กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 105 พวกเจ้าเบื่อแขนขากันแล้วหรือ

          สายตาของดยุคโคเว่นมองไปที่ชายในชุดเกราะสีเงินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม  ยามที่พระอาทิตย์สีทองสาดประกายไปบนชุดเกราะสีเงินวาวยิ่งทำให้ลักษณะของเนสโต้เต็มไปด้วยความสง่างาม  ร็อกโก้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักมองมาด้วยความชื่นชมเช่นกัน ดูเหมือนสหายของมันจะทำความดีความชอบให้แก่เมืองเบอเนียร์ครั้งใหญ่แล้ว การที่เนสโต้สามารถสังหารศัตรูที่เป็นระดับอัศวินลงได้นั่นหมายถึงการตัดแขนขาของศัตรูไปได้เลยทีเดียว  นักเวทระดับอัศวินนั้นนับเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้  หากถูกสังหารไปหนึ่งนั่นหมายถึงความแข็งแกร่งของกองทัพที่ถูกบั่นทอนลง

     

          “ ไว้เสร็จสงครามครั้งนี้เมื่อไหร่ข้าจะมอบรางวัลให้กับเจ้า“

     

         ดยุคโคเว่นพูดออกมาด้วยความยินดี เสียงหัวเราะที่ดังออกมาทำให้ทหารบนกำแพงเมืองอดไม่ได้ที่จะต้องหันมามองด้วยความแปลกใจ นี่น่าจะเป็นเสียงหัวเราะแรกที่ได้ยินจากปากของดยุคโคเว่นในวันนี้เลยก็ว่าได้ พวกมันอยากจะรู้นักว่าเรื่องยินดีอะไรที่ทำให้ดยุคโคเว่นหัวเราะออกมาได้ในสถานการณ์เช่นนี้ 

     

          “ ขอบคุณขอรับนายท่าน  แต่ความจริงแล้วข้าก็เพียงแค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น“

     

         แม้ภายนอกจะดูถ่อมตนแต่ภายในใจของเนสโต้เต็มไปด้วยความยินดีที่ได้รับความดีความชอบมาโดยบังเอิญเช่นนี้  ‘ข้าต้องขอบคุณเจ้าเด็กนั่นสักหน่อยแล้วสิฮ่าๆๆ’ เนสโต้ยกยิ้มอยู่ในใจ

     

         “ แล้วตระกูลสการ์เชียล่ะ  ในเมื่อเจ้าสังหารพวกศัตรูจนหมดแล้วเหตุใดฟาร์ฮานจึงยังไม่นำกำลังมาช่วยสงคราม? “

     

          ดยุคโคเว่นขมวดคิ้วเล็กๆด้วยความสงสัยยามเมื่อกวาดสายตาไปมองแล้วกลับไม่พบเจอวี่แววของคนในตระกูลสการ์เชียเลยแม้แต่คนเดียว

     

          “ ข้าเร่งให้พวกมันมาแล้วขอรับ  แต่.. “

     

          เนสโต้แสร้งขบฟันคล้ายกับจะสะกดความโกรธเอาไว้

     

          “ แต่อะไร? “

     

          ดยุคโคเว่นเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีของเนสโต้ที่เปลี่ยนไป  เขาเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้

     

         “ ฟาร์ฮานที่บาดเจ็บเล็กน้อยกลับยังไม่ยอมนำพวกกองกำลังมาช่วยในทันที  ส่วนหลานชายของมันก็ทำตัวก้าวร้าวไม่มีความเคารพข้าที่ไปช่วยเหลือในนามของนายท่านเลยแม้แต่น้อย“      

     

         เนสโต้ทำท่าทางราวกับเจ็บใจเป็นอย่างมาก  มันใช้คำพูดว่า ‘ไม่เคารพข้าที่ไปในนามของนายท่าน’เพื่อเป็นการบอกให้รับรู้ว่าแอเรียสไม่ได้เคารพดยุคโคเว่นเลยแม้แต่น้อย

     

         แม้การแสดงออกภายนอกเนสโต้จะขบกรามแน่นราวกับข่มโทสะแต่ภายในใจกลับกำลังแสยะยิ้มออกมาอย่างยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น  ‘แกบังอาจล่วงเกินข้าก่อนเองนะเจ้าเด็กสามหาว’เนสโต้คิดอยู่ภายในใจ ในที่สุดมันก็หาทางเอาคืนตระกูลสการ์เชียที่หักหน้าเขาได้เสียที

     

          “ ตระกูลสการ์เชียกล้าทำถึงเพียงนั้นเลยรึ ..แล้วเมื่อครู่เจ้าพูดถึงหลานชายของฟาร์ฮานเจ้าหมายถึงคนไหนกัน ? “

     

         แทนที่ดยุคโคเว่นจะมีอารมณ์โกรธเคืองตามที่เนสโต้ปลุกปั่นแต่เขากลับขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเสียมากกว่า เขารู้สึกว่านิสัยของฟาร์ฮานไม่น่าจะเป็นคนเช่นนี้ไปได้ แต่ที่เขาสงสัยไปมากกว่านั้นคือหลานชายของฟาร์ฮานที่เนสโต้กล่าวถึง  ฟาร์ฮานมีหลานชายเพียงสามคนเท่านั้น  หากเป็นมาเชลหรือดาเนสก็น่าจะร่วมมือกับเมอร์สันและมีโอกาสที่จะถูกสังหารหรือคุมตัวไปแล้ว แต่หากจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการก้าวร้าวและไม่ไว้หน้าใครมากที่สุดก็สิ้นชีวิตไปในดินแดนภูตสวรรค์ไปแล้วเหตุใดจะมามีปัญหากับเนสโต้ได้  บางทีเนสโต้อาจจะจดจำคนผิดก็เป็นไปได้

     

         “ คนก้าวร้าวที่อัศวินของท่านหมายถึง …คือข้าเองท่านดยุค “

     

        เสียงของเด็กหนุ่มที่ฟังดูสุขุมเกินวัยดังมาจากด้านหลังของหอสังเกตการณ์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณสองเมตร  ไม่มีผู้ใดรับรู้เลยว่ามีผู้แปลกปลอมขึ้นมาหลบซ่อนบนกำแพงเมืองตั้งแต่เมื่อใด  หากนี่เป็นศัตรูคาดว่าความลับคงจะถูกแพร่งพรายออกไปจนหมด มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอับอายนักที่เหล่านักเวทระดับอัศวินที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่กลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อยถึงการมาของเด็กหนุ่มที่เป็นเพียงระดับผู้ใช้มนตรา   มันอาจจะเป็นเพราะระดับพลังของเด็กหนุ่มที่กลมกลืนไปกับเหล่าทหารจึงทำให้หลายคนไม่รู้ถึงการมาของเด็กหนุ่ม แต่นั่นก็เป็นเพียงการปลอบใจตัวเองไม่ให้รู้สึกเสียหน้าเท่านั้น

     

        แอเรียสเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่ประดับเอาไว้บนหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่ดูแฝงด้วยเลศนัยบางอย่างที่ไม่อาจจะคาดเดา ผู้คนมองไปยังเด็กหนุ่มราวกับเห็นผีในตอนกลางวัน  แม้จะพยายามสำรวมกิริยาอันสง่างามเอาไว้แต่แอเรียสก็มองเห็นว่าดวงตาของดยุคโคเว่นฉายประกายตกตะลึงเช่นกัน  ถัดไปจากบริเวณไม่ไกลมากนักมีทหารผู้หนึ่งที่หันมามองแอเรียสด้วยความตกตะลึงยิ่งกว่าผู้ใด  ดวงตาของมันเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน  มันทำหอกในมือของมันร่วงมาบนพื้นอย่างเผลอตัว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ด้ามหอกกระแทกกับเท้าของมันจนสะดุ้งโหยงไปแล้ว มันคือโบเออทหารยามที่มีหน้าที่เฝ้าประตูดินแดนภูตสวรรค์เอาไว้นั่นเอง  หน้าที่สำคัญของมันคือเมื่อแอเรียสออกมาจากดินแดนภูตสวรรค์เมื่อไหร่ให้รายงานไปที่ยังดยุคโคเว่นในทันที  แต่มันกลับหนีเวรไปเดินเตร็ดเตร่จนไม่รู้เลยว่าแอเรียสออกมาตั้งแต่ตอนไหน เมื่อมันหันไปเห็นสายตาของดยุคโคเว่นที่เหลือบมองมาทางมันอย่างคาดโทษมันก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบในทันที  มันเตรียมทำใจเอาไว้เลยว่าหากเสร็จสงครามเมื่อไหร่มันคงเป็นผู้เดียวที่ได้รับบำเหน็จเป็นการโบย         

     

         “ เจ้าเด็กสามหาว!! กล้าดียังไงถึงลอบขึ้นมาบนกำแพงเมืองแห่งนี้ หนำซ้ำยังมาทำตัวไร้มารยาทต่อหน้านายท่านอีก  ที่นี่ไม่ใช่ตระกูลสการ์เชียของเจ้าที่จะมีฟาร์ฮานมาคอยให้ท้ายเจ้าตลอด ทหารจับตัวเจ้าเด็กไร้มารยาทนี่โยนลงกำแพงไปซะ  และจับมันขังคุกเอาไว้โทษฐานที่มันลอบฟังความลับทางการทหาร!! ไว้เสร็จศึกเมื่อไหร่ข้าจะเป็นคนชำระโทษมันด้วยตัวเอง “

     

        เป็นเนสโต้แสร้งที่ตะโกนคำสั่งนั้นมันออกมา  มันแสร้งกัดกรามแน่นแสดงท่าทีคล้ายเต็มไปด้วยโทสะ  แม้คราแรกมันจะตกใจในการปรากฏตัวของแอเรียสยิ่งกว่าผู้ใด แต่เพียงครู่เดียวมันก็รีบตั้งสติและตะโกนเสียงดุด่าแอเรียสออกมาราวกับสิ่งที่แอเรียสทำคือความผิดร้ายแรง เมื่อสิ้นคำสั่งของเนสโต้ก็มีทหารในชุดเกราะหนักสองคนวิ่งมาประกบด้านที่ข้างของแอเรียสในทันที

     

         “ ก็ลองมาจับตัวข้าดูสิ ถ้าหากพวกเจ้าเบื่อแขนขาของพวกเจ้าแล้ว “

     

        ใบหน้าของแอเรียสยังคงประดับด้วยรอยยิ้มไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ แต่ยามที่เขาหันหน้ามองทหารสองคนที่มาประกบด้านข้างของเขา  แอเรียสแผ่จิตสังหารไปในเสี้ยววินาที แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีแต่มันก็เป็นจิตสังหารที่ทำให้ทหารในชุดเกราะหนักทั้งสองคนเผลอถอยหลังออกมาโดยไม่รู้ตัว จิตสังหารอันเย็นเยียบของผู้ที่สังหารผู้คนมาอย่างนับไม่ถ้วนเป็นสิ่งที่พวกพลทหารอย่างมันสองคนไม่เคยพบเจอมาก่อน  ภายใต้เกราะหนักพวกมันลอบหลั่งเหงื่อเย็นออกมาจนเปียกชุ่มแผ่นหลัง

     

         “ ทหารหยุดมือ  ! กลับไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าได้แล้ว  ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง“

     

         ดยุคโคเว่นโบกมือไล่ให้ทหารทั้งสองคนกลับไปทำหน้าที่ของพวกมันดังเดิม ท่าทีของเขากลับมาเป็นบุรุษที่สง่างามสมฐานะของเจ้าเมืองอีกครั้ง  เขารู้สึกว่าข้อหาที่เนสโต้กล่าวหาแอเรียสนั้นมันดูเกินจริงไปมากโข  ความจริงแล้วมันหาใช่ความลับใดๆเลยแม้แต่น้อย หากแอเรียสจะมีความผิดก็คงเป็นการที่เขาทำตัวไร้มารยาทเท่านั้น 

     

          “ ท่านดยุคเจ้าเด็กนี่ตั้งใจแอบฟังการสนทนาของพวกเรา  บางทีมันอาจจะเป็นสายลับของศัตรู  ทางที่ดีเราควรจะคุมขังมันเอาไว้เพื่อสอบสวน “

     

        เนสโต้เริ่มกล่าวคำพูดใส่ไฟเพิ่มความผิดให้แอเรียสในทันที ยิ่งแอเรียสอยู่ที่นี่นานเท่าใดมันยิ่งรู้สึกร้อนใจมากยิ่งขึ้น  ความดีความชอบที่มันพึ่งได้รับมาบางทีมันอาจจะสูญหายไปในอากาศเพราะเจ้าเด็กนี่ก็เป็นไปได้ 

     

         “ เรื่องที่เจ้าพึ่งพูดคุยกับท่านดยุคเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องราวของตระกูลข้าอย่างนั้นรึ? เจ้าคิดว่าข้าจะมาขโมยความลับเรื่องของตระกูลตัวเองน่ะเหรอ  เจ้าที่พูดจาน่าตลกดี   แต่ว่าไปแล้ว…หากข้าไม่บังเอิญได้ยินการสนทนาเมื่อครู่ข้าก็คงไม่ได้รู้เลยว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์จะหน้าหนาได้ถึงเพียงนี้“

     

        แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงขบขันเล็กน้อย สายตาของเขาจ้องมองไปยังเนสโต้ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงใดๆ  หนำซ้ำวาจาของเขายังแฝงเอาไว้ด้วยคำดูถูกโดยไม่แม้แต่จะปิดบัง

     

         “ แอเรียสถึงข้าจะไม่เอาโทษเจ้าเมื่อครู่ แต่ก็ใช่ว่าเจ้าจะมาพูดจาหมิ่นอัศวินของข้าได้นะ !!  อย่างน้อยเจ้าควรจะเรียนรู้ถึงมารยาทในการพูดจากับผู้อาวุโสเอาไว้บ้าง“

     

        ดยุคโคเว่นเริ่มหันมองแอเรียสด้วยความไม่พอใจ การที่คนในตระกูลของเขาถูกดูหมิ่นต่อหน้าเช่นนี้ดยุคโคเว่นจึงไม่ค่อยชอบใจนัก เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าบางทีแอเรียสอาจจะสามหาวจนเกินไปจริงๆ คำพูดของแอเรียสที่คุยกับเนสโต้ที่มีอายุแก่กว่าบิดาของตนกลับไม่มีความเคารพใด  แอเรียสไม่แม้แต่จะใช้คำว่า‘ท่าน’นำหน้าชื่อของเนสโต้ด้วยซ้ำ  เด็กที่ไร้กิริยามารยาทเช่นนี้ดยุคโคเว่นไม่เคยพบเจอมาก่อน เขาเริ่มคิดแล้วว่าบางทีคงต้องให้ฟาร์ฮานอบรมแอเรียสเสียใหม่

     

        ไม่ใช่เพียงดยุคโคเว่นเท่านั้นที่หันมองแอเรียสด้วยสีหน้าไม่พอใจ ร็อกโก้ที่ยืนอยู่ข้างๆก็ส่งสายตาที่โกรธเกรี้ยวมายังแอเรียสเช่นกัน  การที่แอเรียสดูหมิ่นเนสโต้ที่มีตำแหน่งอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์นี้ไม่ต่างจากการที่ร็อกโก้โดนดูถูกไปด้วย  รวมถึงทหารหลายคนที่ได้ยินคำพูดของแอเรียสก็พากันจ้องเขม็งมาทางแอเรียสด้วยสายตาที่ไม่พอใจเช่นกัน  ห้าอัศวินนั้นเป็นดั่งวีรบุรุษและเป็นดั่งเป้าหมายสูงสุดในชีวิตพวกมัน  การที่แอเรียสกล่าวคำพูดพล่อยๆเช่นนี้ออกมาจึงสร้างความโกรธเคืองให้กับพวกทหารเป็นอย่างมาก หากสายตาของผู้คนปลดปล่อยพลังเวทออกมาโจมตีได้ตอนนี้แอเรียสคงตัวพรุนเป็นรังผึ้งไปแล้ว     

        

         “  เรื่องที่ข้าพูดไปนั้นข้าคิดว่าหาใช่การเสียมารยาทแต่อย่างใด  หากไม่เชื่อท่านก็ลองถามอัศวินของท่านดูสิว่าเขาทำตัวแบบที่ข้าบอกจริงหรือไม่“

     

         แอเรียสไม่ได้เอ่ยคำขอโทษใดๆออกมาแต่กลับจ้องมองไปยังเนสโต้ด้วยสายตาราวกับผู้คุมที่สอบสวนนักโทษ  เขาหาได้สนใจสายตาของผู้อื่นที่จ้องมองมายังเขาราวกับจะรุมฉีกทึ้งร่างของเขาเลยแม้แต่น้อย

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน