สายตาของดยุคโคเว่นมองไปที่ชายในชุดเกราะสีเงินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม ยามที่พระอาทิตย์สีทองสาดประกายไปบนชุดเกราะสีเงินวาวยิ่งทำให้ลักษณะของเนสโต้เต็มไปด้วยความสง่างาม ร็อกโก้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักมองมาด้วยความชื่นชมเช่นกัน ดูเหมือนสหายของมันจะทำความดีความชอบให้แก่เมืองเบอเนียร์ครั้งใหญ่แล้ว การที่เนสโต้สามารถสังหารศัตรูที่เป็นระดับอัศวินลงได้นั่นหมายถึงการตัดแขนขาของศัตรูไปได้เลยทีเดียว นักเวทระดับอัศวินนั้นนับเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ หากถูกสังหารไปหนึ่งนั่นหมายถึงความแข็งแกร่งของกองทัพที่ถูกบั่นทอนลง
“ ไว้เสร็จสงครามครั้งนี้เมื่อไหร่ข้าจะมอบรางวัลให้กับเจ้า“
ดยุคโคเว่นพูดออกมาด้วยความยินดี เสียงหัวเราะที่ดังออกมาทำให้ทหารบนกำแพงเมืองอดไม่ได้ที่จะต้องหันมามองด้วยความแปลกใจ นี่น่าจะเป็นเสียงหัวเราะแรกที่ได้ยินจากปากของดยุคโคเว่นในวันนี้เลยก็ว่าได้ พวกมันอยากจะรู้นักว่าเรื่องยินดีอะไรที่ทำให้ดยุคโคเว่นหัวเราะออกมาได้ในสถานการณ์เช่นนี้
“ ขอบคุณขอรับนายท่าน แต่ความจริงแล้วข้าก็เพียงแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น“
แม้ภายนอกจะดูถ่อมตนแต่ภายในใจของเนสโต้เต็มไปด้วยความยินดีที่ได้รับความดีความชอบมาโดยบังเอิญเช่นนี้ ‘ข้าต้องขอบคุณเจ้าเด็กนั่นสักหน่อยแล้วสิฮ่าๆๆ’ เนสโต้ยกยิ้มอยู่ในใจ
“ แล้วตระกูลสการ์เชียล่ะ ในเมื่อเจ้าสังหารพวกศัตรูจนหมดแล้วเหตุใดฟาร์ฮานจึงยังไม่นำกำลังมาช่วยสงคราม? “
ดยุคโคเว่นขมวดคิ้วเล็กๆด้วยความสงสัยยามเมื่อกวาดสายตาไปมองแล้วกลับไม่พบเจอวี่แววของคนในตระกูลสการ์เชียเลยแม้แต่คนเดียว
“ ข้าเร่งให้พวกมันมาแล้วขอรับ แต่.. “
เนสโต้แสร้งขบฟันคล้ายกับจะสะกดความโกรธเอาไว้
“ แต่อะไร? “
ดยุคโคเว่นเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีของเนสโต้ที่เปลี่ยนไป เขาเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้
“ ฟาร์ฮานที่บาดเจ็บเล็กน้อยกลับยังไม่ยอมนำพวกกองกำลังมาช่วยในทันที ส่วนหลานชายของมันก็ทำตัวก้าวร้าวไม่มีความเคารพข้าที่ไปช่วยเหลือในนามของนายท่านเลยแม้แต่น้อย“
เนสโต้ทำท่าทางราวกับเจ็บใจเป็นอย่างมาก มันใช้คำพูดว่า ‘ไม่เคารพข้าที่ไปในนามของนายท่าน’เพื่อเป็นการบอกให้รับรู้ว่าแอเรียสไม่ได้เคารพดยุคโคเว่นเลยแม้แต่น้อย
แม้การแสดงออกภายนอกเนสโต้จะขบกรามแน่นราวกับข่มโทสะแต่ภายในใจกลับกำลังแสยะยิ้มออกมาอย่างยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น ‘แกบังอาจล่วงเกินข้าก่อนเองนะเจ้าเด็กสามหาว’เนสโต้คิดอยู่ภายในใจ ในที่สุดมันก็หาทางเอาคืนตระกูลสการ์เชียที่หักหน้าเขาได้เสียที
“ ตระกูลสการ์เชียกล้าทำถึงเพียงนั้นเลยรึ ..แล้วเมื่อครู่เจ้าพูดถึงหลานชายของฟาร์ฮานเจ้าหมายถึงคนไหนกัน ? “
แทนที่ดยุคโคเว่นจะมีอารมณ์โกรธเคืองตามที่เนสโต้ปลุกปั่นแต่เขากลับขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเสียมากกว่า เขารู้สึกว่านิสัยของฟาร์ฮานไม่น่าจะเป็นคนเช่นนี้ไปได้ แต่ที่เขาสงสัยไปมากกว่านั้นคือหลานชายของฟาร์ฮานที่เนสโต้กล่าวถึง ฟาร์ฮานมีหลานชายเพียงสามคนเท่านั้น หากเป็นมาเชลหรือดาเนสก็น่าจะร่วมมือกับเมอร์สันและมีโอกาสที่จะถูกสังหารหรือคุมตัวไปแล้ว แต่หากจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการก้าวร้าวและไม่ไว้หน้าใครมากที่สุดก็สิ้นชีวิตไปในดินแดนภูตสวรรค์ไปแล้วเหตุใดจะมามีปัญหากับเนสโต้ได้ บางทีเนสโต้อาจจะจดจำคนผิดก็เป็นไปได้
“ คนก้าวร้าวที่อัศวินของท่านหมายถึง …คือข้าเองท่านดยุค “
เสียงของเด็กหนุ่มที่ฟังดูสุขุมเกินวัยดังมาจากด้านหลังของหอสังเกตการณ์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณสองเมตร ไม่มีผู้ใดรับรู้เลยว่ามีผู้แปลกปลอมขึ้นมาหลบซ่อนบนกำแพงเมืองตั้งแต่เมื่อใด หากนี่เป็นศัตรูคาดว่าความลับคงจะถูกแพร่งพรายออกไปจนหมด มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายนักที่เหล่านักเวทระดับอัศวินที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่กลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อยถึงการมาของเด็กหนุ่มที่เป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตรา มันอาจจะเป็นเพราะระดับพลังของเด็กหนุ่มที่กลมกลืนไปกับเหล่าทหารจึงทำให้หลายคนไม่รู้ถึงการมาของเด็กหนุ่ม แต่นั่นก็เป็นเพียงการปลอบใจตัวเองไม่ให้รู้สึกเสียหน้าเท่านั้น
แอเรียสเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่ประดับเอาไว้บนหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่ดูแฝงด้วยเลศนัยบางอย่างที่ไม่อาจจะคาดเดา ผู้คนมองไปยังเด็กหนุ่มราวกับเห็นผีในตอนกลางวัน แม้จะพยายามสำรวมกิริยาอันสง่างามเอาไว้แต่แอเรียสก็มองเห็นว่าดวงตาของดยุคโคเว่นฉายประกายตกตะลึงเช่นกัน ถัดไปจากบริเวณไม่ไกลมากนักมีทหารผู้หนึ่งที่หันมามองแอเรียสด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าผู้ใด ดวงตาของมันเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน มันทำหอกในมือของมันร่วงมาบนพื้นอย่างเผลอตัว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ด้ามหอกกระแทกกับเท้าของมันจนสะดุ้งโหยงไปแล้ว มันคือโบเออทหารยามที่มีหน้าที่เฝ้าประตูดินแดนภูตสวรรค์เอาไว้นั่นเอง หน้าที่สำคัญของมันคือเมื่อแอเรียสออกมาจากดินแดนภูตสวรรค์เมื่อไหร่ให้รายงานไปที่ยังดยุคโคเว่นในทันที แต่มันกลับหนีเวรไปเดินเตร็ดเตร่จนไม่รู้เลยว่าแอเรียสออกมาตั้งแต่ตอนไหน เมื่อมันหันไปเห็นสายตาของดยุคโคเว่นที่เหลือบมองมาทางมันอย่างคาดโทษมันก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบในทันที มันเตรียมทำใจเอาไว้เลยว่าหากเสร็จสงครามเมื่อไหร่มันคงเป็นผู้เดียวที่ได้รับบำเหน็จเป็นการโบย
“ เจ้าเด็กสามหาว!! กล้าดียังไงถึงลอบขึ้นมาบนกำแพงเมืองแห่งนี้ หนำซ้ำยังมาทำตัวไร้มารยาทต่อหน้านายท่านอีก ที่นี่ไม่ใช่ตระกูลสการ์เชียของเจ้าที่จะมีฟาร์ฮานมาคอยให้ท้ายเจ้าตลอด ทหารจับตัวเจ้าเด็กไร้มารยาทนี่โยนลงกำแพงไปซะ และจับมันขังคุกเอาไว้โทษฐานที่มันลอบฟังความลับทางการทหาร!! ไว้เสร็จศึกเมื่อไหร่ข้าจะเป็นคนชำระโทษมันด้วยตัวเอง “
เป็นเนสโต้แสร้งที่ตะโกนคำสั่งนั้นมันออกมา มันแสร้งกัดกรามแน่นแสดงท่าทีคล้ายเต็มไปด้วยโทสะ แม้คราแรกมันจะตกใจในการปรากฏตัวของแอเรียสยิ่งกว่าผู้ใด แต่เพียงครู่เดียวมันก็รีบตั้งสติและตะโกนเสียงดุด่าแอเรียสออกมาราวกับสิ่งที่แอเรียสทำคือความผิดร้ายแรง เมื่อสิ้นคำสั่งของเนสโต้ก็มีทหารในชุดเกราะหนักสองคนวิ่งมาประกบด้านที่ข้างของแอเรียสในทันที
“ ก็ลองมาจับตัวข้าดูสิ ถ้าหากพวกเจ้าเบื่อแขนขาของพวกเจ้าแล้ว “
ใบหน้าของแอเรียสยังคงประดับด้วยรอยยิ้มไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ แต่ยามที่เขาหันหน้ามองทหารสองคนที่มาประกบด้านข้างของเขา แอเรียสแผ่จิตสังหารไปในเสี้ยววินาที แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีแต่มันก็เป็นจิตสังหารที่ทำให้ทหารในชุดเกราะหนักทั้งสองคนเผลอถอยหลังออกมาโดยไม่รู้ตัว จิตสังหารอันเย็นเยียบของผู้ที่สังหารผู้คนมาอย่างนับไม่ถ้วนเป็นสิ่งที่พวกพลทหารอย่างมันสองคนไม่เคยพบเจอมาก่อน ภายใต้เกราะหนักพวกมันลอบหลั่งเหงื่อเย็นออกมาจนเปียกชุ่มแผ่นหลัง
“ ทหารหยุดมือ ! กลับไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าได้แล้ว ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง“
ดยุคโคเว่นโบกมือไล่ให้ทหารทั้งสองคนกลับไปทำหน้าที่ของพวกมันดังเดิม ท่าทีของเขากลับมาเป็นบุรุษที่สง่างามสมฐานะของเจ้าเมืองอีกครั้ง เขารู้สึกว่าข้อหาที่เนสโต้กล่าวหาแอเรียสนั้นมันดูเกินจริงไปมากโข ความจริงแล้วมันหาใช่ความลับใดๆเลยแม้แต่น้อย หากแอเรียสจะมีความผิดก็คงเป็นการที่เขาทำตัวไร้มารยาทเท่านั้น
“ ท่านดยุคเจ้าเด็กนี่ตั้งใจแอบฟังการสนทนาของพวกเรา บางทีมันอาจจะเป็นสายลับของศัตรู ทางที่ดีเราควรจะคุมขังมันเอาไว้เพื่อสอบสวน “
เนสโต้เริ่มกล่าวคำพูดใส่ไฟเพิ่มความผิดให้แอเรียสในทันที ยิ่งแอเรียสอยู่ที่นี่นานเท่าใดมันยิ่งรู้สึกร้อนใจมากยิ่งขึ้น ความดีความชอบที่มันพึ่งได้รับมาบางทีมันอาจจะสูญหายไปในอากาศเพราะเจ้าเด็กนี่ก็เป็นไปได้
“ เรื่องที่เจ้าพึ่งพูดคุยกับท่านดยุคเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องราวของตระกูลข้าอย่างนั้นรึ? เจ้าคิดว่าข้าจะมาขโมยความลับเรื่องของตระกูลตัวเองน่ะเหรอ เจ้าที่พูดจาน่าตลกดี แต่ว่าไปแล้ว…หากข้าไม่บังเอิญได้ยินการสนทนาเมื่อครู่ข้าก็คงไม่ได้รู้เลยว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์จะหน้าหนาได้ถึงเพียงนี้“
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงขบขันเล็กน้อย สายตาของเขาจ้องมองไปยังเนสโต้ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงใดๆ หนำซ้ำวาจาของเขายังแฝงเอาไว้ด้วยคำดูถูกโดยไม่แม้แต่จะปิดบัง
“ แอเรียสถึงข้าจะไม่เอาโทษเจ้าเมื่อครู่ แต่ก็ใช่ว่าเจ้าจะมาพูดจาหมิ่นอัศวินของข้าได้นะ !! อย่างน้อยเจ้าควรจะเรียนรู้ถึงมารยาทในการพูดจากับผู้อาวุโสเอาไว้บ้าง“
ดยุคโคเว่นเริ่มหันมองแอเรียสด้วยความไม่พอใจ การที่คนในตระกูลของเขาถูกดูหมิ่นต่อหน้าเช่นนี้ดยุคโคเว่นจึงไม่ค่อยชอบใจนัก เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าบางทีแอเรียสอาจจะสามหาวจนเกินไปจริงๆ คำพูดของแอเรียสที่คุยกับเนสโต้ที่มีอายุแก่กว่าบิดาของตนกลับไม่มีความเคารพใด แอเรียสไม่แม้แต่จะใช้คำว่า‘ท่าน’นำหน้าชื่อของเนสโต้ด้วยซ้ำ เด็กที่ไร้กิริยามารยาทเช่นนี้ดยุคโคเว่นไม่เคยพบเจอมาก่อน เขาเริ่มคิดแล้วว่าบางทีคงต้องให้ฟาร์ฮานอบรมแอเรียสเสียใหม่
ไม่ใช่เพียงดยุคโคเว่นเท่านั้นที่หันมองแอเรียสด้วยสีหน้าไม่พอใจ ร็อกโก้ที่ยืนอยู่ข้างๆก็ส่งสายตาที่โกรธเกรี้ยวมายังแอเรียสเช่นกัน การที่แอเรียสดูหมิ่นเนสโต้ที่มีตำแหน่งอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์นี้ไม่ต่างจากการที่ร็อกโก้โดนดูถูกไปด้วย รวมถึงทหารหลายคนที่ได้ยินคำพูดของแอเรียสก็พากันจ้องเขม็งมาทางแอเรียสด้วยสายตาที่ไม่พอใจเช่นกัน ห้าอัศวินนั้นเป็นดั่งวีรบุรุษและเป็นดั่งเป้าหมายสูงสุดในชีวิตพวกมัน การที่แอเรียสกล่าวคำพูดพล่อยๆเช่นนี้ออกมาจึงสร้างความโกรธเคืองให้กับพวกทหารเป็นอย่างมาก หากสายตาของผู้คนปลดปล่อยพลังเวทออกมาโจมตีได้ตอนนี้แอเรียสคงตัวพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว
“ เรื่องที่ข้าพูดไปนั้นข้าคิดว่าหาใช่การเสียมารยาทแต่อย่างใด หากไม่เชื่อท่านก็ลองถามอัศวินของท่านดูสิว่าเขาทำตัวแบบที่ข้าบอกจริงหรือไม่“
แอเรียสไม่ได้เอ่ยคำขอโทษใดๆออกมาแต่กลับจ้องมองไปยังเนสโต้ด้วยสายตาราวกับผู้คุมที่สอบสวนนักโทษ เขาหาได้สนใจสายตาของผู้อื่นที่จ้องมองมายังเขาราวกับจะรุมฉีกทึ้งร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย