ข้าทะลุมิติมากับซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่

    16/2 ตงตงดื้อเสียแล้ว

            ตอนค่ำในขณะที่เด็กชายกำลังนอนเอาหน้าซบลงที่ครรภ์ของหญิงสาวเพื่อพูดคุยกับเจ้าถั่วน้อย

            ถานเวยเวยก็พูดถึงเรื่องที่ฝากให้จางซื่อไปจัดการฝากเขาเข้าสำนักศึกษาขึ้นมา ถานเสวียตงได้ยินแล้วตัวแข็งทื่อ ผุดลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยสีหน้าหวาดหวั่นทันใด

            “พี่สาว...ข้าไม่อยากไปเรียน ข้าอยู่กับท่านทุกวันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ถานเสวียตงพูดเสียงอ่อย

            ถานเวยเวยรับรู้ถึงความกังวลของเขา นางยื่นมือไปลูบเรือนผมนุ่มสลวยเบาๆ พยายามพูดปลอบโยน “เจ้าอายุเกือบจะเก้าขวบแล้ว จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้ไว้ให้มากสิ”

            “ตะ...แต่ว่าข้าไม่อยากไป” ถานเสวียตงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

            “ไม่ได้นะตงตง อย่างไรก็ต้องไป เพราะความรู้เป็นสมบัติที่จะติดตัวเจ้าไปตลอดชีวิต ในอนาคตไม่ว่าจะสูญเสียเงินทองไปสักเท่าใด แต่เจ้าก็ไม่มีทางที่จะสูญเสียความรู้ไปได้ พี่ทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเจ้าเอง”

            “แต่ว่าข้า...”

            ถานเสวียตงคิดจะโต้แย้งอีก ทว่าถานเวยเวยกลับทิ้งไม้ตายให้เขายอมจำนนจนได้ “เจ้าเป็นน้าชายของถั่วน้อย เช่นนั้นก็ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่นะ”

            รุ่งเช้า

            ถานเสวียนตงก็ถูกหญิงสาวจับแต่งตัวเสียเหมือนคุณชายน้อย ด้วยเสื้อคลุมสีครามชุดใหม่ พร้อมกับเอาเงินใส่กระเป๋าให้เขาสิบอีแปะเพื่อติดตัวเอาไว้

            “ทั้งที่วันนี้เป็นวันแรกของการไปเรียน พี่คงจะเดินไปส่งไม่ไหว แต่เจ้าคงจะรู้ว่าสำนักศึกษาอยู่ไหนกระมัง เช่นนั้นก็เดินทางระวังๆ ตั้งใจเล่าเรียนนะ ไว้ตอนเย็นพี่จะทำของอร่อยไว้รอ” ถานเวยเวยเกล้าผมให้น้องชายพลางพร่ำสอนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “...ขอรับ”

            ทางเด็กชาย แม้จะเข้าใจแล้วว่าการเรียนสำคัญถึงเพียงไหน แต่ใบหน้าของเขาก็ยังเศร้าซึมอยู่ดี จนกระทั่งเดินออกจากกระท่อมไป ท่าทางของเขาก็ไม่ได้ร่าเริงขึ้นสักนิด

            ถานเวยเวยยืนส่งเขาอยู่ที่หน้ากระท่อม เห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ยิ้มพร้อมส่ายหน้าเบาๆ  เข้าใจไปว่าอาจจะต้องใช้เวลาสักพักเขาถึงจะปรับตัวและมีเพื่อนใหม่ได้

            ถานเสวียตงเดินทางมาถึงสำนักศึกษาในหมู่บ้าน ที่นี่มีแต่เด็กๆ ที่ตระกูลพอจะมีฐานะสักหน่อยเข้ามาเล่าเรียน ครั้นเมื่อเด็กชายก้าวเข้ามาในห้องเรียน เด็กพวกนั้นก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว แล้วจากนั้นพวกเขาก็เริ่มซุบซิบนินทากัน

            “นั่นมันเด็กในถ้ำไม่ใช่หรือ เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่เล่า”

            “เจ้าคนนั้นเคยมาขโมยผักที่บ้านข้าด้วย เจ้าอย่าไปเล่นกับมันเชียว”

            “มันเข้ามาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าไปเป็นเด็กรับใช้หญิงที่เปิดร้านขายอาหารแล้วรึ”

            คำพูดเหล่านั้นเสียดแทงใจเด็กชายจนตัวของเขาสั่นสะท้าน

            เขาอยากจะตะโกนใส่คนพวกนั้นเหลือเกินว่าสิ่งที่พวกเขาพูดไม่เป็นความจริง หรือหากจะเป็นความจริง แต่ตัวเขาในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว

            แต่สิ่งที่ทำให้ถานเสวียตงไม่อาจจะพูดแก้ต่างออกไปได้ นั่นคือฐานะที่พอจะมีกินของเด็กพวกนั้น เปรียบเสมือนกำแพงสูงใหญ่ที่กั้นขวางระหว่างเขากับเด็กคนอื่นๆ ทำให้เขารู้สึกว่าคนอย่างเขาไม่อาจจะเผยอหน้าไปพูดคุยกับเด็กเหล่านั้นได้

            “เอาละๆ นั่งประจำที่ของตนได้แล้ว วันนี้มีสหายคนใหม่จะมาร่วมเรียนด้วย”

            ท่านอาจารย์เครายาวเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับบอกให้ทุกคนไปนั่งประจำที่ของตน ก่อนจะเรียกให้ถานเสวียตงเดินไปที่หน้าห้อง

            เด็กชายตื่นเต้นและกังวล จนตัวเย็นเฉียบไปทั้งตัว เขาเดินไปตามคำสั่งของท่านอาจารย์ แต่ก็กลับเอาแต่ก้มหน้าอยู่ตลอด

            “สหายคนใหม่ของพวกเจ้าก็คือเด็กคนนี้ เขาอาจจะเข้าเรียนช้าไปสักหน่อยแต่จากนี้ไปก็ช่วยดูแลเขาด้วย มีน้ำใจต่อกันให้มากๆ” ท่านอาจารย์บอกกับเด็กๆ คนอื่น แล้วหันมาหาถานเสวียตง “เจ้าบอกชื่อกับเหล่าสหายในห้องสิ”

            ถานเสวียตงกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ

            แม้ปากจะสั่นแต่เขาก็ยังอยากจะบอกชื่อของตนให้เด็กๆ ในห้องได้รู้ไว้ ทว่าในชั่วขณะที่กำลังอ้าปากนั้นก็กลับมีเสียงของเด็กคนหนึ่งในห้องดังสวนขึ้นมาเสียก่อน

            “ข้ารู้ๆ เขาชื่อเสี่ยวต้งเสวียอย่างไรเล่า เขาก็คือเจ้าเด็กถ้ำ!”

            “ใช่ๆ เจ้าเด็กถ้ำ ฮ่าๆ เขาชอบขโมยของด้วย!”

            นัยน์ตาของถานเสวียตงสั่นระริก

            เด็กที่อาศัยอยู่ในถ้ำ

            เด็กที่ชอบขโมยของ

            เด็กที่ไม่มีเงินและครอบครัว

            อย่างไรเขาก็คือเด็กคนคนนั้นตลอดไปอย่างนั้นหรือ แล้วเขาเข้ามายืนทัดเทียมอยู่ในห้องกับเด็กๆ คนอื่นอย่างนี้ได้อย่างไรกันนะ

             

            เรือนใหม่ของถานเวยเวยสร้างเสร็จในหนึ่งอาทิตย์ต่อมา

            และถานเสวียตงก็ยังคงไปเรียนทุกวัน หญิงสาวคาดเดาว่าในตอนนั้นเขาคงจะปรับตัวได้บ้างแล้ว แต่ก็คงจะยังมีเรื่องกังวลอยู่เล็กน้อย เพราะทุกครั้งที่นางถามถึงสำนักศึกษาเขาจะทำท่าเหมือนไม่อยากคุย ดังนั้นนางจึงไม่อยากไปเพิ่มความเครียดให้เขาอีก

            ทว่าในช่วงบ่ายของวันที่นางกำลังดูคนงานของพี่ชายจางซื่อช่วยกันย้ายของจากกระท่อมเก่าเข้าเรือนใหม่นั้น ท่านอาจารย์ของน้องชายบุญธรรมก็เดินทางมาหา

            “เจ้าคือถานซื่อ พี่สาวของถานเสวียตงกระมัง ข้าคืออาจารย์สิงเป็นอาจารย์จากสำนักศึกษา”

            ครรภ์ของหญิงสาวใหญ่มากแล้ว เรื่องต่างๆ จึงฝากให้จางซื่อไปดูแลอยู่เป็นประจำ เพราะอย่างนี้นางจึงไม่เคยได้พบอาจารย์ของน้องชาย

            “ใช่เจ้าค่ะ เป็นข้าเอง แล้วท่านอาจารย์มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ หรือว่าเกิดเรื่องใดที่สำนักศึกษากัน”

            ถานเวยเวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนใจ ทว่าสิ่งที่อาจารย์กล่าวต่อมากลับทำให้หัวใจของนางถึงกับกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ปลายเท้า

            “ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอก เพียงแต่ว่าถานเสวียตงไม่ได้ไปที่สำนักศึกษาเลยหลังจากที่ไปเรียนวันแรก ข้าเพียงแต่อยากมาถามว่าเขาเกิดป่วยหรือว่าอย่างไรกัน”

            หลังจากที่ได้รู้เรื่องใหญ่จากท่านอาจารย์

            ถานเวยเวยตัดสินใจที่จะไม่เรียกเด็กชายมาตำหนิหรือทำอะไร

            วันนั้นนางก็เพียงแต่รอเด็กชายกลับมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนทุกวัน

            “โอ้โห! เรือนใหม่เสร็จแล้ว!”

            เด็กชายเห็นพี่สาวยืนรออยู่ที่หน้าเรือนแห่งใหม่ก็ดีใจเป็นนักหนา เขารีบวิ่งเข้าไปในเรือนที่เพิ่งสร้างเสร็จ จากนั้นก็วิ่งไปทั่วเรือนกระทั่งไปหยุดที่ห้องนอนของตนเอง

            เตียงไม้ที่ปูด้วยฟูกอันหนานุ่มอบอุ่นตั้งรออยู่ในห้อง ถาน

             เสวียตงเห็นแล้วก็รีบขึ้นไปนั่ง เอามือเล็กของตนลูบๆ คลำๆ ไปบนผ้าปูเตียงด้วยความดีใจ

            “ชอบหรือไม่?”

            ถานเวยเวยประคองครรภ์เจ็ดเดือนเข้ามายืนตรงหน้าประตู ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแม้ในใจจะปั่นป่วนเพียงแค่ไหนก็ตาม

            “ชอบขอรับ! ข้าชอบมาก!”

            ถานเสวียตงฉีกยิ้มร่าในรอบหลายวัน กระโดดลงมาจากเตียงแล้วก็พุ่งเข้ามากอดพี่สาวของตนเองไว้ “ขอบคุณท่านด้วย พี่สาวข้ารักท่านเหลือเกิน”

            หญิงสาวยื่นมือไปลูบหลังของเขา

            ในใจก็คิดลังเลที่จะเอ่ยถามว่าทำไมเขาถึงไม่ไปสำนักศึกษาดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเก็บความสงสัยไว้ในอก

            เพราะเด็กชายเพิ่งจะยิ้มแย้มในรอบหลายวันมานี้แล้วนางจะทำลายความสุขของเขาได้อย่างไร

            “ไปล้างมือล้างเท้ามาก่อนเถิด ประเดี๋ยวเราไปกินมื้อเย็นกัน”

            “ขอรับ!” 

    คล้ายกับเรื่องข้าทะลุมิติมากับซูเปอร์มาร์เก็ตเคลื่อนที่ ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788