ตอนที่ 3 โลกที่ไร้ดาว
“ไอ้เด็กไม่มีพ่อ! ไอ้เด็กไม่มีแม่! ไอ้เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่อย่าไปเล่นกับมันนะพวกเรา! แบร่ๆๆ” เสียงะโล้อเลียนเหยียดหยามดังอยู่รอบตัวของเด็กน้อยซึ่งเต็มไปด้วยาแที่ถูกทำร้ายมาต่อให้นั่งขดตัวปิดหูไม่รับฟังปิดตาเพื่อหนีความจริงตรงหน้าแต่ยังไงก็หนีไม่เคยพ้นเด็กวัยเดียวกันสุมหัวโหวกเหวกล้อเลียนด่าทออยู่รอบตัววิ่งวนไปมา บ้างก็ตี บ้างก็ต่อยบ้างก็เตะ ไม่ว่าจะพยายามวิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกไปสักกี่ครั้งก็ไม่เคยหนีพวกมันพ้น เป็แบบนี้ทุกๆวันจนบอบช้ำไปทั้งตัว
“พอได้แล้วผมเจ็บบบบ” เด็กน้อยร้องไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตาจะร้องออกมาอีกแล้ว กายเ็ปยังไม่เท่าหัวใจที่รวดร้าวคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณสนามเด็กเล่นแห่งนี้ ก็ไม่มีเลยสักคนที่คิดจะเข้ามาช่วยเหลือ
“เื่ของมึงสิวะ!ไอ้เด็กกำพร้า ไอ้เด็กกำพร้าไอ้เด็กกำพร้า” อ้อนวอนขอร้องไปก็เท่านั้น ยังไงก็โดนรุมล้อหนักกว่าเดิมอยู่ดี และพวกมันจะหยุดรังแกก็ต่อเมื่อเบื่อแล้วเท่านั้นเอง
“หยุดนะออกไป ออกไปนะ!” เสียงเล็กะโไล่ดังพร้อมวิ่งเข้ามาขว้างปาของที่อยู่ใกล้มือใส่พวกเด็กนิสัยแย่ที่รุมรังแกคนไม่มีทางสู้ ทั้งก้อนหิน ท่อนไม้ ถูกขว้างออกไปแม้จะไม่โดนใครเลยแต่ก็ยังพยายามจะขว้างออกไปอย่างเต็มที่ไม่มีเว้นช่องว่างจนเ้าพวกเด็กใจร้ายต้องวิ่งหนีกันไปเอง
“เป็อะไรมั้ย?”เด็กที่มาช่วยวิ่งเข้าไปดูคนที่นอนขดตัวกลมอยู่กลางกองทราย
“ฮึก”คนที่ถูกรังแกกลับยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจนผืนทรายจับตัวเป็ก้อน น้ำตาที่ไหลไม่ใช่น้ำตาจากความเ็ปแต่เป็น้ำตาแห่งความดีใจ
อ้อนวอนมาเสมอขอร้องมาตลอด.. ขอใครก็ได้สักคน ที่จะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเขา
“คุณกรครับคุณกร.. คุณกรตื่นได้แล้วครับ!”อัฒปลุกจิตรกรที่เผลอฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะทำงานของประธานบริษัท TTPK กลางกองเอกสารที่วางแผ่หราอยู่เต็มโต๊ะ
“เอ๊ะ?ขอโทษครับ ผมคงเหนื่อยไปหน่อย” แม้จะยังเหนื่อยล้าแต่ก็จำเป็ต้องรีบมีสติงานที่พ่อฝากให้ดูแลแม้จะไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ก็เป็สิ่งที่ได้รับมอบหมายมาเขาต้องดูอย่างรอบคอบ
อัฒเองก็เข้าใจว่ากรยังเด็กเลิกเรียนมาก็ต้องคอยดูแลธุรกิจต่างๆเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอจะทำได้ถึงแม้จะมีคนที่คุณกรณ์มอบหมายตำแหน่งให้รับผิดชอบงานแต่ละส่วนแต่ละบริษัท แต่ละธุรกิจอยู่แล้วก็ตาม แต่กรก็ต้องดูแลและทำทุกอย่างให้เป็ทั้งหมด ด้วยวัยเพียงเท่านี้แต่กลับมีภาระอันยิ่งใหญ่แบกเอาไว้บนบ่าเบื้องหน้าอาจช่วยเหลืออะไรไม่ได้ แต่เื้ัอัฒจะคุ้มครองปกป้องกรเอง
หลังจากคุยกับผู้กำกับมือหนึ่งของบริษัทเสร็จเรียบร้อยจนเผลอหลับไปแล้วนั้นจิตรกรก็เดินไปที่กำแพงกระจกของห้องทำงานแล้วมองลงไปด้านล่างเพื่อเรียกสติให้ตื่นตัว ผู้คนที่เดินไปมาอยู่เบื้องล่างคือคนที่ทำงานในวงการบันเทิงซึ่งขับเคลื่อนให้บริษัทนี้พัฒนาและมีชื่อเสียงในหลายๆด้านจนเป็บริษัทอันดับหนึ่งที่ผลิตงาน ศิลปิน นักร้องและนักแสดงมากมายกำไรที่บริษัทได้รับก็มากมายเสียจนไม่จำเป็ต้องทำธุรกิจอย่างอื่นแล้วก็ได้ แต่ว่าใครจะไปคาดคิดว่านี่จะเป็เพียงแค่หนึ่งในฉากบังหน้าของ ตั้งตระกูลพัฒนากิจ
“ครับพ่อ?ผมคุยกับอาผู้กับกำเรียบร้อยแล้วครับ” จิตรกรรับสายโทรศัพท์จากพ่อที่โทรเข้ามาตอนกำลังคิดถึงความฝันอันเลือนลาง
“ได้ครับผมจะรีบไปนะครับ” เมื่อวางสายเขาจึงดูเอกสารสัญญาของลูกค้าผู้สนับสนุนว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่แล้วฝากเลขาที่กำลังทำงานอยู่ในห้องเล็กข้างกันช่วยจัดการต่อทั้งเอกสารต่างๆ การนัดหมายคุยงาน กำหนดการถ่ายทำซีรีส์เื่ใหม่ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยมีอัฒและอาร์มลูกน้องที่พ่อสั่งให้มาดูแลกรอีกคนรออยู่หน้าประตู
“ไปโกดังท่าเรือกัน”เหมือนเป็แค่คำบอกเล่าธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยคำสั่งของคนที่จะเป็นายใหญ่ในอนาคต ทั้งสองคนจึงเดินประกบข้างกรเพื่อลงไปยังลานจอดรถด้านล่างเตรียมตัวออกเดินทาง
เมื่อรถออกเดินทางจากลานจอดรถใต้ตัวตึกวนผ่านไปยังด้านหน้าของบริษัทกรเห็นฝากฝันและรักชาติยืนคุยอยู่กับผู้กำกับที่ยังไม่ไปไหนและพี่ภพนักเขียนมือทองอันดับหนึ่งของบริษัทดูเหมือนจะเป็แค่การพูดคุยทักทายธรรมดาแต่คนอย่างผู้กำกับคนนี้ถ้าไม่สนใจอยากปั้นใครก็คงไม่คุยด้วยแววตามีประกายแบบนั้นนั่นหมายความว่าเขาได้เลือกฝากฝันไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วกรมั่นใจและยิ้มออกมาอย่างยินดีเขาจะสนับสนุนทุกเส้นทางที่ฝากฝันเลือกเดินให้เต็มที่จนสุดทาง แล้วก็หยิบโทรศัพท์โทรไปที่โต๊ะของเลขา
“เื่ใหม่นี้งบไม่จำกัดนะครับถ้าลุงรองประธานถาม บอกไปเลยว่าผมเอง” แม้ในเวลาที่ต้องคุยธุระ แต่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากฝากฝันเลยรถเคลื่อนตัวออกไปไกลเรื่อยๆ ฝากฝันก็ยิ่งอยู่ห่างไกลออกไปแม้สุดท้ายจะไกลจนมองไม่เห็นด้วยตา แต่ภาพของฝากฝันที่อยู่ในหัวใจก็ยังชัดเจน
“ถ้ายังไงอีกสองถึงสามสัปดาห์ทีมงานจะติดต่อไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่ในใบสมัครนะน้องฝากฝันรักชาติเตรียมรับสายด้วยล่ะ” ผู้กำกับตบบ่าของรักชาติเบาๆ หลังจากพูดคุยกันมาสักพักก็รู้สึกเอ็นดูในความเป็การเป็งานของผู้จัดการดารามือใหม่วัยเยาว์อย่างรักชาติที่สามารถคุยงานได้เหมือนเป็ผู้ใหญ่คนหนึ่งเลย
“อย่าลืมเตรียมตัวมาเวิร์คช็อปด้วยนะฝากฝัน”มั่นใจกว่าผู้กำกับก็พี่ภพนี่แหละเป็ทั้งเ้าของนิยายและยังเขียนบทให้กับเื่นี้อีก ไม่มีใครมั่นใจในคาแรกเตอร์ของตัวละครได้ดีเท่าที่ภพอีกแล้ว
“ได้ครับผมขอบคุณมากนะครับ” สองหนุ่มกล่าวขอบคุณพร้อมยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไป
“ผ่านแน่นอน!ฝันจะได้เป็นักแสดงจริงๆแล้ว ดีนะที่เตรียมชุดมาด้วย ไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนตอนแคสไม่งั้นดูไม่มืออาชีพแน่เลย” รักชาติดีใจออกหน้าออกตาตอนที่คุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ก็พยายามทำหน้านิ่งตีหน้าขรึมเอาไว้อยู่นาน
“เราก็ไม่ได้มืออาชีพมั้ย?ถึงจะใส่ชุดนักเรียนก็ไม่น่าจะเป็ไรมั้ง ชาติจะอินกับบทผู้จัดการดาราเกินไปแล้วนะดูสิ จดอะไรยุกยิกๆเต็มสมุดบันทึกไปหมด” ฝากฝันล้อเลียน ตอนที่เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของรักชาติก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน
“ถึงตอนนี้จะยังไม่ใช่แต่เร็วๆนี้แน่นอนครับคุณซุปตาร์ฝากฝัน ดังแล้วอย่าลืมผมนะครับ ขอลายเซ็นก่อนเลยได้มั้ยครับเนี่ย ผมจะเอาไปขายในแอพเผื่อได้เงินซื้อเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่บ้าง” รักชาติเองก็ล้อเลียนกลับ
“พอเลยๆหยุดล้อได้แล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะเห็นว่าพ่อชิตจะให้เซ็นสัญญาอะไรก็ไม่รู้เนี่ย” ที่อยากรีบกลับก็แค่ไม่อยากถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนอีกแล้วที่ทำไปวันนี้ก็ฝืนอดทนมาจนเกินพอ
“สัญญาทาสเอ๊ย สัญญานักแสดงในสังกัดของบริษัทพ่อไง แต่เื่นี้ให้ผู้ใหญ่เขาจัดการกันไปเถอะ” ทั้งสองหนุ่มมั่นใจสิ่งใดๆที่เกิดขึ้นระหว่างสองครอบครัวจะมาจากความเชื่อใจเสมอ ไม่มีคำว่าเอาเปรียบอย่างแน่นอน
ฝากฝันกับรักชาติเดินออกมาที่ถนนหน้าตึกเพื่อเรียกแท็กซี่กลับบ้านแต่รถคันที่เข้ามาจอดกลับเป็รถของลุงชาญ
“ฝันว่าลุงชาญฝังเครื่องติดตามไว้ในตัวฝัน...คิดเหมือนกันมั้ยบีสอง” ฝากฝันกระซิบกระซาบทำเป็คุยกับวิทยุสื่อสารไร้สายที่หู
“บีหนึ่งว่ายังไงบีสองก็ว่าตามนั้น” รักชาติทำท่าขยับวิทยุสื่อสารในจินตนาการตอบโต้จากนั้นก็พุ่งเข้าไปนั่งรอในรถตามเดิม
“บีหนึ่งว่ามันก็ประหยัดเงินค่ารถดีนะ”เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ ลุงชาญก็จะมารับมาส่งได้ถูกเวลาทุกครั้งที่ฝากฝัน้าจะออกเดินทางโดยไม่จำเป็ต้องเรียกหาเลยแต่จุดหมายปลายทางก็แล้วแต่ว่าฝากฝันจะบอกไป การรับส่งระหว่างบ้านและโรงเรียนยังมีตารางเวลาที่ชัดเจนแต่นอกเวลาเรียนหรือในวันหยุด ก็ยังมาได้ถูกเวลาเสมอมันคือความน่าสงสัยอย่างหนึ่งที่ฝากฝันไม่เคยหาคำตอบได้เลย ฝันเหนื่อยจะหาเหตุผลและไม่อยากจะรู้แล้วเพราะถึงต่อให้ถามลุงชาญโดยตรงก็ไม่ได้คำตอบแน่ๆ รู้แค่ว่าลุงชาญไม่ได้คิดร้ายกับฝันและคนในครอบครัวก็พอแล้ว
“กลับบ้านเลยครับลุงชาญ”ฝากฝันอยากกลับบ้านจะแย่แล้วตอนนี้
“คุณท่านฝากของขวัญมาให้คุณหนูครับ”แต่ก่อนจะออกรถ ลุงชาญก็ยกกล่องของขวัญขนาดใหญ่ที่วางไว้ข้างเบาะคนขับขึ้นมายื่นให้คนข้างหลัง
“ของขวัญอะไรครับ?”สองหนุ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีบ้างที่จู่ๆก็ได้รับของขวัญพิเศษอย่างไร้เหตุผลแต่ฝากฝันก็เอื้อมไปรับโดยไม่ได้ระแวงอะไร
“วันนี้เหนื่อยหน่อยนะครับ”ลุงชาญไม่ได้ตอบอะไรเหมือนเดิม แต่ก็ยิ้มให้อย่างภูมิใจ เด็กทั้งสองจึงช่วยกันแกะ และสิ่งที่อยู่ในห่อนั้นทำให้ทั้งสองคนดีใจจนหน้าบาน
“เพลย์สเตชั่นห้า!” ฝากฝันมองหน้ารักชาติ
“เหยยยย”รักชาติมองหน้าฝากฝัน
“เย้ๆๆ”สองหนุ่มดีใจโผกอดกันกลม นั่งเด้งไปดิ้นมาอยู่เบาะหลังจนรถโยก ลุงชาญจึงขับรถออกไปเมื่อเห็นว่าคุณหนูของเขาดีใจจริงๆและคอยดูเวลาที่นาฬิกาข้อมืออยู่ตลอดทาง
รถของจิตรกรเดินทางไปถึงทางเข้าโกดังเก็บสินค้าท่าเรือที่อยู่นอกเขตชุมชน แม้จะเป็จุดขนส่งสินค้าทางน้ำที่ค่อนข้างใหญ่แต่กลับดูเสื่อมโทรมเป็ทั้งลานทิ้งซากรถเก่าและตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียหายราวกับเป็พื้นที่ที่ไม่ได้รับการดูแลและเข้าถึงไม่ได้ของหน่วยงานรัฐ หรือทำให้มันเป็แบบนี้เพื่อปิดบังความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในกันแน่
“คุณกรครับ...ทางซ้าย” อาร์มค่อยๆขับผ่านจุดตรวจสอบผู้ผ่านทางที่มีคนคุ้มกันอยู่หนาแน่นพร้อมอาวุธครบมือ โดยไม่ลดกระจกลงเพื่อป้องกันนายน้อยและคนพวกนั้นก็รู้ดีอยู่แล้วว่ารถคันนี้เป็ของใคร จึงไม่แสดงท่าทีอะไรทำได้แค่มองตามรถหลักและรถของหน่วยคุ้มกันอีกคันที่ขับตามมา
“คุ้มกันคุณกรขึ้นไปชั้นลอยข้างบน”อัฒสั่งการลูกน้องทั้งหมด เมื่อรถมาจอดอยู่ข้างโกดังหลังสุดท้ายเทียบเคียงกับรถคันอื่นๆของคุณกรณ์ที่จอดไว้อยู่แล้ว หน่วยคุ้มกันที่อยู่ด้านในกระซิบแจ้งกับคุณกรณ์ว่านายน้อยมาถึงแล้วแต่พวกเขากลับไม่แสดงพฤติกรรมอะไรที่ผิดสังเกตต่อหน้ากลุ่มคนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่อย่างกดดัน
กลุ่มของกรขึ้นไปบนชั้นลอยจากทางด้านหลังอย่างเงียบเชียบโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่หน่วยตรวจตราของฝ่ายตรงข้ามที่เฝ้าอยู่โดยรอบ
กรอยู่ภายใต้ความคุ้มครองจากหน่วยคุ้มกันในระยะที่ปลอดภัยต่อให้ข้างล่างเกิดเหตุอะไรขึ้นมา ข้างบนก็จะเป็หน่วยสนับสนุนระยะไกล
“คุณกรไม่ต้องกังวลนะครับมีพวกผมอยู่” อาร์มและอัฒติดตั้งสไนเปอร์ในจุดที่เห็นทุกอย่างของเบื้องล่างได้ชัดเจนที่สุดแล้วนอนราบลงไปขนานกับพื้นตั้งกล้องแล้วเตรียมตัวให้พร้อม
“ถ้าเพิ่มส่วนแบ่งให้ผมไม่ได้ผมคงต้องมองหาทางออกอื่นนะครับคุณกรณ์” ฝ่ายตรงข้ามกล่าวชัดเจนหลังจากยืดเยื้อเื่ปัญหาส่วนแบ่งรายได้มานานหลายเดือนคุณกรณ์ไม่้าได้รับความเสียหายและสูญเสียอำนาจต่อรองแต่อีกฝ่ายอยากได้ผลประโยชน์มากขึ้นโดยไม่สนใจสถานะทางการตลาด อีกทั้งยังมีตัวเลือกอื่นที่อาจจะยอมรับข้อเสนอของเขาได้จึงยื่นเงื่อนไขให้เป็ทางเลือกสุดท้ายและครั้งสุดท้าย ด้วยหวังว่าจะกดดันอีกฝ่ายให้ยอมได้อย่างโดยดี
“ข้อตกลงไม่ใช่ปัญหาส่วนแบ่งก็ไม่ได้มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่อะไรคุณรู้มั้ย?”ฝ่ายที่มีอำนาจและชนชั้นทางการค้าสูงกว่ายังคงยืนยันตามสัญญาเดิมที่เป็ธรรมที่สุดแล้วกับทั้งสองฝ่ายด้วยท่าทีมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าใดๆ จิตใจต้องมั่นคงและยืนหยัดเหมือนอำนาจที่มีในมือ
กรเฝ้ามองการเจรจาด้านล่างอย่างตั้งใจทั้งๆที่อยู่ไกลแต่ตัวเองกลับรู้สึกกดดันกว่าคนที่อยู่ข้างล่าง
“ปัญหามันอยู่ที่ส่วนแบ่งของผมน้อยเกินไปยังไงล่ะครับ!”ผู้ต่อรองะโลั่นทุบโต๊ะเจรจาดังสนั่น คนคุ้มกันรอบตัวทั้งสองฝ่ายชักปืนออกมาเผชิญหน้ากันในทันที แม้แต่กลุ่มที่อยู่้าก็พร้อมลงมือ
เมื่อมีการจับปืนสถานการณ์เริ่มไม่เข้าข้าง “ถ้าอย่างนั้น เราคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้วล่ะครับคุณกรณ์”อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน เตรียมถอยหลังกลับ การเดิมพันครั้งสุดท้ายอยู่ตรงหน้า จะถูกรั้งไว้พร้อมส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นหรือจะแตกหักกันไปเลย ก็อยู่ที่ประโยคสุดท้ายนี้
“ปัญหามันอยู่ที่คุณเอาความลับของผมไปขายให้ศัตรูต่างหากล่ะ”คุณกรณ์โยนห่อผ้าที่เปียกโชกไปด้วยเืใส่ฝ่ายที่หักหลัง
ไม่จำเป็ต้องเปิดดูก็รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในห่อผ้านั้นคืออะไรคนที่รู้ตัวดีว่ามีความผิดก็ชิงสั่งให้ลูกน้องลงมือยิงก่อนทันที
เสียงปืนเปิดศึกดังสนั่นโกดังลูกน้องทั้งหมดคุ้มกันคุณกรณ์ไปหลบที่ปลอดภัยแล้วพากันสาดะุใส่ฝ่ายตรงข้ามไม่มียั้ง้าก็ระดมกำลังร่วมด้วย กรยกมือขึ้นมาปิดหูเพราะทนเสียงดังที่ก้องโกดังไม่ไหวแต่สายตาก็ยังมองเหตุการณ์ข้างล่างอยู่ไม่วางตา เขาเป็ห่วงว่าพ่อจะได้รับอันตรายแต่หน่วยคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลอยู่ข้างล่างแล้ว
“ปังๆๆ”เสียงปืนกลรัวดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกทรยศ ลุงชาญเดินเข้ามาพร้อมปืนกลสองกระบอกทั้งสองมือกระหน่ำสาดใส่ศัตรูแบบไม่ปล่อยให้มีจังหวะยกปืนขึ้นมายิงสวนเลย ฝ่ายที่กำลังจะพ่ายแพ้โดนกระหนาบรุมทั้งสามด้าน อีกทั้งจำนวนคนยังน้อยกว่าต่อให้พวกที่อยู่ข้างนอกรีบวิ่งเข้ามาเสริมทัพยังไงก็โดนมือสไนเปอร์้าสอยทิ้งหมดอยู่ดี
หลายคนนอนจมกองเืหลายคนยังฝืนสู้ ในขณะที่ผู้เป็เ้านายกลับหลบหนีไปซ่อนหลังลังสินค้าคนเดียวเพื่อหาจังหวะหนีออกไปจากโกดัง แต่การหลบซ่อนตัวนั้นไม่พ้นไปจากสายตาของพี่อัฒเพียงแต่มุมยิงนั้นบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย เขาจึงเลือกที่จะเล็งเลเซอร์ไปที่ตัวการชี้เป้าให้ลุงชาญตามไปอาร์มยิงคุ้มกันรอบๆให้ลุงชาญได้วิ่งตามเข้าไปในกองลังสินค้าที่ตั้งเรียงรายระเกะระกะลุงชาญเข้าถึงตัวได้โดยไว นัดเดียวจบทุกปัญหาที่คาราคาซังโดยไม่ต้องถึงมือคุณกรณ์
เมื่อเสียงปืนเงียบลงเป็สัญญาณว่าการเจรจาสิ้นสุดลงแล้ว หน่วยเก็บกวาดก็รีบเข้ามาในพื้นที่ เก็บทุกร่าง จัดการทุกคราบเืความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นถูกทำให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีแม้แต่คำสั่งหรือคำพูดพวกเขาทั้งหมดรู้งาน ฝ่ายหนึ่งเก็บกวาดอีกฝ่ายจ่ายเงินเมื่อขนร่างที่ห่อไว้ในถุงพลาสติกสีดำขึ้นรถตู้ที่เตรียมไว้จนหมดแล้วก็ขับรถออกไปจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว
คุณกรณ์เดินเข้าไปแตะไหล่ลุงชาญแล้วกระซิบถาม“ฝากฝันดีใจมั้ย?” ลุงชาญยิ้มแล้วพยักหน้าให้ นั่นนำมาซึ่งรอยยิ้มอันอ่อนโยนบนใบหน้าที่ปกติจะเคร่งขรึมตลอดเวลาแม้แต่ต่อหน้าจิตรกร
“พ่อครับ”กรลงมาข้างล่างหลังจากทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว อัฒและอาร์มเก็บสไนเปอร์ใส่กระเป๋าปืนยาวสีดำแล้วให้ลูกน้องคนอื่นสะพายไว้ที่ติดตัวและพร้อมใช้งานตอนนี้มีแค่ปืนสั้นเท่านั้น
“นึกว่าแกจะมาไม่ทันเห็นซะแล้ว”คุณกรณ์วางแผนไว้อยู่นานแล้วที่จะจัดการคนทรยศ รอเพียงแค่เวลาและโอกาสที่จะให้ลูกชายเห็นด้วยตาของตัวเองเท่านั้นว่าจุดจบของคนทรยศมันเป็ยังไง
“เขาหักหลังอะไรเราเหรอครับ?”เื่นี้ที่กรสงสัย ทั้งห่อผ้าที่โยนออกไป ลักษณะก็คล้ายกับหัวของคนแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ยังไม่ถึงเวลาที่แกจะรู้เื่นี้”กรยังไม่อยู่ในสถานะที่จะรู้ความจริง
“ครับ...”เมื่อพ่อไม่้าให้รู้ เขาก็ไม่มีสิทธิ์รับทราบ และไม่ควรถามต่อในเื่ที่พ่อจะไม่บอกตัวเองมีฐานะอะไรกรรู้ตัวดี
“แล้ว...พวกที่เข้ามาเก็บกวาดเป็ใครเหรอครับ?”นี่เป็ครั้งแรกที่กรเห็นการจัดการทุกอย่างด้วยตาของตัวเองจนจบภารกิจ
“พวกเขาไม่มีตัวตนไม่มีชื่อ ทุกการเรียกใช้งานจะผ่านระบบความปลอดภัยที่ตรวจสอบหลักฐานต่างๆทั้งต้นทางและปลายทางไม่ได้พอเราแจ้งรหัสตระกูลไป พวกเขาจะมาเก็บกวาดเอง ส่วนรายละเอียดทั้งหมดแกจะได้รู้ในวันที่ขึ้นรับตำแหน่ง” คุณกรณ์กระซิบบอกลูกชายเท่าที่จำเป็ส่วนรหัสนั้นมีเพียงคนเดียวที่รู้ ก็คือหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน
“ครับ”แม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็พอเห็นขั้นตอน ยังมีอีกหลายสิ่งที่กรต้องรับรู้และเรียนรู้และยังมีอีกหลายเื่ที่กรไม่มีสิทธิ์รับรู้และไม่ควรถามจนกว่าจะถึงวันที่โตเป็ผู้ใหญ่ ในโลกสองใบที่เขาต้องอยู่แบบคู่ขนานจะต้องแยกแยะให้ได้ สิ่งไหนทำได้ในที่แจ้ง สิ่งไหนต้องทำในที่ลับความรับผิดชอบที่จะต้องแบกเอาไว้ในวันข้างหน้าดูท่าจะหนักหนาสาหัสเหลือเกินสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้
“กลับบ้านกันเถอะแกก็ไปบ้านหลักกับพ่อเลยวันนี้ แม่เขาอยากเจอ”คุณกรณ์สั่งลูกน้องเตรียมออกเดินทาง ลุงชาญสั่งการต่อไป ลูกน้องทั้งหมดรีบไปเตรียมตัวเพื่อเดินทางกลับ
“ฝันปลอดภัยดีใช่มั้ย?”คุณกรณ์กระซิบถามลุงชาญอีกครั้งเพราะยังไม่วางใจ
“ผมกำจัดลูกน้องของพวกมันที่รู้เื่นี้ไปหมดแล้วครับจะไม่มีใครสามารถเข้าถึงตัวและทำร้ายคุณหนูได้หน่วยคุ้มกันรอบตัวก็ไม่เคยเป็ที่ผิดสังเกตคุณหนูไม่รู้ตัวหรอกครับว่ารอบๆตัวมีแต่บอดี้การ์ด” ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนฝากฝันและแม่ก็จะปลอดภัยจากพวกอันตรายในโลกสีเทาเสมอ ถึงแม้จะไม่เคยรับรู้เลยว่าพ่อเป็ห่วงมากมายเพียงใด
เมื่อเดินทางมาถึงยังบ้านหลัก ณ คฤหาสน์โบราณกลางตัวเมืองที่ร่มรื่นและล้อมรอบไปด้วยกำแพงตึกที่เป็ป้อมปราการซ่อนอยู่ข้างในหน่วยเฝ้าระวังถูกจัดวางไว้ประจำตำแหน่งตามป้อมปราการรอบๆตัวบ้าน ภายนอกดูเหมือนบ้านของประธานบริษัทที่ร่ำรวย แต่ภายในคือกองกำลังติดอาวุธ
“แม่ครับ”จิตรกรเรียกหญิงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาในห้องโถงใหญ่จนเธอหันมามองที่ต้นเสียง
“กรลูก!” แม่วางหนังสือไว้บนโต๊ะแล้วอ้าแขนต้อนรับลูกชายที่นานๆจะเจอกันสักหน
กรวิ่งเข้าไปสวมกอดแม่อ้อมกอดอบอุ่นของผู้หญิงที่ใจดีและอ่อนโยนที่สุดในโลกใบนี้สำหรับเขาอ้อมกอดที่ไม่เคยได้รับจากผู้เป็พ่อ
“ทำไมไม่มาหาแม่บ้างเลยหืม?” แม่ยิ่งกอดลูกชายเอาไว้แน่นและยิ้มอย่างมีความสุขที่สุด ผู้คุ้มกันส่วนตัวของคุณแม่ที่ยืนอยู่ข้างๆก็ยิ้มตาม
“ก็มันดื้อจะอยู่คนเดียวให้ได้ไงคุณปราง”คุณกรณ์เดินตามเข้ามา พลางถอดสูทตัวนอกออกแล้วยื่นให้ลูกน้องถือไว้แล้วก็ฟ้องให้ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายฟัง
“ผมแค่อยากจะโตเป็ผู้ใหญ่เร็วๆเท่านั้นเอง”การอยู่ได้เพียงลำพังโดยไม่เรียกร้องหาแต่พ่อแม่ในยามที่ลำบากอาจเป็อีกหนึ่งหนทางในการเติบโตเป็ผู้ใหญ่ แต่การเป็ทายาทตั้งตระกูลพัฒนากิจนั้นก็ไม่เคยมีคำว่าลำบากเื่ฐานะการเงินและการใช้ชีวิตอยู่แล้ว จะมีก็แค่ใจและความพยายามเท่านั้นที่เหนื่อยล้า
“ไม่ต้องรีบโตก็ได้ลูกกลับมาอยู่กับแม่ อ้อนแม่เหมือนตอนยังตัวเล็กๆ แล้วค่อยๆโตไปตามวัยเหมือนคนอื่นเขา”คุณแม่ที่อยู่บ้านด้วยความเหงาอยากให้ลูกมาอ้อนอยู่ข้างกายเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ
“ผมขอโทษแต่ผมจะมาหาแม่ให้บ่อยกว่านี้นะครับ” สิ่งที่แม่้า กรให้ไม่ได้จริงๆเพราะสิ่งที่พ่อกับแม่ให้กรมานั้นมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะตอบแทนได้ไหวด้วยวัยเพียงแค่นี้และการจะตอบแทนได้ก็มีแค่การโตเป็ผู้ใหญ่ เขาจึงไม่้าเสียเวลาไปกับการเป็เด็กน้อยที่ทำประโยชน์ให้ใครไม่ได้
“คืนนี้ผมจะนอนกอดแม่ทั้งคืนเลยนะครับแต่ตอนนี้ ผมขอไปที่โรงฝึกก่อนนะ” สองแม่ลูกกอดกันแน่นอีกครั้งก่อนที่กรจะเดินตามพ่อไปยังโรงฝึกเพื่อฝึกปรือฝีมือการต่อสู้กับพวกอัฒและอาร์ม
“พ่อจะสร้างสนามยิงปืนในร่มไว้ที่ห้างให้แกฝึกซ้อม”คุณกรณ์พูดถึงห้างสรรพสินค้าสาขาใหญ่อีกหนึ่งธุรกิจของตระกูลที่้าเป็ห้องพักส่วนตัวของลูกชาย
“ครับ”กับพ่อ กรพูดได้เพียงแค่ครับและไม่ต้องถามอะไรต่อ
“แกจะได้ฝึกซ้อมกับอัฒและอาร์มที่นั่นได้เลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา” เจตนาแค่อยากให้ลูกฝึกซ้อมได้ทุกที่ก็แค่นั้น
“ครับ”แต่ลูกชายก็เผลอคิดไปเองว่าพ่อคงไม่อยากให้เขามาที่บ้านหลักบ่อยนัก
“ถ้าแกจะคิดว่าพ่อไม่อยากให้แกมาที่บ้านนี้แกคิดผิดไปไกลเลยนะกร”เื่อ่านสีหน้าคนออกเป็สิ่งที่ผู้นำควรทำได้
“ครับ?”ลูกชายถึงกับหันขวับมองหน้าพ่อ ว่าสิ่งที่ได้ยินมันไม่ผิดเพี้ยนไป พ่อเข้าใจสิ่งที่เขาคิดและกังวลมาตลอด
“พ่อก็แค่อยากให้แกได้ฝึกซ้อมบ่อยเท่าที่แก้าเท่านั้นเองไม่ว่าจะฝึกที่ไหน มันก็คือบ้านของแกทั้งนั้นบ้านนี้แกจะกลับมาตอนไหนเมื่อไหร่ก็ได้” สิ้นเสียงพ่อก็ยิงปืนไปที่เป้าซ้อมข้างหน้า แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงเ็า แต่มันก็ทำให้อีกฝ่ายร้องไห้ออกมาทันที
“ครับพ่อ”กรรีบเช็ดน้ำตาออกโดยไวก่อนที่พี่อัฒและพี่อาร์มจะหันมาเห็นเข้า ตอนอยู่ที่โกดังมองเห็นความตายเกลื่อนกลาดอยู่ตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวไม่มีแม้แต่น้ำตาสักหยดให้กับความโหดร้ายของการฆ่าล้างกันอย่างเืเย็นนั้น แต่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้ มันคือความเปรมใจที่เอ่อล้นออกมาแต่เขาไม่สามารถจะแสดงความหวั่นไหวหรืออ่อนแอใดออกมาได้ไม่ว่าจะต่อหน้าใคร เขาจะต้องเข้มแข็งต่อหน้าทุกคนจะต้องแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล
หลังจากทานอาหารเย็นร่วมโต๊ะกันสามคนพ่อแม่ลูกเสร็จเรียบร้อยแล้วกรก็ไปที่คลังอาวุธหลักเพื่อเรียนรู้อาวุธแต่ละชนิดโดยมีพี่อาร์มคอยอธิบายวิธีการใช้งาน แม้กรจะยังไม่สามารถแตะต้องได้ทุกชิ้นแต่ก็พยายามทำความเข้าใจและเรียนรู้ทุกอย่างที่ต้องเรียน
“คุณกรณ์คะคุณพ่อถามว่า ทำไมถึงกำจัดหัวหน้าสาขาที่ 17 ไป”คุณปรางค์ถาม หลังจากวางสายกับพ่อที่เกษียณไปแล้วมอบกิจการเื้ัให้ลูกเขยดูแลต่อ
“มันทรยศผม”กรณ์ถอนหายใจ ไม่อยากจะพูดถึงรายละเอียด ซึ่งไม่สามารถบอกได้ทั้งเมียและลูกชายและการถูกพ่อตาจับตาดูอยู่ตลอดทั้งๆที่วางมือจากวงการไปแล้วก็ยิ่งทำให้กรณ์อึดอัด
“ทรยศยังไงคะ?ปรางค์ก็เห็นว่าเขายังทำการค้ากับเราได้ดีเหมือนสมัยที่คุณพ่อเป็หัวหน้าตระกูล”
“ทรยศก็คือทรยศผมอธิบายไม่ได้จริงๆ แต่มีหลักฐานชัดเจน”กรณ์ลุกขึ้นเดินหนีภรรยาที่มองตามหลังไปอย่างไม่เข้าใจเหตุผล แล้วเข้าไปยังห้องทำงานส่วนตัวที่ใครก็ตามมารบกวนไม่ได้แม้แต่ภรรยา
กรณ์หยิบรูปถ่ายงานแต่งงานของเขากับคุณปรางค์เมื่อยี่สิบปีก่อนซึ่งวางไว้บนชั้นหนังสือขึ้นมาดู ไม่ว่าจะในวันแต่งงานหรือจนกระทั่งวันนี้ไม่มีวันไหนเลยที่เขายิ้มให้ภรรยา
กรณ์เก็บรูปนั้นไว้ที่เดิมแล้วนั่งลงบนเก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่หน้าโต๊ะทำงานภาพติดผนังเบื้องหน้านี่ต่างหากคือรอยยิ้มที่แท้จริงของเขามาตลอดชีวิต...