หมอกสีแดงจาง ๆ ที่อยู่รอบบริเวณ เคลื่อนตัวจับกลุ่มกันเป็ก้อนจนมีรูปทรงคล้ายเตียงที่หนานุ่ม เขมทัตปล่อยตัวทีปกรให้ล้มลงบนกลุ่มหมอกนั้น และค่อย ๆ เคลื่อนตัวทับบนร่างของทีปกร
“ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดออกไปนั้น ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเท่าใดนัก ข้าแค่อยากจะบอกกับเ้าว่า ข้ารักเ้าเหลือเกิน ข้ารักเ้ามานานเกินกว่าที่เ้าจะรู้เสียอีก ข้าอยากจะกลืนกินเ้าไปทั้งตัวเสียตอนนี้ ไม่รู้ว่าข้าจะอดทนได้อีกนานแค่ไหน” เสียงกระซิบอันแ่เบาที่ออกมาจากก้นบึ้งภายในจิตใจของเขมทัต ทำให้ท้องไส้ของทีปกรถึงกับปั่นป่วนเหมือนมีมวลสารอะไรบางอย่างหมุนวนเวียนอยู่ในท้อง ความรู้สึกร้อนผ่าวมันแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายจนทำให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
ถึงแม้ว่าทีปกรจะรู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง แต่เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปทันที ถ้อยวาจาที่เปล่งออกมาในแต่ละครั้งทำให้คนฟังชวนหลงใหลดั่งต้องมนตร์สะกด ทีปกรได้แต่ปล่อยกายและใจให้ร่องรอยไปตามเสียงนั้น
เรียวปากอ่อนนุ่มของทั้งสองแนบัั ประหนึ่งกำลังลิ้มรสความหวานของกันและกัน มือที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างทำให้ชายเสื้อของทีปกรค่อย ๆ เลิกขึ้นมาที่ละน้อยจนเกือบจะหลุดออก
“จงเรียกข้าว่าท่านพี่ได้หรือไม่” เขมทัตกระซิบไปเบา ๆ ที่ข้างหูของทีปกรอีกครั้ง และค่อยยกขาของชายร่างบางให้ตั้งชันขึ้น
“ท่านพี่!”
“น้ำเสียงเ้าช่างดุดันยิ่งนัก”
“นั่นไม่ใช่เสียงผม” ทีปกรชะโงกตัวไปมองต้นเสียงที่มาจากด้านหลังเขมทัต พร้อมทั้งรีบลุกขึ้นหลบอยู่หลังเสื้อคลุมของชายร่างใหญ่ทันที ด้วยความเขินอายที่มีผู้อื่นมาพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตน กลุ่มหมอกสีแดงจาง ๆ ที่เคยเป็เตียงนั้นค่อย ๆ จางหายไปจนเหลือแต่ความว่างเปล่า
“เ้าจะหลบอยู่ด้านหลังท่านพี่ไปไย จงเผยตัวของเ้าออกมา” ทีปกรเดินออกมายืนอยู่ด้านข้างเขมทัต แต่ชายร่างใหญ่กลับยกแขนขึ้น จนผ้าคลุมของตนกำบังร่างของทีปกรไว้
“ในที่สุดข้าก็หาท่านพบเสียที แอบมาพลอดรักกันอยู่ตรงนี้นี่เอง ไม่ยักรู้ว่าท่านพี่จะมีรสนิยมเช่นนี้กับมนุษย์ชั้นต่ำ” หญิงสาวปริศนาใบหน้างดงามดั่งนาง์ แต่ริมฝีปากสีแดงสดนั้นกลับทำให้ดูเหมือนนางร้ายในละคร มาในชุดกระโปรงสีแดงปักเลื่อมด้วยสีทอง ซึ่งการแต่งกายนี้แปลกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หญิงสาวผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรังสีแห่งความเคียดแค้นแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
“หุบปากของเ้าเสีย จงกลับไปในที่ของเ้ารัตติกาล” เขมทัตทำเสียงดุดันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่หญิงสาวผู้นั้นกลับไม่มีท่าทีที่เกรงกลัวแม้แต่น้อย แววตาบ่งบอกได้ถึงความเป็ปฏิปักษ์ที่มีต่อทีปกร
“ชิ” รัตติกาลพ่นลมออกมาจากปากด้วยความไม่พอใจ และหายตัวไปจากตรงนั้นทันที
ทีปกรเกิดคำถามภายในหัวมากมาย ทำไมรัตติกาลต้องมองมาด้วยสายตาแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแท้ ๆ หรือว่าจะเป็คนรักของเขมทัต หรือว่าเราไปแย่งคนรักเขามา แค่คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาตรงกลางหัวใจ จนเ้าตัวทิ้งตัวลงไปนั่งกองอยู่บนพื้น
“เ้าเป็อะไร นางทำร้ายอะไรเ้า” เขมทัตถามด้วยความเป็ห่วงและรีบประคองชายร่างบางให้ยืนขึ้น
ทีปกรยืนนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใด ๆ ได้แต่สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดและค่อย ๆ ผ่อนออกมาหลายต่อหลายครั้ง เผื่อจิตใจที่กำลังว้าวุ่นอยู่ตอนนี้จะได้สงบ และความอยากรู้ในหัวจะจางหายลงไปบ้าง แต่ยิ่งทำใจก็ยิ่งว้าวุ่นจนแทบจะทนไม่ไหว
"นั่นใครเหรอครับ” ชายร่างบางมองหน้าชายร่างใหญ่ด้วยความคาดหวังในคำตอบว่าจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิด
“เมื่อถึงเวลาเ้าจะรู้เอง" เขมทัตตอบด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
ทีปกรน้ำตาคลอกับคำตอบที่ได้รับเมื่อครู่ในทันที หัวสมองตอนนี้คิดไปต่าง ๆ นานา อาการเจ็บจี๊ดจุกไปที่อกจนไม่สามารถพูดออกมาได้ ได้แต่เอามือกุมไปที่หน้าอกของตัวเองและร้องไห้ออกมาอย่างฟูมฟาย ได้แต่คิดว่าไม่น่าถลำใจไปรักเขาั้แ่แรก ต้องเป็อย่างที่คิดไว้แน่ ๆ เขาต้องเป็คนรักกันแน่ ๆ มาหาเราก็แค่ความสนุกเพียงชั่วครู่ ทำไมต้องมาทำให้รู้สึกดีแบบนี้ด้วยนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บมากขึ้นกว่าเดิมจนใช้มือทุบลงไปที่อกด้านซ้ายของตัวเอง เขมทัตเห็นท่าไม่ดีจึงรีบคว้ามือนั้นไว้
“ผะ ผมไม่รู้ว่า ว่า อา อา การแบบนี้เรียกว่าอะไร ตะ แต่มันเจ็บอยู่ตรงนี้" ทีปกรพูดออกมาด้วยเสียงที่สะอึกสะอื้น และจับมือของเขมทัตแนบไปที่อกด้านซ้ายของตัวเอง
“จงหยุดความคิดของเ้าเสียเถิดเด็กน้อย มิใช่อย่างที่เ้าคิด ข้ารักเ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น” เขมทัตปาดน้ำตาที่นองอยู่บนใบหน้าของทีปกร และประทับรอยจูบของตนลงบนหน้าผากเบา ๆ อย่างทะนุถนอม กอดร่างบางนั้นเอาไว้แนบอกของตน
เมื่อได้ยินดังนั้นทีปกรจึงสงบลง เหลือเพียงแต่เสียงสะอึกสะอื้นที่อยู่ในลำคอ
"ทำใจให้สบาย และจงเร่งกลับบ้านเสียเถิด ก่อนตะวันจะตกดินอีกครั้ง” เสียงดีดนิ้วดังขึ้น
“แค่ข้าโผล่ออกมาแป๊บเดียว ก็ทำให้เ้าว้าวุ่นใจได้แล้วหรือนี่ น่าสนุกเสียจริง แล้วเราจะได้พบกัน”