ในตอนเช้าของวันถัดมาอิ้นถังตื่นขึ้นจากการหลับใหลเขาก้มศีรษะมองหว่านซีที่อยู่ในอ้อมแขน ดวงตากวาดมองทั่วร่างกายขาวนวลที่มีร่องรอยสีเขียวม่วงพร่างพรายทั่วร่างดูน่าเจริญตาเป็นพิเศษ
ตั้งแต่ออกจากเมืองหลวงมาจนถึงตอนนี้ มีหญิงงามมากมายถูกส่งมาให้เขาและพี่สี่แต่เขาก็ไม่ยอมรับแม้แต่คนเดียว ใช่ว่าสตรีเหล่านั้นไม่งดงามหรือเขาขัดข้องแต่เพราะเขาไม่อยากทำให้หว่านซีเสียใจมากกว่า
เจียวเจียวที่อ่อนหวานน่ารักของเขา นางดูบอบบางอ่อนแอยิ่งนักทว่าเมื่อใดที่โกรธขึ้นมา แม้แต่เขานางก็ยังกล้ากัด
"องค์ชาย ท่านตื่นแล้วหรือ" หว่านซีตื่นขึ้นจากการหลับใหลและเมื่อนางเงยหน้าขึ้นมองอิ้นถังและเห็นว่าเขาตื่นแล้วจึงเอ่ยถามเสียงเบา
อิ้นถังรั้งเอวเพรียวบางของนางเข้าหาตัวเล็กน้อยจมูกได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของนาง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือนางมาจุมพิตนุ่มนวลแล้วยิ้ม “คุยกันเถิด”
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในจวนนั้นเดิมมีองครักษ์คอยส่งรายงานให้เขาตลอดเวลาหลังจากนั้นหวังอันก็ยังเล่าให้ฟังอย่างถี่ถ้วน แม้จะไม่ถึงขนาดรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เรื่องที่ควรรู้เขาก็รู้หมดแล้วและเพราะเช่นนี้เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งต่อหว่านซียิ่งนักทั้งยังรู้สึกสงสารนางจากใจจริง
ยิ่งเขาซาบซึ้งกับสิ่งที่หว่านซีทำมากเพียงใดเขาก็ยิ่งเกลียดชังแผนการของต่งเอ้อซื่อและคนอื่นๆ มากขึ้นเท่านั้น
หว่านซีไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรในใจ เพียงวางมือสองข้างไว้บนอกกว้างก่อนเอ่ยถามเบาๆ “อยากรับสั่งว่าอย่างไรเพคะ"
ชายหนุ่มจับมือนางเอาไว้ บีบเบาๆ พลางยิ้ม“เล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าตอนข้าไม่อยู่เจ้าทำอะไรบ้าง คิดถึงข้าบ้างหรือไม่”
เขาไม่ใช่คนชอบแสดงความรัก มีแต่หว่านซีเท่านั้นที่เขาต้องการใกล้ชิดกับนางเป็นพิเศษ
หว่านซีถูกเขาพัวพันจนนางไม่สามารถหลบหนี ดังนั้นนางจึงหันศีรษะไปด้านข้างอย่างช่วยไม่ได้ก่อนถอนหายใจยาว"องค์ชายก็รู้ทั้งหมดแล้วยังจะถามหม่อมฉันอีกทำไมกัน!” เมื่อนึกถึงเรื่อง ‘จดหมายรายวัน’นั่น หว่านซีก็ยังคงรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง
อิ้นถังก้มลงมองนาง จากมุมนี้เขาสามารถเห็นขนตาโค้งงอนอีกทั้งหนาเป็นแพของนางชายหนุ่มเกลือกปลายคางลงกับศีรษะของนางแผ่วเบาก่อนเลื่อนลงมาจุมพิตริมฝีปากนุ่มนวลนั้นพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าอยากได้ยินเจ้าพูด”
หว่านซีตะลึงไปครู่หนึ่ง มีสีแดงจางๆ ปรากฏบนแก้มของนางหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางจึงพูดว่า "ตั้งแต่วันที่องค์ชายเสด็จไปแล้ว หม่อมฉันก็ได้แต่คิดถึงเฝ้ารอ รอด้วยความหวัง ได้แต่มองแล้วก็เฝ้าคิดว่าองค์ชายจะกลับมาหาหม่อมฉันอย่างปลอดภัยในที่สุด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นัยน์ตาของชายหนุ่มพลันปรากฏแววล้ำลึกขึ้นทุกขณะเขาพยักหน้าเล็กน้อยพลางสูดลมหายใจเขาลึก จากนั้นก็โอบแขนรอบลำตัวนางแน่นขึ้น“อืม”
หว่านซีเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเสน่หาอย่างไม่ปิดบังในดวงตาคู่นั้นในใจรู้สึกสับสนเล็กน้อย
นางกลัวอารมณ์ที่ลึกล้ำนี้เฝ้าคิดว่าสิ่งที่นางต้องการคือที่พึ่งพิงที่ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ใดๆแต่เมื่ออิ้นถังดีต่อนางมากขึ้นเรื่อยๆนางก็กลัวเหลือเกินที่จะถลำลึกลงไปในนั้น
หว่านซีลดเปลือกตาลงพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมกอดของเขาเพื่อหนีจากความอบอุ่นอันน่าหลงใหลนั้นเมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของนาง อิ้นถังก็รัดแขนรอบร่างนางให้แน่นเข้า“เจียวเจียวของข้าทำอะไรหนีไปอย่างนั้นหรือ”
"หม่อมฉัน...ไม่ หม่อมฉันแค่คิดว่านี่ก็สายแล้วควรจะลุกได้แล้ว" ใบหน้าของหว่านซีแดงก่ำ นางก้มหน้าลงและไม่กล้ามองหน้าเขาสิ่งที่นางทำเมื่อครู่นั้นคงดูประหลาดมากนางรีบสงบสติอารมณ์ของตนเองและพูดต่ออย่างรวดเร็ว "องค์ชายคงจะหิวแล้ว หม่อมฉันจะให้คนเตรียมอาหารเช้า”
หลังจากพูดจบ ไม่รอให้อิ้นถังตอบกลับ นางก็รีบสวมเสื้อผ้าแล้วรีบเดินออกไปนอกฉากกั้นเพื่อเรียกหาคน
เบื้องหลังฉากกั้น หว่านซีปกปิดใบหน้าที่ร้อนผ่าวเล็กน้อยรับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวเร็วความรู้สึกแปลกประหลาดทำให้นางหนักใจจนไม่อาจเผชิญหน้ากับอิ้นถังได้ในยามนี้
หว่านซีส่ายศีรษะ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์จากนั้นเรียกทิงจู๋และคนอื่นๆ ให้เข้ามาปรนนิบัติ
เมื่อทิงจู๋และคนอื่นๆ เข้ามาหว่านซีก็เข้าไปในห้องอาบน้ำทั้งที่ยังคงปิดหน้าไว้ หลังชำระกายเสร็จหว่านซีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ดวงตาทั้งคู่จ้องไปที่กระจกตรงหน้าตระหนักดีว่ามีเพียงคนที่สถานะสูงส่งซึ่งอาจจะทำการค้ากับต่างชาติเท่านั้นที่จะสามารถซื้อกระจกบานใหญ่เช่นนี้ได้แม้แต่ในวังก็ใช่ว่าจะมีใครที่ได้ครอบครองกระจกบานใหญ่กว่านางได้
เมื่อสติกลับคืนมาอีกครั้งหว่านซีก็เห็นอิ้นถังที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาจากห้องด้านในยามนี้อิ้นถังสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้าครามตัวหนึ่ง ทับด้วยเสื้อคลุมด้านนอกลายมังกรน้ำและนกอินทรีย์เท้าสวมรองเท้าผ้าสีดำหัวเหลี่ยม
ท่าทางยืนเอนๆเล็กน้อยนั้นบ่งบอกถึงความรื่นรมย์ได้ดี เช่นเดียวกับแววตาลุ่มลึกคู่นั้น
อิ้นถังสบตากับดวงตาพินิจพิเคราะห์ของนาง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาก็ลึกขึ้นเมื่อเห็นหว่านซีแต่งหน้าใกล้จะเสร็จแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทิงจู๋และคนอื่นๆถอยกลับ แต่ตัวเขาเองกลับเดินเข้ามาใกล้ "เจียวเจียวของข้านับวันก็ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นจริงๆ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเขา หว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะมองดูพลางเอ่ยถาม“อย่างนั้นองค์ชายหลงเสน่ห์หม่อมฉันบ้างหรือไม่เพคะ”
หว่านซีเอนตัวซุกเข้าไปในอ้อมแขนของเขาปล่อยให้อีกฝ่ายจับไหล่นางด้วยมือข้างหนึ่งอีกข้างเอื้อมไปหยิบที่เขียนคิ้วมาวาดคิ้วให้นางอย่างระมัดระวังทุกการเคลื่อนไหวนั้นระมัดระวังระคนอ่อนหวานยิ่งนัก
"ในสายตาของข้ามีเพียงเจียวเจียวผู้เดียวเท่านั้น"อิ้นถังเข้าใจความลำเอียงของฮ่องเต้มานานแล้วแต่ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นว่ากับหว่านซี คล้ายเด็กน้อยแสดงความขุ่นเคืองใจ"เหตุลอบสังหารในครั้งนี้ฮ่องเต้ทำเป็นใส่พระทัยก็จริงแต่ความจริงแล้วก็ทรงแค่ตักเตือนคนทำเพื่อปลอบใจพวกข้าเท่านั้นไม่ได้ลงโทษจริงจังหรอก”
ฟังเขาพูดเช่นนั้นแล้วหว่านซีก็ไม่สนอีกต่อไปว่าคิ้วของนางจะเขียนเสมอกันหรือไม่นางรีบโอบแขนรอบคอของเขา ก่อนเอนศีรษะของนางซบลงบนแขนของอิ้นถังฟังเสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอของเขาและปลอบโยนเสียงนุ่ม "หม่อมฉันเป็นสนมต่ำต้อยเช่นนี้คงพูดอะไรได้ไม่มากแต่หากเราไม่สามารถทำให้พวกเขาชดใช้อย่างเปิดเผยได้ก็ให้บทเรียนกับพวกเขาลับหลังเสียหน่อยไม่ดีกว่าหรือเพคะ!ไม่มีใครจำเป็นต้องทนเรื่องอยุติธรรมแบบนี้ทั้งนั้น”
หว่านซีมีจิตใจคับแคบไม่อาจรองรับอะไรได้มากมายดังนั้นแม้ว่านางจะได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ทั้งยังได้เหยียบศัตรูจนจมดินไปแล้ว แต่จะให้นางอภัยก็คงทำไม่ได้ทั้งยังทำให้ตนเองโหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อก่อกวนสตรีเหล่านั้นให้ถึงที่สุดมาถึงตอนนี้ได้เผชิญเข้ากับความลำเอียงของฮ่องเต้จะให้นางแนะนำเขาให้นิ่งเงียบแลกกับความสงบสุขเพียงผิวเผินนางก็ไม่ต้องการทำเช่นนั้นอีกแล้ว
เมื่อไม่มีใครถือมีดมาปลิดชีวิตอิ้นถังได้อีก หว่านซีในฐานะสตรีใต้ปีกขององค์ชายยังต้องชื่นชมที่ฝ่ายนั้นไม่จ้วงองค์ชายของนางซ้ำอีกสักสองครั้งด้วยซ้ำ
"ยังคงเป็นเจียวเจียวที่เข้าใจข้าได้ดีที่สุด"อิ้นถังกอดนางแน่นฟังนางบ่นพร่ำด้วยความคับข้องใจของผู้เป็นที่รักที่เดือดร้อนแทนเขาในใจก็สงบลงไม่น้อย
ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่พัฒนาไปอย่างราบรื่นหว่านซีเข้าใจความชอบและความรู้สึกของอิ้นถังอย่างถ่องแท้แล้วยังรู้จักเอาใจและเป็นห่วงเขาอย่างลึกซึ้งดังนั้นแม้ภูมิหลังนางจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรแต่ก็สามารถทำให้อิ้นถังใจอ่อนและยินยอมปูทางให้นางอย่างไม่รู้ตัว
"องค์ชาย ในเมื่อเสด็จกลับถึงจวนแล้วก็ควรที่จะไปเรือนหลักด้วยนะเพคะ ไม่ว่าอย่างไรพวกพี่สาวน้องสาวต่างก็คิดถึงองค์ชายกันทั้งนั้น"หว่านซีพูดอ่อนหวานแต่มือน้อยกลับขยับไปที่เอวของชายหนุ่มแล้วบิดเนื้อบริเวณนั้นไปครั้งหนึ่ง
อิ้นถังสูดลมหายใจเข้าลึก เมื่อมองลงไปและเห็นความหึงหวงบนใบหน้าของหว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ"เจียวเจียวกำลังหึงหรือ เจ้าไม่ต้องกลัวข้าไม่สนใจสตรีที่มีความคิดมากมายเต็มท้องเหล่านั้นอยู่แล้ว”
ในฐานะของโอรสมังกรและหงส์ อิ้นถังย่อมมีความหยิ่งทระนงของตนเองเขาอาจจะไม่สนใจสตรี แต่ก็ไม่ชอบให้ศักดิ์ศรีของตนถูกเหยียบย่ำเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นต่งเอ้อซื่อ จ้าวเจียซื่อและคนอื่นๆไม่สำคัญว่าอิ้นถังจะไม่รู้ว่าพวกนางกำลังทำอะไรอยู่ แต่เมื่อเขารู้แล้วเขาจะไม่ปล่อยให้พวกนางได้มีโอกาสสร้างปัญหาอีกเด็ดขาด
“หม่อมฉันก็เป็นสตรีความคิดเต็มท้องนะเพคะ”หว่านซีประท้วงเบาๆท่าทางดื้อรั้น
"ความคิดเล็กน้อยเพื่อข้านั่นไม่นับ"อิ้นถังเอ่ยเสียงเบาราวกับไม่ต้องการให้นางตกใจ
สตรีแต่ละคนย่อมมีความคิดของตนเอง หากความคิดนั้นยังคงอยู่ในขอบเขตเขาย่อมยอมรับได้ แต่เมื่อข้ามขอบเขตนั้นมาเขาเองก็ไม่ลังเลที่จะลงมือเช่นเดียวกัน
หว่านซีพิงแขนของอิ้นถัง ริมฝีปากแต้มยิ้มบางเบา ทว่าไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพราะแม้นางจะไม่เอ่ยปากแต่อิ้นถังที่มีความคิดมากมายปานนั้นคงมีหนทางลงโทษต่งเอ้อซื่อและคนอื่นๆ อยู่แล้ว
ในเรือนหลัก ต่งเอ้อซื่อนั่งที่เก้าอี้หลักดวงตาทั้งคู่กวาดมองไปยังบรรดาสตรีที่เป็นดั่งนกกระจิบและนกนางแอ่นทั้งหลายแล้วพลันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าหว่านซีคือคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในนี้
ตามกฎแล้ว อิ้นถังต้องอยู่ในเรือนของพระชายาในคืนแรกหลังจากออกเดินทางไกลและกลับถึงบ้านแม้จะไม่อ้างอิงกฎเกณฑ์ใด เกียรติของพระชายาก็เป็นเรื่องที่อิ้นถังควรให้นาง คาดไม่ถึงว่าเมื่อเขากลับมาแล้ว ไม่เพียงไม่พักอยู่ในเรือนหลักของนางเท่านั้นแต่ถึงขั้นไม่ก้าวเข้ามาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้นางก็ยังต้องกล้ำกลืนเก็บความเจ็บปวดเอาไว้อย่างมิดเม้นเท่านั้น
"ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายไปที่เรือนชิงอี้ของชายารองทันทีที่เสด็จกลับมาเมื่อวานเดิมทียังหวังว่าจะได้พบนางตั้งแต่เช้า แต่ตอนนี้ดูท่าทางชายารองคงเหน็ดเหนื่อยกับการปรนนิบัติองค์ชายมากจึงไม่อาจมาหาพระชายาได้ทันเวลา”จ้าวเจียซื่อมองไปที่ต่งเอ้อซื่อที่ใบหน้าเย็นชาราวผลึกน้ำแข็งน้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความหมาย
เห็นท่าทางอวดดีจนชวนให้ขยะแขยงของต่งเอ้อซื่อที่นางแสดงออกมาทุกวันเดิมก็คิดว่าจะมีความฉลาดแฝงอยู่ในนั้นบ้างแต่แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงคนโง่คนหนึ่งมีโอกาสดีถึงเพียงนี้แต่กลับไม่รู้วิธีคว้าเอาไว้กลับกลายเป็นว่าหว่านซีสามารถฉวยโอกาสนี้ผงาดขึ้นมาแทนที่ได้และทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมด้วยความคับแค้นใจที่ไม่อาจนำไปลงกับหว่านซีได้จ้าวเจียซื่อจึงหันมาระบายความแค้นใส่ต่งเอ้อซื่อแทน
"เป็นไปได้อย่างไร ชายารองตรงต่อเวลาและปฏิบัติตามกฎเสมอ!"หลิวเจียซื่อนึกถึงความโปรดปรานที่หว่านซีได้รับน้ำเสียงของนางก็เต็มไปด้วยความริษยา
เมื่อสตรีทั้งหมดในห้องได้ยินคำพูดนี้ในใจก็อดรู้สึกถึงความเปรี้ยวของน้ำส้มได้ ก่อนที่หว่านซีจะเข้ามาในเรือนหลังพวกนางยังคงพอได้แบ่งน้ำแกงกันดื่มบ้าง แต่หลังจากที่สตรีนางนั้นเข้ามาแล้วแม้แต่กลิ่นหอมของน้ำแกงก็ยังไม่หลงเหลือมาให้พวกนางด้วยซ้ำ
ตั้งแต่เช้าตรู่ที่ต่งเอ้อซื่อที่ฟังการเยาะหยันจากจ้าวเจียซื่อและคำพูดคลุมเครือของหลิวเจียซื่อแล้วยิ่งรู้สึกอึดอัดคับข้องขึ้นเรื่อยๆที่ไม่อาจหาคำตอบโต้สตรีทั้งคู่ได้แล้วนี่นางยังจะต้องรับมือกับหวันเหยียนหว่านซีอีกอย่างนั้นหรือ
"ข้าเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเวลาคารวะเช้าเช่นนี้พวกเจ้าเป็นผู้กำหนดเวลาไม่ใช่ข้า" ต่งเอ้อซื่อไม่ใช่คนอดทนอะไรมากมายในเมื่อจ้าวเจียซื่อและหลิวเจียซื่อทำให้นางไม่มีความสุขแล้วนางจะปล่อยคนคู่นี้ให้มีความสุขไปได้อย่างไร
“ท่าน...”จ้าวเจียซื่อกัดฟันนิ้วที่ถือถ้วยชาเปลี่ยนเป็นสีขาวเล็กน้อยเนื่องจากแรงบีบ ดวงตาที่จ้องมองต่งเอ้อซื่อนั้นฉายแววโกรธเคืองราวกับกำลังจะโผเข้าไปฉีกเนื้ออีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ
ต่งเอ้อซื่อกลัวจะถูกอิ้นถังตำหนิอย่างไรนางเองก็กลัวที่จะถูกอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเล่นงานเช่นเดียวกัน
ท่านผู้นั้นในวังไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วย นางเองก็ไม่มีทางสู้กลับอีกฝ่ายได้และถึงแม้นางจะรู้สึกย่ำแย่เพียงใด แต่สุดท้ายแล้วนางก็ได้แต่ต้องทนดูคนที่นางฝึกฝนกับมือถูกลงโทษไปทีละคนในเมื่อตอนนี้มีโอกาสได้พูด หากนางไม่ได้เสียดสีอีกฝ่ายสักสองสามคำ ก็คงรู้สึกเสียเปล่าที่ต้องมาคารวะเช้าเช่นนี้
"จ้าวเจียซื่อ อย่าคิดว่าการที่ข้าไม่เอ่ยปากจะหมายความว่าข้าไม่ถือสาความไร้สาระของเจ้า”
จ้าวเจียซื่อกำลังจะโต้กลับแต่ยามนั้นเองนางเหลือบไปเห็นอิ้นถังและหว่านซีเดินเข้ามาชั่วครู่นั้นเองทุกคนต่างกลับคืนสู่ความสงบอย่างรวดเร็วไม่เว้นกระทั่งต่งเอ้อซื่อที่รีบเก็บงำใบหน้าขุ่นเคืองไปได้ในพริบตาเดียว
อิ้นถังกวาดสายตามองสตรีในห้องทีละคน ก่อนที่จะสบตากับต่งเอ้อซื่อในที่สุดเมื่อเห็นสีหน้ายินดีของนาง ใบหน้าของชายหนุ่มไม่ฉายอารมณ์ใดๆทั้งยังเย็นชาเป็นอย่างมาก
เห็นเขามองมาเช่นนั้น ต่งเอ้อซื่อก็รู้ว่าอิ้นถังต้องผิดหวังในตัวนางนางเองก็เสียใจและรู้สึกผิดเช่นกัน แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วนางยังจะทำอะไรได้อีกเล่า
นางมองตนเองว่าสูงส่งกว่าคนอื่นอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องเป็นรองผู้อื่นหากเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของนางไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่นางก็จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมดทว่าสุดท้ายนางก็ทำพลาดในเรื่องนี้ นางกลับทำผิดเรื่องอิ้นถังแม้ว่ามารดาของต่งเอ้อซื่อจะไม่ได้กลับเข้ามาดูแลนางอีก แต่จากเนื้อความในจดหมายที่ส่งมานั้นก็ชัดเจนแล้วว่านางกำลังรู้สึกผิดหวังและตำหนิต่งเอ้อซื่อเช่นไร
ครั้งนี้นางผิดที่สายตาไม่ยาวไกลไม่ยอมคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมจนทำให้กลายเป็นเรื่องเช่นทุกวันนี้หากองค์ชายไม่อาจกลับมาได้โดยปลอดภัย ดูจากนิสัยของเสด็จแม่แล้วเกรงว่านอกจากนางจะเสียตำแหน่งพระชายาไปชีวิตของนางเองก็คงตกอยู่ในอันตรายได้เช่นกัน