ยายจางตื่นขึ้นมาพร้อมกับได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็คนสุดท้ายอีกครั้งนางเคืองใจเล็กน้อยที่ไม่มีใครปลุกนาง
“อวี้เอ๋อ เื่ใหญ่เช่นนี้เ้าไม่ยอมปลุกยายอีกแล้วนะหากเ้าเป็อะไรขึ้นมาจะทำยังไง” ยายจางบ่น
“ข้าขออภัยเ้าค่ะท่านยาย เหตุการณ์เมื่อคืนอยู่ในความควบคุมจึงไม่อยากปลุกท่านยาย ข้าลืมนึกถึงความรู้สึกของท่านไปใช่หรือไม่แต่ท่านโปรดวางใจ ครั้งนี้ข้าไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้มาจับตัวพวกจางฉินจางหู่ั้แ่เมื่อคืนแล้วเ้าค่ะ”หยางเถาอวี้รู้สึกผิด
“เอาเถอะ เ้าไม่เป็ไรก็ดีแล้วแต่ถ้าอีกหน่อยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก เ้าต้องไม่ลืมนึกถึงความรู้สึกของยายด้วยนะ”ยายจางปลอบใจที่เห็นหลานสาวนอกไส้หน้าจ๋อยลงไปถนัดตา แต่ก็จำต้องสำทับอีกครั้ง
“เ้าค่ะท่านยายเช้านี้ท่านผู้ใหญ่บ้านกู้จะตัดสินคดีความพวกเราไปร่วมรับฟังคำตัดสินด้วยกันนะเ้าคะ”
“เอาสิยังไงนี่ก็ถือเป็เื่ระหว่างเครือญาติด้วยส่วนหนึ่ง คงปัดไม่พ้นความสัมพันธ์กันหรอก”ยายจางบ่นสีหน้าเคร่งขรึม
“เ้าค่ะท่านยายเช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเถิดเ้าค่ะ”
ที่ลานตัดสินความบริเวณหน้าบ้านของผู้ใหญ่กู้มีบุรุษสูงวัยหลายคนนั่งอยู่ประจำตำแหน่งเป็วงล้อมพื้นที่กลางลานบัดนี้มีชายห้าคนนั่งคุกเข่าอยู่ รถม้าของหยางเถาอวี้แล่นมาจอดอยู่นอกรั้วนางพายายจางลงจากรถและเดินเข้ามาในบริเวณลานตัดสินความด้วยท่วงท่าสุภาพเรียบร้อยพอเหมาะพอดีมิได้ดูเย่อหยิ่งหรืออ่อนน้อมจนเกินงาม
“เ้าทุกข์ในคดีลอบวางเพลิงมาถึงแล้ว”ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งะโรายงาน
“ข้านางจางซิ่วิและหลานสาวหยางเถาอวี้น้อมคารวะท่านผู้ใหญ่บ้านกู้และผู้าุโทุกท่านเ้าค่ะ”ทั้งสองยอบกายลงคาระวะอย่างงดงาม
“จางฮูหยินและคุณหนูหยางเชิญนั่งที่เก้าอี้นี้ก่อน” ผู้ใหญ่บ้านกู้ผายมือเป็การเชื้อเชิญ
“รับทราบเ้าค่ะ”สองยายหลานพากันเดินไปนั่งต่อท้ายเหล่าผู้าุโด้านหนึ่ง
“จากเหตุการณ์ลอบวางเพลิงที่ข้าได้ไปจับกุมถึงสถานที่คดีนี้เป็ที่แน่ชัดว่าจางฉิน จางหู่คือผู้วางแผนการร้าย หมายจะลอบวางเพลิงบ้านของนางจางซิ่วิและคุณหนูหยางเถาอวี้อันอาจจะเป็เหตุให้เ้าทุกข์เสียชีวิตหรือสถานเบาคือสูญเสียทรัพย์สินข้าขอให้เหล่าผู้าุโพิจารณาหลักฐาน มูลคดีและตัดสินใจโทษจำเลยทั้งห้าคนนี้ขอรับ” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวรายงานในที่ประชุม
“ช้าก่อนสามีและบุตรของข้าถูกใส่ร้ายเ้าค่ะ” ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านเพิ่งสรุปรายงานจบ ที่หน้าลานตัดสินคดีพลันมีเสียงของสตรีนางหนึ่งะโขึ้นก่อนที่จะปรากฏร่างสู่สายตาทุกผู้คนที่แท้เป็นางหม่าเหมยนั่นเองนางเดินเข้ามากลางลานตัดสินคดีและคุกเข่าลงเคียงข้างสามีกับบุตรชาย
“เ้าจะบอกว่าข้าใส่ร้ายสามีกับบุตรชายของเ้ารึ”ผู้ใหญ่บ้านกู้ร้องถามเสียงดัง
“มิได้เ้าค่ะแต่สามีและบุตรชายของข้าล้วนเป็คนดี ไม่มีเหตุแค้นเคืองอะไรกับพี่สะใภ้จางเหตุใดจะต้องไปกระทำการเช่นนั้นด้วยเ้าคะ” นางหม่าเหมยสีหน้าหม่นหมองยิ่งนางตอบโต้ผู้ใหญ่บ้านกู้
“เมื่อคืนนี้ยามข้าไปถึงบ้านของฮูหยินจางจางหู่กับพวกอีกสามคนอยู่ในชุดดำรัดกุม มีผ้าปิดหน้าพร้อมข้างกายยังมีไหน้ำมันและใต้จุดไฟ หากคุณหนูหยางกับคนงานในบ้านไม่ทันรู้ตัวป่านนี้พวกนางอาจกลายเป็ศพไหม้ดำอยู่ในบ้านไปแล้วเ้ายังคิดว่านี่มิใช่หลักฐานอีกหรือ” ผู้ใหญ่บ้านกู้กล่าวเสียงดังฟังชัด
“ใต้เท้าผู้ใหญ่บ้านเมื่อวานนี้ท่านเพิ่งไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของพี่สะใภ้จางมาหยกๆใครจะรู้ว่าพวกท่านมีสัมพันธ์อันดีต่อกันถึงไหนๆอาจจะร่วมมือกันจัดฉากใส่ร้ายสามีกับลูกชายของข้าก็เป็ได้” นางหม่าเหมยอึ้งงันไปชั่วขณะแล้วจึงหาเหตุเถียงข้างๆคูๆ
“นี่เ้า... บังอาจนัก เมื่อวานนี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านหนิวล้วนได้รับขนมมงคลจากครอบครัวฮูหยินจางหากเ้าพูดเช่นนี้ มิเท่ากับว่าข้าและผู้าุโทุกคนล้วนแต่รับสินบนหรอกกระมัง แม้ข้าเป็เพียงข้าราชการตัวเล็กๆแต่สี่สิบปีที่ผ่านมาข้าก็ปกครองหมู่บ้านแห่งนี้อย่างเป็ธรรมไม่เคยลำเอียงเข้าข้างผู้ใด หากยังไม่อยู่ในข่ายคดีความสำคัญข้าก็แทบไม่เคยไปก้าวก่ายเื่ส่วนตัวในตระกูลไหนด้วยซ้ำเ้าจะให้ข้าลากไส้กี่ขดๆของพวกเ้าออกมาประจานต่อหน้าเหล่าผู้าุโและชาวบ้านให้ได้ใช่หรือไม่”ผู้ใหญ่บ้านกู้หน้าแดงก่ำด้วยความโมโหที่ถูกป้ายสี
“เื่อะไรกันเ้าคะพวกข้าจะไปมีไส้กี่ขดให้ท่านลากได้กัน พวกข้าดำรงชีพด้วยความสุจริตเสมอมาท่านอย่ามาใส่ร้ายพวกข้าด้วยความลำเอียงเช่นนี้นะเ้าคะ” นางหม่าเหมยไม่เคยรู้ความจริงจากปากของสามีเนื่องจากนางเป็คนเก็บความลับไม่อยู่ จางฉินจึงไม่เคยบอกความจริงให้ฟังเวลานี้นางจึงเถียงคอเป็เอ็น
“หนอย งั้นข้าจะพูดให้หมดเปลือกไปเลยวันนี้เ้านึกว่าที่นาห้าสิบหมู่ที่สามีของเ้ายึดมาจากจางเช่อนั้นถูกต้องหรืออย่างไรแท้จริงแล้วสมัยนั้นจางเช่อทำการค้าส่วนตัวได้กำไรและนำเงินมาซื้อที่นาพวกนั้นหาได้เกี่ยวข้องกับเงินกงสีของตระกูลจางแต่อย่างไร จนป่านนี้สามีของเ้า จางฉินก็ยังไม่มีปัญญาไปยื่นเื่แก้ไขชื่อที่สำนักการที่ดินในอำเภอเพราะไม่อาจหาหลักฐานได้ว่าเงินที่ซื้อที่นาเ่าั้เป็เงินของกงสีไหนเ้าว่ามาซิ เื่นี้เป็ไส้ขดที่เท่าไหร่ของสามีเ้า”ผู้ใหญ่บ้านตีแผ่ข้อเท็จจริงให้เหล่าผู้าุโและพวกชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูการตัดสินคดีความมากขึ้นได้รับฟังโดยทั่วถึง
“เพียงแต่ในเมื่อเ้าทุกข์อย่างฮูหยินจางยอมเป็ฝ่ายถอยเพื่อเห็นแก่ญาติมิตรตัวข้าที่เป็คนนอกจึงไม่อาจก้าวก่ายกับการตัดสินใจของนาง” ผู้ใหญ่บ้านรายงานต่อไป
“นี่ ไม่จริงนะเ้าคะที่นาเ่าั้ใช้เงินกงสีซื้อมาจริงๆ สามีข้ามีบัญชีของตระกูลในนั้นบันทึกไว้อย่างชัดเจน”
“นี่เ้าไม่รู้หรือว่าแกล้งโง่กันแน่ข้าขอบอกให้รู้ไว้ครึ่งเดือนก่อนทางสำนักการที่ดินได้ส่งหนังสือรับรองมาที่หมู่บ้านเรียบร้อยแล้วที่นาเ่าั้ถูกโอนเป็ชื่อของฮูหยินจางอย่างถูกต้องตามหลักฐานทุกประการจนถึงขนาดนี้ นางก็ยังไม่คิดกลับไปเอาที่นาคืนจากพวกเ้าแล้วดูพวกเ้าทำกับพวกนางสิ ได้คืบยังจะเอาศอก มักมากไม่รู้จักพอ” ผู้ใหญ่บ้านประจานต่อไป
นางหม่าเหมยหันไปมองสามีและบุตรชายพวกเขาเอาแต่นั่งก้มหน้าคล้ายหมดปัญญาโต้เถียงนางจึงเริ่มเอะใจว่าทั้งหมดเป็ความจริง แต่ด้วยความรักในตัวสามีและบุตรนางจึงพยายามหาช่องทางโต้เถียงต่อไป
“แต่ว่ายังไงสามีข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปวางเพลินบ้านพี่สะใภ้จางนะเ้าคะ”นางหม่าเหมยยังคงเอาสีข้างเข้าถู
หยางเถาอวี้ได้ฟังมาถึงตรงนี้ก็ชักจะเริ่มรำคาญนางจึงลุกขึ้นและกล่าว “ข้าน้อยขออนุญาตท่านผู้ใหญ่บ้านกู้และท่านผู้าุโทุกท่านกล่าวอะไรสักเล็กน้อยเ้าค่ะ”
“คุณหนูหยางเชิญ” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“หากฮูหยินหม่า้าเหตุผลข้าก็จะขอเล่าเหตุการณ์บางอย่างให้ใต้เท้าทุกท่านฟังเมื่อวันที่พวกข้าเริ่มก่อสร้างบ้าน จางฉินและจางหู่ได้ไปที่บ้านข้าพวกเขาทั้งสองขู่เข็ญท่านยายให้นำโฉนดที่ดินที่ซื้อมาใหม่ทั้งหมดส่งมอบให้แก่พวกเขาเวลานั้นมีนายช่างอู๋และเหล่าคนงานเป็พยานและคอยช่วยปกป้องท่านยายกับข้าพวกเขาจึงจำต้องล่าถอยกลับไปในที่สุด”
“ต่อมาในคืนนั้นเองมีขโมยขึ้นบ้านข้าสองคน...” หยางเถาอวี้กล่าวถึงตรงนี้ก็จงใจเว้นจังหวะไว้
“เ้าอย่ามาใส่ร้ายสามีข้ากับลูกชายข้านะ”นางหม่าเหมยได้ฟังถึงตรงนี้ก็ตวาดขัดขึ้นมาเสียงดังลั่น
“ข้าก็ยังไม่ได้พูดอะไรพาดพิงถึงสามีกับลูกชายของท่านเสียหน่อยแต่ข้าขอถาม เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเ้าให้บ่าวไปเชิญท่านหมอเปาไปบ้านตระกูลจางเพื่อรักษาจางฉินกับจางหู่ด้วยโรคคันใช่หรือไม่”หยางเถาอวี้เอ่ยถามต่อ
“เ้า เ้ารู้เื่นี้ได้อย่างไร”นางหม่าเหมยเริ่มใ
“หึ ก็เพราะว่าพิษที่พวกเขาได้รับคือพิษผงหมามุ่ยที่ข้าปรุงขึ้นเองและโรยไว้ตามประตูหน้าต่างที่บ้านข้าอย่างไรเล่าข้ารับประกันได้เลยว่าตลอดทั้งหมู่บ้านหนิว ไม่สิ ตลอดทั้งอำเภอตงอวิ๋นไม่มีทางหาพิษชนิดนี้ได้จากร้านขายยาที่ไหน หากไม่เชื่อขอให้ท่านผู้ใหญ่บ้านไปเชิญท่านหมอเปามาซักถามได้เลยเ้าค่ะ”หยางเถาอวี้หันไปกล่าวกับผู้ใหญ่บ้าน
“ต่อให้เป็เช่นนั้น แล้วเกี่ยวอะไรกับเื่วางเพลิงกันเล่า”นางหม่าเหมยยังคงดื้อรั้นยืนกรานกระต่ายขาเดียว
“หึคนเราเมื่อหลงเดินทางผิดย่อมยากจะแก้ไข ที่ข้าเล่าก็แค่ตอบคำถามของเ้าเ้า้าเหตุจูงใจของสามีเ้ากับบุตรชายเ้ามิใช่หรือยามกลางวันคิดไปฉกชิงดื้อๆ ไม่สำเร็จ ยามกลางคืนจึงหมายใจจะย่องไปขโมย พอพ่ายแพ้กลับไปจึงเจ็บแค้นถึงขั้นคิดเผาบ้านข้า หากข้ากับท่านยายเป็อะไรไปรับรองได้เลยว่าสามีของเ้าจะมีข้ออ้างเข้าไปยึดทรัพย์สินทั้งหมดมาเป็ของตนอย่างแน่นอนเ้ายังมีข้อแก้ตัวอะไรหรือไม่” หยางเถาอวี้รุกฆาต
“นี่.. ไม่ ไม่จริงใต้เท้าทุกท่านอย่าไปฟังนางเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นี้ใส่ร้ายสามีกับบุตรชายของข้า”นางหม่าเหมยคร่ำครวญ น้ำตาอาบสองแก้ม หวังให้เหล่าผู้าุโเห็นใจ
“พอแล้วฮูหยินหม่าพวกข้าได้อ่านรายงานจากผู้ใหญ่บ้านกู้ทั้งหมดแล้วเมื่อคืนนี้เป็สามีของเ้าเองที่สารภาพว่าตนเป็ผู้บงการเื่ราวทั้งหมด ทั้งคู่ได้ลงนามรับสารภาพเรียบร้อยแล้ว”ผู้าุโท่านหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นด้วยความรำคาญใจเมื่อเห็นว่านางหม่าเหมยยังคงยืนกรานจะทุ่มเถียงไม่เลิก
“เช่นนั้นก็ขอให้ผู้าุโทุกท่านสรุปบทลงโทษของจางฉินกับพวกทั้งหมดด้วยเถอะขอรับ”ผู้ใหญ่บ้านกู่กล่าว
“พวกข้าลงความเห็นกันเรียบร้อยแล้ว จางฉินจางหู่และพวกอีกสามคนมีความผิดชัดเจนฐานเจตนาวางเพลิงบ้านเรือนผู้อื่น ตัดสินให้จางฉินในฐานะผู้บงการจ่ายค่าปรับเป็เงินจำนวนห้าสิบตำลึงทองเข้าคลังหลวงและปรับเป็เงินจำนวนเท่ากันมอบให้ปลอบขวัญแก่ฮูหยินจางและคุณหนูหยางพร้อมส่งตัวไปจำคุกที่เรือนจำประจำอำเภอตงอวิ๋นเป็เวลาสองปีเพื่อให้หลาบจำส่วนทุกคนที่เหลือให้จำคุกเป็เวลาหนึ่งปี” ผู้าุโเฉินซึ่งเป็ผู้าุโสูงสุดทำหน้าที่ประกาศคำตัดสินให้เป็ที่ได้ยินโดยทั่วถึงนางหม่าเหมยหมดสิ้นเรี่ยวแรง ทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้นหน้าซีดหน้าเซียว อนาคตต่อไปของนางจะเป็เช่นไรฐานะของพวกนางในตระกูลจางต่อไปจะเป็เช่นไร ส่วนพวกชาวบ้านเมื่อได้รับฟังข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เกิดขึ้นต่างพากันหันไปก่นด่าสาปแช่งจางฉินกับพวกเสียงขรม
“ไม่นึกเลยว่าผู้นำตระกูลจางจะเป็คนเช่นนี้ร้ายกาจจริงๆ”
“นั่นสิ ใครมีญาติแบบนี้นับว่าเป็โชคร้ายของวงศ์ตระกูลโดยแท้”
“จริงด้วยแต่ก่อนนี้มิใช่นางหม่าเหมยหรอกหรือที่ออกมาเที่ยวป่าวประกาศว่ายายจางเป็ตัวซวยบ้างล่ะเป็ตัวโชคร้ายบ้างล่ะ”
“ใช่ๆแล้วพวกเราก็ดันหูเบาไปเชื่อนางเสียได้”
“นั่นสิที่แท้นางช่างมีจิตใจที่ดียิ่งนัก ขนาดถูกโกงต่อหน้าต่อตาเยี่ยงนี้ยังยอมปล่อยผ่าน”
“เฮ่อต่อไปพวกเราต้องทำดีกับนางให้มากๆ เพื่อชดเชยกับสิ่งที่พวกเราเคยซ้ำเติมนางนะ”
“ข้าเห็นด้วย”
“ข้าก็เห็นด้วย”จากนั้นเหล่าชาวบ้านจึงพากันเดินเข้าไปห้อมล้อมยายจางกับหยางเถาอวี้ที่ลุกออกจากที่ประชุมเมื่อจบเื่ราว
“ป้าจาง พวกข้าต้องขอโทษด้วยนะที่แต่ก่อนเหยียบย่ำซ้ำเติมท่านด้วยความหูเบา”หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“พี่จาง ข้าก็เช่นกันต้องขอโทษท่านด้วยนะ หวังว่าท่านจะให้อภัย” ชาวบ้านต่างแย่งกันพูด
ฯลฯ ...
“พวกท่านอย่าทำอย่างนี้เลยขอแค่พวกท่านเข้าใจข้าก็ดีใจมากแล้ว” ยายจางเอ่ยเมื่อได้ยินคำขอโทษจากรอบด้าน นางพูดคุยกับเหล่าชาวบ้านต่ออีกเล็กน้อยจึงขอตัวกลับบ้านพร้อมหยางเถาอวี้
“ท่านยายเ้าคะข้าว่าคงถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องกลับไปทวงคืนที่นาที่ท่านตาจางเช่อซื้อไว้นะเ้าคะท่านผู้ใหญ่บ้านอุตส่าห์ช่วยป่าวประกาศเสียขนาดนี้ ถึงเวลาเก็บดอกเบี้ยทบต้นทบดอกแล้วเ้าค่ะ” หยางเถาอวี้เตือน
“เฮ่อ ยายไม่มีทายาทอาเหยาก็ไม่อยู่แล้ว แค่มีเ้าอยู่เคียงข้างเท่านี้ชีวิตยายก็ไม่้าอะไรอีกแล้วล่ะ”
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะแต่เื่บางเื่ หากไม่ทำให้ชัดเจนก็รังแต่จะเกิดผลเสีย ตัวอย่างเห็นๆ ก็คือความเคยตัวของจางฉินที่ไม่รู้จักพอนะเ้าคะ”
“เอาเถอะทำตามที่เ้าเห็นสมควรก็แล้วกัน” ยายจางยินยอมในที่สุด
สองวันต่อมาทุกอย่างผ่านไปอย่างสงบจนกระทั่งผู้าุโของตระกูลจางต่างพากันเดินทางมาหายายจางที่ท้ายหมู่บ้านพวกเขาออกตัวขอลุแก่โทษและอยากขอให้ยายจางกลับไปอยู่ด้วยโดยอ้างว่าเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมที่ยายจางเคยได้รับแต่มีหรือที่หยางเถาอวี้จะดูไม่ออกละครหลังข่าวที่เคยดูอย่างจดจ่อตามยายเอียดมาแล้วหลายเื่บอกไว้ นี่ต้องเป็เพราะพวกเขาคิดหวังพึ่งฐานะที่ดีขึ้นของยายจางไปช่วยพยุงสภาพคล่องของตระกูลจางเสียมากกว่าการที่จางฉินต้องถูกปรับเป็เงินเบ็ดเสร็จถึงหนึ่งร้อยตำลึงทองแน่นอนว่าต้องกระทบต่อเงินในคลังกงสีอย่างเลี่ยงไม่ได้เงินร้อยตำลึงทองมีมูลค่าเท่าไหร่นี่เป็จำนวนเงินที่สามารถเลี้ยงคนสักร้อยคนได้ตลอดหนึ่งปีทีเดียวนะ หยางเถาอวี้ย่อมไม่ยอมให้ยายจางใจอ่อนนางบอกปัดแทนทันที