้าม มากล่าวโทษเขาเพียงผู้เดียวได้อย่างไร นี่ไม่เท่ากับว่าเขาเกือบขัดคำสั่งของรองประมุขหรอกหรือ เขาจะโดนทำโทษเอานะ
ฉินหย่งสือปราดมองมาทางลู่เว่ยหลง แล้วจึงพยักเพยิดไปอีกทาง
“มานี่”
เมื่อคนตัวเล็กที่ร่างกายสั่นหงึกหงักเริ่มแน่ใจว่า ที่โดนเรียกมามิใช่การเรียกมาลงโทษ เขาก็เริ่มคลายใจลงได้บ้าง ฉินหย่งสือพาลู่เว่ยหลงเดินห่างออกมาจากที่พักเล็กน้อย
“จงชำระร่างกายเสียที่นี่ ข้าจะเฝ้าให้”
จากมุมมองของจุดเดิมแล้ว ที่แห่งนี้มีแม่น้ำโค้งหลบมุมและมีกลุ่มหินก้อนใหญ่บัดบังทัศนียภาพได้พอดิบพอดี ลู่เว่ยหลงหันไปมองรอบๆแล้วจึงหันกลับมามองคนร่างสูงอีกครั้ง ฉินหย่งสือพลันหันหลังให้แม่น้ำทอดสายตาออกไปข้างหน้าเขม็ง ยืนกอดอกนิ่งเป็ท่อนไม้
จะยืนเฝ้าเขาอาบน้ำหรือ? ลู่เว่ยหลงยืนเกร็ง
การไร้อาภรณ์ปกปิดร่างกายก็คล้ายกับการปลดเปลื้องเกราะป้องกันตนเองออก ในสถานการณ์นี้ที่มีบุคคลต้นกำเนิดความเกรงกลัวอยู่ใกล้ๆ ทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย เขาคิดจะคัดค้านว่าไม่ต้องเฝ้าก็ได้ แต่เมื่อนึกไปถึงครั้งวิ่งหนีฝูงลิงเ่าั้แล้วลู่เว่ยหลงก็หุบปากฉับ
มีรองประมุขสกุลเซียนเสนอตัวมาเฝ้าอาบน้ำ ถ้าปฏิเสธไปจะโดนสาวๆทั่วยุทธภพแช่งชักหักกระดูกกันสักเพียงใดล่ะนี่
ลู่เว่ยหลงรีบก้มหน้าก้มตาหลบไปยืนหลังก้อนหินทิ้งคนตัวสูงที่ยืนนิ่งเป็เสาไฟไว้ข้างหลัง ไอจะด๊อนแคร์ละนะ~ ไอจะแก้ผ้าลงอาบน้ำเย็นให้สบายใจจนเปื่อยเลยคอยดู!
เมื่อปลดสิ่งที่คลุมกายออกหมดแล้วร่างบางขาวผ่องจึงก้าวไปยืนข้างโขดหิน เขาค่อยๆแหย่นิ้วเท้าลงไปในแม่น้ำเพื่อลองอุณหภูมิ
“อึ๋ยยยยยยยย”
ลู่เว่ยหลงรีบชักเท้ากลับ ร้องไห้ระทมแบบไม่มีเสียง ความสบายจากปราณอุ่นทำให้เขาลืมอุณหภูมิที่แท้จริงของฤดูกาลนี้ไปเสียสนิท เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่ ฝืนหย่อนกายลงไปในน้ำช้าๆ
“ฮืออออ งืออออ ด๋าววววววววววววววว”
เมื่อครู่นี้ไม่น่าห้าวเลย เห็นเ้าพวกก้อนเนื้อพวกนั้นสบายๆก็นึกว่าจะเย็นดีเสียอีก
ลู่เว่ยหลงครางตัวสั่นพั่บรีบถูเนื้อตัวด้วยความไวแสง ไม่นานนักเขาก็รีบเด้งตัวขึ้น เช็ดกายอย่างลวกๆ สวมเสื้อผ้ากลับด้วยมือซีดที่แทบไม่เหลือความรู้สึก ลู่เว่ยหลงพาร่างสั่นหงึกอาภรณ์ชื้นๆ ผมยาวเปียกมะล่อกมะแล่กกลับมาหาฉินหย่งสือ
อาาาา อุ่นนนนนน
ฮีทเตอร์นี้ดีที่ซู้ดดดดด
ฉินหย่งสือยังคงยืนหันหลังนิ่งอยู่ที่เดิม ทีแรกใจของลู่เว่ยหลงคิดว่าคงต้องเว้นระยะห่างกับคุณชายใหญ่เสียหน่อยเพื่อไม่ให้เป็อันตรายกับหัวใจคนตาขาวเช่นคุณชายลู่ แต่ตอนนี้ถ้าจะให้เขาหนาวตายคงไม่เอาเด็ดขาด
ลู่เว่ยหลงแอบหลับตาพริ้มซึมซับปราณของฉินหย่งสืออย่างพอใจ
พวกเขากลับมานั่งพักรอบกองไฟที่หาดกรวด บรรยากาศของป่าเงียบสงบ มีเสียงร้องของแมลงดังเป็ระยะ
ลู่เว่ยหลงเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคุณชายใหญ่ที่นั่งเยื้องไปไม่ห่าง ทันทีที่เห็นใบหน้าคมเข้มนั้น ลู่เว่ยหลงก็แน่ใจได้ว่าร่างกายของคุณชายลู่ยังคงมีความหวาดกลัวฉินหย่งสืออยู่ แต่อาการสั่นครั่นคร้ามมากมายก็ค่อยๆลดหายลงไปบ้างแล้ว
ก่อนนี้คุณชายลู่คงจะไปพบเจอเหตุการณ์กระทบจิตใจเข้าอย่างหนัก เพราะหวาดกลัวฉินหย่งสือเอามาก ถึงขนาดไม่กล้ามองหน้า เพียงได้ยินชื่อก็หนาวสั่น เห็นแค่เท้าไกลๆก็ยังตื่นกลัว ถึงแม้จะรู้จักกันมาั้แ่เล็ก แต่ความทรงจำต่อคนๆนี้ก็ถูกปิดกั้นไปเสียหมด คล้ายไม่อยากระลึกนึกถึงกันใดๆ
เขาเองก็พยายามเอาชนะความกลัวนั้นอยู่ อย่างน้อยตอนนี้ก็เริ่มพูดคุยกันได้ ยืนข้างกันได้ มองหน้าก็พอได้...
หวังเพียงแต่ว่าร่างเปราะๆนี้ของคุณชายลู่จะไม่หัวใจวายตายไปเสียก่อน
ลู่เว่ยหลงนั่งเท้าคาง หันกลับไปมองเปลวไฟ ในใจครุ่นคิดถึงเื่นี้อย่างจริงจัง
น่าแปลกที่ความตื่นผวาของคุณชายลู่พอลองได้พิจารณาดีๆแล้ว ก็คล้ายจะมีอีกความรู้สึกหนึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใน เหมือนถูกดึงดูดอย่างประหลาด แต่เมื่อมีความหวาดกลัวบดบังอยู่เขาก็เอื้อมััถึงสิ่งนั้นไม่ได้เสียที
จะว่าไปคุณชายใหญ่ก็ดูเป็พี่ชายที่แสนดี เอาอกเอาใจ เป็ห่วงน้องเสียปานนี้ ไม่มีเหตุผลให้คุณชายลู่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้วนี่นา
‘ไม่ต้องกลัวแล้วนะ ไม่ต้องกลัว...’
ลู่เว่ยหลงพยายามพูดคุยกับตนเองใจใน มีความหวังเล็กๆว่าความรู้สึกนี้ อาจส่งไปถึงความทรงจำของคุณชายลู่ที่อยู่ในส่วนลึกของร่างกายนี้ก็เป็ได้
เขาหลับไปโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว
เช้าแล้ว ลู่เว่ยหลงรื้อกองผ้าที่ถูกสุมกันน้ำค้างบนตัวเขาออกเพื่อลุกขึ้นนั่ง
เขามองไปเห็นศิษย์ทุกคนยืนสุมเป็วงกลม กลางวงนั้นฉินหย่งสือกำลังสรุปสถานการณ์ให้ทุกคนฟังเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
“หากผู้ใดพบเห็นลิงคล้ายมาลอบมองขบวนของเราเช่นเมื่อวานนี้ ให้รีบแจ้งแก่ข้าหรือหงหลิ่งเหวิน”
ศิษย์พยักหน้า
“กองทัพสัตว์อสูรลิงถูกส่งมาเพื่อบั่นทรกำลังและขับไล่พวกเราออกไปจากบริเวณนี้เป็แน่ ดังนั้นตัวจ่าฝูงจึงต้องคอยสั่งการอยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
เสียงเฉียบขาดบอกกล่าวแก่กลุ่มผู้ใต้บัญชา
“ในเมื่อลิงบางตัวรู้วิชามาร จึงไม่ต้องสงสัยว่าจ่าฝูงก็ต้องมีวิชามารเช่นกัน นี่มิใช่เื่เล่น ผู้มีวรยุทธิ์หลายคนที่ถูกส่งมาล้วนต้องพ่ายกลับไป ให้เพิ่มความระมัดระวัง”
ศิษย์ทั้งหลายกลืนน้ำลาย พยักหน้า
“ผู้ใดสามารถใช้ปราณตรวจสอบได้ให้ผลัดกันส่งกระแสปราณไปให้ทั่ว อย่าให้ฝูงลิงเข้ามาประชิด หากผู้ใดโดนไอมารเข้าไปจะเป็เื่ที่หนักหนาถ่วงกำลัง”
“ขอรับ”
เมื่อการพูดคุยจบลง ขบวนสำนักสกุลฉินจึงออกเดินลึกเข้าไปในป่าอีกครั้ง
ลู่เว่ยหลงพยายามคิดถึงวิธีที่เขาจะสามารถช่วยเป็กำลังเสริมให้ทุกคน เขานำเอากระดาษยันต์มาด้วยก็จริง แต่หลังจากทดลองกับจิ้นฝานมามากมายก็พบว่า วิชาธาตุที่เขาสร้างได้ มีเพียง ‘ลม’ และ ‘ไฟ’
ประเภทยันต์นอกเหนือจากนั้นก็เพียงคาดเดาว่า ‘อาจจะ’ ทำได้จากการอ่านจากตำรา แต่ไม่มีโอกาสพิสูจน์เสียที
ไหนๆก็เป็ผู้ที่ถูก(รองประมุข)เลือกให้มาออกศึกแล้ว จะไม่ทำประโยชน์เลยเห็นทีจะไม่ได้สินะ
ลึกเข้ามาในป่าอีกระยะหนึ่ง บรรยากาศก็พลันมืดมัว เสียงแมลงหายไปจนเงียบกริบ กลิ่นอายแปลกประหลาดน่าขนลุกแผ่ซ่าน เหล่าศิษย์เครียดขึงกล้ามเนื้อเกร็ง
นี่อาจจะใกล้จุดอันตรายที่สุดแล้วก็เป็ได้ ฉินหย่งสือโบกมือให้พักกันก่อน
ลู่เว่ยหลงกวักมือเรียกฉินหย่งสือให้เดินแยกออกมาจากขบวนเล็กน้อย ต้นไม้ใหญ่บดบังวิสัยของศิษย์คนอื่นๆพอดี
คนร่างบางหยิบถุงผ้าใส่กระดาษยันต์และพู่กันของตนออกมาแล้วทรุดตัวลงไปนั่งยอง เขาเปิดถุงหยิบปึกกระดาษยันต์สีเหลืองอ่อนมาถือไว้
ฉินหย่งสือก้มมองการกระทำของลู่เว่ยหลงนิ่งๆ แล้วจึงทิ้งตัวลงไปนั่งยองตรงหน้าเขา ตาคมปราดมองลวดลายวิจิตรพิลึกบนถุงผ้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย
เมื่อลู่เว่ยหลงหยิบของยุกยิกออกมาเตรียมเขียนเรียบร้อยจึงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องผงะถอยเพราะฉินหย่งสือนั่งประจันหน้ากับเขาในระยะที่เรียกได้ว่าใกล้มาก ลู่เว่ยหลงรีบขยับตัวออกมาสองก้าว
“อะ เอ่อ คุณชายใหญ่คงทราบแล้วว่าข้าสามารถเขียนยันต์ได้เพราะการเป็ช่างฝีมือปราณ ข้าคิดว่าข้าจะเขียนยันต์ให้ท่านพกไว้สักหน่อยขอรับ”
ว่าแล้วก็ก้มหน้างุดหลบสายตาของคนข้างหน้า หัวใจเต้นตึกตัก
“ยันต์พลังธาตุข้ามีพกไว้อยู่แล้ว ไม่ต้องลำบากเ้าหรอก”
“แต่ข้าอยากช่วยท่านบ้าง... ท่านเป็คนบอกว่าที่พาข้ามาเพราะเห็นว่าข้าอาจทำประโยชน์แก่ท่านได้มิใช่หรือขอรับ?”
ลู่เว่ยหลงพูดเสียงเบา เขาก็ไม่ได้อยากเป็คนไร้ประโยชน์เสียทีเดียว
“ข้าได้ลองใช้ยันต์ฝีมือข้าดูบ้างแล้ว คุณภาพก็ถือว่าพอใช้ได้เลยนะขอรับ ของแบบนี้มีเยอะๆไว้ดีกว่าไม่พอใช้”
ฉินหย่งสือนิ่งฟังคนพูดงุบงิบ เมื่อยังไม่ได้คำตอบเสียที ลู่เว่ยหลงที่อยากช่วยเต็มพิกัดจึงตัดสินใจเงยหน้าส่งสายตาเว้าวอนไปให้
ดวงตาคมของฉินหย่งสือจ้องมั่นมาที่ใบหน้าลู่เว่ยหลงนิ่ง คนตัวเล็กที่เพิ่งทำใจกล้ามองพยัคฆ์แดงจึงทนไม่ไหว เป็ฝ่ายหลบสายตากร้าวนั้นไปจ้องแผ่นยันต์เปล่าๆในมือตนเองเหมือนเดิม
ฉินหย่งสือยื่นมือหนามาช่วยถือข้าวของพะรุงพะรังในมือของลู่เว่ยหลง เสียงทุ้มเอ่ยถามเสียงเบา
“เ้าเขียนยันต์ธาตุใดได้บ้าง”
ดวงหน้าลู่เว่ยหลงเจือความยินดี รีบตอบ
“ข้าเขียนยันต์ ‘ลม’ และ ‘ไฟ’ ได้ขอรับ”
“อย่างละสาม”
คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก แล้วรีบก้มลงไปเขียนอย่างตั้งใจ
“อันนี้ลม”
ลู่เว่ยหลงยื่นให้สามใบ ฉินหย่งสือหยิบมาดู เห็นเป็อักขระแปลกๆที่เขาอ่านไม่ออก
“อันนี้ไฟ”
ยื่นให้อีกสามใบ อักขระแตกต่างจากสามใบแรก
“อืม… ท่านคิดว่ายันต์ของข้าสามารถทำสิ่งอื่นได้อีกหรือไม่ขอรับ ข้าเองก็เพิ่งได้ศึกษาไปเล็กน้อยเท่านั้น หากท่านจะช่วยลองแนะนำ...”
ลู่เว่ยหลงกระซิบเสียงค่อย พู่กันจ่อรอคอยอยู่บนกระดาษ ฉินหย่งสือนิ่งคิดไปอีกเล็กน้อย
“เ้าทำยันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่”
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์? ใช้อย่างไร?”
“สำหรับเคลือบพลังหยางลงบนอาวุธหรือร่างกายชั่วคราว ใช้เมื่อเวลาที่ต้องปะทะกับไอมารโดยตรง”
“ไว้ต่อกรกับไอมาร... คิดว่าน่าจะทำได้นะขอรับ”
ลู่เว่ยหลงหลับตาทำสมาธิ แล้วจึงค่อยเขียนลงไปในยันต์ว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’
“แหะๆ ไม่รู้ว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ ท่านคงต้องเป็ผู้ลองแล้วล่ะ ท่านใช้ใบเดียวหรือ?”
ร่างสูงพยักหน้ารับ ลู่เว่ยหลงจึงส่งยันต์ให้ เขาใช้ปลายด้ามพู่กันแตะๆที่คางนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลงมือเขียนยันต์ยุกยิกให้ฉินหย่งสืออีกหนึ่งใบ
เมื่อเขียนเสร็จแล้วจึงพับกระดาษยันต์นั้นเป็ทบเล็กๆ แล้วถือวิสาสะยัดลงไปในสาบเสื้อชั้นกลางของฉินหย่งสือ
“ฝากท่านเอาไว้ตรงนั้นได้ไหมขอรับ เผื่อไว้ว่ามันจะมีประโยชน์ขึ้นมา”
“…อืม”
ฉินหย่งสือไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็ไม่ขัด เมื่อเขาไม่ได้ขอยันต์อะไรเพิ่มอีก ทั้งสองจึงค่อยๆยันตัวยืนขึ้น มือเรียวแบมือยื่นมาหาฉินหย่งสือ
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยถือให้ข้า ข้าขอบรูโน่คืนด้วยขอรับ”
ฉินหย่งสือส่งถุง ‘บรูโน่’ คืนให้
—————
ตอนหน้ามีคิวบู๊ รีบจองคิวแถวหน้ากันได้เลยจ้า
.