บทที่ 10 วันเวลาในตำหนัก
ปีที่ 312 แห่งยุคฉางเซิง
ชีวิตในสำนักเซวี่ยไห่นั้นแท้จริงแล้วค่อนข้างจำเจ เนื่องจากผู้ที่เป็เตาหลอมและยาลูกกลอนมนุษย์นั้น ไม่จำเป็ต้องออกไปต่อสู้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องฝึกฝนเวทมนตร์และศิลปะการต่อสู้ นอกจากมื้ออาหารสามมื้อแล้วก็มีแต่การนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญเพียรและนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญเพียรเท่านั้น
หลี่เจี้ยงเหมยและคนอื่น ๆ ถูกจัดให้อาศัยอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่าตำหนักลู่ติ่ง ที่นี่มีผู้ควบคุมดูแลที่คอยกำกับการฝึกฝนของเหล่าเตาหลอมโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดริอาจเกียจคร้าน
แต่ที่จริงแล้วแม้ไม่มีผู้ควบคุม พวกเตาหลอมเหล่านี้ก็มิกล้าละเลยการฝึกฝน เหตุผลก็คือในสำนักเซวี่ยไห่มีกฎข้อหนึ่งว่า หากเตาหลอมไม่สามารถฝึกฝนจนถึงขั้นก่อปราณระดับเก้าก่อนอายุห้าสิบปีได้ จะถูกเนรเทศไปยัง ‘หุบเขาสุขาวดี’ ของสำนัก และจะถูกศิษย์ในสำนักดูดพลังได้ตามใจชอบจนตาย จุดจบนั้นช่างน่าเศร้าสลดอย่างยิ่ง
แต่หากมีพร์ถึงขั้นก่อปราณระดับเก้าก่อนอายุห้าสิบปี ทางสำนักจะมอบยาลูกกลอนสร้างฐานให้หนึ่งเม็ด เพื่อให้ลองสร้างฐานดู
หากการสร้างฐานของพวกเตาหลอมสำเร็จ ก็จะหลุดพ้นจากชะตากรรมที่ต้องถูกส่งลงไปยังหุบเขาสุขาวดี ในภายภาคหน้าจะมีโอกาสที่จะได้เป็สนมของปรมาจารย์ขั้นแก่นทองคำ หรืออย่างน้อยก็ตกเป็ของผู้าุโขั้นสร้างรากฐานที่มีอำนาจในสำนักเซวี่ยไห่ เมื่อเทียบกันแล้วถือว่านี่เป็จุดจบที่ดีทีเดียว
การอาศัยเพียงการดูดซับพลังิญญา์เพื่อให้บรรลุขั้นก่อปราณก่อนอายุห้าสิบปีนั้น นอกจากอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญตนที่แท้จริงแล้ว ก็แทบจะเป็เื่เพ้อฝันไปเลย
แต่โชคดีที่สำนักมารก็ไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว นอกจากยาลูกกลอนบำรุงโฉมที่ช่วยชะลอความร่วงโรยแล้ว พวกเตาหลอมยังได้รับสิทธิอาหาริญญาและยาลูกกลอนิญญาทุกเดือน สวัสดิการยังดีกว่านักพรตขั้นก่อปราณทั่วไปด้วยซ้ำ
กระนั้นการจะบรรลุขั้นก่อปราณก่อนอายุห้าสิบปีก็ไม่ใช่เื่ง่าย…
โชคดีที่หลี่เจี้ยงเหมยมีพร์ไม่เลว บำเพ็ญตนมาหกปี ในขณะที่พวกเตาหลอมที่เข้าสำนักพร้อมกันส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ในขั้นก่อปราณระดับหนึ่งสอง นางก็ก้าวเข้าสู่ขั้นก่อปราณระดับสามมาหนึ่งปีแล้ว อาศัยสิทธิอาหาริญญาและยาลูกกลอนิญญารายเดือน หลี่เจี้ยงเหมยน่าจะมีความหวังในการสร้างฐาน
ปีที่ 315 แห่งยุคฉางเซิง
หลี่เจี้ยงเหมยเติบโตขึ้นอย่างงดงามชวนหลงใหล เตาหลอมคนอื่น ๆ เมื่อยืนอยู่ข้างนางต่างก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าเป็เพราะชะตากำเนิด [โฉมงามล่มเมือง] หรือไม่ บรรดาเตาหลอมที่เข้าสำนักพร้อมกันกลับไม่มีความอิจฉาริษยานางแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามพวกนางกลับรู้สึกเสียดายและสงสารที่เทพธิดาเช่นนี้ต้องตกอับมาอยู่ในสำนักมาร
ในปีเดียวกันนั้น ที่ตำหนักลู่ติ่งได้เปลี่ยนผู้ดูแลคนใหม่ นักพรตหญิงที่มีใบหน้าหม่นหมองคนก่อนถูกย้ายไปที่อื่น ผู้ที่มารับตำแหน่งแทนเป็ชายหนุ่มที่ดูอายุไล่เลี่ยกับเหล่าสาวน้อยวัยสิบห้าสิบหกปี มีรูปโฉมงดงาม แต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายอยู่บ้าง หากเขาไม่บอกฐานะของตน พวกหลี่เจี้ยงเหมยและเหล่าเตาหลอมคงคิดว่าเขาเป็ศิษย์ร่วมรุ่นจากสถานศึกษาฝ่ายชายข้าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ในวงการบำเพ็ญเซียนมีนักพรตที่รู้วิชาคงความหนุ่มสาวอยู่ไม่น้อย การดูเพียงอายุภายนอกจึงไม่อาจเชื่อถือได้ เหล่าเตาหลอมต่างคิดว่าเขาคงเป็นักพรตผู้ยิ่งใหญ่ขั้นสร้างฐานที่ฝึกวิชาคงความหนุ่มสาวหรือกินยาอายุวัฒนะเป็ประจำ อายุจริงคงมากกว่าสองร้อยปีแล้ว เช่นนั้นแล้วพวกนางจึงไม่กล้าเข้าใกล้มากนัก ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเพียร
แต่หลี่เจี้ยงเหมยกลับรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่ากังวล ผู้ดูแลหญิงคนก่อนที่มีใบหน้าหม่นหมองนั้นไม่เคยแย้มยิ้มให้เตาหลอมคนใด แต่กลับยิ้มให้หลี่เจี้ยงเหมยเพียงผู้เดียว เมื่อเวลาผ่านไปนาน นางจึงไม่รู้สึกว่าผู้ดูแลจากสำนักมารน่ากลัวเท่าใดนัก
ดังนั้นเมื่อทั้งสองพบกัน หลี่เจี้ยงเหมยมักจะยิ้มทักทายชายหนุ่มผู้แปลกประหลาดผู้นี้ด้วยดวงตาและคิ้วที่โค้งงอนราวกับจันทร์เสี้ยว กลับทำให้ผู้ดูแลคนใหม่ของตำหนักลู่ติ่งรู้สึอึดอัดไม่น้อย
ปีที่ 318 แห่งปฏิทินฉางเซิง
สามปีผ่านไป หลี่เจี้ยงเหมยก็คุ้นเคยกับผู้ดูแลตำหนักลู่ติ่งผู้นี้เป็อย่างดี นางรู้ว่าเขามีนามธรรมะว่า เซวี่ยชาง และเป็ศิษย์แท้เพียงผู้เดียวของปรมาจารย์ชางซวี ผู้าุโขั้นแก่นทองคำของสำนักเซวี่ยไห่ในปัจจุบัน เช่นนั้นเขาจึงถือเป็ผู้ที่มีศักยภาพในการบรรลุขั้นแก่นทองคำอย่างแท้จริง
รูปลักษณ์ของเขาที่ดูหนุ่มแน่นนั้นเป็ผลมาจากวิชาที่เขาฝึกฝน แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นักพรตขั้นสร้างฐาน่ปลายที่มีอายุกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบปีเท่านั้น
ปัจจุบันเขามารับตำแหน่งว่างในตำหนักลู่ติ่ง ในยามปกติก็มุ่งฝึกบำเพ็ญเพียร อีกราวยี่สามสิบปีเมื่อวรยุทธ์แกร่งกล้าพอก็จะลองบำเพ็ญขั้นแก่นทองคำ
แน่นอนว่าในตำหนักลู่ติ่งทั้งหมด มีเพียงหลี่เจี้ยงเหมยเท่านั้นที่สามารถพูดคุยกับเซวี่ยชางได้ และสิทธิพิเศษนี้ก็ไม่ได้มีมาั้แ่แรก
แรกเริ่มเซวี่ยชางยังคงวางท่าทีเป็ผู้ดูแล เมื่อพบหลี่เจี้ยงเหมยที่ทักทายก็ไม่ตอบสนอง เพียงแค่เดินผ่านไปด้วยสีหน้าเ็า ต่อมาบางครั้งก็ฝืนยิ้มอย่างแข็ง ๆ นับว่าเป็การฝืนอย่างมากสำหรับนิสัยเ็าเช่นเขา
แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อเซวี่ยชางบำเพ็ญเพียรหลายวันแล้วไม่ได้เจอหน้าหลี่เจี้ยงเหมย ก็มักรู้สึกว่าในใจว่างเปล่าอย่างประหลาด ถึงขั้นต้องเดินอ้อมไกลกว่าปกติ แกล้งเดินตรวจตราด้วยท่าทีไพล่มือไว้ด้านหลัง ในเวลาที่พอดีกับเวลาที่โรงหลอมปล่อยลมระบาย เพื่อจะได้บังเอิญพบกับหลี่เจี้ยงเหมย
ส่วนหลี่เจี้ยงเหมยก็ไม่ได้ทักทายมากความ เพียงแค่โค้งคิ้วงามพอเหมาะ ยิ้มทักทายเพียงคำเดียว
เซวี่ยชางผู้นี้ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่สนใจเื่ราวของโลก มุ่งแต่บำเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว การที่สามารถเป็ศิษย์แท้เพียงผู้เดียวของมารขั้นแก่นทองคำได้นั้น ย่อมต้องผ่านการฆ่าฟันมาอย่างโชกโชน ปกติแล้วถือว่าเป็คนใจดำไม้ไส้ระกำ เคยทำเื่ชั่วร้ายผิดทำนองคลองธรรมมาไม่น้อย
แต่ในเื่ชายหญิงก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้เื่ราวของโลก การที่อาจารย์ของเขาจัดให้มาเป็ผู้ดูแลที่โรงหลอมนี้ ก็อาจมีเจตนาให้เขาได้จับตัวนักบำเพ็ญหญิงมาสูบพลังหยินเพื่อเสริมวิชาบ้างเป็ครั้งคราว
แต่เมื่ออยู่กับหลี่เจี้ยงเหมยตามลำพัง เซวี่ยชางกลับมักจะรู้สึกระมัดระวังตัวอยู่เสมอ กลัวว่าสตรีน้อยที่งดงามประดุจหยกแกะสลักตรงหน้าจะแตกสลาย แม้แต่กลิ่นอายความดุร้ายและปีศาจที่ติดตัวมาก็ยังลดทอนลงไปสามส่วน
ปีที่ 327 แห่งยุคฉางเซิง
หลี่เจี้ยงเหมยมีพัฒนาการด้านวรยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ศิษย์ร่วมรุ่นในตำหนักลู่ติ่งที่อายุเท่ากันส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ในขั้นก่อปราณสองสามขั้น นางกลับก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดของขั้นก่อปราณขั้นที่หก แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็เพราะรากฐานและพร์ที่ไม่ธรรมดา แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็เพราะเซวี่ยชางคอยส่งทรัพยากรในการฝึกฝนมาให้นางเป็ระยะ
พึงรู้ว่าศิษย์แท้ของสำนักล้วนเป็อัจฉริยะที่มีโอกาสก้าวไปถึงขั้นแก่นทองคำ เซวี่ยชางที่มาจากสำนักมาร ปกติทำเื่ปล้นชิงไม่น้อย ย่อมมีทรัพย์สินมั่งคั่ง การอุปถัมภ์นักพรตหญิงขั้นก่อปราณคนหนึ่งจึงไม่ใช่เื่ยาก
ทั้งสองรู้จักกันมากว่าสิบปีแล้ว เซวี่ยชางแอบมีใจให้หลี่เจี้ยงเหมยมานาน เหล่าศิษย์ร่วมสำนักเซวียไห่ต่างคิดว่าเซวี่ยชางศิษย์แท้ผู้นี้ถือว่าหลี่เจี้ยงเหมยเป็ของหวงห้าม จึงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
ทว่าท่าทีของหลี่เจี้ยงเหมยที่มีต่อเซวี่ยชางนั้นค่อนข้างคลุมเครือ ปกติแล้วนางจะเพียงนั่งฟังเซวี่ยชางเล่าเื่ราวและตำนานในดินแดนผู้บำเพ็ญเซียนอย่างเงียบ ๆ ไม่เคยเอ่ยปากแสดงความคิดเห็นหรือเปิดเผยท่าทีของตน
หากเซวี่ยชางมอบทรัพยากรในการบำเพ็ญให้ นางก็เพียงเอ่ยคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วรับมันไว้เท่านั้น
ปีที่ 339 แห่งยุคฉางเซิง
หลี่เจี้ยงเหมยก้าวขึ้นสู่ขั้นก่อปราณระดับเก้า ในปีเดียวกันนั้นเซวี่ยชางก็บำเพ็ญจนถึงขั้นสร้างฐานสมบูรณ์ พร้อมที่จะเข้าสู่การปิดวิเวกหลอมแก่นทองคำได้ทุกเมื่อ
เนื่องจากวิชาของเซวี่ยชางมีความพิเศษ ตัวเขาจำเป็ต้องเดินทางไปยัง ‘บ่อโลหิตใต้พิภพ’ ที่อยู่ห่างจากสำนักออกไปหมื่นลี้ เพื่อหลอมแก่นทองคำให้มีคุณภาพสูงขึ้นอีกระดับ
ก่อนจากไปเขาได้ทิ้งหินิญญาจำนวนมากไว้ให้หลี่เจี้ยงเหมย และให้คำมั่นต่อหน้านางว่า เมื่อเขากลายเป็ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำแล้ว เขาจะพานางออกจากตำหนักลู่ติ่ง และรับนางเป็คู่บำเพ็ญ
หลี่เจี้ยงเหมยยังคงไม่แสดงท่าทีชัดเจน เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางเพียงยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวกับเมล็ดพันธุ์แห่งมารที่หาได้ยากในรอบพันปีของสำนักเซวียไห่ว่า...
"หลี่เจี้ยงเหมยจะรอศิษย์พี่ในห้องโถง ข้าขออวยพรให้ศิษย์พี่บรรลุแก่นขั้นสูงสุด และก้าวไปถึงขั้นเซียนในอนาคต"
หลังจากนั้นเซวี่ยชางก็แอบออกจากสำนักเซวี่ยไห่ เดินทางไปยังบ่อโลหิตใต้พิภพเพื่อปิดวิเวก
ปีที่ 341 แห่งยุคฉางเซิง
หนานกงฟูหัว นักพรตกระบี่ขั้นหยวนอิงแห่งสำนักกระบี่เทียนทงออกปราบมารกำจัดิญญาชั่ว ใช้กระบี่เพียงกระบวนท่าเดียวทำลายแนวป้องกันของสำนักเซวี่ยไห่ จากนั้นก็สังหารผู้าุโขั้นแก่นทองคำทั้งสามของสำนักเซวี่ยไห่ และยังสังหารศิษย์มารในสำนักอีกนับไม่ถ้วน
นับแต่นั้นมา สำนักเซวี่ยไห่ก็ล่มสลายในชั่วข้ามคืน