เช้าวันต่อมาบรรยากาศในมหาวิทยาลัยยังคงเหมือนเดิม แต่สำหรับ ‘ภีม’ โลกทั้งใบเหมือนถล่มลงมา ผลลัพธ์ของการสารภาพรักเมื่อเย็นวานไม่ได้จบลงที่อ้อมกอดของน้ำหวานอย่างที่เขาจินตนาการไว้
ภีมเดินเข้ามาในคณะด้วยสภาพใบหน้าที่หมองคล้ำและอารมณ์ที่คุกกรุ่นราวกับูเาไฟที่พร้อมะเิ และคนแรกที่เขานึกถึงเพื่อระบายโทสะนี้ ก็คือคนที่เขาเชื่อมาตลอดว่าเป็ "พื้นที่ปลอดภัย" และ "ของตาย" ของเขาเสมอมา
ภีมโทรหาเอยทันทีเมื่อไม่เห็น เอย นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำหน้าลานวิศวะ
“เอย! อยู่ไหนวะ!” ภีมกระแทกเสียงใส่โทรศัพท์ทันทีที่เอยรับสาย
“เลกเชอร์วิชาเมื่อเช้าแกจดไว้หรือเปล่า แล้วทำไมเมื่อเช้าไม่โทรมาปลุกข้า รู้ไหมว่าข้าตื่นสายเพราะแก!”
เอยที่กำลังยืนต่อแถวซื้อกาแฟอยู่ที่ใต้ตึกคณะนิเทศฯ นิ่งไปครู่หนึ่ง บทเรียนการปฏิเสธที่วินเคยสอนเริ่มทำงาน
“เอยไม่ได้เป็นาฬิกาปลุกของภีมนี่” เอยกรอกเสียงกลับไปตามสาย
“อย่ามาทำตัวมีปัญหาได้ไหมเอย! แค่เื่น้ำหวานข้าก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว แกยังจะมางี่เง่าใส่ข้าอีกเหรอวะ!” ภีมตะคอกใส่ด้วยความพาล
“ถ้าไม่มีปัญญาช่วยอะไรข้าได้ ก็อย่าเสนอหน้ามาให้ข้าเห็นนะ!”
ติ๊ด!
ภีมกดตัดสายไปอย่างรุนแรง ทิ้งให้เอยยืนมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความเ็ปที่เคยแหลมคมกลับกลายเป็ความ "สมเพช" เธอไม่เข้าใจเลยว่าสิบปีที่ผ่านมาเธอทนผู้ชายคนนี้ไปได้อย่างไร
——————————-
ในขณะที่เอยกำลังรอรับลาเต้เย็นที่สั่งไว้ เสียงหัวเราะแหลมใสที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เอยหันไปมองและพบกับ น้ำหวาน ที่เดินมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนสาวในคณะนิเทศศาสตร์
น้ำหวานดูไม่ได้รู้สึกอะไรหลังจากปฏิเสธภีมไปเมื่อวาน ตรงกันข้าม เธอกลับดูสดใสและมีจริตจะก้านมากกว่าเดิม
น้ำหวานเหลือบเห็นเอย แววตาที่เคยดูไร้เดียงสาเปลี่ยนเป็ประกายมาดร้ายชั่วครู่ก่อนจะปรับเป็รอยยิ้มหวานหยด
“อ้าว... เอยจ๊ะ มาซื้อกาแฟเหรอ?” น้ำหวานเดินเข้ามาทักพลางกวาดสายตามองเอยั้แ่หัวจรดเท้า
“อ๋อ... หรือว่ามาซื้อไปให้ภีมเขาล่ะจ๊ะ? เห็นเมื่อเช้าภีมโพสต์สเตตัสดูอารมณ์ไม่ค่อยดี สงสัย คนรับใช้ อย่างเอยคงจะดูแลไม่ดีพอหรือเปล่า?”
เพื่อนในกลุ่มของน้ำหวานต่างพากันหัวเราะคิกคัก เอยมองน้ำหวานด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“เอยซื้อดื่มเองหน่ะ น้ำหวานมีอะไรหรือเปล่า?” เอยถามขึ้นเรียบๆ
น้ำหวานแสร้งทำเป็ถอนหายใจยาว พลางก้าวเข้ามาใกล้เอยจนได้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึก
“เอย... หวานรู้นะว่าเอยคิดอะไรอยู่ หวานดูออกว่าเอยแอบรักภีมมานาน แต่หวานอยากจะเตือนด้วยความหวังดีนะจ๊ะ ว่าบางครั้งการเป็ ของใกล้ตัว มันก็ไม่ได้แปลว่าจะได้เป็ ตัวจริง เสมอไป”
น้ำหวานขยับยิ้มเยาะ พลางเอ่ยประโยคที่จงใจให้คนทั้งร้านได้ยิน
“เป็ได้แค่คนรับใช้ข้างตัวภีม แต่อย่าคิดจะขยับขึ้นมาเป็ตัวจริงเลยนะเอย เพราะรสนิยมภีมเขาสูงกว่านั้น... เขาชอบผู้หญิงที่ดูดี มีระดับ ไม่ใช่ผู้หญิงซื่อๆ ที่ยอมถูกโขกสับไปวันๆ แบบเอย ความพยายามสิบปีของเอยน่ะ มันดู ไร้ค่า และ น่าสมเพช ในสายตาคนอื่นมากเลยนะรู้ไหม?”
คำว่า ไร้ค่า และ น่าสมเพช เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้าไปในแผลที่ยังไม่หายดีของเอย เอยกำแก้วกาแฟในมือแน่น ความเงียบของเธอทำให้น้ำหวานย่ามใจและคิดว่าเอยคงไม่กล้าสู้คนเหมือนเดิม
เอยเงยหน้าขึ้น สบตากับน้ำหวานตรงๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยหวานของเธอ เป็รอยยิ้มที่น้ำหวานไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูสงบ มั่นคง และมีรังสีบางอย่าง
“ขอบคุณที่เป็ห่วงเื่รสนิยมของภีมนะน้ำหวาน” เอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนุ่มนวล
“แต่เอยคิดว่าน้ำหวานอาจจะเข้าใจผิดไปนิดนึงนะ...”
เอยก้าวเข้าไปหาน้ำหวานหนึ่งก้าว ทำให้น้ำหวานเป็ฝ่ายที่ต้องถอยหลังด้วยความประหลาดใจ
“ที่เอยยอมอยู่ข้างภีมมาสิบปี ไม่ใช่เพราะเอยไม่มีที่ไป หรือเพราะเอยอยากเป็คนรับใช้หรอกนะ แต่เป็เพราะเอยเคยให้ค่ากับ สัญญาใจ มากกว่า เปลือกนอก... แต่ขอบคุณน้ำหวานนะที่ช่วยเตือนสติ เพราะตอนนี้เอยเห็นชัดแล้วหล่ะว่า รสนิยมของภีมที่น้ำหวานบอกว่าสูงน่ะ... จริงๆ แล้วมันก็แค่การชอบ ของสวยงามที่ไม่มีราคาเท่านั้นเอง”
น้ำหวานหน้าชาขึ้นมาทันที “แกหมายความว่ายังไง!”
“เอยหมายความว่า... การที่ภีมชอบน้ำหวาน มันก็พิสูจน์แล้วไงว่าเขาไม่ได้มองที่คุณภาพหรือเนื้อใน แต่เขามองแค่ ความฉาบฉวย ซึ่งมันก็เหมาะกันดีนะ”
เอยยิ้มให้หนึ่งครั้งก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้น้ำหวานกรีดร้องอยู่ในใจ
“อ้อ... อีกอย่างนะน้ำหวาน ความพยายามสิบปีของเอยอาจจะดูน่าสมเพชในสายตาเธอ แต่การที่ต้องพยายามทำตัวให้ดูดีเพื่อ เช็กเรตติ้ง ไปวันๆ เพราะกลัวว่าถ้าไม่มีใครมาจีบแล้วตัวเองจะไร้ตัวตน... แบบนั้นต่างหากหล่ะ ที่เอยเรียกว่า น่าสมเพช ของจริง”
เอยรับแก้วกาแฟจากพนักงาน แล้วเดินออกมาจากร้านโดยไม่หันกลับไปมองน้ำหวานที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธ ท่ามกลางสายตาของคนทั้งคณะที่มองมาอย่างตกตะลึง
เอยก้าวเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว ความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกรีดร้องอย่างสุดกลั้นของน้ำหวาน
“อีเอย! มึงหยุดเดี๋ยวนี้!”น้ำหวานกรี๊ดลั่น
แรงกระชากมหาศาลจากด้านหลังทำให้ร่างบอบบางของเอยหันกลับไปตามแรง ใบหน้าที่เคยพยายามปั้นให้ดูไร้เดียงสาของน้ำหวานบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนน่ากลัว
“มึงกล้าดียังไงมาว่ากูไม่มีราคา! มึงมันก็แค่ขี้ข้าที่ไอ้ภีมมันไม่เอา!” น้ำหวานแผดเสียงลั่น สติที่เคยมีขาดผึ่งลงทันทีที่ถูกจี้ใจดำ
เอยพยายามจะสะบัดตัวออก แต่ความไวของน้ำหวานมีมากกว่า เธอเอื้อมมือไปกระชากแก้วลาเต้เย็นในมือเอยมาถือไว้ด้วยแววตามาดร้าย
“ในเมื่อมึงบอกว่ากูไม่มีราคา... มึงก็ลองดูว่ากาแฟราคาไม่กี่สิบบาทของมึง มันจะทำให้มึงดูมีราคาขึ้นมาได้แค่ไหน!”
ซ่า!
ของเหลวสีน้ำตาลขุ่นสาดเข้าใส่ใบหน้าและลำตัวของเอยอย่างแรง ความร้อนความเหนียวเหนอะหนะที่ซึมผ่านเสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาดจนแนบไปกับผิว ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความใของนักศึกษาที่ยืนมุงดูอยู่รอบบริเวณ
ตอนนี้เอยเปรอะเปื้อนไปด้วยกาแฟ กาแฟไหลหยดลงจากปลายผมและคางของเธอ เสื้อนักศึกษาเปื้อนเป็ปื้นใหญ่ดูไม่จืด
“เป็ไง! ทีนี้เห็นราคาตัวเองหรือยัง!” น้ำหวานเยาะเย้ยด้วยความสะใจ โยนแก้วกาแฟเปล่าใส่เท้าเอย
“จำใส่หัวเน่าๆ ของมึงไว้ ว่าคนอย่างมึงไม่มีสิทธิ์มาเทียบชั้นกับกู!”
ท่ามกลางสายตาเวทนาและเสียงซุบซิบ เอยไม่ได้ร้องโวยวาย หรือพุ่งเข้าไปตบตีน้ำหวาน เอยเพียงแค่ยกมือขึ้นปาดคราบกาแฟออกจากดวงตาอย่างช้าๆ ก่อนจะจ้องมองน้ำหวานด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
“ขอบคุณนะน้ำหวาน...” เอยเอ่ยเสียงเรียบ
“ที่ช่วยย้ำให้เอยเห็นว่า เปลือกที่สวยงามของคุณ... มันซ่อนความ ต่ำตม ไว้ได้ไม่มิดจริงๆ”
น้ำหวานอ้าปากจะด่าต่อแต่กลับพูดไม่ออกเมื่อเจอสายตาที่สมเพชอย่างเปิดเผยของเอย
“เอยอาจจะดูไม่มีราคาในชุดที่เปื้อนกาแฟฝีมือเธอ... แต่เธอเองต่างหากที่เสีย ราคา ของความเป็คนไปหมดแล้ว ต่อหน้าคนทั้งคณะ”
เอยหมุนตัวเดินออกมาจากตรงนั้น เธอไม่สนใจเสียงด่าทอที่ไล่หลังมา ไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้น เพราะในวินาทีที่กาแฟสาดโดนหน้านั้น เธอไม่ได้เสียใจที่ตัวเองเปรอะเปื้อน แต่เธอเสียดายเวลาที่ต้องมาลดตัวเถียงกับคนประเภคนี้ต่างหาก