เหมยเซียวเหรินไม่เคยเห็นฉู่จื่อเฟิงมีความทระนงเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าควรจะมองเขาใหม่ดีหรือไม่
สำหรับตระกูลฉู่แล้ว ต่อให้ที่พึ่งพิงจะใหญ่เท่าไหร่ก็ไม่อาจพึ่งได้ตลอดไป มีเพียงต้องแต่งงานเกี่ยวดองกันจึงจะสามารถทำให้จวนทั้งสองรวมเป็หนึ่งได้ ร่ำรวยมั่งคงยาวนานไปด้วยกัน
ดังนั้นฉู่จื่อเฟิงจึงอยากแต่งงานกับนางใจจะขาด เพราะจะให้เขายากจนตกต่ำ ไม่สู้เอาชีวิตเขาไปเลยดีกว่า
เหมยเซียวเหรินจัดการอะไรมากมายไม่ไหว นางเป็แค่นายอำเภอ ไม่มีอำนาจชี้เป็ชี้ตาย แต่รังแกพวกอันธพาลปลายแถวแค่นี้ย่อมทำได้!
นางเหลือบมองเข้าไปในคุก ร้องว่า “ใครสักคนมานี่ซิ”
พัศดีก้าวมาข้างหน้า “ใต้เท้ามีอะไรจะสั่งขอรับ”
“เปิดประตูคุกออก นำพู่กันกับกระดาษให้เขา”
เหมยเซียวเหรินพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ เห็นได้ว่าตัดสินใจแน่วแน่ ทำให้ในใจฉู่จื่อเฟิงที่ได้ยินโมโหขึ้นมา
เขาตัวสั่นระริก กลับยกมือขึ้นชี้ “เ้า…เ้าอย่าคิดว่าเ้าเป็ขุนนาง แล้วจะสามารถแย่งภรรยาของคนอื่นไปได้…”
เหมยเซียวเหรินหันหน้าด้านข้างมาเล็กน้อย ยกคิ้วถาม “ข้าจะแย่ง แล้วจะทำไมรึ”
“เ้าๆ ๆ…”
เหมยเซียวเหรินหลุบตาลง ยกมือขึ้นมาปัดแขนเสื้อ พูดช้าๆ ว่า “แต่ก่อนเ้าเอาแต่ใจไม่สนใจใครหน้าไหน ใต้เท้าเซี่ยก็ไม่ใส่ใจ เ้าคิดว่าหากเขาใส่ใจขึ้นมา เ้าจะเป็เช่นไร”
“เขาไม่กล้าทำอะไรข้า นอกเสียจากไม่อยากได้หมวกขุนนางบนหัวแล้ว!” คำพูดของฉู่จื่อเฟิงยิ่งพูดยิ่งเนิบช้า ้าให้เหมยเซียวเหรินได้ยินอย่างชัดเจน
“ใช่ นั่นก็เพราะเ้ามีตระกูลเซียวให้ท้ายอยู่ แต่…” เหมยเซียวเหรินหยุดนิ่ง มือที่จัดการกับแขนเสื้อก็หยุดนิ่งตามเช่นกัน
“แต่อะไร”
“เ้าบอกว่าคหบดีเซียวกำลังเลือกลูกเขย คิดว่าจะเลือกเ้าหรือว่าข้ากันล่ะ”
ฉู่จื่อเฟิงได้ฟังก็หุบปาก
เหมยเซียวเหรินกระตุกยิ้มมุมปาก ตอบเองว่า “ความจริงคำถามนี้ไม่ยาก ขุนนางกับพ่อค้ามีความแตกต่าง แต่กลับมีผลประโยชน์ร่วมกันที่สุดเช่นกัน”
ฉู่จื่อเฟิงไม่ส่งเสียงใดอยู่นาน เพราะคำพูดของนายอำเภอนั้นพูดได้ถูกต้องยิ่งนัก พ่อค้าให้ความสำคัญกับศีลธรรมแต่ก็ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ยิ่งกว่า เขารู้ว่าลุงเซียวก็คิดอยากเอื้อมจับตระกูลขุนนาง เมื่อก่อนเพราะเอื้อมไม่ถึงจึงยอมเลือกเขาเป็ลูกเขย ตอนนี้มีใต้เท้านายอำเภอส่งถึงประตูบ้าน…ยังจะมีที่ของเขาได้อีกหรือ
“ข้าสู้กับเ้า คหบดีเซียวต้องไม่คิดก้าวก่ายเป็แน่ เมื่อเ้าไม่มีตระกูลเซียวให้ท้ายแล้ว ข้าจะจัดการเ้า ก็เหมือนบี้มดปลวกตัวหนึ่ง จะลงมือเบาลงมือหนัก ก็อยู่ที่ว่าเ้าคิดเช่นไร” เหมยเซียวเหรินค่อยๆ เพิ่มน้ำเสียงให้หนักขึ้น หวังให้เขาได้ยินอย่างกระจ่าง
ตอนที่เสียงพูดของเหมยเซียวเหรินต่ำลง พัศดีก็ได้เปิดประตูคุก วางโต๊ะเตี้ยหนึ่งตัวด้านหน้าของฉู่จื่อเฟิง จัดวางพู่กันน้ำหมึกและกระดาษ
มุมปากของฉู่จื่อเฟิงสั่น โกรธเสียจนกำมือสองข้างแน่น
“ยังไม่รีบฝนหมึกให้นายน้อยฉู่อีก” เหมยเซียวเหรินสั่ง
พัศดีรีบทำตามคำสั่ง ฝนหมึกเสร็จแล้ว แต่ฉู่จื่อเฟิงยังคงนั่งหลังเหยียดตรง มองแผ่นหลังของขุนนางในชุดเขียวอย่างเกรี้ยวกราด กัดฟันแน่น
พัศดีตาเห็นฉู่จื่อเฟิงไม่เชื่อฟัง ผลักไปหนึ่งครั้ง “คำสั่งของใต้เท้า ยังไม่รีบทำอีกรึ!”
“เ้าอย่าได้คิดมาบังคับข้า!”
“กุนซือเยี่ย เ้าเขียนแทนเขา เขียนประกาศแล้วค่อยให้เขาประทับนิ้ว นำไปติดให้ทั่วอำเภออวิ๋น” เหมยเซียวเหรินสั่ง ทั้งยังจงใจถอนหายใจเบาๆ “ถึงแม้นายน้อยฉู่จะไม่ได้เขียนด้วยตัวเอง แต่นายน้อยฉู่ไม่ออกมาปฏิเสธ ผ่านไปเป็ปี ชาวเมืองต้องเชื่อว่าเป็เื่จริงแน่”
“เ้า…เ้าหมายความว่าอะไร” ฉู่จื่อเฟิงตื่นตระหนก
เหมยเซียวเหรินพูดเรียบๆ ว่า “เ้าจะเขียนด้วยตัวเองแล้วรีบจากไป หรือจะให้กุนซือของข้าเขียนแทน จากนั้นจะทิ้งเ้าให้อยู่ที่นี่สักระยะดีล่ะ”
ฉู่จื่อเฟิงยังคงกำหมัดแน่น ก้มหัวมองกระดาษกับพู่กัน ในใจสับสนวุ่นวาย
ตอนนี้ตัวเขาถูกขังอยู่ในคุก สู้กับนายอำเภอก็เหมือนท่อนแขนปะทะต้นขา
คนเขาพูดว่าอย่างไรนะ
——บุรุษที่แท้จริงต้องยอมถอยเมื่อตกอยู่ในที่นั่งลำบาก!
หมัดของเขาคลายลง คนก็ค่อยๆ คุกเข่าตามไป
ลายลักษณ์อักษรเขียนแล้ว ภรรยาไม่แน่ว่าจะเป็ของคนอื่น แต่หากเขาถูกจองจำอยู่ที่นี่ต่อไป นั่นคือการนำภรรยาใส่พานให้คนอื่น
เวลาราวจิบชาถ้วยหนึ่ง พัศดีก็นำลายลักษณ์อักษรมาแสดงต่อหน้าเหมยเซียวเหริน
ฉู่จื่อเฟิงั้แ่เด็กไม่ร่ำเรียนไม่มีวิชาใด สามารถเค้นน้ำหมึกที่มีอยู่ในท้องมาเขียนอักษรที่ขี้ริ้วขี้เหร่ได้ขนาดนี้ก็ไม่ง่ายแล้ว นางอ่านแล้ว ก็พึงพอใจยิ่ง
ในเช้าวันที่สอง เหมยเซียวเหรินพูดได้ทำได้ ปล่อยฉู่จื่อเฟิงออกไป
นางได้ยินพัศดีพูดว่าฉู่จื่อเฟิงั้แ่เขียนลายลักษณ์อักษรจนถึงออกจากที่ว่าการอำเภอไปก็ไม่โวยวายสักคำ นางรู้ว่าฉู่จื่อเฟิงไม่ได้ยอมรับคำสั่งหรอก ในใจนั้นไม่ยินยอม แต่เพราะสามัญชนไม่อาจสู้ขุนนางได้ จึงกล้ำกลืนความขมขื่นลงท้องไป ไม่พูดอะไร
พูดขึ้นมาแล้วเริ่มแรกนางต้องหลั่งเืถึงได้มีอำนาจอันน้อยนิดในวันนี้ หากแม้แต่ตระกูลฉู่ก็ยังข่มไม่ได้ ก็จะแย่เกินไปแล้ว!
ไล่คนโง่เง่าออกไปได้หนึ่ง ในที่ว่าการอำเภอยังเหลือเทพมรณะอีกหนึ่ง
บริเวณด้านหน้าของที่ว่าการอำเภอเป็โถงใหญ่ที่ใช้ทำคดีกับที่ทำงานของฝ่ายทั้งหก ด้านหลังคือเรือนที่พักของครอบครัวเ้าหน้าที่ เหมยเซียวเหรินตัวคนเดียว ห้องพักส่วนใหญ่ล้วนว่างอยู่ สองนายบ่าวเจียงรุ่ยมาอยู่ชั่วคราวก็ไม่ทำให้แน่นเท่าไหร่
ที่นี่นางไม่มีสาวใช้ จึงให้เด็กรับใช้ที่ทำงานทั่วไปในห้องครัวมาดูแลเจียงรุ่ย
เด็กรับใช้เห็นเหมยเซียวเหรินกับเยี่ยจือเดินเข้ามา ก็หลบไปด้านข้างเตียง โค้งตัวคารวะ “นายท่าน”
เหมยเซียวเหรินเดินไปข้างเตียงมองคนที่ยังคงสลบไสลอยู่ ส่ายหน้าถอดถอนใจ “คุณชายน้อยนี่ช่างสลบได้เก่งนัก สองวันแล้วก็ยังไม่ฟื้น”
“วันนี้หมอพูดว่าอย่างไร” เยี่ยจือถามเด็กหนุ่มรับใช้
“ท่านหมอบอกว่าเขาไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย แค่ดูก็รู้ว่าเป็คุณชายตระกูลร่ำรวย มีอาหารโอชะกิน ร่างกายแข็งแรงมาก” เด็กหนุ่มรับใช้พูดจบก็มีความลำบากใจเล็กน้อย “คนไม่มีปัญหา แต่ริมฝีปากเขาแห้งเสียจนปริแตกอีกทั้งยังป้อนน้ำไม่ได้ขอรับ”
เหมยเซียวเหรินพูดว่า “ให้ข้าลองดู”
นางนั่งลงด้านข้างเตียง ให้คนรินน้ำใส่ในชาม ลองตักน้ำมาป้อนที่มุมปากของเจียงรุ่ยให้เขาดื่มลงไป แต่ปากของเขาปิดแน่น กรอกไม่เข้า
เหมยเซียวเหรินสั่งเด็กหนุ่มรับใช้ “เ้าเข้ามายกหัวเขาขึ้น บีบจมูกง้างปาก พวกเราลองดูอีกครั้ง”
เด็กหนุ่มรับใช้ทำตามคำสั่ง
เหมยเซียวเหรินกรอกน้ำใส่ปากเจียงรุ่ย กรอกช้าๆ กลัวจะทำเขาสำลัก หากเกิดสำลักตายขึ้นมาจะทำอย่างไร นางคงยากที่จะหลบโทษพ้น
“พวกเ้ากำลังทำอะไรกับคุณชายของข้ากัน!”
เสียงพูดแสบแก้วหูจากนอกประตูดังเข้ามาในห้อง เหมยเซียวเหรินที่กำลังถือชามน้ำใบใหญ่ที่ยังกรอกไม่หมด สายตามองไปที่ประตู เห็นบ่าวโง่เขลาที่ไม่ห่วงาแบนร่างของตน วิ่งมาดูคุณชายงี่เง่าของเขา
เหมยเซียวเหรินไม่สนใจอาชิ่ง เก็บสายตากลับมากรอกน้ำต่อไป ให้เด็กหนุ่มรับใช้บีบจมูกแรงขึ้น ปากก็ง้างกว้างขึ้นเช่นกัน
อาชิ่งเห็นพวกเขาแตะต้องร่างกายสูงส่งของคุณชาย ทันใดนั้นก็โมโหขึ้นมาสุดขีด พุ่งเข้ามาตะคอกเสียงดัง “ปล่อยคุณชายของข้าซะ!”
“ข้ากำลังช่วยชีวิตเขา!” เหมยเซียวเหรินสาดสายตาประดุจคมมีดไปให้
“คนชั้นต่ำ ร่างกายของคุณชายข้าล้ำค่า เ้าไม่ให้เกียรติคุณชายของข้าได้อย่างไรกัน!”
เหมยเซียวเหรินกระแทกชามลงบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงดัง ‘ปัง’ ด้วยสีหน้าเ็า “ดูท่าแล้ววัดเล็กๆ ของข้าจะดูแลเทพเ้าผู้ยิ่งใหญ่ไม่ไหว เ้าก็พาคุณชายของเ้าไปเสียเถอะ”
“ข้า…”
อาชิ่งคำพูดติดขัดขึ้นมาทันใด เขาไม่กล้าเถียงอะไรอีก เพราะคุณชายยังสลบไสลอยู่ เวลานี้เขาจะสามารถพาคุณชายจากไปได้เยี่ยงไร หากคุณชายเกิดเป็อะไรขึ้นมา เขาจะไม่ถูกเผาเป็ขี้เถ้าได้หรือ
ดวงตาคู่หนึ่งค่อยๆ ลืมขึ้นมา ทำให้เด็กหนุ่มรับใช้ใเสียรีบปล่อยมือถอยไปอยู่อีกด้าน ส่งเสียงดังว่า “ใต้...ใต้เท้าขอรับ”
เหมยเซียวเหรินได้ยินก็รีบหันไปมอง น่าแปลกใจจริง เขาฟื้นแล้ว ดวงตากำลังเปิดอยู่ แต่ในแววตาไร้แวว คล้ายกับสลบไปนาน จนสติสัมปชัญญะไม่กระจ่าง
นางมองเจียงรุ่ยอย่างไม่ใส่ใจ เจียงรุ่ยก็กำลังมองนางอยู่เช่นกัน ไม่หันสายตาหนีไป ไม่โมโหและไม่ส่งเสียง
ความสงบที่ไม่คาดคิด
เยี่ยจือคิดว่าใต้เท้าของเขาครั้งนี้ช่วยเหลือสองนายบ่าวอย่างไม่คิดถึงเื่แค้นเคืองในอดีต คนแซ่เจียงก็ควรปล่อยวางเช่นกัน ยิ้มให้กับใต้เท้าแล้วลืมบุญคุณความแค้นไปเสีย
ริมฝีปากของเจียงรุ่ยค่อยๆ แยกออกจากกัน คล้ายกับกำลังพูดอะไรบางอย่าง แต่ว่าเสียงเบาบางทำให้คนได้ยินไม่ชัด
เหมยเซียวเหรินงุนงง ถามเยี่ยจื่อว่า “เขากำลังพูดว่าอะไร”
“น่าจะกำลังขอบคุณใต้เท้าอยู่ขอรับ”
เหมยเซียวเหรินยิ้มอย่างเย้ยหยัน นางก้มหัวลงไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงที่อ่อนระโหยในปากของเจียงรุ่ยอย่างชัดเจน สีหน้าไม่เพียงไม่มีความอบอุ่น กลับดำคล้ำขึ้นมาหลายเท่าทันที
เขากำลังพูดว่า “คนชั้นต่ำมาเข้าฝัน นี่เป็สัญญาณของลางร้าย!”
เหมยเซียวเหรินยกชามน้ำที่อยู่ด้านข้างสาดใส่เขาเสียหมดจดดัง ‘ซ่า’
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306