บุรุษาุโอายุราว 50 ปี ในชุดโบราณยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ สวมผ้าคลุมหนังสัตว์เนื้อละเอียดสีเหลืองซีด ยืนหลังตรงสองมือไพล่หลัง เหม่อมองไปเบื้องหน้า มือของเขากำวัตถุชิ้นหนึ่งมีสีทองอร่าม ผมที่เกล้ามวยบนกระหม่อมมีสีขาวแซมเกือบทั้งศีรษะ ใบหน้าแม้มีริ้วรอยแห่งวัยปรากฎอยู่ แต่เมื่อพินิจดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็ดวงตาคม จมูกเป็สัน ริมฝีปากบางได้รูป แสดงให้เห็นว่าเมื่อครั้งบุรุษผู้นี้ในยามวัยหนุ่มน้อย นับว่าเป็บุรุษรูปงามมากคนหนึ่ง หากแต่น่าเสียดายที่ดวงตานั้นมีแววโศกเศร้าอยู่เป็นิจ
บุรุษผู้นั้นเหม่อมองทิวไม้เขียวชอุ่มที่ไกลออกไปสุดลูกตาเรียงรายสูงต่ำตามูเาที่มันตั้งอยู่ จากยอดเขาอันเขียวชอุ่ม รอบกายเขาพลันมีเมฆหมอกบางๆ ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาปกคลุมยอดเขาและรอบๆ ตัวเขา เหมือนจะหลุดเข้าไปในความฝัน เมื่อลมเย็นพัดไอหมอกให้ค่อยๆ สลายไป ภาพนั้นแปรเปลี่ยนเป็ตึกอาคารสูง นับร้อยหลัง สูงต่ำสลับไปกับสะพานลอยฟ้า ถนนวงแหวน มีรถราคับคั่งวิ่งขวักไขว่บนถนน ยังมีรถไฟฟ้าที่แล่นด้วยความเร็วสูง สิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่าเขตอุตสาหกรรมกำลังก่อร่างตามมุมต่างๆของเมือง บนยอดเขาสูงมองเห็นสิ่งปลูกสร้างชื่อจัตุรัสอื้อฉี เสียงแตรรถมากมายบนท้องถนนกดรัวๆ จนน่ารำคาญ ปลุกให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เอนกายอยู่ในเก้าพนักสูงพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขานวดลูกตาเล็กน้อยเพื่อไล่ความเหนื่อยล้า
.... ใช่แล้วเขาเร่งพิมพ์โครงการใหม่ให้เสร็จเพื่อส่งให้เหล่าผู้บริหาร ทั้งๆ ที่โครงการสำคัญชิ้นนี้ได้รับการอนุมัติไปเรีนยบร้อยแล้ว แต่บิดาของเขา เสวี่ยิ มีคำสั่งเด็ดขาดมาว่าให้เขาต้องทำรายงานส่งต่อกลุ่มผู้บริหารสูงสุดของบริษัทดูด้วย ทำให้เขาต้องทำงานหนักตลอดทั้งคืน เพื่อตามใจบิดาประธานเสวี่ยิ ที่เคารพรัก
เสวี่ยซิงลูกชายคนเดียวของ เสวี่ยิ ประธานบริษัท ต้าเสวี่ยไห่ กรุ๊ปเขาเป็หนุ่มโสดหน้าตาดีมาก ปีนี้เขาอายุ 30 ปีจบปริญญาโทวิศวกรรมสิ่งทอ จากมหาวิทยาลัยแคนาดา สาขา วิศวกรรมปิโตรเคมีและวัสดุพอลิเมอร์(Polymer Engineer) วิชานี้เขาเรียนตามใจตัวเองโดยตรงและกลับมาช่วยงานบริษัท เสวี่ยซิงไปเรียนพร้อมกับ เฟยฉี ลูกชายของคุณอาเฟยหลง เพื่อนสนิทของบิดา
เขาและเฟยฉี อายุเท่ากัน อีกทั้งเติบโตมาด้วยกันเมื่อบิดาส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศ เฟยฉี จึงต้องไปเรียนพร้อมกับเขาด้วย เมื่อเรียนจบกลับมาจึงมาช่วยงานเขาโดยตรง เพื่อนสนิทคู่เมื่อกลับต่างทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลสิ่งที่ท่านประธานเสวี่ยิผู้บิดาร้อนใจมากที่สุดคือ เสวี่ยซิง ไม่ยอมแต่งงานเสียที เพราะสองหนุ่มมัวแต่ยุ่งอยู่กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ของเขาตลอด3 ปีเต็ม
บริษัทต้าเสวี่ยไห่ กรุ๊ป มีกิจการหลักคืออุตสาหกรรมสิ่งทอมาั้แ่รุ่นปู่ เสวี่ยฟงที่เริ่มบุกเบิกตั้งโรงงานทอผ้าไหมเล็กๆ จ้างแม่บ้านที่มีภูมิความรู้มาทอผ้าส่งโรงงานของปู่ ให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว เมื่อเวลาผ่านไปกิจการดีขึ้นเป็ลำดับคุณปู่เสวี่ยฟง ขยายเป็โรงงานทอผ้าไหมขนาดย่อมครั้นต่อมาบิดาของเขา เสวี่ยิ พัฒนาต่อยอดโรงงานทอผ้าต้าเสวี่ยไห่ มีการบุกเบิกนำเส้นใยไหมและขนสัตว์มาผลิตเป็เนื้อผ้าพิเศษขึ้น ขยายกิจการจนกลายเป็โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ และนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนกลายเป็ต้าเสวี่ยไห่ กรุ๊ป ดังเช่นทุกวันนี้
เมื่อเสวี่ยซิง อายุ 15 ปีเขาเห็นบิดาได้ทดลองนำเส้นใยผ้าไหมและเส้นใยขนสัตว์มาทอเป็เนื้อผ้าพิเศษชิ้นแรกเขาเกิดความหลงใหลเนื้อผ้าพิเศษชิ้นนั้นอย่างประหลาดมันกลายเป็แรงบันดาลใจให้เขาอยากคิดค้นหาผลิตเนื้อผ้าที่มีความบางเบาแต่ให้ความรู้สึกนุ่มและอบอุ่น นับแต่นั้นมาคุณชายอย่างเขาจึงเลิกสนใจกิจกรรมชมรมต่างๆ ทั้งหมดในมหาวิทยาลัยหันมาทุ่มเทเวลาศึกษาค้นคว้าอารยธรรมผ้าทอและสิ่งทอขนสัตว์ในประเทศจีนและของทั่วโลก ทุกวันหลังเลิกเรียนเสวี่ยซิงและเฟยฉี จะฝังตัวอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย มิได้ใส่ใจกับสายตาของสาวๆในห้องสมุดที่เมียงมองมา
เขาเป็คุณชายใหญ่ของตระกูลเสวี่ยบิดามอบหมายงานออกแบบให้เขารับผิดชอบั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทแตกออกมาเป็อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของสตรีเรื่อยมาจนกระทั่งเขาไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทวิศวกรรมสิ่งทอ จากประเทศแคนาดาเมื่อเสวี่ยซิงเรียนจบกลับมา เขานำความรู้มาใช้ในกระบวนการผลิตเส้นใยสิ่งทอเพื่อให้ได้เนื้อผ้าที่มีความละเอียดพลิ้วบางเบาสีสันคงทนแสงแดด และเนื้อผ้าคงทนต่อการซักล้างในเครื่องซักผ้าผลิตภัณฑ์มีทั้งเนื้อผ้าที่ใช้ให้ความอบอุ่นสำหรับฤดูหนาวและเนื้อผ้าที่บางเบาสวมใส่สบายในฤดูร้อน และจุดขายของสินค้าของปีนี้ คือ นำเศษพลาสติกที่ใช้แล้วมาเป็ส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตเส้นใยสำหรับทอเป้าหมายเพื่อลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม
บริษัทต้าเสวี่ยไห่กรุ๊ป รุ่นของเสวี่ยซิง เขาให้ความสนใจการตลาดแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ทั้งสตรีและบุรุษด้วยเส้นใยรักษ์สิ่งแวดล้อม เขาคิดจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เป็เสื้อสำหรับบุรุษในชื่อแบรนด์ เสวี่ยไห่ เขาให้บริษัทในเครือออกแบบเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษนอกจากสูทสากลแล้ว เขาสั่งให้ออกแบบเสื้อยืด แจ๊คเก็ต สำหรับบุรุษทั้ง 4 วัย มาให้เขาคัดเลือก ดังนั้นสินค้าของเขามีั้แ่วัยคุณชายน้อย วัยรุ่นวัยทำงาน และวัยเกษียณ
เมือคืนนี้ไม่เพียงต้องเขียนเอกสารให้จบเท่านั้นแต่ต้องคัดเลือกผลิตภัณฑ์เขากว่า 100 ชิ้นเพื่อทำการโปรโมทแบรนด์ ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้นั่งเอนหลังเผลอหลับไปกับพนักเก้าอี้ไปั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ จนกระทั่งเสียงแตรรถที่วิ่งบนท้องถนนแว่วมาปลุกเขา
เฟยฉีเพื่อนสนิทและเลขาคนสนิท ประสานงานว่าจ้างบริษัทธุรกิจโฆษณาครบวงจร กว่างจง กรุ๊ปที่ให้บริการทำการวิจัยและวางแผนการตลาด ไปจนถึงกระบวนการถ่ายทำสร้างสรรค์ชิ้นงานโฆษณา ปรับแต่งด้วยระบบเทคนิคฉากพิเศษ ไปจนถึงการลงเผยแพร่ผลงานโฆษณาทั้งในประเทศและในต่างแดนตามแต่ผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่าย
ขณะนี้ผลิตภัณฑ์แบรนด์เสวี่ยไห่ เครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ กำลังอยู่ในขั้นตอนนำผลิตภัณฑ์ไปถ่ายภาพในสตูดิโอ เสวี่ยซิงตัดสินใจไม่ใช้ดาราดังเป็นายแบบให้กับแบรนด์แต่เขาจะเป็นายแบบเอง ไม่ใช่ประหยัดงบโฆษณา แต่เพราะคำขวัญอันทรงคุณค่าของเขาคือ คนรุ่นใหม่ที่มั่นใจตนเอง ต่อให้ไม่ใช่ดารานักแสดง ทุกคนที่สวมใส่สินค้าแบรนด์ต้าเสวี่ยไห่ “ต้องดูดี มีสไตล์”
มีเสียงโฟนจากเลขาสาวหน้าห้องเขาแจ้งว่า“ท่านประธานเสวี่ยคะ วันนี้บ่าย 1 โมงมีนัดถ่ายภาพนิ่งที่สตูดิโอกว่างจงกรุ๊ป เพื่อโฆษณาแบรนด์ตัวใหม่ นะคะ” เสวี่ยซิงดูนาฬิกาแล้วเห็นว่าเพิ่งจะ 7 โมงเช้า จึงตอบไปสั้นๆ “ได้”
เลขาสาวพูดต่ออีกว่า“เอ้อ .. ท่านประธานเสวี่ยคะทราบมาว่าช่างภาพที่จะถ่ายภาพเปิดตัวเป็ผู้หญิงค่ะ”
เสวี่ยซิงนั่งเลือกชุดที่จะใช้ถ่ายแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ “ได้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ มีอะไรหรือเปล่า?”
เลขาสาวยังคงกล่าวต่อ“ช่างภาพชื่อ วัชรา เป็คนไทยค่ะ” เขาเริ่มแปลกใจ ขมวดคิ้วเล็กน้อยทำไมเขาต้องรู้รายละเอียดของช่างภาพด้วย จึงถามไปกลับไป“มีอะไรพิเศษมั๊ย?”
“ท่านประธานได้ยินข่าวของเธอหรือยังคะเธอเป็คนดังของฮอลีวูด ใครๆก็ยกให้เธอเป็ไอดอลของสาวๆ มั่นยุคออนไลน์ค่ะ” น้ำเสียงของเลขาหน้าห้องทำท่าปลื้มปริ่มมากขึ้นเรื่อยๆเขารู้สึกว่าเสียเวลากับเื่ไร้สาระนี้นานแล้วจึงกดปิดสายไม่ฟังเลขาสาวหน้าห้อง
เขานั่งเลือกชุดบนจอคอมพิวเตอร์ต่อไปพลางคิดในใจว่า “คนจีนประเทศจีน ไม่มีใครมีฝีมือแล้วหรืองัย ถึงเรียกช่างภาพจากประเทศไทยมาถึงประเทศจีน”
สักครู่มีเสียงจากเลขาสาวหน้าห้องคนเดิมโฟนเข้ามาอีกครั้ง “ท่านประธานคะผ้าที่ท่านประธานประมูลได้ คุณเฟยฉีไปรับจากสถาบันประมูลฮ่องกงมาถึงแล้วค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อสถาบันประมูล เขาแสดงอาการตื่นเต้นขึ้นมาทัน เสวี่ยซิงแย้มยิ้มอย่างเบิกบานแล้วบอกว่า “รีบส่งเข้ามา” เมื่อประตูเปิดออก เฟยฉี เลขาส่วนตัวเดินถือกล่องใบใหญ่เข้ามา แล้ววางเบื้องหน้าเขา มันเป็กล่องผ้าไหมใบใหญ่สีเทาดูคลาสสิกทีเดียว
“นายจะเปิดชื่นชมสักหน่อยไหมอุตส่าห์แข่งประมูลมาได้ ผ้าอะไร แพงแสนแพง” เขาเปิดกล่องนั้นออก ด้านในเป็ผ้าคลุมไหล่ทำด้วยหนังสัตว์เนื้อละเอียดนุ่มสีเหลืองอ่อนซีดจนแทบเป็สีขาว ทั้งที่มันเป็หนังสัตว์แท้ๆแต่กลับนุ่มพลิ้วราวกับผ้าไหมเขาคลี่ผ้านั้นออกชูขึ้นพิจารณาเนื้อของผ้าหนังสัตว์ทั้งด้านนอกด้านใน สีหน้าของเขาปลาบปลื้ม มีความสุขราวกับได้พบของรักที่จากไปนานแสนนานคืนกลับมา
เสวี่ยซิงพูดขึ้นขณะพลิกดูมันอย่างเบามือพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “นายไม่เห็นหรือ หนังสัตว์ผืนนี้พิเศษมากแค่ไหนเนื้อััของมันนิ่มราวกับผ้าไหม อายุนับพันปีแล้วยังไม่เปื่อยยุ่ยไป ฉันถึงบอกนายงัยว่า “มันพิเศษแค่ไหน”
เฟยฉีมองผ้าผืนนี้แล้วรู้สึกว่าเหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน... แต่ท่า เขากลับนึกไม่ออกว่าเคยเห็นมาจากที่ไหน เฟยฉีอดพูดไม่ได้ว่า “จะพิเศษแค่ไหน ก็ไม่น่าถึง สิบล้านหยวนนะ ผ้าอะไร แพงกว่าบ้านอีกเราไม่รู้ว่าคนขายให้ข้อมูลมาผิดหรือเปล่า บอกว่าเป็ผ้าคลุมหนังสัตว์ของเ้านายยุคราชวงศ์ซ่งเหนือนั่งนับนิ้วแล้วร่วมพันกว่าปีเชียวนะ ขนสัตว์อะไรจะอายุยืนยาวนานขนาดนั้น แล้วนายเห็นไหม มีตำหนิตรงนี้ด้วยนี่งัยรอยขาดตั้ง 2 นิ้ว มีรอยซ่อมด้วย ฝีเข็มยังดูแย่อีกต่างหาก”
แต่เสวี่ยซิงไม่สนใจคำติของเฟยฉี แต่ยังคงพลิกผ้าคลุมหนังสัตว์นั้นไปมาอย่างมีความสุขสีหน้าภาคภูมิใจ เฟยฉีมองใบหน้าเพื่อนในขณะนี้เขาน่าจะภาคภูมิใจอยู่หรอก เพราะแข่งประมูลมาได้ เขาอดประหลาดใจเพื่อนรักของเขาไม่ได้ ทันทีที่เสวี่ยซิงเห็นผ้าผืนนี้ลงประกาศประมูลขายบนอินเตอร์เน็ต ถึงกับสั่งให้เขาติดตามข้อมูลทั้งหมดของผ้าคลุมผืนนี้จดจ่อรอคอยวันประมูลแล้วสั่งให้เขาเดินทางไปฮ่องกงไปถึงห้องประมูล และนำกลับมาด้วยตนเอง
เฟยฉียังสงสัยไม่เลิก “นายช่างใจกล้า นั่นเงินสิบล้านหยวนนะแลกกับผ้าหนังสัตว์มีตำหนิผืนหนึ่งกลับมา”
เสวี่ยซิง ชะงักนิ่งคิดแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับกำลังพูดอยู่กับตนเอง “ไม่รู้สิ ฉันก็บอกไม่ถูกเวลาที่เห็นผ้าผืนนี้ แต่ฉันรู้สึกว่ามันเคยเป็ของฉันมาก่อนอยากได้มันกลับคืนมา ราคาเท่าไหร่ ฉันก็สู้”
“เอาเถอะๆ นายอย่าลืมนะว่ามีนัดถ่ายภาพโฆษณา แบรนด์เสวี่ยไห่ของนายเองบ่ายวันนี้” เสวี่ยซิงยังนิ่งยิ้มกับผ้าคลุมนั้นอยู่ เฟยฉีถามต่อ “เช้านี้นายกินอะไรหรือยัง”
“ยังเลยเพิ่งเขียนโครงการเสร็จ นายสั่งอาหารเช้าให้หน่อย กินแล้วจะตรวจงานอีกครั้งแล้วค่อยไปสตูดิโอ” เฟยฉีล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอพลิเคชั่นสั่งอาหาร “งั้นนายรอสักครู่ ฉันสั่งให้นายคนเดียวนะ”
เสวี่ยซิงนั่งชื่นชมผ้าหนังสัตว์นั้นยิ้มไปมากับตนเองพักใหญ่ แล้วตัดใจพับมันเก็บลงกล่องไว้ก่อน แล้วนั่งทำงานต่อ
เสวี่ยซิงรับประทานอาหารเช้าแล้วนั่งทำงานต่อจนเสร็จเขายืดกายคลายความเมื่อยล้า เฟยฉี นั่งทำงานที่โต๊ะไม่ห่างไกลกันจึงบอกกับเพื่อนว่า “นายนอนพักก่อนเถอะ ใกล้เวลานัดแล้วฉันปลุกนายเอง”
เสวี่ยซิงยอมทำตามคำแนะนำนั้นเขาเปิดกล่องหยิบผ้าคลุมหนังสัตว์สีซีดผืนนั้น เดินไปโซฟาแล้วนอนเหยียดยาวห่มผ้าคลุมหนังสัตว์ผืนนั้น เขาเกิดความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดระคนรู้สึกคุ้นเคยกับผ้าผืนนี้มานานแสนนาน ...แต่ เป็เมื่อพันปีก่อน...
อึดใจเดียวเขาก็หลับสนิท มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฎที่มุมปากราวกับกำลังฝันดีมีความสุข ในความฝันนั้น เสวี่ยซิงเห็นสาวน้อยคนหนึ่งแต่งกายแบบสตรีในยุคโบราณ เธอสวมผ้าคลุมตัวเดียวกับของเขานี้บนมวยผมหยิกยุ่งมีปิ่นทองคำสุกปลั่งเสียบที่มวยผมนั้น เขามองเห็นเธอยิ้มกว้างขวางให้เขา สีหน้าแววตาของสาวน้อยคนนั้นดูซุกซน “เธอ” คนนั้นนั่งบนแก่งไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแกว่งเท้าไปมาแล้วทันใดนั้นเธอร่วงหล่นจากต้นไม้สูงนั้น เขาใกับภาพตรงหน้า ร้องะโว่า “คุณ ระวัง” เขาวิ่งเข้าไปรับตัวเธอก่อนที่จะตกลงถึงพื้นเขาอุ้มเธอไว้ในอ้อมออ้อมแขน แต่เธอกลับยิ้มกว้างขวางให้เขาอีกแล้ว รอยยิ้มของเธอแปลกประหลาด เหมือนจะแกล้งหยอกล้อเขา..
เสวี่ยซิงสะดุ้งตื่นเขาลุกขึ้นนั่ง ใช้มือลูบใบหน้าเบา เพื่อไล่ความงุนงงนั้น นาฬิกาบอกเวลา 11 โมงเช้า เฟยฉีมองอาการของเขาอยู่ “นาย ไปอาบน้ำก่อนเถอะจะได้สดชื่น” เสวี่ยซิงลุกขึ้นพับผ้าคลุมนั้นเก็บลงใส่กล่องตามเดิมแล้วไปอาบน้ำด้านหลังห้องทำงาน เพื่อผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้าทั้งปวง เสวี่ยซิง อาบน้ำเสร็จ เดินออกมาพบเฟยฉีนั่งรอเขาอยู่ แล้วกดโทรศัพท์เรียกรถประจำตำแหน่งมารอที่หน้าบริษัท
เขาถามเฟยฉีว่าชุดที่เลือกไว้ ส่งไปสตูดิโอแล้วใช่ไหม” “ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอแต่นายแบบไปสวมถ่ายแบบเท่านั้น” เฟยฉีตอบแล้วปิดคอมพิวเตอร์บนโต๊ะลุกขึ้น
สองสหายเดินลงลิฟต์ไปด้านล่างที่หน้าบริษัท น้าจินฮัว สาวโสดวัย 50 ปีเธอเป็พี่เลี้ยงเก่าแก่ที่เลี้ยง เสวี่ยซิง คุณชายน้อยมาั้แ่ชั้นประถม น้าจินฮัวเป็ลูกสาวของคนสนิทคุณปู่เขาเอง นิสัยเ้าระเบียบ จู้จี้ชอบบ่นทุกเื่ที่ผ่านตรงหน้าเธอ ยกเว้นคุณชายน้อยคนเดียวที่เธอไม่บ่น สุดท้ายเธอจึงอยู่เป็โสดกับครอบครัวของเขามาจนทุกวันนี้ น้าจินฮัวสวมชุดเครื่องแบบสำนักงานตามปกติ ยืนรอที่หน้าประตูสำนักงานเมื่อเห็นคุณชายน้อยเดินมาเธอรีบเข้าไปทันที “คุณชายคะรับประทานอาหารเที่ยงก่อนจะไปสตูดิโอมั๊ยคะ”
“ไม่ครับน้าฮัว” แต่เฟยฉีออกความเห็น “ฉันว่านายควรกินอาหารเที่ยงก่อนนะเพราะตามตารางแล้วนายต้องอยู่ในสตูดิโอจนถึง 1 ทุ่มเลยนะ”
“อ้าว... ฉันไม่ได้ดูตารางเวลา อย่างนั้นน้าฮัว หาร้านให้ผมเลย”
“ดีค่ะเด็กดีของน้าฮัว” น้าจินฮัวกล่าวด้วยน้ำเสียงอย่างผู้ใหญ่ที่เอ็นดูหลานชายตัวน้อยหากแต่แววตาหลังกรอบแว่นสายตาที่เปล่งแสงระยิบระยับออกมาเพียงแว่บหนึ่ง ทั้งสามตัดสินใจรับประทานอาหารเที่ยงใกล้กับบริษัทกว่างจงกรุ๊ป ภายหลังรับประทานอาหารแล้ว เฟยฉี ถือแฟ้มเอกสารในมือชูให้เสวี่ยซิงดู “นายขึ้นไปสตูดิโอชั้น 8ก่อนเลย ฉันต้องไปคุยกับผู้จัดการเื่สัญญาอีกนิดหน่อยแล้วจะตามไป”
เสวี่ยซิงพยักหน้ารับทราบ แล้วเดินผ่านเคาน์เตอร์หน้าบริษัทกว่างจงแกรุ๊ป ปล่อยให้น้าจินฮัวไปติดต่อกับประชาสัมพันธ์สาว 2 คนหน้าเคาน์เตอร์ ประชาสัมพันธ์สาวสองแอบมองตามชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคิ้วคมเข้ม ลูกตาดำขลับ ขนตายาวงอนเป็แพ จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง .... โอ๊ย ....ช่างหล่อบาดใจ เสียงกระแอมดังๆ ของน้าจินฮัวเรียกสายตาประชาสัมพันธ์สาวสวยทั้งสองให้หันกลับมามองเธอ
“คุณเสวี่ยซิงประธานแบรนด์เสวี่ยไห่ จะไปสตูดิฉันชั้น 8 ค่ะ” เมื่อได้ยินเสียงดุๆ ของสตรีวัยกลางคนให้ข้อมูลเช่นนั้นพนักงานสองสาวสวยพลันมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ประธานแบรนด์เสวี่ยไห่หน้าตาดีขนาดนี้เลยหรือ? .. โอ๊ย .. ์
“ค่ะๆทีมงานกำลังรออยู่แล้ว เชิญตามมาทางนี้เลยค่ะ” พนักงานสาวคนหนึ่งละล่ำละลักตอบแล้วเดินออกจากเคาน์เตอร์รีบมาบริการกดลิฟต์
ครั้นเมื่อลิฟต์นำทุกคนเดินทางมาถึงชั้น8 เธอกุลีกุจอนำทางมายังห้องหนึ่ง ผายมือให้ประธานเสวี่ยซิงและคุณป้าผู้จัดการส่วนตัว
เสวี่ยซิงและน้าจินฮัวก้าวเดินเข้าไปในสตูดิโอ แต่เป็เพราะเขามาถึงก่อนกำหนด1 ชั่วโมง ทีมงานเกือบร้อยชีวิตกำลังเร่งเตรียมสถานที่ บรรดาสายไฟข้าวของยังกระจัดกระจายไม่เป็ระเบียบนัก เขาเข้าใจสภาพการทำงานระบบสตูดิโอดีจึงไม่ได้ใส่ใจความไม่เป็ระเบียบเหล่านี้ ... แต่....น้าฮัวเริ่มบ่นกับความไม่เรียบร้อยดังขึ้นเรื่อยๆ
ชายหนุ่ม จุ๊ปาก “เรามาถึงก่อนเวลานัดหมายเอง เขากำลังทำงานรอรับเราอยู่ น้าฮัวอย่าตำหนิเขาเลย” น้าฮัวค้อนคุณชายน้อยของเธอที่ห้ามไม่ให้เธอบ่น เขาเดินสำรวจสถานที่ไปเรื่อยๆ จนมาถึงขากระเช้ายกสูงตัวหนึ่ง เสวี่ยซิงเห็นเท้าข้างหนึ่งแกว่งไปเป็จังหวะมันแกว่งลอยไปมาตรงหน้าเขาพอดี เป็ข้อเท้าสตรีสวมรองเท้าผ้าใบ!! น้าจินฮัว เดินตามหลังคุณชายน้อยมา ได้เห็นเท้าที่ลอยในอากาศข้างนั้นเข้า เธอร้องเสียงดังอย่างอารมณ์เสีย “พนักงานพวกนี้เสียมารยาทกับนายจ้างอย่างนี้ได้หรือ”
เสียงน้าจินฮัวเอะอะโวยวายแต่เท้านั้นยังคงแกว่งน้อยๆ อย่างมีจังหวะ จนทีมงานสองสามคนเดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น น้าจินฮัวชี้ไปที่เท้าของทีมงานหญิง “ดูซิเท้าของเธอกำลังจะแกว่งถูกหน้าประธานเสวี่ยซิง ลูกค้าสำคัญของบริษัทพวกเธออยู่แล้วนะ” ทีมงานต่างใว่า ลูกค้าสำคัญของวันนี้ เดินทางมาถึงแล้วและไม่ทันได้ต้อนรับอย่างดี จึงพากันขอโทษขอโพยกันเป็การใหญ่
เสวี่ยซิง ยิ้มล็กน้อยกล่าวว่า “ไม่เป็ไร เข้าใจผิดกันเล็กน้อยเท่านั้นเอง” ทีมงานคนหนึ่งเข้าไปสะกิดเท้าของหญิงที่นั่งกระเช้าลอยอยู่้าเธอกำลังไขน๊อตโคมไฟสปอตไลท์้าอยู่ เป็เพราะเธอใส่หูฟังกำลังฟังเพลงอยู่จึงไม่ได้ยินเสียงบ่นของน้าฮัวที่ยืนอยู่ด้านล่าง ทีมงานบอกเธอเป็ภาษาอังกฤษ เธอก้มลงมามองทันทีที่เสวี่ยซิงเห็นใบหน้าเธอกับผมหยิกยุ่ง เขาใตะลึง อุทานในใจ
..... “เป็เ้าเองหรือ!! ” ...
เสวี่ยซิงตกตะลึงนานจนผิดสังเกตน้าจินฮัวเขย่าตัวเขา “คุณชายน้อย คุณชาย”แล้วทำท่าจะเริ่มบ่นต่อ เสวี่ยซิงรีบปิดปากน้าจินฮัวพอดีกับเฟยฉีเสร็จธุระกับตัวแทนบริษัทเดินเข้ามาในสตูดิโอ เสวี่ยซิง รีบส่งน้าจินฮัวให้เฟยฉี “นายพาน้าฮัวไปเก็บก่อนเร็วๆ” แต่น้าฮัวทำท่าจะบ่นทีมงานของสตูดิโอ เฟยฉีเห็นเช่นนั้นจึงรีบโอบไหล่น้าฮัวพาออกจากห้องสตูดิโอไปส่งที่รถด้านล่าง
“เธอ” ดึงหูฟังออกจากหู ทีมงานส่งภาษาอังกฤษบอกเธอเธอส่งยิ้มให้เขาแล้วทักทาย
“Hi”
เธอทักทายสั้นๆแล้วเงยหน้าขึ้นไปไขน๊อตโคมไฟต่อ ทีมงานจึงหันกลับมาบอกกับเสวี่ยซิงว่า“เธอเป็ช่างภาพของงานชิ้นนี้ ชื่อ “วัชรา”เป็คนไทยครับ” ชื่อนี้ทำให้เสวี่ยซิงหวนนึกถึงคำของเลขาหน้าห้องเขาทันที เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง “เธอ” ผู้นั้นอีกครั้งเห็นว่าเธอกำลังตั้งใจไขน๊อตตัวนั้นจริงจังไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย จึงหันมาถามทีมงานอย่างกระตือรือร้นว่า
“ผมไม่ค่อยรู้จักวงการบันเทิงนักคุณพอจะบอกประวัติและผลงานคร่าวๆ ของช่างภาพผมได้ไหม”
“ยินดีครับเธอชื่อ วัชรา เป็คนไทย เคยได้รับรางวัลตัดต่อภาพยอดเยี่ยมจากผลงานประกวดหนังสั้นที่เมืองคานส์ ต่อมาเธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับสตีฟเป็ช่างกล้อง 2 เธอมีผลงานเขียนบทภาพยนตร์รางวัลลูกโลกทองคำเวลานี้เธอออกแบบเครื่องประดับเพชรให้กับแบรนด์ Jewellery ของฝรั่งเศสมาแล้ว3 ซีซั่น ยอดขายถึงล้านชุดทุกซีซั่น ท่านประธานบริษัทของเรารู้จักกับคุณวัชราเป็การส่วนตัวจึงเชิญเธอมาร่วมงานด้วย งานชิ้นแรกของเธอที่ประเทศจีนคือโปรโมทแบรนด์ของท่านประธานเสวี่ยนี่แหละครับ”
ขณะที่ทีมงานคนนั้นเล่าประวัติคร่าวๆของเธอ สายตาของเสวี่ยซิงจับจ้องอยู่ที่เธอตลอดเวลา สังเกตทุกรายละเอียดของเธอเธอเป็ผู้หญิงทำงานยุคใหม่ สวมกางเกงยีนส์แนบตัวเสื้อเชิ้ตสีขาว ผมยาวเลยบ่ามานิดหน่อยแต่หยิกเป็ลอนใหญ่ ผิวเหลืองออกคล้ำท่วงท่าการจัดไฟสตูดิโอของเธอทะมัดทะแมงราวกับผู้ชาย
มองโดยรวมในนาทีนี้หน้าตาของเธอคล้ายสตรีในความฝันมากถึงมากที่สุด
เสวี่ยซิงเกิดความรู้สึกตื่นเต้นทันทีที่รู้ว่าจะได้ทำงานกับเธอ เขาเหมือนคุ้นเคยกับเธอมาก่อน..... แต่ ..ไม่สิ เขาเคยไม่ได้สนใจวงการบันเทิงเท่าไรนักและเธอไม่ใช่นักแสดง เธอไม่ใช่ผู้หญิงสวยหวาน แต่เหตุใดไม่รู้ เขากลับมองเธอไม่วางตา
ตากล้องคนสำคัญ
การทำงานเริ่มขึ้นในบ่ายนั้น เสวี่ยซิงสวมผลิตภัณฑ์ของเขาที่คัดสรรมาถ่ายแบบ เธอถ่ายรูปเขาทุกมุม เพื่อเน้นแบบและสไตล์ของสินค้าเขาโพสต์ท่าทำตามคำสั่งภาษาอังกฤษของเธอ เพราะเธอพูดภาษาจีนไม่ได้ เขาสังเกตการทำงาน การจับกล้องหรือแม้แต่จัดท่าให้เขาถ่าย เธอเป็มืออาชีพจริงๆทุกครั้งที่ต้องมองกล้อง เสวี่ยซิงตั้งใจใช้สายตาอันคมปราบของเขาทะลุเลนส์กล้องส่งมาถึงลูกตาเธอ ่แรกๆ วัชรา คิดชมเชยนายแบบคนนี้อยู่ในใจว่าเขาใช้สายตาสื่อสารกับลูกค้าแบรนด์ได้เก่งมาก แต่เมื่อถ่ายนานขึ้น วัชรากลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ััได้ว่า เสวี่ยซิง คนนี้้าใช้สายตาสื่อสารกับเธอผู้ที่กำลังถ่ายภาพเขาอยู่
เธอรู้สึกได้ถึงความพยายามกดดันของสายตานั้นแล้วจู่ๆ เธอเกิดความรู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุจนเธอเริ่มกลัวเขาอย่างบอกไม่ถูก จนอยากจะจบการทำงานให้เร็วที่สุด แต่เธอก็อดทนจนถ่ายภาพเสร็จ การถ่ายภาพจึงยุติลง
เธอนำภาพทั้งหมดลงคอมพิวเตอร์ภาพที่ออกมายื่นยันได้ว่า เธอไม่ได้กลัวอย่าไร้เหตุผลสายตาคมกริบของเขาที่จ้องตรงมา มันทำให้ใบหน้าของเขาดุ คม จนน่ากลัว แต่ในมุมศิลปะแล้วมันกลับกลายเป็ความแปลกใหม่ที่ท้าทาย
เฟยฉี เมื่อเจรจาธุระกับผู้จัดการเสร็จ เขาเข้ามายืนดูการถ่ายทำในสตูดิโออยู่ตลอด ระหว่างนี้เฟยฉีมองการทำงานของทีมงานแล้วมีความรู้สึกเหมือนกับคุ้นเคยช่างภาพหญิงคนนี้มาก่อนแต่... เขาจำไม่ได้ว่าไปคุ้นเคยกันตอนไหน เอ...หรือเป็เพราะเห็นภาพเธอในนิตยสาร ...คงเช่นนั้นกระมัง? ....
เสวี่ยซิงยังนั่งรอที่โซฟาเพื่อรอถ่ายซ่อม เขาเต็มใจที่จะนั่งรอ เพราะวัชรานั่งอยู่โต๊ะคอมตรงหน้าเขานี่เองระหว่างนี้มีเลขาบริษัทกว่างจง กรุ๊ป เดินถือกล่องไม้เล็กๆ ใบหนึ่งเข้ามายื่นให้วัชรา
เขาเห็นเธอรับกล่องไม้นั้นด้วยความตื่นเต้นดีใจแล้วเปิดกล่องนั้น หยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมา มันมีสีทองสุกเปล่งปลั่ง เสวี่ยซิงเห็นเธอจัดการรวบผมตัวเองขึ้นสูงม้วนแล้วเอาสิ่งของในกล่องเสียบเข้าที่มวยผมของเธอ มันเป็ปิ่นทองคำ
เสวี่ยซิง ตกตะลึงเมื่อเป็ปิ่นเล่มนั้น โดยเฉพาะเมื่อมันปักบนผมของเธอ ภาพสตรีชุดโบราณในความฝันที่นั่งบนต้นไม้สูงผุดขึ้นมาซ้อนกับใบหน้าเธอ เขามองปิ่นนั้นอย่างตื่นตะลึง
ทันใดนั้น บังเกิดภาพชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งแต่งกายชุดโบราณกำลังใช้สิ่วชิ้นเล็กเพียรแกะเนื้อทองคำทีละเล็กทีละน้อยมีเพียงแสงเทียนบนโต๊ะที่ให้ความสว่างขณะแกะสลักบนแผ่นทองคำนั้น ภาพนั้นผุดขึ้นมาในห้วงสมองเขาเป็ฉากๆ แต่ทว่ามันกระจ่างชัด ชัดจนเขาเห็นชายหนุ่มโบราณคนนั้นแกะเนื้อทองบนแผ่นทองรูปธงพลิ้วเป็อักษร “爱你” เสวี่ยซิงััได้ถึงจิตใจที่มุ่งมั่นและมีความสุขของชายผู้นั้น เพราะเขากำลังประดิษฐ์มันขึ้นเพื่อมอบให้กับสตรีผู้เป็ที่รักนั่นเอง...
ทีมงานหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งเห็นเสวี่ยซิงมองปิ่นนั้นอย่างตื่นตะลึง เธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดีบอกว่า “ท่านประธานเสวี่ยคงใปิ่นทองเล่มนี้กระมัง คุณวัชราเพิ่งประมูลมาได้ราคา5 ล้านหยวน ทางสถาบันประมูลฮ่องกงให้ข้อมูลว่าของชิ้นนี้เป็ปิ่นทองคำโบราณ อายุพันกว่าปีเป็สมบัติของชนชั้นสูงยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ ความพิเศษของปิ่น คือ คนที่สลักต้องเก่งมากสลักเนื้อทองออกมาเป็อักษร “รักเ้า” เห็นตรงกันทั้งสองด้านดูสิ ตอนที่มันอยู่บนโบรชัวร์ มองดูว่าสวยแล้ว แต่พอมาอยู่บนผมเธอกลับเปล่งประกายเงางามยิ่งกว่าเดิมอีก” ทีมงานหญิงผู้นั้นเล่าอย่างปลาบปลื้มยิ่งเ้าของเสียอีก
เสวี่ยซิงถามทีมงานหญิงนั้น“เมื่อสักครู่คุณบอกว่าปิ่นนี้ราคาเท่าไหร่หรือครับ” “5 ล้านหยวนค่ะ เธอบอกว่าพอเห็นครั้งแรกเธอก็หลงรักปิ่นเล่มนี้แล้ว แปลกนะ ไม่มีใครแข่งประมูลกับเธอสักราย สุดท้ายเธอเลยได้มันมา”
วัชราคร่ำเคร่งคัดเลือกภาพกับทีมงานอาการก้มๆ เงยๆ ของเธอทำให้น้ำหนักปิ่นทองคำเริ่มถ่วงลงมา มันทำท่าจะหลุดจากมวยผม เสวี่ยซิงที่จับจ้องเธอตลอดเวลาอยู่แล้วรีบวิ่งเข้าไปรับปิ่นนั้นได้ทันก่อนที่จะร่วงหล่นถึงพื้นเป็จังหวะที่เธอรับมันทันพอดี มือสองคนัักันโดยบังเอิญ วัชรารีบดึงมือกลับ “ขอโทษค่ะ”
ปิ่นทองอยู่ในกำมือของเสวี่ยซิง เขาก้มมองปิ่นนั้นราวกับคุ้นเคยมือมาก่อน แล้วภาพใต้แสงจากเทียนนั้นกลับมาอีกครั้งเสวี่ยซิงได้เห็นหน้าชายหนุ่มรูปงามคนนั้น ครั้งนี้เสวี่ยซิงได้พินิจใบหน้าหนุ่มโบราณผู้นั้นอย่างจริงจังพบว่าใบหน้าละม้ายกับเขาไม่มีผิด แต่ทว่า เขาไม่เคยเห็นปิ่นเล่มนี้มาก่อนแต่กลับเห็นภาพแปลกๆเป็ตุเป็ตะ เสวี่ยซิงตกอยู่ในภวังค์ จ้องปิ่นทองเล่มนั้นแล้วมองเลยไปที่ใบหน้าผู้หญิงไทยผู้นี้ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรัก ความคิดถึง แต่เธอกลับจ้องตอบเขาด้วยสายตาว่างเปล่า “ขอบคุณค่ะ” แล้วเธอดึงปิ่นนั้นออกจากมือเขาอย่างรวดเร็ว....เหมือนกับที่เธอเคยแย่งมันไปจากมือเขามาก่อน !!! เสวี่ยซิงก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมตนเองจึงรู้สึกเช่นนั้น
ราว 1 ทุ่ม ผลการทำงานในสตูดิโอปรากฏว่าไม่ต้องถ่ายซ่อมอีก ทางผู้จัดการสาวของบริษัทกว่างจงกรุ๊ปเข้ามาพบเสวี่ยซิงและเฟยฉี “ทางทีมงานจะเร่งทำ CG ภาพทั้งหมดเสร็จภายใน 1สัปดาห์ และจะส่งงานมาสเตอร์ให้ลูกค้าชม หากลูกค้าพอใจทางบริษัทจะออกเผยแพร่สื่อโฆษณาออกไป กระบวนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเป็หน้าที่ของบริษัทกว่างจง และทีมงานจะประสานงานกับคุณลูกค้าทุกระยะจนกว่าจะจบโครงการนะคะ”
ภายหลังพูดคุยกับผู้จัดการของบริษัทกว่างจงกรุ๊ปแล้ว เสวี่ยซิง กระซิบกับเฟยฉีเบาๆ “นายไปตามหาประวัติของคุณวัชรามาให้ฉันด้วย” เฟยฉีหันไปมองเสวี่ยซิงแปลกใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร เสวี่ยซิงกำชับอีกว่า “คืนนี้ไปพบกันที่บริษัท”
เฟยฉีถาม “นายจะไปไหนต่อหรือ” เสวี่ยซิงตอบ “ฉันจะชวนเธอไปกินข้าวเย็นเพื่อขอบคุณที่เธอทำงานให้ฉัน”
เฟยฉีหัวเราะ “ฉันว่านายกลับไปกินข้าวที่บริษัทกับฉันดีกว่า”
“ทำไม” เฟยฉีไม่ตอบแต่ฉีกยิ้มให้เขา เสวี่ยซิงจึงเดินไปยังโต๊ะที่วัชราทำงานถามออกไป “คุณวัชราครับจะรังเกียจไหมถ้าผมจะขอเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อแสดงความขอบคุณ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขายิ้มกว้าง“ขอบคุณค่ะ แต่งานดิฉันยังไม่เสร็จต้องขอนัดโอกาสหน้าดีกว่านะคะ” เสวี่ยซิงมีอาการผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ทางด้านวัชราเห็นว่าเขาเป็ลูกค้าสำคัญของบริษัทเพื่อน เกรงว่าอนาคตจะเสียลูกค้ารายสำคัญไป เธอจึงตอบไปอีกว่า “โครงการนี้จบอย่างสมบูรณ์เรียบร้อยเมื่อไหร่ ค่อยนัดกันนะคะ”
เขามีสีหน้าแจ่มใสขึ้นทันที “ขอบคุณครับยินดีที่ได้ร่วมงานกัน” คุณชายเสวี่ยซิงยื่นมือออกไป วัชรามองมือของชายหนุ่มอย่างชั่งใจ แล้วค่อยๆจับมือเขา เสวี่ยซิงจับมือเธออย่างดีใจ แต่เธอกลับรู้สึกเจ็บแปลบหัวใจอย่างประหลาดแล้วเธอขอบคุณเขาอีกครั้งก่อนไปนั่งทำงานต่อ
เสวี่ยซิง กับเฟยฉีนั่งรถตรงเข้าบริษัท ต้าเสวี่ยไห่ กรุ๊ป ตรงขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 6 ของเขา “ว่างัย ฉันบอกนายแล้วสุดท้ายเราต้องกลับไปข้าวที่บริษัทกันเอง นายอยากกินอะไรฉันจะสั่งแอปแล้ว” เสวี่ยซิง ตรงมายังโซฟานั่งลง กอดอกเอนหลังพิงพนัก สีหน้าเซ็งๆ
ที่ห้องทำงานบริษัทต้าเสวี่ยไห่กรุ๊ป เฟยฉีส่งภาพเื่ราวของวัชราเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเสวี่ยซิงแล้วเล่าเื่ราวของ วัชรา ให้เพื่อนรักฟัง ส่วนเสวี่ยซิง ค่อยๆ เปิดภาพและข่าวของเธอไปเรื่อยๆหูก็ฟังเฟยฉีเล่าเื่ราว
“เธอเป็คนดังคนหนึ่งของวงการภาพยนต์ฮอลลีวูด ทั้งที่ไม่ใช่นักแสดงมีชื่อเสี่ยง แต่จู่ๆ โดดขึ้นมาเป็เน็ตไอดอลโดยไม่รู้ตัว คุณวัชรา เธอเป็คนไทย บิดาชาวจีนไหหลำ มารดาเป็คนไทย ทางบ้านฐานะปานกลาง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ....
... เมื่อ 3ปีก่อนเธอส่งผลงานภาพยนตร์สั้นเข้าประกวดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ได้รับรางวัลตัดต่อยอดเยี่ยม เธอไปร่วมงานรับรางวัลด้วย บังเอิญว่ามีนักแสดงชายฮอลลีวูดคนหนึ่งไปร่วมงานด้วยเขากำลังมีข่าวถูกภรรยาฟ้องหย่า และราวกับนรกแกล้ง วัชราดันมีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายภรรยาคนนั้น นักแสดงชายคนนั้นกำลังถูกภรรยาฟ้องศาลเรียกค่าเลี้ยงดูมากโข เลยพาลโกรธผู้หญิงทุกคน ในงานเลี้ยงแสดงความยินดีผู้ได้รับรางวัลเขาดื่มจนเมาแล้วเข้าไปพูดจาดูถูกว่าผู้หญิงทุกคนไร้ยางอาย หลอกลวง แค่มีเงินก็ซื้อได้แล้ว คุณวัชราเลยเอาน้ำสาดใส่หน้าเขาไล่ให้เขาไปบอกกับภรรยาของเขาเอง ไม่ใช่มาบอกกับเธอ งานนั้นนักข่าวบันเทิงทุกสื่อประเทศต่างๆตีข่าวกันสนุกสนานกันจนถึงสว่าง...
..ข่าวของเธอดังชั่วข้ามคืนในฐานะไอดอลของสาวมั่น สตีฟ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวูดสนใจผลงานที่เธอได้รับรางวัลจึงรับเธอเป็ช่างกล้องและช่างภาพนิ่งในกองถ่าย ปีถัดมาเธอได้รับรางวัลภาพนิ่งดีเด่นต่อมาเธอส่งผลงานออกแบบเครื่องประดับเพชร ส่งให้บริษัทผลิตเครื่องประดับเพชรJewellery ปรากฎว่าผลงานของเธอขายดีทำยอดขายกว่าหนึ่งล้านชุด ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน เป็เพราะเธอจับงานอะไรล้วนแต่ประสบความสำเร็จ สื่อเลยให้สมญานามเธอว่า “แม่มดแห่งตะวันออก” นิตยสาร WORLD TIMES เคยลงภาพบนปกกับสมญานาม “แม่มดแห่งตะวันออก” ทุกวันนี้แค่ 2 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเครื่องประดับที่เธอออกแบบก็รวยแล้ว”
เครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาผลิตภัณฑ์เสื้อบุรุษแบรนด์เสวี่ยไห่ นวัต กรรมรักษ์โลก ติดบนบิลบอร์ด สื่อทีวี สร้างกระแสตอบรับอย่าง มหัศจรรย์ เพราะสายตาของนายแบบสุดหล่อที่ใช้สายตาจ้องจิกผู้ชมอย่างไม่ลดละกลับกลายเป็สิ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ได้เห็น ไม่ว่านายแบบผู้นี้จะอยู่บนผนังอาคารสูงบนคัทเอาท์ริมทาง หรือกระทั่งบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ผลิตภัณฑ์และการออกแบบถูกใจคุณผู้ชาย แต่ตัวนายแบบกลับถูกอกถูกใจคุณผู้หญิงพวกเธอให้คำตอบตรงกันทั้งเมืองว่า “สายตาของเขาช่าง ดุ เดือดร้าย เร้าใจ จนมิอาจต้านทาน”
ชื่อของนายแบบถูกถามถึงในโลกออนไลน์ ยิ่งเมื่อรู้ว่านายแบบเป็เ้าของแบรนด์เองแถมรูปหล่อ พ่อรวย และเ้าตัวก็รวยมาก ..คุณสมบัติครบสมบุรณ์แบบเช่นนี้... เหล่าสาวก ขอยินยอมติดตามท่าน รักษ์โลกและรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยความเต็มใจ .....
เสวี่ยซิง นายแบบที่สาวๆชาวเน็ตกำลังพูดถึกันอย่างกว้างขวางกลับกำลังพยายามโทรติดต่อวัชรา หาข้ออ้างว่าเพื่อขอบคุณที่โฆษณาของเขาประสบความสำเร็จเป็ที่น่าพอใจสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่ผู้จัดการของบริษัทกว่างจง กรุ๊ป บอกว่า “เรียนท่านประธานเสวี่ยซิง ต้องขออภัยด้วยจริงๆ เวลานี้ วัชรากลับไปอเมริกาแล้วผู้กำกับสตีฟ เปิดกล้องภาพยนตร์เื่ใหม่เธอต้องกลับไปด่วน”
เขารู้สึกผิดหวังอย่างแรง เหมือนว่าตัวเองกำลังอกหักอยู่ในอาการ ทั้งที่สินค้าแบรนด์ของเขาประสบความสำเร็จเกินคาดหมายแต่เขากลับไม่มีความสุขเสียอย่างนั้น “เฟยฉี ช่วยหาที่อยู่ของเธอในอเมริกาให้หน่อยฉันจะบินตามไปหาเธอ” เฟยฉีมองเพื่อนรัก ส่ายหัวกับอาการของเพื่อนรัก
“ได้สิ ฉันจะช่วยตามเื่ให้ แต่ว่าวันนี้ฉันบังเอิญไปทำธุระที่ห้องสมุดประชาชน พบหนังสือพงศาวดารเล่มหนึ่ง สมัยราชวงศ์ซ่ง เห็นว่าน่าสนใจดี ฉันทำเื่ขอยืมหนังสือมา ไหนๆนายก็ได้สมบัติชิ้นหนึ่งในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือมาแล้ว ฉันก็เลยเอามาให้นายอ่านเล่นๆก่อนจะหาเื่หนีพ่อของนาย บินไปอเมริกา”
คืนนั้นที่ห้องนอนหรูของเสวี่ยซิง เขาถือหนังสือเล่มนั้นไปนอนอ่านแก้เซ็งที่สาวไทยหน้าตาไม่สวยแถมตัวดำคนหนึ่ง ทอดทิ้งหนุ่มหล่อและรวยมากเช่นเขาไปอย่างไม่ไยดี เขานำผ้าคลุมหนังสัตว์ผืนที่ประมูลได้มาห่ม เขาเอนหลังอ่านหนังสือเล่มนั้น เปิดไปหน้าแรก
อาณาจักรต้าซ่ง
ภายหลังเมื่อราชวงศ์ถังล่มสลายดินแดนภาคเหนือถูกหลายชนเผ่าเข้ายึดครองส่วนแผ่นดินภาคกลางเกิดอาณาจักรน้อยใหญ่ตั้งตนเป็อิสระขึ้นถึงสิบอาณาจักร ปกครองโดย 5 ราชวงศ์ นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง เกิดาระหว่างแคว้นแย่งชิงอำนาจการปกครองแต่เพียงผู้เดียว ทหารต่างสู้รบนองเืเพื่อแคว้นของตนประชาชนทุกแคว้นต่างได้รับความเดือดร้อน ทุกข์ยากอย่างนี้กว่า 50 ปี ต่อมา จ้าวเฟิงอิ้น แม่ทัพสำคัญในราชวงศ์โฮ่วโจว และน้องชายจ้าวเฟิงอี้ ร่วมกันนำกองทัพออกต้านศึกกองทัพเหลียวและสยบความวุ่นวายในราชสำนักรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกเข้าเป็หนึ่งอีกครั้งเมื่อจักรพรรดิราชวงศ์โจว สละราชบัลลังก์ให้กับจ้าวเฟิงอิ้น จึงสถาปนาราชวงศ์ซ่ง (宋朝) ขึ้นในปี 960 และขึ้นเป็ปฐมกษัตริย์ พระนามซ่งไท่จู่ ต่อมาจักรพรรดิซ่งไท่จู่ ทรงประชวร และสิ้นพระชนม์ จ้าวเฟิงอี้พระอนุชาจึงขึ้นครองราชย์สืบต่อมา พระนามว่า จักรพรรดิซ่งไท่จง และสานต่อปณิธานการผนึกแผ่นดินจีน ให้เป็ปึกแผ่น ขับไล่ข้าศึกออกไปนอกด่านเพื่อราษฎรได้อยู่อย่างร่มเย็นอีกครั้ง……
ความอบอุ่นของผ้าคลุมหนังสัตว์ผืนนี้ทำให้หนังตาเสวี่ยซิงเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ หาวง่วงออกมาทั้งที่เพิ่งอ่านได้เพียงย่อหน้าแรกสุดท้ายเขาหลับสนิท หนังสือตกลงบนอก จิตล่องลอยไปในวันเวลา เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ........