“จริงหรือคะ”ทิชาร้องออกมา ไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้องแล้วหรือไม่ บลันช์ คอลด์เวลเป็คนที่รักอิสระและใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังมาเป็เวลานานเกินกว่าที่จะ้าใครไปอยู่เป็เพื่อนด้วย
“ก็จริงน่ะสิ”ป้าของเธอผงกศีรษะยืนยัน สบสายตาที่เต็มไปด้วยแววแห่งคำถามของหลานสาวอย่างมั่นใจถ้าหนูรักงานเขียนรูปนี่จริงๆมันก็ไม่มีความจำเป็อะไรที่จะต้องเสียสละงานที่ตัวเองรักออกไปหางานทำ เพื่อหาเงินหรือทนอยู่กับพ่อที่มีทิฐินี่”
“แต่...พ่อน่ะสิคะไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไร จะยอมหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ทำไมเขาจะต้องมาตั้งป้อมเอากับพี่สาวที่จะช่วยดูแลลูกสาวของตัวเองด้วยล่ะ” บลันช์หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มๆนั้นเข้ากับสำเนียงพูดที่นุ่มนวลของเธอได้เป็อย่างดี
“แล้วเื่...เอ้อหนูหมายถึงว่าหนูจะไปรบกวนการทำงานของป้าหรือเปล่าล่ะคะ” ทิชาถามด้วยความเกรงใจ
“ป้าน่ะเป็คนที่มีความสุขอยู่กับการที่ได้อยู่ตามลำพังก็จริงแล้วก็พยายามที่จะใช้ชีวิตอย่างนั้นเพื่อสนองความพอใจของตัวเอง” รอยยิ้มบางๆ ฉาบขึ้นบนสีหน้าที่เคร่งขรึมแต่นั่นมันมิได้หมายความว่าป้าจะตัดตัวเองออกเสียหมดจากทุกสิ่งทุกอย่างหรอกป้าอาจจะนั่งลงเขียนรูปในสถานที่ซึ่งมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจที่สุดหรือมีรถราวิ่งขวักไขว่โดยไม่ได้ยินเสียงมันเลยก็ได้และเวลานี้ป้าก็คิดว่าอยากจะมีเพื่อนที่เข้าใจในงานศิลปะประเภทนี้ไปอยู่ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนูเป็หลานของป้าเอง”
“แหม..นี่หนูจะพูดอย่างไรดีคะนี่”ทิชาร้องออกมา รู้สึกปีติยินดีกับความเอื้อเฟื้อ แต่ก็ยังจะต้องรอให้พ่ออนุญาตเสียก่อนถึงแม้เธอกับพ่อจะมีเื่โต้แย้งขัดเคืองกันอยู่เสมอ แต่ในใจของสาวน้อยนั้นก็ยังไม่อาจจะสำแดงความเป็ศัตรูกับผู้เป็บิดาอย่างเปิดเผยและออกจากบ้านนี้โดยปราศจากความผูกพันอีกต่อไป
“ถ้าหนูอยากจะไปอยู่กับป้าจริงๆก็ตอบรับมาก็แล้วกัน มันไม่ยากหรอก ป้าจะช่วยพูดกับพ่อให้” บลันช์ให้ความมั่นใจแต่ต้องรู้ไว้อย่างหนึ่งด้วยว่าบางทีชีวิตทางสังคมของหนูอาจจะลำบากไปสักหน่อยจนกว่าจะทำตัวให้เคยชินกับที่นั่นได้”
“ถ้าป้าตีความหมายคำว่าชีวิตในสังคมของหนูไปในเื่ของการนัดพบคู่ควงทั้งหลายละก็หนูคิดว่าหนูไม่สนใจหรอกค่ะถ้ามันจะมีการแตกแยกเกิดขึ้น บางทีไอ้การงดเว้นเื่อย่างนี้เสียบ้างจะเป็การช่วยให้หนูมองพวกผู้ชายได้ดีขึ้นด้วยซ้ำจริงๆ แล้ว พวกผู้ชายที่หนูคบอยู่ยังเด็กแล้วก็มักจะนึกถึงแต่ตัวเองมากกว่า”
เสียงหัวเราะของป้ากับหลานดังขึ้นพร้อมกันบลันช์จับมือหลานสาวไว้
“ถ้าอย่างนั้นป้าก็จะบอกให้ว่าผู้ชายคนที่เหมาะกับหนูนั่นน่ะควรจะเป็ผู้ชายที่สูงวัยกว่าสักหน่อย แล้วเตือนป้าให้แนะนำให้หนูได้รู้จักเพื่อนบ้านด้วยก็แล้วกัน”
“อย่าให้พ่อได้ยินเชียวนะคะว่าป้าพูดอะไรทำนองนี้”สาวน้อยยิ้มอย่างแจ่มใสไม่เช่นนั้นพ่อเป็ไม่ยอมให้หนูไปอยู่กับป้าแน่เลย”
“มันก็เป็การลำบากอยู่เหมือนกันที่จะให้พ่อของหนูซึ่งขาดคู่ชีวิตไปและไม่ปรารถนาจะไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นๆ อีก อยู่ในขอบเขตที่เรา้าได้โดยเฉพาะเมื่อพ่อก็อยากจะได้เห็นลูกสาวเป็เด็กดี” ป้าของเธออธิบายอย่างใจเย็น แววในดวงตาแจ่มใสนักไม่ใช่ว่าป้าจะทำตัวเป็ทนายว่าต่างให้หนูควรจะมีคู่รักหรอกป้าเองก็มีอคติในเื่นี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่เข้มงวดเท่าพ่อแม่เท่านั้นละ”
“แล้วนั่นมันหมายความว่าอย่างไรล่ะคะ ทิชาทำเสียงล้อๆหมายความว่าไฟตรงหน้าระเบียงบ้านจะต้องดับภายใน20 นาที ที่คู่นัดของหนูขับรถมาส่งแทนที่จะใช้เวลาแค่ 5 นาที อย่างที่พ่อทำอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่าคะ
“ก็คงจะเป็ทำนองนั้นกระมัง”บลันช์หัวเราะบีบมือหลานสาวเบาๆ ก่อนที่จะปล่อยออกเอาละตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ป้าจะต้องไปโน้มน้าวจิตใจให้พ่อของหนูยอมปล่อยให้หนูไปอยู่กับป้าเสียทีก่อน หนูไม่ได้กระทำการใดๆ อันส่อเจตนาร้ายต่อตัวเขานี่นา”
หลังจากที่บลันช์กลับไปสู่ฮ็อทสปริง ได้ 2 วัน ทิชาก็ออกเดินทางตามไปยังฮ็อท สปริง อาคันซอในรถมัสแตงอันเป็พาหนะประจำตัวของสาวน้อย คือสัมภาระทั้งหลายอันประกอบด้วยเสื้อผ้าอุปกรณ์การเขียน รูป สี ผ้าใบและกับข้าวของเครื่องใช้ที่เธอไม่อาจจะทนทิ้งมันไว้ข้างหลังได้ ความปลอดโปร่งโล่งใจที่เกิดขึ้นในจิตใจของสาวน้อยในเวลานี้มิได้เกิดขึ้นเพราะได้รับการปลดปล่อยจากชีวิตที่อยู่ใต้อิทธิพลของผู้เป็บิดา แต่มันเป็ผลที่เกิดจากการอำลากันด้วยความรักความอาลัยจนทำให้ทิชามีความรู้สึกเหมือนตัวเองมิได้ลงจากบ้านมาเลยด้วยซ้ำ
ฤดูใบไม้ร่วงได้เริ่มสัญญาณของมันด้วยการแต่งแต้มสีสันให้กับราวป่าบนเทือกเขาโอซาร์คแล้วใบไม้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลแกมทองบ้างก็แดงเจิดจ้ามีแต่เพียงต้นสนเท่านั้นที่ยืนต้นเขียวชอุ่มตัดกับสีสันที่ฤดูใบไม้ร่วงช่วยแต่งเติมให้อาทิตย์ลอยดวงเปล่งรังสีแสงเจิดจ้าอยู่เหนือท้องฟ้าสีครามใสแต่สายลมที่พานพัดมาจากทางด้านทิศเหนือนั้นเริ่มคละเคล้าด้วยไอแห่งความหนาวเย็นบ้างแล้ว
ทิชาเคยมาเยี่ยมบ้านของป้าเพียง2 ครั้ง นับแต่วันที่บลันช์ย้ายออกมาอยู่แถบนี้เกือบปีแล้ว แต่ความทรงจำของเธอในเื่เส้นทางไม่มีผิดพลาดเมื่อมาถึงทางแยกซึ่งมีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มทั้งสองข้างทางนั้น เธอชะลอรถมัสแตงสีฟ้าและหยุดลงทั้งนี้เพราะตรงทางแยกซึ่งตัดเลี้ยวขึ้นสูู่เาเป็ทางโค้งอันตราย มีต้นไม้ขึ้นกำบังสายตาที่จะทำให้มองไม่เห็นรถคันใดที่จะแล่นสวนลงมาและเป็ทางที่จะตัดขึ้นสู่บ้านของป้าออกจะเป็โชคอยู่บ้างที่ไม่มียวดยานสัญจรไปมาบนเส้นทางนี้มากนัก ทิชารู้สึกปลอดภัยพอที่จะขับตัดเข้าสู่เส้นทางและเลี้ยวขึ้นสูู่เาลูกข้างหน้า
แต่ในทันทีที่เธอหักเลี้ยวนั่นเองรถสปอร์ตราคาแพงคันหนึ่งก็โฉบลงมาด้วยความเร็ว และเบียดเข้ามาในฝั่งถนนด้านรถของเธอไม่มีทางที่ทิชาจะหลบให้พ้นจากรถที่แล่นเข้ามาหาได้ เนื่องจากฟากด้านนั้นเป็สันเขาแนวดิ่งเพียงแต่คนขับใช้ความชำนาญหักหลบได้ทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดการชนกันขึ้นอย่างรุนแรงแต่ก็เฉี่ยวกันชนรถด้านหน้าของเธอเข้าจนได้
ทิชาเบรครถเสียงสนั่นนั่งตลึงตัวแข็งอยู่หลังพวงมาลัยนั่นเองตระหนกใจนแทบจะไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายถึงแม้การเฉี่ยวในระยะใกล้นั้นจะไม่ทำให้เธอได้รับอันตราย แต่ก็ขวัญหายจนสั่นสะท้านไปทั้งตัวมือที่จับพวงมาลัยรถซีดขาว โกรธคนที่ขับรถสปอร์ตคันนั้นที่ชอบประมาทของเขาเกือบจะทำให้ต้องตายกันไปทั้งคู่ เมื่อหันไปมองก็เห็นว่ารถสปอร์ตสีขาวคันนั้นได้หยุดลงตรงทางแยกพอดี
ทิชาก้าวลงจากรถแสงตะวันส่องต้องเส้นผมเป็ประกายสีแดง จัดจ้าเข้ากันกับอารมณ์โกรธที่ผุดพลุ่งราวเปลวไฟในดวงตาสีเขียวเข้มคู่นั้น ก้าวยาวๆ เข้าไปดูร่องรอยตรงที่ถูกรถสปอร์ตเฉี่ยวไว้และเป็ขณะเดียวกันกับที่ผู้ชายเ้าของรถคันนั้นก็เดินเข้ามาหา
ความพลุ่งพล่านในอารมณ์ทำให้เธอตวาดใส่หน้าเขาทันที
“คุณนี่ชั่วจริงๆ เื่อะไรคุณถึงต้องขับรถเลี้ยวโค้งนี่มาเร็วขนาดนั้นด้วยเกือบตายแล้วไหมล่ะ...คุณไม่รู้เลยหรือไงว่าข้างหน้าโน่นมันมีทางแยกหรือคุณคิดว่ามีรถราคาแพงขับ ก็เลยถือสิทธิ์เป็เ้าถนนแล้วก็เบียดเข้ามาหารถฉันอย่างนี้ คนประเภทคุณนี่แหละที่น่าจะถอนใบอนุญาตเสียนัก”