รถม้าเคลื่อนตัวออกจากวัดแล้วเสียงย่ำเท้าดังกุบกับไปตลอดทางคนบนรถต่างนั่งเงียบจมอยู่กับความคิดของตนเองหลิวอี้เฟยไม่รู้ว่าสามีของนางคิดอะไรอยู่หรือแม้แต่หลินซุนลี่วางแผนจะทำสิ่งใดต่อไปนางก็ไม่สนใจสักนิดสิ่งที่รบกวนจิตใจของนางตอนนี้คือคำพูดที่พระอาจารย์วั่งซือพูดกับนางก่อนลงจากเขามา
“สายน้ำไม่อาจไหลกลับ กาลเวลาไม่อาจย้อนคืน เมื่อกงล้อแห่งกาลเวลาหมุนวนย้อนมาอีกครั้งย่อมมีเหตุผล”
“พระอาจารย์หมายความเช่นไรเ้าคะ” แม้จะใอยู่บ้างแต่มากกว่านั้นคือความสงสัยที่ไม่อาจกลืนลงท้องไปได้ของหลิวอี้เฟยนางอยากรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของพระอาจารย์วั่งซือ
“อามิตตาพุทธ..สีกาย่อมรู้ถึงสาเหตุเพียงแต่ผลของเหตุนั้นเกิดจากการเหนี่ยวรั้งของตัวสีกาเอง พบเพียงเพื่อจากบางคนเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมให้กันเท่านั้น หยุด!เมื่อถึงเวลาที่สมควรหยุดเถิด…” ใบหน้าเปี่ยมสุขและโอบอ้อมอารีของพระอาจารย์วั่งซือทอดมองมายังนางสายตาของท่านราวกับกระจ่างรู้บางสิ่งหลิวอี้เฟยราวกับตกอยู่ในภวังค์กว่าจะรู้ตัวพระอาจารย์ก็จากไปแล้วทิ้งไว้เพียงคำพูดปริศนาให้นางได้ขบคิด
อะไรคือพบเพียงเพื่อจากแล้วอะไรคือเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมให้กันนางไม่เข้าใจเลยสักนิดนางต้องพบกับใครแล้วพรากจากกับใครหรือนางเกิดมาเพื่อชดใช้หนี้กรรมให้ใครก็สุดจะรู้ พูดถึงการชดใช้หนี้กรรมคงต้องเป็หลินซุนลี่และกงชิงหยางต่างหากที่ต้องชดใช้ให้นาง มือทั้งสองข้างกำอาภรณ์จนยับย่นเล็บทั้งสิบจิกลงในเนื้อจนเรียกสติให้นางหลุดจากความคิดที่หลุดลอยไปไกล หน้านวลขาวหันมองผู้เป็สามีในใจคิดถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้หลินซุนลี่จะค่อยๆ เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางและเขาจนท้ายที่สุดสามารถดึงใจสามีโลเลของนางให้กลับไปหาหลินซุนลี่และมอบความอัปยศและขมขื่นตรอมตรมให้แก่นางเสวยสุขบนกองเงินกองทองที่นางหามาอย่างยากลำบากใช้ชีวิตสุขสบาย
ชีวิตที่ผ่านมานางโง่งมตาบอดเพราะรักจนลืมนึกว่าสกุลหลิวของตนหาใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน นางเหนือกว่าสตรีผู้นั้นทุกด้านไม่ว่าจะทรัพย์สินหรืออำนาจการค้าจะมีเพียงก็แต่ความรักของสามีอย่างกงชิงหยางที่จนวาระสุดท้ายของนางสามีผู้นั้นก็ไม่เคยมีนางที่กลางใจ ความรักที่บอกและมอบให้มันก็เป็เพียงอากาศธาตุที่หล่อเลี้ยงลมหายใจไว้แต่ไม่อาจััได้จริง นับจากนาทีนี้เป็ต้นไปหลิวอี้เฟยผู้นี้จะใช้ชีวิตต่อไปให้ดีเพื่อตัวเองนางจะเอาคืนบุรุษโลเลชั่วช้าอย่างกงชิงหยางและแม่ดอกบัวขาวหลินซุนลี่ให้สาสม
รถม้าจอดลงที่หน้าประตูสกุลกง กงชิงหยางลงจากรถม้ายื่นมือไปรอรับภรรยาเพื่อประคองลงจากรถโดยมีหลินซุนลี่ยืนมองอยู่ด้านข้างขณะที่คู่สามีภรรยากำลังจะเดินเข้าประตูไปนางก็พูดขึ้นมาในจังหวะนั้นพอดี
“ชิงหยางหากข้าอยากมาเยี่ยมบุตรชายทั้งสองของเราจะได้หรือไม่"
หลิวอี้เฟยถึงกับกระตุกยิ้มมุมปากก็รู้อยู่หรอกนะว่าเคยเป็สามีภรรยาและมีลูกด้วยกันมาก่อนไอ้คำเรียกชื่อแบบสนิทสนมนี่ก็พอแก้ตัวได้ว่าเป็ความเคยชินแต่ถึงกับพูดคำว่า'บุตรชายทั้งสองของเรา'กลางถนนผู้คนพลุกพล่านโดยไม่อายฟ้าอายดินขนาดนี้หน้านางคงจะหนาเกินทนถึงกับ้าประกาศให้รู้โดยทั่วกัน เพื่ออะไร? เพื่อให้นางโกรธกงชิงหยางแล้วด่าทอแม่ดอกบัวขาวในที่สาธารณะจนผู้คนประนามว่านางเป็สตรีร้ายกาจใจคอคับแคบ มันออกจะเป็วิธีการที่ดูถูกนางไปหน่อยกระมัง ชาติที่แล้วนางเลือกที่จะเดินหนีไปเพราะกลัวคำครหาแต่ชาตินี้ไม่ ไม่หนีอีกแล้ว!
“แม่นางหลิน..กงลู่ิและกงมู่หานล้วนเป็บุตรชายท่านไม่มีเหตุผลใดที่ข้าและท่านพี่จะปฎิเสธการพบกันของท่านและบุตรสกุลกงแห่งนี้เปิดประตูต้อนรับท่านเสมอ” กงชิงหยางยังไม่ทันพูดอะไรก็ถูกหลิวอี้เฟยชิงพูดขึ้นก่อนแล้ว
“น้องอี้เฟยช่างมีจิตใจประเสริฐ..ต่อไปพี่คงต้องรบกวนน้องอีกมากถ้าเช่นนั้นพี่คงต้องขอตัวกลับก่อน ชิงหยางวันหน้าข้าจะมาเยี่ยมท่านกับลูกใหม่” หลินซุนลี่พูดพร้อมรอยยิ้มกว้างแสดง ่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่ความอ่อนหวานจริงใจก่อนจะบอกลานางและสามี
“ฮูหยินกลับเข้าเรือนกันเถิด” กงชิงหยางเปิดปากครั้งแรกหลังลงจากรถม้า
“เ้าค่ะ”