ตอนค่ำในขณะที่เด็กชายกำลังนอนเอาหน้าซบลงที่ครรภ์ของหญิงสาวเพื่อพูดคุยกับเจ้าถั่วน้อย
ถานเวยเวยก็พูดถึงเรื่องที่ฝากให้จางซื่อไปจัดการฝากเขาเข้าสำนักศึกษาขึ้นมา ถานเสวียตงได้ยินแล้วตัวแข็งทื่อ ผุดลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยสีหน้าหวาดหวั่นทันใด
“พี่สาว...ข้าไม่อยากไปเรียน ข้าอยู่กับท่านทุกวันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ถานเสวียตงพูดเสียงอ่อย
ถานเวยเวยรับรู้ถึงความกังวลของเขา นางยื่นมือไปลูบเรือนผมนุ่มสลวยเบาๆ พยายามพูดปลอบโยน “เจ้าอายุเกือบจะเก้าขวบแล้ว จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้ไว้ให้มากสิ”
“ตะ...แต่ว่าข้าไม่อยากไป” ถานเสวียตงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่ได้นะตงตง อย่างไรก็ต้องไป เพราะความรู้เป็นสมบัติที่จะติดตัวเจ้าไปตลอดชีวิต ในอนาคตไม่ว่าจะสูญเสียเงินทองไปสักเท่าใด แต่เจ้าก็ไม่มีทางที่จะสูญเสียความรู้ไปได้ พี่ทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเจ้าเอง”
“แต่ว่าข้า...”
ถานเสวียตงคิดจะโต้แย้งอีก ทว่าถานเวยเวยกลับทิ้งไม้ตายให้เขายอมจำนนจนได้ “เจ้าเป็นน้าชายของถั่วน้อย เช่นนั้นก็ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่นะ”
รุ่งเช้า
ถานเสวียนตงก็ถูกหญิงสาวจับแต่งตัวเสียเหมือนคุณชายน้อย ด้วยเสื้อคลุมสีครามชุดใหม่ พร้อมกับเอาเงินใส่กระเป๋าให้เขาสิบอีแปะเพื่อติดตัวเอาไว้
“ทั้งที่วันนี้เป็นวันแรกของการไปเรียน พี่คงจะเดินไปส่งไม่ไหว แต่เจ้าคงจะรู้ว่าสำนักศึกษาอยู่ไหนกระมัง เช่นนั้นก็เดินทางระวังๆ ตั้งใจเล่าเรียนนะ ไว้ตอนเย็นพี่จะทำของอร่อยไว้รอ” ถานเวยเวยเกล้าผมให้น้องชายพลางพร่ำสอนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“...ขอรับ”
ทางเด็กชาย แม้จะเข้าใจแล้วว่าการเรียนสำคัญถึงเพียงไหน แต่ใบหน้าของเขาก็ยังเศร้าซึมอยู่ดี จนกระทั่งเดินออกจากกระท่อมไป ท่าทางของเขาก็ไม่ได้ร่าเริงขึ้นสักนิด
ถานเวยเวยยืนส่งเขาอยู่ที่หน้ากระท่อม เห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ยิ้มพร้อมส่ายหน้าเบาๆ เข้าใจไปว่าอาจจะต้องใช้เวลาสักพักเขาถึงจะปรับตัวและมีเพื่อนใหม่ได้
ถานเสวียตงเดินทางมาถึงสำนักศึกษาในหมู่บ้าน ที่นี่มีแต่เด็กๆ ที่ตระกูลพอจะมีฐานะสักหน่อยเข้ามาเล่าเรียน ครั้นเมื่อเด็กชายก้าวเข้ามาในห้องเรียน เด็กพวกนั้นก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว แล้วจากนั้นพวกเขาก็เริ่มซุบซิบนินทากัน
“นั่นมันเด็กในถ้ำไม่ใช่หรือ เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่เล่า”
“เจ้าคนนั้นเคยมาขโมยผักที่บ้านข้าด้วย เจ้าอย่าไปเล่นกับมันเชียว”
“มันเข้ามาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าไปเป็นเด็กรับใช้หญิงที่เปิดร้านขายอาหารแล้วรึ”
คำพูดเหล่านั้นเสียดแทงใจเด็กชายจนตัวของเขาสั่นสะท้าน
เขาอยากจะตะโกนใส่คนพวกนั้นเหลือเกินว่าสิ่งที่พวกเขาพูดไม่เป็นความจริง หรือหากจะเป็นความจริง แต่ตัวเขาในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ถานเสวียตงไม่อาจจะพูดแก้ต่างออกไปได้ นั่นคือฐานะที่พอจะมีกินของเด็กพวกนั้น เปรียบเสมือนกำแพงสูงใหญ่ที่กั้นขวางระหว่างเขากับเด็กคนอื่นๆ ทำให้เขารู้สึกว่าคนอย่างเขาไม่อาจจะเผยอหน้าไปพูดคุยกับเด็กเหล่านั้นได้
“เอาละๆ นั่งประจำที่ของตนได้แล้ว วันนี้มีสหายคนใหม่จะมาร่วมเรียนด้วย”
ท่านอาจารย์เครายาวเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับบอกให้ทุกคนไปนั่งประจำที่ของตน ก่อนจะเรียกให้ถานเสวียตงเดินไปที่หน้าห้อง
เด็กชายตื่นเต้นและกังวล จนตัวเย็นเฉียบไปทั้งตัว เขาเดินไปตามคำสั่งของท่านอาจารย์ แต่ก็กลับเอาแต่ก้มหน้าอยู่ตลอด
“สหายคนใหม่ของพวกเจ้าก็คือเด็กคนนี้ เขาอาจจะเข้าเรียนช้าไปสักหน่อยแต่จากนี้ไปก็ช่วยดูแลเขาด้วย มีน้ำใจต่อกันให้มากๆ” ท่านอาจารย์บอกกับเด็กๆ คนอื่น แล้วหันมาหาถานเสวียตง “เจ้าบอกชื่อกับเหล่าสหายในห้องสิ”
ถานเสวียตงกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ
แม้ปากจะสั่นแต่เขาก็ยังอยากจะบอกชื่อของตนให้เด็กๆ ในห้องได้รู้ไว้ ทว่าในชั่วขณะที่กำลังอ้าปากนั้นก็กลับมีเสียงของเด็กคนหนึ่งในห้องดังสวนขึ้นมาเสียก่อน
“ข้ารู้ๆ เขาชื่อเสี่ยวต้งเสวียอย่างไรเล่า เขาก็คือเจ้าเด็กถ้ำ!”
“ใช่ๆ เจ้าเด็กถ้ำ ฮ่าๆ เขาชอบขโมยของด้วย!”
นัยน์ตาของถานเสวียตงสั่นระริก
เด็กที่อาศัยอยู่ในถ้ำ
เด็กที่ชอบขโมยของ
เด็กที่ไม่มีเงินและครอบครัว
อย่างไรเขาก็คือเด็กคนคนนั้นตลอดไปอย่างนั้นหรือ แล้วเขาเข้ามายืนทัดเทียมอยู่ในห้องกับเด็กๆ คนอื่นอย่างนี้ได้อย่างไรกันนะ
เรือนใหม่ของถานเวยเวยสร้างเสร็จในหนึ่งอาทิตย์ต่อมา
และถานเสวียตงก็ยังคงไปเรียนทุกวัน หญิงสาวคาดเดาว่าในตอนนั้นเขาคงจะปรับตัวได้บ้างแล้ว แต่ก็คงจะยังมีเรื่องกังวลอยู่เล็กน้อย เพราะทุกครั้งที่นางถามถึงสำนักศึกษาเขาจะทำท่าเหมือนไม่อยากคุย ดังนั้นนางจึงไม่อยากไปเพิ่มความเครียดให้เขาอีก
ทว่าในช่วงบ่ายของวันที่นางกำลังดูคนงานของพี่ชายจางซื่อช่วยกันย้ายของจากกระท่อมเก่าเข้าเรือนใหม่นั้น ท่านอาจารย์ของน้องชายบุญธรรมก็เดินทางมาหา
“เจ้าคือถานซื่อ พี่สาวของถานเสวียตงกระมัง ข้าคืออาจารย์สิงเป็นอาจารย์จากสำนักศึกษา”
ครรภ์ของหญิงสาวใหญ่มากแล้ว เรื่องต่างๆ จึงฝากให้จางซื่อไปดูแลอยู่เป็นประจำ เพราะอย่างนี้นางจึงไม่เคยได้พบอาจารย์ของน้องชาย
“ใช่เจ้าค่ะ เป็นข้าเอง แล้วท่านอาจารย์มีธุระอะไรหรือเจ้าคะ หรือว่าเกิดเรื่องใดที่สำนักศึกษากัน”
ถานเวยเวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงร้อนใจ ทว่าสิ่งที่อาจารย์กล่าวต่อมากลับทำให้หัวใจของนางถึงกับกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ปลายเท้า
“ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอก เพียงแต่ว่าถานเสวียตงไม่ได้ไปที่สำนักศึกษาเลยหลังจากที่ไปเรียนวันแรก ข้าเพียงแต่อยากมาถามว่าเขาเกิดป่วยหรือว่าอย่างไรกัน”
หลังจากที่ได้รู้เรื่องใหญ่จากท่านอาจารย์
ถานเวยเวยตัดสินใจที่จะไม่เรียกเด็กชายมาตำหนิหรือทำอะไร
วันนั้นนางก็เพียงแต่รอเด็กชายกลับมาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนทุกวัน
“โอ้โห! เรือนใหม่เสร็จแล้ว!”
เด็กชายเห็นพี่สาวยืนรออยู่ที่หน้าเรือนแห่งใหม่ก็ดีใจเป็นนักหนา เขารีบวิ่งเข้าไปในเรือนที่เพิ่งสร้างเสร็จ จากนั้นก็วิ่งไปทั่วเรือนกระทั่งไปหยุดที่ห้องนอนของตนเอง
เตียงไม้ที่ปูด้วยฟูกอันหนานุ่มอบอุ่นตั้งรออยู่ในห้อง ถาน
เสวียตงเห็นแล้วก็รีบขึ้นไปนั่ง เอามือเล็กของตนลูบๆ คลำๆ ไปบนผ้าปูเตียงด้วยความดีใจ
“ชอบหรือไม่?”
ถานเวยเวยประคองครรภ์เจ็ดเดือนเข้ามายืนตรงหน้าประตู ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแม้ในใจจะปั่นป่วนเพียงแค่ไหนก็ตาม
“ชอบขอรับ! ข้าชอบมาก!”
ถานเสวียตงฉีกยิ้มร่าในรอบหลายวัน กระโดดลงมาจากเตียงแล้วก็พุ่งเข้ามากอดพี่สาวของตนเองไว้ “ขอบคุณท่านด้วย พี่สาวข้ารักท่านเหลือเกิน”
หญิงสาวยื่นมือไปลูบหลังของเขา
ในใจก็คิดลังเลที่จะเอ่ยถามว่าทำไมเขาถึงไม่ไปสำนักศึกษาดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเก็บความสงสัยไว้ในอก
เพราะเด็กชายเพิ่งจะยิ้มแย้มในรอบหลายวันมานี้แล้วนางจะทำลายความสุขของเขาได้อย่างไร
“ไปล้างมือล้างเท้ามาก่อนเถิด ประเดี๋ยวเราไปกินมื้อเย็นกัน”
“ขอรับ!”