นางรู้ว่าที่นี่ยังมีอีกคนที่ทุกคนเทียบไม่ติดอยู่
เขาเป็นถึงลูกรักของสวรรค์ สว่างไสวไร้คนเทียม นายหญิงใหญ่อยู่เบื้องหน้าเขาก็ไร้ประโยชน์ขอแค่เขาต้องการ ทุกอย่างก็คลี่คลายได้เพียงดีดนิ้ว
ดังนั้นนางจึงยังหันใบหน้าเปรอะเปื้อนโคลนและเลือดกำเดากลับไปและฉีกรอยยิ้มดุร้าย “ขอบคุณท่านแม่สำหรับความเมตตา อาย่วนรู้สึกไม่ค่อยดีไม่อยากทำให้เรือนท่านแม่สกปรก ข้ากลับไปบ้านรองก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
“ได้ งั้นเจ้าค่อยๆ เดินขากับเท้าเจ้าเดินไม่สะดวก แม่จะจัดหญิงรับใช้มีความสามารถมาให้เจ้าอีกสองคน”
ยิ่งนายหญิงใหญ่หัวเราะบางเบาเพียงใดสีหน้าของหยวนอีย่วนก็ยิ่งฉีกยิ้มงดงามดั่งมวลผกามากเท่านั้น
มีเพียงหยวนหมินที่อยู่นอกสถานการณ์เสมองุนงงเล็กน้อยเขาขมวดคิ้ว เอ่ยแนะนำกับนายหญิงใหญ่เสียงเบา “เหวินฮุ่ย เด็กนั่นจิตใจโหดเหี้ยมเกือบเป็นเหตุให้เราต้องแยกจากกันในฐานะสามีภรรยา แต่เจ้ายังดูแลนางเช่นนี้อีกหรือ?”
นายหญิงใหญ่ถอนหายใจนางไม่ได้บอกว่าตนเป็นแม่ใหญ่ ควรดูแลเด็กๆอย่างเท่าเทียมเช่นที่หยวนหมินคิดแต่กลับขมวดคิ้ว แสดงสีหน้าอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรแทน
“จ้งหลางไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเป็นแม่ใหญ่บนโลกใบนี้ แม้เชี่ยเซินจะรู้ว่านางเป็นเด็กไม่ดีก็มิอาจโยนนางออกไปข้างนอกแล้วรายงานกับทางการได้ หรือต่อให้เชี่ยเซินสามารถไปแจ้งทางการไปบอกคนอื่นๆ ว่านางเป็นเด็กร้ายกาจ เชี่ยเซินคงรู้สึกผิดต่อท่าน อย่างไรเสีย มารดาของนางแต่ก่อนก็เป็นคนน่ารักคนหนึ่ง
เกรงว่าเชี่ยเซินเพียงดูแลนางไม่ดีเล็กน้อยแล้วคนอื่นรู้เข้าก็คงนินทาเชี่ยเซินลับหลังเช่นที่ท่านแม่ตำหนิเชี่ยเซินวันนี้บอกว่าเชี่ยเซินเป็นคนไม่รักดี ไร้คุณธรรมและอกตัญญู
เด็กๆ สอนได้เสมอ เรื่องนี้ปล่อยมันไปเถอะฮุยเกอเอ๋อร์เองก็เคยหลงผิด นี่มิใช่กลับตัวแล้วหรอกหรือ วันข้างหน้าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเจ้าค่ะ”
มารดาแท้ๆ ของหยวนอีย่วนจะเป็นคนน่ารักจิตใจดีหรือไม่นายหญิงใหญ่ลืมไปนานแล้ว แต่นางรู้ดีว่าหากกล่าวเช่นนี้จะทำให้หยวนหมินจดจำความดีของนางได้และตระหนักว่านางเป็นคนห่วงใยและคิดเพื่อครอบครัวเพียงใด
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ความสามารถในการเลือกใช้คำพูดกับคนแต่ละประเภทของนายหญิงใหญ่เข้าขั้นสุดยอดแม้นางจะไม่ได้พูดจาสวยหรู เพียงเปิดเผยเรื่องในใจตนกลับทำให้หยวนหมินรู้สึกว่านางจริงใจจนยิ่งรู้สึกปวดใจไปกับนาง
หยวนหมินเพียงจับท้องนาง เอ่ยว่า“เจ้าบำรุงครรภ์ให้ดีก็พอ เดิมทีเจ้าอายุไม่น้อยแล้ว มีครรภ์ยิ่งต้องดูแลมากๆเหตุใดต้องกังวลเรื่องพวกนั้นด้วยเล่า
บนโลกมีเรื่องเข้าใจยากอยู่เสมอต่อให้เจ้าจะทำดีเพียงใด ก็เลี่ยงไม่ได้ที่คนอื่นจะคิดว่าเจ้ายังทำได้ไม่ดีเหตุใดยังต้องลำบากจัดการทุกเรื่องให้ดีด้วยเล่า?”
นายหญิงใหญ่น้ำตาเอ่อคลอที่หางตาราวกับสั่งได้แต่กลับมิได้เอ่ยสิ่งใดมาก เพียงพยักหน้าเชื่อฟังอย่างว่าง่ายแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบน้ำตาตนออก
บุรุษนั้นอยู่ข้างนอกก็เหนื่อยมากพอแล้ว ย่อมต้องหวังให้ภรรยาของตนสุภาพอ่อนโยนฟังคำเข้าใจเยี่ยงเจี๋ยอวี่ฮวา [1] เขาพูดสิ่งใด แม้จะไม่ได้คิดเหมือนกันก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตามไว้นี่คือสิ่งที่นายหญิงใหญ่ผู้นับว่าเป็นที่โปรดปรานไม่เสื่อมคลายมาตั้งแต่แต่งงานจวบจนวันนี้สัมผัสได้
หยวนหมินรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างยิ่งตามคาดเขาประคองนายหญิงใหญ่ไปที่ตั่งนุ่มด้วยตัวเอง บอกให้นางพักผ่อนดีๆทั้งยังรินชาถ้วยหนึ่งยื่นให้นาง
นายหญิงใหญ่รับชามาด้วยความซาบซึ้งจิบหนึ่งคำแล้ววางลง
หยวนหมินเห็นแววความโศกเศร้าจางๆ บนสีหน้านายหญิงใหญ่จึงอดเอ่ยถามไม่ได้ “เหวินฮุ่ย เป็นอะไรไปหรือ?”
“จ้งหลาง ท่านแม่ก็ช่างเถอะ แต่ท่านพ่อไม่อยู่จวนนานตลอดปีดูเหมือนว่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชี่ยเซินมาก ในที่สุดท่านพ่อก็เริ่มมีท่าทีที่ดีต่อจ้งหลางเชี่ยเซินไม่อยากให้ท่านพ่อกับจ้งหลางมองหน้ากันไม่ติดอีกเพราะเชี่ยเซินเจ้าค่ะ”
หยวนหมินตกใจที่ภรรยารู้ความคิดตน แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเขากลับรู้สึกสะเทือนใจมากยิ่งกว่า
“ภรรยาช่างเอาใจใส่สามียังไม่ทันได้คิดเรื่องพวกนี้”
หยวนหมินกุมมือนายหญิงใหญ่อย่างอาวรณ์
นายหญิงใหญ่ยิ้มบาง พลิกมือขึ้นกุมมือหยวนหมินเอาไว้แทน
“จ้งหลาง นี่คือสิ่งที่เชี่ยเซินคิดหากท่านพ่อไม่ละโทสะ เชี่ยเซินหย่าขาดไปเสียดีกว่าปล่อยให้จ้งหลางได้ชื่อว่าอกตัญญูขัดแย้งกับท่านพ่อ
เพียงแต่ลูกของเรามิอาจอยู่โดยปราศจากมารดาที่เหมาะสมหากจ้งหลางต้องการ เชี่ยเซินยินดีจะหาคู่ชีวิตใหม่ให้จ้งหลางขอแค่นางสามารถดูแลจ้งหลางและลูกๆ ให้ดี พอเชี่ยเซินตายไปก็ไม่เสียใจแล้วเจ้าค่ะ”
นายหญิงใหญ่มองท้องตนเองด้วยแววตาอ่อนโยนบนใบหน้าปกคลุมไปด้วยความสดใสเจิดจ้าที่เป็นคนเป็นมารดาเท่านั้นจะแสดงออกมาได้
แต่แล้วแสงอันเจิดจ้าอ่อนโยนก็ถูกแทนที่ด้วยความโศกเศร้าใจสลาย
แน่นอนว่าหยวนหมินทราบดีใครจะเต็มใจมอบบุตรของตนให้คนอื่นกัน?
เขาจึงขมวดเรียวคิ้ว หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งค่อยตบหลังนายหญิงใหญ่แผ่วเบา
“ภรรยาข้าจิตใจดี เจ้าแค่ดูแลครรภ์ให้ดีก็พอเจ้าแต่งกับข้ามายี่สิบปีแล้ว ข้าจะไปแต่งกับคนอื่นอีกได้อย่างไร? หากท่านพ่อรู้ว่าความสัมพันธ์เราแน่นแฟ้นดั่งทองก็คงไม่ตั้งใจแยกเราออกจากกันหรอก”
นายหญิงใหญ่พยักหน้าอย่างนอบน้อม
รอยยิ้มจากใจจริงปรากฏบนใบหน้านางก่อนเอนตัวพิงบุรุษข้างกายช้าๆ สมัยที่นางยังเป็นเพียงเด็กสาวนายหญิงผู้เฒ่าต้องการหมั้นหมายนางกับนายท่านใหญ่สกุลหยวน นางมองมาจากที่ไกลๆก็รู้ว่าชายหนุ่มสกุลหยวนทุกคนล้วนลุ่มหลงในความรัก
นางจึงไม่เคยยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนายท่านใหญ่กับภรรยาของเขาในเวลานั้นเลยสักครั้งแต่กลับตกหลุมรักหยวนหมินแทน
นางทราบดีตราบใดที่นางสามารถรักษาภาพลักษณ์ภายนอกเอาไว้ให้ดีบุรุษที่ไม่ค่อยฉลาดแต่จริงใจไร้พิษภัยผู้นี้ ก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งของตน
ศึกพลิกกระดานที่งดงามครานี้ก็ล้วนพึ่งพาสามีที่ได้มาจากความตาแหลมของตนเมื่อครั้งอดีต
เกรงว่าทั้งจวนสกุลหยวนตอนนี้คงมีเพียงบ้านใหญ่ที่อบอวลไปด้วยความรักละมุนละไม
อย่างเช่นในเรือนของเยี่ยนเจาเจาเจาเจาตัวน้อยของพวกเราก็กำลังหมดอาลัยตายอยาก
แน่นอนว่าหนานหมิงเหอรู้สาเหตุที่แม่นางน้อยเศร้าสลดจึงให้บ่าวรับใช้ทั้งหมดหลบออกไป แล้วจูงมือเยี่ยนเจาเจาไปที่ข้างสวนดอกไม้
ในเรือนของพวกเขามีสวนดอกไม้ส่วนตัวเล็กๆสิ่งที่เติบโตอยู่ในสวนมิใช่ดอกไม้ที่แข่งกันงามสะพรั่ง แต่เป็นต้นไม้หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยสองต้น
ต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มงอกงาม ส่วนต้นเล็กข้างๆโดนมันเบียดจนขยับไม่ได้ ดูแล้วน่าสงสาร เหมือนกับเยี่ยนเจาเจาที่คิ้วตาตกในตอนนี้ยิ่งนัก
“เจาเจา เจ้าดูต้นไม้ต้นนี้สิ”
หนานหมิงเหอพาสาวน้อยไปยังต้นไม้ต้นเล็กเรียกนางเสียงอ่อนโยน
นางเงยศีรษะขึ้นมองต้นไม้อย่างว่าง่ายไม่รู้นึกว่าตนเองเกือบจะโดนนายหญิงใหญ่เอาชนะขาดลอยเหมือนหยวนอีย่วนอยู่หรือเปล่าใบหน้านางถึงซีดขาวในพลัน แล้วอดถอนหายใจไม่ได้
“พี่ชาย ข้าช่างไร้ประโยชน์”
เยี่ยนเจาเจาไม่มองต้นไม้อีกต่อไป นางหันหลังโผเข้าอ้อมกอดของหนานหมิงเหอ ใช้สองมือกอดเอวหนานหมิงเหอแน่นและฝังใบหน้าไว้ในอาภรณ์ของหนานหมิงเหออย่างห่อเหี่ยว
“เหตุใดเจาเจาถึงคิดว่าตนไร้ประโยชน์ล่ะ?”
หนานหมิงเหอกอดนางแน่น สองมือลูบเรือนผมอ่อนนุ่มของนางแผ่วเบาเอ่ยถามเสียงต่ำ
“ข้าคิดว่านายหญิงใหญ่โง่งมคิดไม่ถึงว่าคนที่โง่ที่สุดคือข้าเอง”
ความผิดหวังพลันเอ่อล้นออกมาจากใจของเยี่ยนเจาเจา
นางอดนึกถึงท่านแม่และท่านป้าที่กำลังวิ่งเต้นไม่หยุดพักอยู่ในเมืองเซียงเฉิงเพื่อบัลลังก์ไม่ได้แล้วคิดว่าตนช่างห่างไกลจากพวกนางนัก ความคิดมากมายถาโถมเข้ามาในใจกะทันหันแต่รู้สึกว่าตนไร้ประโยชน์เสียเหลือเกิน
“หากไม่ใช่เพราะพี่ชายระวังหลังให้ข้าข้าก็คงตายไร้ที่กลบฝังเช่นเดียวกับหยวนอีย่วนวันนี้แล้ว”
นางรู้ตั้งแต่ระหว่างทางกลับว่าหนานหมิงเหอพบบางอย่างผิดปกตินานแล้วจึงเรียกคืนจดหมายที่ส่งไปหมิ่นหนานกลับมาได้ทันท่วงที
ส่วนเรื่องอื่นเช่นการยุยงหยวนหยางฮุยกระทำขึ้นอย่างลับๆ จึงไม่โดนใครจับได้
ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
นางไร้ประโยชน์เช่นนี้วันหน้าจะช่วยท่านแม่กับท่านป้าได้อย่างไร เส้นทางสู่การเป็นผู้ครองบัลลังก์เต็มไปด้วยขวากหนามภายใต้ชุดออกรบของแม่ทัพก็เต็มไปด้วยบาดแผลเมื่อก่อนนางคิดว่าตนสามารถออกจากเรือนหลังไปผจญใต้หล้ากว้างใหญ่ได้แล้ว แต่ตนในยามนี้กลับจัดระเบียบกระทั่งเรื่องในเรือนหลังไม่ได้ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้นางยังรู้สึกว่าตนเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วของพี่ชายรองเลยยิ่งเศร้าซึม ใจเกิดความละอายที่จะยืนเคียงข้างหนานหมิงเหอขึ้นมารางๆ
หนานหมิงเหอสัมผัสถึงความผิดหวังหดหู่ได้อย่างรวดเร็ว
เขาตกใจ ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับคำว่า“ไม่เหมาะสม” เช่นนี้เขามักมีอยู่บ่อยครั้ง จนตอนนี้ก็ยากจะลืมลงแต่เจาเจาที่เขามองเป็นดั่งแสงจันทร์มาตลอด ก็รู้สึกว่าตน “ไม่เหมาะสม”กับเขาด้วยหรือ?
เรื่องนี้ทำให้หนานหมิงเหอตกตะลึงใจพลันอ่อนยวบกะทันหัน
เขาจึงอุ้มเยี่ยนเจาเจาไว้ในอ้อมแขนให้เยี่ยนเจาเจาพิงไหล่ของตนเอง มืออีกข้างตบหลังของนางเบาๆ
“ข้ากลับรู้สึกว่าเจาเจาของข้าทั้งฉลาดทั้งมีไหวพริบ”
เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง“พี่ชายรู้วิธีปลอบข้า แต่ในสายตาผู้อื่นไม่รู้จะบอกว่าข้าเป็นเศษสวะหรือไม่”
เยี่ยนเจาเจาพูดคำว่าเศษสวะอย่างคุ้นเคยเสมือนว่านางโดนเรียกว่าเศษสวะมาหลายครั้งหลายครา และนางก็เคยชินกับมันดี
ซึ่งเยี่ยนเจาเจาคุ้นเคยกับมันจริงนางโดนด่าว่าเป็นสวะนับครั้งไม่ถ้วน บ่อยครั้งกลางดึกก็คิดใคร่ครวญอยู่คนเดียวว่าตนเองเป็นสวะจริงๆ เฉกเช่นที่คนกล่าวจริงหรือไม่?
อารมณ์เชิงลบรุนแรงมากเสียจนดวงตาหนานหมิงเหอเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
“เจาเจา หากมีคนเช่นนี้ ข้าจะฆ่าเขาเสียสิ่งเดียวบนโลกที่เหลือไว้ให้เจ้าได้คือคำสรรเสริญเท่านั้น หากมีถ้อยคำอื่นเกรงว่าพวกเขาคงเบื่อชีวิตแล้ว”
นี่เป็นครั้งแรกที่หนานหมิงเหอเอ่ยคำว่าฆ่าต่อหน้าเยี่ยนเจาเจาแม้ท่าทางของเขาจะสบายๆ น้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยนแต่เหมือนจะแฝงอารมณ์หนักหน่วงแข็งกร้าวไว้ด้วยทำให้เยี่ยนเจาเจาตอบสนองไม่ถูกไปชั่วขณะ
เมื่อเยี่ยนเจาเจาอยากเอ่ยถามอีก หนานหมิงเหอกลับไม่เอ่ยเรื่องนี้ต่อเพียงกล่าว “เจาเจา อย่ารู้สึกพ่ายแพ้เพราะความล้มเหลวชั่วคราว หากปฏิเสธตนเองเพราะความล้มเหลวเพียงครั้งเดียวเกรงว่าข้าคงจะตายไปแล้วนับพันครั้ง”
หนานหมิงเหอไม่ค่อยพูดถึงตัวเองในอดีตกับเยี่ยนเจาเจามากนักแต่วันนี้เขาพูดถึงมัน
“แต่ก่อนข้าประสบกับความล้มเหลวยับเยินมาเยอะกว่าเจ้ามากหากองค์หญิงไม่ช่วยข้าเอาไว้ ข้าคงตายไปนานแล้ว
แต่เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจว่าหากมิอาจหลุดพ้นจากความผิดหวังแล้วตระหนักถึงข้อผิดพลาดของตนเอง นี่ต่างหากจึงจะเป็นความพ่ายแพ้ที่แท้จริง
ตราบใดที่เจ้ายังไม่ตายตราบใดที่เจ้ายังก้าวหน้าจากความล้มเหลว นั่นไม่ถือว่าพ่ายแพ้และไม่มีสิ่งใดโค่นล้มเจ้าลงได้”
หนานหมิงเหอหัวเราะ ประคองศีรษะน้อยๆ ของเยี่ยนเจาเจาที่ฝังอยู่บนไหล่ของตนเองไว้กลางฝ่ามือจากนั้นจรดหน้าผากตนเข้ากับหน้าผากนาง
เขารู้ว่าเยี่ยนเจาเจามักรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายเมื่อนางรู้สึกไม่ปลอดภัยสุดๆจึงอยากใช้การกระทำคลายความอ้างว้างของนาง
“เจาเจา ไม่ว่าเวลาไหน ข้าล้วนอยู่ข้างกายเจ้าไม่ว่าจะสำเร็จหรือพ่ายแพ้ ข้าก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไป”
แน่นอนหนานหมิงเหอรู้ว่าแค่คำพูดพวกนี้นั้นไม่เพียงพอเขาจึงเริ่มกล่าวตามเนื้อผ้าต่ออย่างรวดเร็ว“อันที่จริงต่อให้คราวนี้พวกเราไม่เคลื่อนไหวและไม่มีหยวนอีย่วนพวกเราก็ถูกนายหญิงใหญ่สังเกตเห็นเข้าตั้งแต่ช่วงเทศกาลโคมไฟวันไหว้พระจันทร์แล้วไม่ช้าก็เร็วนางต้องตระหนักได้ว่าข้ากับเจ้ามีบางอย่างผิดปกติแน่
เมื่อใดที่นางรู้ตัว หากไม่ปลีกตัวออกห่างก็ต้องลงมือดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องรู้สึกผิดหวังเพราะเรื่องนี้
ในเมื่อจำเป็นต้องลงมือก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีใครบางคนทำผิดพลาด เจาเจาคือเด็กสาวบอบบางอีกทั้งยังเยาว์วัยพลาดครั้งเดียวไม่มีอะไรร้ายแรง หรือต่อให้เป็นข้า ก็คงไม่รู้ว่านายหญิงใหญ่วางกับดักไว้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน
นายหญิงใหญ่อายุมากกว่าอายุเจ้ากับข้ารวมกันเสียอีกนางแข็งแกร่งก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
เพียงมองเจ้าก็ตระหนักถึงความผิดพลาดของหยวนอีย่วนได้อย่างรวดเร็วตัวข้าเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน ดังนั้นพวกเรามิใช่ว่าพ่ายแพ้หมดรูปเสียทีเดียว
การวางกับดักเป็นเรื่องชิงไหวพริบ ประมาทเพียงเล็กน้อยย่อมสูญเสียทั้งกระดานคนพ่ายแพ้ในหมากกระดานนี้ไม่ใช่เจ้าหรือข้า แต่เป็นหยวนอีย่วน
ข้ารู้ว่าเจาเจาของข้าต้องรู้สึกโศกเศร้าที่ตนเองไม่อาจถอนตัวออกมาก่อนและทุกข์ใจเพราะปกป้องเจินเจินกับอ้ายอ้ายได้ไม่ดีแน่ แต่เจ้าต้องคิดเจ้าไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ไฉนจะคอยปกป้องทุกคนได้ตลอดเวลา
แล้วข้าก็เข้าใจว่าเจาเจาของข้าอาจจะรู้สึกเสียใจที่ตนเองฉลาดไม่พอฝีมือเดินหมากไม่สูง แต่ในเมื่อพวกเรารอดพ้นสถานการณ์คราวนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน้อยเจ้ากับข้าก็เรียนรู้จากมันแล้วว่าพวกเราทำพลาดไป
เจาเจาเอ๋ยบนโลกนี้ไม่มีสิ่งใดง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหรอกองค์หญิงกับฝ่าบาทส่งพวกเรามาที่นี่ มิใช่เพื่อให้เจ้าและข้าเรียนรู้และเปลี่ยนเป็นคนเก่งขึ้นหรอกหรือมา เจ้ามาดูต้นไม้สองต้นนี้”
เสียงของหนานหมิงเหออ่อนโยน เขามิได้ทั้งเทศนาหรือปลุกใจว่าเจาเจาเก่งอย่างไร้สมอง เพียงบอกเจาเจาช้าๆ ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถบรรลุสิ่งที่ตนเองต้องการได้
เจาเจาเงยหน้ามองต้นไม้สองต้นนั้นอย่างไม่รู้ตัวมองซ้ายขวาก็หาเหตุผลไม่พบ จึงกะพริบตาปริบๆจนหนานหมิงเหอเผลอยื่นมือมาแตะขนตางอนยาวของนาง
“ตอนนี้เจ้าเห็นต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้านสาขางอกงามแต่กลับไม่รู้ว่ารากมันอ่อนแรง ชั้นดินบนพื้นร่วนซุยเพียงใดส่วนต้นไม้เล็กแลดูน่าสงสาร แต่ความจริงมันหยั่งรากลงลึกไปใต้ดินด้วยกำลังทั้งหมดที่มีอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อเจ้ามองแผ่นดินนี้ ก็จะกลายเป็นใต้หล้าของต้นไม้เล็กแล้ว”
น้ำเสียงหนานหมิงเหอกลั้วหัวเราะ
เขานำทางเยี่ยนเจาเจาให้เข้าใจเหตุผลอย่างไม่เร่งรีบราวกับว่าทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ในหัวของเขาอย่างไรอย่างนั้นเจาเจาสามารถเดินไปข้างหน้าช้าๆ และเขาจะอยู่เบื้องหลังเจาเจาเสมอ
-----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เจี๋ยอวี่ฮวา หมายถึง ดอกไม้พูดได้เปรียบเปรยถึงสตรีงาม รู้ความ พูดจารู้เรื่อง