ยามเย็นของเมืองฮาร์เรนค่อยๆ ปกคลุมท้องฟ้าด้วยสีส้มอมแดง แสงแดดอุ่นสุดท้ายของวันทาทาบลงบนหลังคาบ้านเรือนและกำแพงหินเก่าแก่ ราวกับจะย้อมเมืองชายแดนอันห่างไกลแห่งนี้ด้วยสีของโลหิต ทว่าความงดงามของสนธยากลับไม่ได้ช่วยให้จิตใจของชาวเมืองสงบลงเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนยังคงจับกลุ่มพูดคุยกันไม่หยุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ร้านเบเกอรี่ลูมิน่า ข่าวแพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง จากตรอกหนึ่งไปยังอีกตรอก จากปากพ่อค้าเร่ไปสู่กลุ่มขุนนางท้องถิ่น ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันด้วยความเหลือเชื่อ
"ช่างตีเหล็กหนุ่มจากร้าน Flame Nest ลงมือกับลูกชายของไวเคานต์ต่อหน้าผู้คน!" "ไม่เพียงแค่อาเดลนะ ขุนนางหนุ่มจากเมืองหลวงอีกสามสี่คนก็โดนอัดจนหมอบราบไปกับพื้น ดาบเรเปียร์ประจำตระกูลหักสะบั้นไม่มีชิ้นดี!" "บ้าไปแล้ว...แตะต้องตระกูลอัลดริชแบบนั้น ไม่ต่างจากประกาศากับผู้ปกครองเมืองเลยนะ!"
ไม่มีใครเคยคิดว่าบนแผ่นดินแห่งนี้ จะมีสามัญชนคนใดกล้าทำเช่นนั้น ในสายตาของชาวเมืองฮาร์เรน ตระกูลขุนนางคือผู้ถือครองชะตาชีวิตของพวกเขา การขัดขืนหมายถึงความตาย แต่ชายผมแดงผู้นั้นกลับทุบทำลายกฎเกณฑ์เ่าั้ลงในพริบตาเดียว บัดนี้ ชื่อของร้าน Flame Nest ได้กลายเป็สิ่งต้องห้ามที่ทุกคนต่างหวาดเกรง ราวกับสถานที่แห่งนั้นกำลังซ่อนสัตว์ร้ายจากยุคโบราณเอาไว้
แต่เ้าตัวผู้ก่อเื่กลับไม่ได้ใส่ใจกระแสลมอันบ้าคลั่งภายนอกนั้นเลยแม้แต่น้อย
ภายในโรงตีเหล็ก Flame Nest บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยไอความร้อนอันเข้มข้น เสียงค้อนกระทบเหล็กดังขึ้นเป็จังหวะหนักแน่นและสม่ำเสมอทำลายความเงียบของยามวิกาล
กึง! กึง! กึง!
โซร่ายังคงตีเหล็กเหมือนทุกวัน ราวกับเหตุการณ์เมื่อ่สายไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลอาบแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นจากการโหมงานหนัก เปลวไฟจากเตาหลอมสีส้มจัดสาดสะท้อนผิวหลอมละลายของโลหิตัสะท้อนให้เห็น เกล็ดสีแดงจางๆ ที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีบนิัตามจังหวะการหายใจเข้าออก ก่อนจะเลือนหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
เขาเบี่ยงตัว ยกค้อนเหล็กหนักอึ้งขึ้นสูงเหนือศีรษะ แล้วฟาดลงไปอีกครั้งด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
กึง! กึง! กึง!
ทุกจังหวะที่ค้อนตกลงบนเนื้อเหล็กแดงโรจน์นั้นช่างหนักแน่น แม่นยำ และไร้ซึ่งความลังเล ราวกับว่าการตีเหล็กคือสิ่งเดียวในโลกมนุษย์นี้ ที่สามารถทำให้จิตใจอันร้อนรุ่มและสัญชาตญาณดิบของอดีตราชันัสะกดนิ่งลงได้
"เ้าคิดจะทำให้เมืองทั้งเมืองแตกตื่นหรืออย่างไร โซเบล?"
เสียงอ่อนโยนอันคุ้นเคยดังขึ้นจากบริเวณหน้าร้าน ทำลายจังหวะอันดุดันของเสียงค้อน สเตลร่าค่อยๆ เดินเข้ามาภายในโรงตีเหล็ก หญิงสาวทอดสายตามองพื้นร้านที่เต็มไปด้วยเศษเหล็กและรอยเขม่าควัน ก่อนจะหันไปมองโซร่าที่ไม่แม้แต่จะหยุดมือหรือปรายสายตามามองนาง
"ข่าวลือแพร่สพัดไปถึงตลาดแล้วนะ หลายคนเริ่มพูดถึงเ้าในฐานะอสุรกายป่าเถื่อนไปแล้ว"
โซร่าไม่ตอบ
กึง! ค้อนเหล็กตกลงบนใบมีดล่าสัตว์อีกครั้งอย่างเด็ดขาด
"แล้วยังไง?" เขาถามสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
สเตลร่าหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ท่าทางเยือกเย็นและไม่ทุกข์ร้อนของชายตรงหน้าทำให้นางทั้งนึกเอ็นดูและเหนื่อยใจในเวลาเดียวกัน
"ยังทำตัวขวางโลกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ"
หญิงสาวชุดขาวเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงานตัวยาว สายตาของนางเหลือบไปเห็นดาบล่าสัตว์และหัวหอกหลายเล่มที่ถูกตีจนเสร็จสมบูรณ์ วางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบเพื่อรอส่งมอบให้ลูกค้า
"เ้ารู้ไหมว่าการลงมือกับลูกชายไวเคานต์อาเดล อัลดริช จะเกิดอะไรขึ้นตามมาหลังจากนี้?"
"รู้ แต่ข้าไม่สนใจปัญหาปลาซิวปลาสร้อยของพวกมนุษย์" โซร่าตอบอย่างไม่ใยดี
"แล้วเ้าจะทำยังไงต่อล่ะ จะปล่อยเื่นี้ผ่านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนพวกนั้นยกโขยงกันมาถล่มที่ร้านนี้อย่างนั้นหรอ?"
โซร่าหยุดค้อนในมือเป็ครั้งแรก ชายหนุ่มยกเหล็กแดงโรจน์ขึ้นจากแท่นตี ก่อนจะใช้คีมเหล็กหนีบมันขึ้นมาพิจารณาความตรงของคมดาบใต้แสงไฟจากเตาหลอม แววตาสีแดงฉานคู่นั้นนิ่งสนิทปานผืนน้ำแข็ง
"ลูกค้าของข้าถูกคุกคาม...ข้าจึงต้องกำจัดต้นเหตุ และถ้าหากพวกมันกล้ามา ข้าจะแสดงพลังของข้าให่พวกมันได้เห็นว่าข้าทำอะไรได้บ้าง"
คำตอบเรียบง่ายสั้นห้วนเสียจนสเตลร่าได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางยกมือขึ้นกุมขมับเบาๆ กับตรรกะอันแสนซื่อตรงและป่าเถื่อนนี้
"ปัญหาของเ้าก็คือแบบนี้โซเบล เ้ามองทุกอย่างเป็ผลลัพธ์ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เ้าไม่เคยมองสิ่งที่จะตามมาจากการกระทำนั้นเลย"
โซร่าหันใบหน้าคมคายกลับมาสบตาสเตลร่าตรงๆ "แล้วมุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์มันผิดตรงไหน? ถ้ากำจัดตัวปัญหาเสีย ทุกอย่างก็จบลงตรงนั้น"
สเตลร่าส่ายหน้าช้าๆ ั์ตาสีเหลืองของนางเต็มไปด้วยความกังวล "สำหรับัอย่างเ้าน่ะใช่ หากมีสิ่งใดขวางทาง เ้าก็แค่ทำลายมันให้สิ้นซากเหมือนที่เ้าเคยทำเมื่อหนึ่งพันปีก่อน แต่สำหรับมนุษย์...โลกใบนี้มันซับซ้อนกว่านั้น การกระทำอันรุนแรงเพียงหนึ่งครั้ง อาจสร้างปัญหาตามมาอีกสิบเื่ร้อยเื่ เ้าทุบตีลูกชายเขา ขุนนางผู้เป็พ่อก็ต้องส่งคนมาบดขยี้เ้าเพื่อรักษาเกียรติยศ"
คำพูดนั้นทำให้โรงตีเหล็กตกอยู่ในความเงียบงันอันยาวนาน มีเพียงเสียงไฟในเตาหลอมที่แตกตัวดัง เปรียะ...เปรียะ... และไอความร้อนที่โชยเอื่อย
"และเ้าอย่าลืมว่าตัวเ้าในตอนนี้ยังเป็แค่มนุษย์เดินดิน ต่อให้พลังมานาของเ้าจะตื่นขึ้นมาแล้วก็จริง แต่ระดับมานาของเ้าใสตอนนี้จะเอาชนะจอมเวทย์ระดับฝึกหัดยังทำได้ยาก"
โซร่ามองดูเปลวเพลิงที่กำลังเริงระบำอยู่ในเตาหลอมอยู่นานแสนนาน ประกายไฟสีส้มสะท้อนลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงคู่คมกริบ ภาพความทรงจำในยุคโบราณยามที่เขายังสยายปีกทมิฬบดบังท้องฟ้าแล่นผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมามองนาง
"...ถ้าหากข้ายังมีร่างเดิม"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่อัดแน่นไปด้วยมวลพลังงานอันหนักแน่นและน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด
"หากข้าสามารถจำแลงกายเปฌนร่างัเพลิงได้เหมือนเมื่อก่อน ข้าคงบินไปยังคฤหาสน์บนเนินเขาของพวกมัน...แล้วแผดเผาทุกอย่าง รวมถึงมนุษย์ทุกคนในตระกูลนั้นให้กลายเป็เถ้าถ่านสีเทาในพริบตาไปนานแล้ว"
สเตลร่าเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของเขาช้า ๆ
"เมื่อไม่มีศัตรู...ก็ไม่มีปัญหา และเมื่อไม่มีปัญหา เ้าก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องมาเทศนาข้า"
โซร่าพูดประโยคนั้นออกมาราวกับมันเป็ตรรกะทางคณิตศาสตร์ที่ธรรมดาและถูกต้องที่สุดในโลกใบนี้ ในใจของเขาไม่มีอารมณ์โกรธแค้น ไม่มีความเกลียดชังส่วนตัว มันเป็เพียงแค่การคำนวณหาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด รวดเร็วที่สุด และเด็ดขาดที่สุดตามวิสัยของราชันัเพลิงผู้เป็ะ
สเตลร่าหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาอย่างเหนื่อยใจและทอดถอนอารมณ์
"...เพราะแบบนี้อย่างไรเล่า ท่านแม่ถึงยังไม่ยอมคืนร่างัให้แก่เ้า"
เสียงค้อนในมือของโซร่าหยุดชะงักลงในทันที บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงราวกับถูกแช่แข็ง ชายหนุ่มหันกลับมามองนาง แววตาสีแดงเพลิงฉายแววดุดันขึ้นเล็กน้อย "หมายความว่าไง?"
หญิงสาวสบตาเขาโดยตรงอย่างไม่เกรงกลัวรังสีอำนาจนั้น "ร่างกายของเ้าในยามนี้อาจจะเป็มนุษย์ โซร่า...แต่ความคิดและจิติญญาของเ้า...ยังคงเป็ัเพลิงในตำนานสะส่วนใหญ่" "ัเพลิงผู้เคยแผดเผาทวีปทั้งทวีปจนกลายเป็ทะเลเพลิงคลั่ง...เ้าคิดแก้ปัญหาด้วยการทำลายล้างต้นเหตุให้สิ้นซากเสมอมา โดยไม่เคยหยุดคิดเลยว่าหลังจากที่ทุกอย่างมอดไหม้ไปแล้ว...โลกใบนี้จะเป็อย่างไรต่อไป"
สเตลร่าก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว "หากวันนี้ท่านแม่คืนพลังทั้งหมดให้เ้า...โลกเอเซอร์เชี่ยนแห่งนี้อาจต้องเข้าสู่ยุคาแห่งไฟอันมืดมนอีกครั้ง เพื่อสนองตรรกะอันเด็ดขาดและไร้ความรับผิดชอบของเ้า"
คำพูดของนักบวชหญิงดังก้องสะท้อนอยู่ในใจของโซร่า เปลวไฟในเตาหลอมสะท้อนอยู่ในดวงตาสีแดงคู่คม แต่ครั้งนี้...ช่างตีเหล็กหนุ่มกลับไม่ได้เอ่ยปากเถียงหรือปฏิเสธคำกล่าวของนางเลยแม้แต่คำเดียว
เพราะลึกๆแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้...
หากในมือของเขามีพลังของโซเบลครบถ้วนสมบูรณ์ดั่งเช่นในอดีต สิ่งแรกที่เขาจะทำในตอนนี้ ไม่ใช่การมานั่งหลังขดหลังแข็งตีเหล็กอยู่หน้าเตาหลอมเพื่อหาเงินประทังชีวิต...แต่เป็การทำให้ทุกคน ทุกอำนาจ และทุกตระกูลขุนนางโง่เขลาที่คิดมารบกวนวิถีชีวิตอันสงบสุขของตน...หายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาลในเปลวเพลิงขอฝเขา
.
.
.
.
นอกกำแพงเมืองฮาร์เรนอันทรุดโทรม...ทิวทัศน์แปรเปลี่ยนเป็ความอ้างว้างอันกว้างใหญ่ บนลานหินกว้างที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายร้อยปี มีเพียงหน้าผาสูงชันที่ตระหง่านค้ำฟ้า ป่าสนทึบที่สั่นไหวตามแรงลม และเสียงสายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านทุ่งหญ้าแห้งกรอบอย่างเงียบงัน
ที่แห่งนี้เคยเป็สนามฝึกซ้อมอันรุ่งโรจน์ของเหล่าอัศวินชายแดนในอดีต ทว่าบัดนี้กลับเหลือเพียงซากปรักหักพังของเสาหินที่แตกร้าว มันถูกทิ้งร้างอย่างสมบูรณ์หลังสิ้นสุด ยุคาแห่งไฟ ยุคสมัยที่ัโบราณแผดเผาอารยธรรมจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
โซร่า ยืนตระหง่านอยู่เพียงลำพังใจกลางลานหินโบราณแห่งนั้น ไม่มีค้อนตีเหล็กคู่ใจ ไม่มีดาบั์สะพายหลัง ไม่มีชุดเกราะมนตราหนาเตอะ มีเพียงร่างของมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง...ชายหนุ่มรูปงามผมแดงยาวผู้ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตกาลอันไกลโพ้น เคยเป็สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวที่สุดบนผืนโลกใบนี้
"..."
ชายหนุ่มค่อยๆยกมือขวาขึ้นช้าๆ เปลือกตาปิดลงเพื่อตัดขาดจากสิ่งเร้าภายนอก ลมหายใจที่เคยหนักหน่วงเริ่มปรับเปลี่ยนเป็สม่ำเสมอและลึกล้ำ พลังเวทมนตร์พื้นฐานที่ลอยละล่องอยู่ชั้นบรรยากาศรอบตัวค่อยๆ ถูกสูบฉีดและไหลเวียนผ่าน เส้นทางมานา ภายในร่างกายอย่างเชื่องช้าทว่ายากลำบาก
มันช่างแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง...ในฐานะัเพลิงโบราณ เพียงแค่เขาขยับความคิด เปลวเพลิงผลาญโลกก็พร้อมจะะเิออกแผดเผาทุกสิ่งให้กลายเป็เถ้าถ่านได้ในเสี้ยววินาที แต่ในฐานะมนุษย์ที่มีเนื้อหนังอันเปราะบาง...เขาต้องรวบรวม บีบอัด และสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดั้แ่ศูนย์ ราวกับเด็กทารกที่เพิ่งหัดคลาน
"...ยุ่งยากชะมัด" โซร่าพึมพำออกมาด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรงจนคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน คิ้วของเขาขมวดแน่นก่อนจะเริ่มรวบรวมมานาอีกครั้ง
ไม่นานนัก...เปลวไฟสีแดงเข้มขนาดเท่าเปลวเทียนเล่มเล็กๆ ก็ลุกโชนขึ้นเหนือฝ่ามือหนาอันหยาบกร้าน มันสั่นไหวไปมาตามแรงลมยามเย็น เป็เปลวไฟที่เล็กกระจ้อยร่อยจนแทบจะไม่มีความร้อนแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย หากเป็จอมเวทมนุษย์ฝึกหัดทั่วไป นี่อาจถือเป็ความสำเร็จในการจุดเวทพื้นฐานที่สุดแสดงถึงอนาคตที่ยังไปได้ไกล
ทว่าสำหรับ โซเบล ราชันัผู้เคยอยู่จุดสูงสุดของธาตุแห่งเปลวเพลิงบนโลกนี้...เปลวไฟนี้คือ ความอัปยศอันใหญ่หลวง
"..."
เขามองเปลวไฟนิ่งๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามในความอ่อนแอของร่างเนื้อ ก่อนจะกำมือเข้าหากันแน่น
ฟู่...
"อ่อนแอ..." เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดดุดัน "อ่อนแอเกินไป ร่างกายมนุษย์นี่มันช่างน่าสมเพชเสียจริง"
สเตลร่า ซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทอดสายตามองดูท่าทางหงุดหงิดของอดีตัหนุ่มพลางเผยรอยยิ้มบาง ๆ อันทรงเสน่ห์และอ่อนโยน
"สำหรับมนุษย์ที่มีอายุขัยเพียงสิบเก้าปี...เ้าทำได้ดีเกินมาตรฐานไปมากโขแล้ว โซร่า" นางเอ่ยปลอบ
"ข้าไม่ใช่มนุษย์สักหน่อย" โซร่าสวนกลับทันควันโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง แววตาสีแดงฉานฉายประกายกร้าว
"ถ้ากล่าวในฐานะตัวตนดั้งเดิมอาจจะใช่ แต่ตอนนี้เ้าไม่ใช่ัธาตุผู้เป็สิ่งมีชีวิตตัวแทนแห่งธาตุ...(ในฐานะกายหยาบล่ะนะ)" สเตลร่าแก้ประโยคพลางขยับไม้เท้าในมือเบาๆ "อย่างน้อยก็จนกว่าเ้าจะพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าท่านแม่ให้ได้ ว่าเ้าคู่ควรจะได้รับพลังอันยิ่งใหญ่นั่นกลับคืนมาโดยไม่ทำลายล้างโลกใบนี้ไปเสียก่อน"
โซร่าแค่นหัวเราะเบาๆในลำคอ เป็เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง จากนั้นเขายื่นมือขวาออกไปด้านหน้าอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความจริงจังและรังสีอำนาจสายหนึ่งะเิออกรอบตัว
วิ้ง...
ในพริบตานั้น วงเวทสีแดงเพลิงขนาดมหึมาพลันปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่ม อักขระโบราณหลายสิบตัวหมุนวนสลับกันอย่างช้าๆ ลวดลายของมันแตกต่างจากเวทมนตร์ของพวกขุนนางชั้นสูงหรือจอมเวทในสถาบันหลวงอย่างสิ้นเชิง วงเวทของโซร่าไม่มีลวดลายประดับประดาให้สวยงาม ไม่มีสีสันฉูดฉาดเพื่อโอ้อวด ทุกเส้นสาย ทุกเหลี่ยมมุม และทุกอักขระถูกสร้างขึ้นตามตรรกะเรขาคณิตโบราณ...เพื่อประสิทธิภาพในการทำลายล้างเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
"..."
แรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างเนื้อของเขา อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็ลอนคลื่นด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นฉับพลัน พื้นดินและลานหินโบราณเริ่มแตกร้าวเป็รอยแยกคล้ายใยแมงมุม ลมพายุขนาดย่อมเริ่มหมุนวนรอบตัวชายหนุ่มจนเส้นผมสีแดงยาวปลิวสยายดุจเปลวไฟที่กำลังบ้าคลั่ง
แม้แต่สเตลร่าที่นั่งดูอยู่ยังต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย นางััได้ถึงความบ้าคลั่งของมานาที่กำลังถูกบีบอัดอย่างรุนแรง
"พอได้แล้ว โซเบล!" นางเอ่ยเตือนเสียงเข้มขึ้น "อย่าลืมว่าโครงสร้างร่างกายของเ้าในตอนนี้ยังควบคุมและรองรับพลังงานมหาศาลขนาดนั้นได้ไม่สมบูรณ์!"
โซร่าไม่ตอบคำเตือน เขายังคงหลับตาแน่น สมาธิทั้งหมดถูกอัดลงไปที่หมัดขวา ก่อนจะชกกระแทกหมัดลงสู่ผืนดินเบื้องหน้าตรง ๆ!
ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เสาเพลิงสีแดงเข้มสนิทพุ่งทะยานจากวงเวทใต้ฝ่าเท้าขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น สูงหลายสิบเมตรราวกับหอกเพลิงของเทพเ้า! ตัวเสาไฟไม่ได้กระจายตัวออกไปมั่วซั่ว ทว่ามันกลับถูกบีบอัดและควบแน่นอยู่ภายในรูปทรงกระบอกอันสมบูรณ์แบบ ความหนาแน่นของพลังงานความร้อนมหาศาลทำให้ก้อนหินศิลาโบราณรอบตัวเริ่มละลายกลายเป็แมกม่าสีแดงเหลวไหลนอง ต้นไม้และผืนหญ้าในรัศมีหลายสิบเมตรเหี่ยวเฉาและกลายเป็เถ้าถ่านไปในพริบตาด้วยแรงรังสีความร้อน
ทว่า...เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสาเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวนั้นก็ดับวูบลงทันทีราวกับไม่เคยมีอยู่
"อั่ก...!"
ร่างของโซร่าทรุดเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นหินที่ร้อนระอุ ลมหายใจของเขาหอบหนักขึ้นอย่างรุนแรง เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ ใบหน้าคมคายซีดเผือดลงเล็กน้อย พร้อมกับมีเส้นเืสีดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและท่อนแขน
"...มานาแค่นี้..." เขากำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าเนื้อ "ร่างเนื้ออันเปรอะบางนี้...ก็รับไม่ไหวแล้วงั้นรึ"
สเตลร่าค่อยๆ ลุกขึ้นจากก้อนหินแล้วเดินเข้ามาหาชายหนุ่มอย่างเช่องช้า ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดผสมผสานกับความห่วงใย
"เมื่อครู่...เ้าฝืนดึงพลังดั้งเดิมออกมาเกือบหนึ่งในห้าของพลังทั้งหมดเลยนะ เพียงเท่านั้นมันก็เกินขีดจำกัดที่เส้นทางมานาของมนุษย์จะรับไหวแล้ว โซเบลหากเ้ายังขืนดื้อรั้นบีบอัดมานาที่หนาแน่นขนาดนั้นต่อไป เส้นเืและอวัยวะภายในของเ้าจะถูกแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่านจากข้างในก่อนที่ศัตรูจะทันได้ลงมือเสียอีก"
โซร่าคลิกลิ้นอย่างไม่พอใจเป็ที่สุด เขาใช้หลังมือปัดคราบเหงื่อที่ขมับออก "น่ารำคาญสิ้นดี"
"เพราะอย่างนั้น...เ้าถึงต้องฝึกฝนเพื่อปรับสภาพร่างเนื้อนี้ให้เข้ากับจิติญญา" สเตลร่าถอนหายใจ "หากเ้าฝืนใช้พลังมานามากกว่านี้ คนที่จะตายก่อนพวกตระกูลอัลดริช...อาจกลายเป็ตัวเ้าเอง"
ช่างตีเหล็กหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้คำเตือนอันหวังดีของสเตลร่าเขาเพียงแค่กัดฟันกรอด ยันกายลุกขึ้นยืนตรงอีกครั้งด้วยความดื้อรั้นอันเป็สันดานของั ก่อนจะเริ่มรวบรวมมานารอบใหม่ทันที ราวกับคำเตือนเมื่อครู่เป็เพียงแค่สายลมที่พัดผ่านหูไปเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน...หลังแนวต้นสนใหญ่ที่ห่างออกไปราวห้าสิบเมตร
เอเลน่า และ เรย์ กำลังหมอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาด้วยร่างกายที่สั่นเทา สองพี่น้องแอบเดินตามโซร่าและสเตลร่ามาด้วยความสงสัยั้แ่ออกจากร้านตีเหล็ก เพราะความเป็ห่วงว่าช่างตีเหล็กหนุ่มอาจจะแอบมาทำเื่อันตราย ทว่าเมื่อได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า... พวกเขากลับต้องยืนแข็งค้างและพูดอะไรไม่ออกไปในทันที
"พี่..." เรย์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า "เมื่อกี้...นั่นมัน...เวทมนตร์ของคุณโซร่าจริงๆ เหรอครับ?"
เอเลน่าส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้านวลซีดเผือดด้วยความตกตะลึงลุ่มลึก "ข้า...ข้าไม่รู้...แต่ข้าไม่เคยเห็นเวทมนตร์ที่น่ากลัวและรุนแรงขนาดนั้นมาก่อนเลยในชีวิต"
ในฐานะชาวเมืองชายแดนฮาร์เรนอันห่างไกล เวทมนตร์ที่พวกเขาเคยเห็นมาตลอดชีวิตคือเวทมนตร์ระดับต่ำของนักผจญภัยหรือจอมเวทพเนจร เช่น การจุดไฟทำอาหาร สร้างน้ำดื่ม หรืออย่างมากที่สุดก็คือการยิงลูกไฟเวทขนาดเท่ากำปั้นเข้าใส่สัตว์ป่าหรือมอนเตอร์
แต่สิ่งที่คุณโซร่าเพิ่งจะแสดงออกมาเมื่อครู่นี้...มันไม่ใช่การร่ายมนตร์ธรรมดา เขาเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ธรรมชาติโดยรอบกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างบ้าคลั่ง ผืนดินแตกร้าว ศิลากลายเป็ลาวาเหลว เสาไฟพุ่งเสียดฟ้า...ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังสั่นะเืและตอบสนองต่อการมีอยู่ของชายผมแดงผู้นี้
เรย์กำชายเสื้อเนื้อหยาบของพี่สาวไว้แน่นจนมือสั่น "นี่คือ...พลังของคนที่จัดการพวกบอร์โก้ได้ง่ายๆสินะครับ... เขา...เขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ"
เอเลน่าพยักหน้าเบา ๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างสูงใหญ่ใจกลางลานหิน แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกสะท้านในใจยิ่งกว่าพลังทำลายล้างอันน่ากลัวนั้น...กลับเป็ สีหน้าและแววตา ของโซร่า
แม้ว่าเขาจะเพิ่งปลดปล่อยพลังเวทมนตร์อันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายหมู่บ้านเล็กๆได้ในพริบตา ชายหนุ่มกลับแสดงสีหน้าโกรธแค้นและไม่พอใจในตัวเองอย่างถึงที่สุด แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสมเพชและหงุดหงิด...ราวกับว่าสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็ 'ปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่' สำหรับเขามันเป็เพียงแค่เศษเสี้ยวความล้มเหลวอันไร้ค่าของอดีตเท่านั้น
โซร่ามองดูฝ่ามือของตัวเองอีกครั้ง เปลวไฟเล็กๆ ถูกจุดขึ้นและดับลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทดสอบการไหลเวียนของมานา
"ยังไม่พอ..." ชายหนุ่มพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นะเื "หากวันหนึ่ง...พวกนั้นส่งกองทัพทหารเต็มรูปแบบมา พลังระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่นี้...ข้าจะยังปกป้องลูกค้าของข้าตามสัญญาไม่ได้"
สเตลร่ามองดูแผ่นหลังกว้างของเขาอยู่เงียบๆ ั์ตาสีเเหลืองฉายประกายลึกล้ำ นางรู้ดีว่าในตอนนี้...โซร่าไม่ได้ฝึกฝนเพื่อแสวงหาอำนาจหรือความเป็ใหญ่ในโลกมนุษย์เหมือนพวกขุนนางโง่เขลา แต่เขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งชั่วร้ายและความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนางรู้ดีว่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อ่สาย...ไวเคานต์เอริก อัลดริช ไม่มีทางปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปง่าย ๆ โดยไม่คิดบัญชีเื
สายลมเย็นจัดพัดผ่านลานหินโบราณอีกครั้ง ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีส้มอบอุ่นกลายเป็สีส้มอมแดงเข้มของยามเย็นอันเยือกเย็น ราวกับเป็ลางบอกเหตุถึงาที่กำลังจะปะทุ
ไม่มีใครรู้เลยว่า...ในคฤหาสน์หรูหราบนเนินเขาสูงซึ่งตั้งตระหง่านมองเห็นเมืองฮาร์เรนได้ทั้งเมือง ชายผู้เป็บิดาของอาเดลได้รับรายงานเหตุการณ์ความอัปยศทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกชายและตราประจำตระกูลแล้ว และคำสั่งแรกอันเหี้ยมโหดที่หลุดออกมาจากปากของขุนนางใหญ่ผู้บ้าคลั่งในอำนาจ... กำลังจะทำให้เมืองชายแดนอันสงบสุขแห่งนี้ ก้าวเข้าสู่เปลวไฟแห่งความขัดแย้งครั้งใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของมันไปตลอดกาล