ขบวนสินค้าไม่ได้หยุดอยู่กลางทางนานนัก
ไม่มีผู้ใดอยากค้างบนถนนหลังเพิ่งผ่านศึกปล้นขบวนมา ผู้คุ้มกันที่ยังยืนไหวช่วยกันจัดแนวเกวียนใหม่ คนเจ็บถูกพยุงขึ้นไปพักด้านใน สินค้าที่ตกกระจายถูกเก็บเท่าที่เก็บได้ ส่วนสิ่งใดแตกเสียหายก็ต้องปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง
ลั่วจวินขึ้นนั่งท้ายเกวียนคันหนึ่ง เงียบกว่าคนรอบข้าง ฝ่ามือยังชาอยู่บางส่วน ชายโครงซ้ายเจ็บลึกทุกครั้งที่หายใจยาว แต่เขากดอาการทั้งหมดไว้ใต้สีหน้าราบเรียบ
ระหว่างศึกกลางทาง เขาไม่ได้ชักกระบี่ เสวียนยังถูกกดไว้ลึก สิ่งที่คนภายนอกเห็นจึงเป็เพียงผู้ฝึกระดับััขั้นต้นคนหนึ่งอาศัยพื้นฐาน ฝ่ามือ และจังหวะเอาชีวิตรอดจากสนามที่วุ่นวายเกินควร
แต่ลั่วจวินรู้ดีว่า หากเยว่หลันไม่ได้แทรกเข้ามาด้วยเสียงขลุ่ยนั้น หากสนามต่อสู้ยืดออกไปอีกเพียงไม่นาน เขาอาจไม่มีทางเลี่ยงการชักกระบี่ และเมื่อกระบี่ออกจากฝัก สิ่งที่ควรซ่อนอาจไม่เหลือให้ซ่อนอีก
ขบวนสินค้าเคลื่อนต่อจนถึงเป่ยหลัวในยามบ่ายแก่
กำแพงเมืองสีเทาตั้งทอดยาวอยู่เหนือเนินต่ำ รอยฝนและลมกัดผิวหินจนเป็คราบเก่า แต่แนวกำแพงยังหนักแน่นพอจะทำให้ผู้เดินทางรู้ว่าด้านในไม่ใช่หมู่บ้านเล็ก ๆ อีกต่อไป
หน้าประตูเมือง ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย
เกวียนสินค้า ม้าเดินทาง คนหาบของ ผู้คุ้มกัน พ่อค้าเร่ และผู้ฝึกจากหลายทางปะปนกันอยู่บนถนนหิน เสียงล้อไม้ เสียงสัตว์ลากเกวียน เสียงคนตรวจสินค้า และเสียงเรียกหากันดังทับกันจนลั่วจวินต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงแยกออกว่าเสียงใดมาจากทิศใด
ใต้เงาประตูเมือง คนตรวจสินค้าถามที่มาของเกวียนมากกว่าที่มองสินค้าเสียอีก ถาดน้ำชาจากร้านข้างทางวนผ่านกลุ่มคนรอเข้าเมืองไม่หยุด ส่วนใต้ชายคาฝั่งตรงข้าม สายตาหลายคู่ไล่ตามตราประทับบนหีบสินค้าทุกใบ
เป่ยหลัวไม่ใช่เมืองที่สงบ
มันเหมือนทางแยกขนาดใหญ่ที่ผู้คนจากสารทิศไหลมาปะปนกันอยู่ตลอดเวลา และทุกก้าวที่ขยับในเมืองนี้ ก็ดูคล้ายจะมีสายตาคอยจับจ้องอยู่เสมอ
เมื่อขบวนผ่านประตูเมืองเข้ามา กลิ่นควันเตา กลิ่นน้ำมันทอด กลิ่นเหล็กร้อน และกลิ่นฝนที่กำลังตั้งเค้าลอยปะปนกันอยู่ในอากาศ จากถนนฝั่งตะวันตกยังมีเสียงค้อนตีเหล็กลอดผ่านหลังคาเรือนมาเป็ระยะ สั้น หนัก และสม่ำเสมอเหมือนชีพจรอีกเส้นของเมือง
ลั่วจวินเงยหน้ามองฟ้า
เมฆดำกลุ่มหนึ่งเคลื่อนต่ำเหนือหลังคาเรือนด้านตะวันตก
สือชิงเดินเข้ามาข้างเขาในจังหวะที่ขบวนเริ่มแยกเข้าถนนอีกสาย
“จากตรงนี้ ข้าต้องไปจัดการเื่ของขบวน”
ลั่วจวินพยักหน้า
“ขอบคุณที่ให้ติดทางมา”
“ไม่มีสิ่งใดต้องขอบคุณ” สือชิงกล่าว
“เมืองนี้คนมาก ข่าวมาก และตาคนก็มาก เ้าเพิ่งมีเื่กลางทางมา หากไม่จำเป็อย่าทำตัวเด่น”
ลั่วจวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าดูเหมือนคนชอบทำตัวเด่นหรือ”
สือชิงมองกระบี่เก่าที่เอวเขา แล้วมองรอยฝุ่นเืบนชายเสื้อ
“คนบางคนไม่ได้ชอบทำตัวเด่น แต่สิ่งของรอบตัวและสถานการณ์มักจะทำให้เด่นเอง”
ลั่วจวินเงียบไป
คำนี้ฟังดูย้อนแย้ง แต่ไม่ผิดเสียทีเดียว
สือชิงหยิบถุงผ้าเล็กใบหนึ่งออกจากแขนเสื้อ โยนให้เขาอย่างไม่ทำพิธี
ลั่วจวินรับไว้
ในถุงมีเงินพอใช้ได้หลายวัน
“ค่าเดินทางส่วนของเ้า” สือชิงกล่าว “อย่าปฏิเสธ ขบวนนี้ติดค้างเ้าอยู่จริง”
ลั่วจวินกำถุงเงินไว้ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บเข้าชายเสื้อ
“ข้าจะจำไว้”
ฝนเม็ดแรกตกลงบนถนนหินพอดี
สือชิงมองท้องฟ้าแวบหนึ่ง
“ไปเถอะ ก่อนที่ฝนจะทำให้เ้าหาที่พักยากกว่าเดิม”
ลั่วจวินค้อมศีรษะเล็กน้อย
เมื่อเงาของสือชิงหายเข้าไปในความวุ่นวายของเมือง ลั่วจวินจึงเดินไปตามถนนสายหลัก
ฝนลงแรงเร็วกว่าที่คิด
เม็ดฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังถี่ขึ้นในเวลาไม่นาน ผู้คนบนถนนพากันเร่งฝีเท้า แผงขายของริมทางรีบม้วนผ้าคลุมสินค้า เสียงเ้าของร้านะโเรียกลูกน้องให้ยกของเข้าในร่มดังแข่งกับเสียงฟ้า
ลั่วจวินไม่ได้เร่งมากนัก แต่เสื้อคลุมด้านนอกเริ่มชื้นก่อนเขาจะถึงโรงเตี๊ยมริมถนน
ป้ายไม้หน้าร้านแกว่งไปมาใต้แรงลม กลิ่นน้ำชา กลิ่นเนื้อย่าง และกลิ่นเสื้อผ้าเปียกของคนที่เข้ามาหลบฝนลอยอัดกันอยู่ตรงประตู
เขาก้าวเข้าไปด้านใน
โรงเตี๊ยมแน่นกว่าที่ควรเป็
โต๊ะส่วนใหญ่มีคนนั่งเต็ม บางโต๊ะมีพ่อค้าสองกลุ่มเบียดกัน บางโต๊ะเป็ผู้คุ้มกันที่เพิ่งวางอาวุธพิงผนัง บางคนยังสะบัดน้ำฝนจากชายเสื้อจนพื้นไม้เปียกเป็หย่อม
เสียงในร้านไม่ได้มีเพียงเสียงหลบฝน หากมีเสียงต่อราคา เสียงถามข่าวทางเหนือ เสียงบ่นเื่ด่านเก็บสินค้า และเสียงกระซิบที่เงียบลงทุกครั้งเมื่อคนแปลกหน้าก้าวผ่านใกล้เกินไป
ลั่วจวินกวาดตามองรอบหนึ่ง เห็นโต๊ะสี่ที่นั่งใกล้เสาด้านในยังว่างอยู่ จึงเดินไปนั่งลง
เขาสั่งน้ำชาและบะหมี่ร้อนหนึ่งชาม
ระหว่างรอ เขาไม่ได้มองคนมากนัก
เพียงฟัง
เสียงพูดคุยในโรงเตี๊ยมปนกันยุ่งเหยิง แต่หากแยกฟังให้ดี ยังพอจับคำบางอย่างได้
ย่านตีเหล็ก
ร้านช่างจ้าว
กระบี่ที่รับพลังได้ไม่ดี
ช่างแก่ที่ไม่รับงานคนแปลกหน้า
ลั่วจวินวางถ้วยชาลงช้า ๆ
เขาไม่ได้ถามออกไปทันที
คนที่เพิ่งเข้าเมืองใหม่ หากเอ่ยถามถึงร้านตีดาบต่อหน้าคนทั้งโรงเตี๊ยม ย่อมไม่ต่างจากบอกคนอื่นว่าตนมีอาวุธที่ต้องซ่อม หรือมีเื่ที่ต้องปิดบังเกี่ยวกับอาวุธ
เขาจึงเพียงนั่งฟัง
ฝนด้านนอกยิ่งตกแรง
คนกลุ่มหนึ่งผลักประตูเข้ามาในจังหวะนั้น
สามคน
เสื้อคลุมหนังสีน้ำตาลเข้มเปียกฝนจนแนบไหล่ กลิ่นสุราและกลิ่นดินโคลนตามเข้ามาด้วย ชายหน้าแผลเป็เดินนำ มือหนึ่งกุมด้ามดาบสั้น อีกสองคนตามหลังพร้อมสีหน้าหงุดหงิดของคนที่ไม่พอใจั้แ่ยังไม่ทันมีผู้ใดขวางทาง
สายตาของพวกเขากวาดหาที่นั่ง
แล้วหยุดที่โต๊ะของลั่วจวิน
โต๊ะนี้วางชามบะหมี่เพียงหนึ่งชาม ถ้วยชาเพียงหนึ่งถ้วย และมีคนเพียงคนเดียวนั่งอยู่
ชายหน้าแผลเป็ยิ้มมุมปาก
“โต๊ะนี้ว่างพอดี”
ลั่วจวินคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมา ไม่เงยหน้า
อีกฝ่ายเดินมาหยุดข้างโต๊ะ
“ข้าพูดกับเ้าอยู่”
ลั่วจวินกินบะหมี่คำนั้นลงไปอย่างไม่รีบร้อน
ชายอีกคนด้านหลังหัวเราะ
“ระดับััขั้นต้น นั่งโต๊ะคนเดียวเสียเต็มที่ คนต่างถิ่นนี่ไม่รู้ธรรมเนียมเมืองใหญ่จริง ๆ”
แรงกดของแก่นพลังแผ่ออกมาจากชายหน้าแผลเป็ก่อน
เข้าถึงขั้นต้น
ไม่สูงจนทำให้ทั้งร้านหวาดกลัว แต่สูงพอให้ผู้ฝึกระดับััส่วนใหญ่รู้ว่าควรลุกจากโต๊ะเอง
คนในโรงเตี๊ยมเงียบลงทันที
เสี่ยวเอ้อร์ที่ยกถาดอยู่หน้าครัวหน้าซีด รีบวางถาดแล้ววิ่งเข้ามา
“ท่านทั้งหลาย ใจเย็นก่อน ข้าจะหาที่ให้เดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้องหา” ชายหน้าแผลเป็กล่าว “โต๊ะนี้ก็ใช้ได้”
เขากระแทกฝักดาบลงบนโต๊ะ
ถ้วยชาของลั่วจวินสั่น น้ำชากระเพื่อมจนล้นออกมาเล็กน้อย
ลั่วจวินมองหยดน้ำชาที่ไหลตามขอบถ้วย
ในใจเขาถอนหายใจก่อนริมฝีปากจะขยับจริง
เสี่ยวเอ้อร์รีบก้มตัวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงเบาจนแทบเป็การขอร้อง
“คุณชาย ถือว่าข้าขอเถิด ด้านหลังครัวยังพอมีที่ให้หลบฝน ท่านย้ายไปนั่งตรงนั้นก่อน ข้าจะไม่คิดค่าอาหารมื้อนี้”
ลั่วจวินเงยหน้ามองเสี่ยวเอ้อร์
มือของอีกฝ่ายสั่นอยู่เล็กน้อย
นี่ไม่ใช่คนที่อยากไล่เขา
เป็คนที่กลัวว่าโรงเตี๊ยมของตนจะพังมากกว่า
ลั่วจวินจึงวางตะเกียบลง
เขาไม่ได้อยากมีเื่
อย่างน้อยก็ไม่ใช่เื่โต๊ะตัวหนึ่งกับฝนห่าหนึ่ง
มือขวาของเขาขยับไปแตะฝักกระบี่ข้างตัว กำลังจะลุกขึ้น
แต่ก่อนปลายนิ้วจะแตะสายคาดกระบี่ คันธนูหนึ่งคันวางลงบนโต๊ะ
เสียงคันธนูแตะไม้เบามาก
แต่พอให้ทั้งโต๊ะเงียบลง และวางคั่นอยู่ระหว่างมือของชายหน้าแผลเป็กับถ้วยชาของลั่วจวินพอดี
ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะเป็ชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับลั่วจวิน ใบหน้าสะอาด ดวงตานิ่งกว่าเสียงฝนด้านนอก เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มของเขาเปียกฝนเพียง่ไหล่ ทว่าอาวุธและท่าทางกลับเป็ระเบียบจนไม่เหมือนคนเพิ่งรีบวิ่งเข้ามาหลบฝน
แรงกดของเหยียนแผ่ออกมาเพียงชั้นเดียว
ชายหน้าแผลเป็รับรู้ได้ก่อนใครว่าแรงกดนั้นอยู่เหนือเขาหนึ่ง่
เข้าถึงขั้นกลาง
ไม่มากจนคนทั้งร้านหายใจไม่ออก
แต่พอจะกดแรงระดับเข้าถึงขั้นต้นของเขาให้จมลงทันที
ชายหน้าแผลเป็สีหน้าเปลี่ยน
คนที่มาด้วยกันเงียบลงพร้อมกัน
ชายหนุ่มผู้ถือธนูกล่าวเสียงเรียบ
“โต๊ะนี้มีคนนั่งแล้ว”
“เ้าเกี่ยวอะไร”
“ตอนนี้เกี่ยวแล้ว”
คำตอบนั้นสั้นเกินไป
สั้นจนคนถามไม่รู้จะต่อความอย่างไรให้ดูมีหน้าตา
ชายหน้าแผลเป็ขบกรามแน่น มือยังวางอยู่บนฝักดาบ แต่ไม่กล้าชักออกมา
ระดับเข้าถึงขั้นต้นสามคน หากลงมือพร้อมกันอาจสร้างปัญหาให้คนระดับเข้าถึงขั้นกลางได้บ้าง แต่ในโรงเตี๊ยมที่คนแน่นเช่นนี้ หากเริ่มก่อนแล้วพลาด ผู้ที่เสียหน้าจะไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม
ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายวางธนูลงอย่างสงบเกินไป ก็ยิ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่เพิ่งเข้ามาแสดงท่าเพื่อขู่
เขามั่นใจจริง
ความเงียบยืดออกไปอีกครู่หนึ่ง
ฝนด้านนอกเริ่มเบาลงพอดี
ชายหน้าแผลเป็แค่นเสียงในลำคอ
“วันนี้ถือว่าเ้าโชคดี”
เขาคว้าฝักดาบกลับ แล้วหันหลังเดินออกจากโรงเตี๊ยม คนอีกสองคนรีบตามไปโดยไม่พูดมากกว่าเดิม
เมื่อประตูปิดลง เสียงในร้านจึงค่อย ๆ กลับมา
เสี่ยวเอ้อร์ถอนหายใจเหมือนเพิ่งได้ชีวิตคืน รีบก้มศีรษะขอบคุณชายหนุ่มถือธนู แล้วหันมาขอโทษลั่วจวินอีกหลายคำ
ลั่วจวินเพียงพยักหน้าให้เขากลับไปทำงาน
จากนั้นจึงมองคันธนูบนโต๊ะ
ชายหนุ่มผู้ถือธนูหยิบคันธนูกลับไปวางข้างตัว แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับตำแหน่งนั้นเป็ของเขาั้แ่แรก
ลั่วจวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ที่แท้เ้าก็อยากได้โต๊ะ”
ชายหนุ่มคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ
“หากข้าอยากได้โต๊ะจริง รอให้เ้าลุกไปเมื่อครู่คงง่ายกว่า”
ลั่วจวินมองเขา
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
คนผู้นี้พูดไม่มาก แต่แต่ละคำเหมือนเลือกมาแล้วว่าจะทำให้คู่สนทนาตอบยากที่สุด
เสี่ยวเอ้อร์รีบนำถ้วยชาใบใหม่มาวางให้ผู้มาใหม่โดยไม่ต้องรอเรียก ก่อนถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
ชายหนุ่มหยิบขวดกระเบื้องเล็กใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้ววางไว้ข้างชามบะหมี่ของลั่วจวิน
“แผลที่ชายโครง หากปล่อยไว้ เกรงว่าคืนนี้เ้าคงนอนไม่หลับ”
ลั่วจวินเหลือบมองขวดกระเบื้อง
“แผลอะไร”
“ตอนเ้าจะลุก ไหล่ซ้ายขยับช้ากว่าปกติครึ่งจังหวะ” อีกฝ่ายตอบ “ตอนหายใจเข้าลึก ชายเสื้อฝั่งซ้ายไม่ขยับเท่าฝั่งขวา”
ลั่วจวินไม่แตะขวดยาในทันที
“เ้าเป็หมอหรือ”
“ไม่ใช่”
“เช่นนั้นเป็คนขายยาหรือ”
“ก็ไม่ใช่”
“แล้วเหตุใดจึงมียา”
ชายหนุ่มก้มมองคันธนูของตน
“คนที่เดินทางคนเดียว หากไม่มียา ก็เท่ากับหวังให้์เมตตาเกินไป”
ลั่วจวินฟังแล้วไม่เถียง
ประโยคนี้มีเหตุผลเกินกว่าจะเถียงเพียงเพื่อรักษาหน้า
เขาหยิบขวดกระเบื้องขึ้นมาดมกลิ่น
กลิ่นสมุนไพรไม่ฉุน มีรสเย็นเจืออยู่เล็กน้อย ดูไม่ใช่ของราคาถูก
“น้ำใจครั้งนี้ ข้าจะจำไว้”
“อย่าเพิ่งนับเป็น้ำใจ ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะให้เปล่า”
ลั่วจวินเงยหน้ามองเขา
“ดูเหมือนเ้ายังมีเื่ที่อยากจะพูด”
“มี” เขาตอบ “เพียงแต่ยังชั่งอยู่ว่า เป็เื่ที่ควรพูดหรือไม่”
“เอ่ยมาถึงเพียงนี้แล้ว เ้าก็พูดมาเถอะ”
ชายหนุ่มยิ้มออกมา ราวกับรอประโยคนี้อยู่แล้ว
“เ้ากำลังหาช่างตีดาบ”
ครั้งนี้ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นมองเขาเต็มตา
ชายหนุ่มไม่ได้หลบสายตา
“เมื่อครู่โต๊ะด้านในพูดถึงย่านตีเหล็ก เ้าหยุดตะเกียบสองครั้ง พอมีคนเอ่ยถึงร้านช่างจ้าว เ้าฟังนานกว่าประโยคอื่น”
ลั่วจวินกล่าวเสียงเรียบ
“เ้าสังเกตคนแปลกหน้าเก่งนัก”
“ในเมืองแปลกหน้า คนที่ไม่สังเกตคนอื่น มักถูกคนอื่นสังเกตก่อน”
ลั่วจวินมองเขาอยู่อีกครู่หนึ่ง
“เ้ารู้จักร้านตีดาบ?”
“รู้จักอยู่สองสามแห่ง” ชายหนุ่มตอบ “ข้าไม่ใช่คนเป่ยหลัว แต่อยู่ในเมืองนี้มาก่อนเ้าหลายวัน พอรู้ว่าร้านใดควรถาม ร้านใดควรเลี่ยง และร้านใดต่อให้ยืนอยู่หน้าประตูก็เสียเวลาเปล่า”
“เหตุใดจึงช่วยข้า”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
“เดินทางคนเดียวมานาน ย่อมรู้ว่าคนที่เดินทางคนเดียวเหมือนกันหาได้ยาก”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตามองลั่วจวินอย่างพิจารณา
“ยิ่งเป็คนที่อายุไล่เลี่ยกัน แล้วยังดูไม่ทำให้ข้าต้องคอยเก็บศพกลางทาง นับว่าไม่ค่อยพบ”
ลั่วจวินมองเขาเงียบ ๆ
“นี่คือคำชม?”
“ถือว่าใช่” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าเลือกใช้คำได้สุภาพที่สุดแล้ว”
ลั่วจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เ้าจึงคิดจะคบสหาย?”
“หากเ้าไม่รีบปฏิเสธ ก็ถือว่าลองดูก่อนได้”
นอกโรงเตี๊ยม ฝนเริ่มขาดเม็ดแล้ว
แสงเย็นหลังฝนส่องผ่านช่องประตูเข้ามาบนพื้นไม้ ทำให้รอยน้ำที่คนเหยียบเข้ามาเป็ทางยาวดูชัดขึ้น
“เ้าไม่ได้มาช่วยเพราะอยากได้โต๊ะจริงหรือ”
ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง
คราวนี้เสียงเบากว่าเดิม
“หากเ้ายังติดใจเื่โต๊ะ ข้าจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ให้ก็ได้”
“ไม่จำเป็”
“เช่นนั้นถือว่าเป็ค่าขวดยา”
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะใช้”
“เ้าใช้แน่”
คำตอบนั้นมั่นใจเกินไป
ลั่วจวินเลิกคิ้วเล็กน้อย
ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียง
“คนที่ไม่คิดใช้ยา จะไม่ดมกลิ่นก่อน”
ลั่วจวินเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วจึงเก็บขวดยาเข้าชายเสื้อ
“เ้าแซ่อะไร”
“หาน”
คำตอบนั้นทำให้ลั่วจวินมองเขานานขึ้นเล็กน้อย
ชายหนุ่มเหมือนเดาออก จึงกล่าวต่อเอง
“หานอวี้เซียว”
ลั่วจวินพยักหน้า
“ลั่วจวิน”
อวี้เซียวรับชื่อนั้นไว้ด้วยการพยักหน้าเพียงน้อย
พักหนึ่ง ลั่วจวินจึงเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อร์ที่เดินผ่านมาพอดี
“ที่นี่ยังมีห้องว่างหรือไม่”
เสี่ยวเอ้อร์ชะงัก ก่อนทำหน้าลำบากใจขึ้นมา
“หากจะเอาห้อง…เกรงว่าคืนนี้จะไม่ทันแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รีบกล่าว “ห้องชั้นล่างเต็มไปก่อนหน้านี้นานแล้ว ส่วนชั้นบนเมื่อครู่ก็เพิ่งมีคนจองห้องสุดท้ายไป”
ลั่วจวินขมวดคิ้วเล็กน้อย
อวี้เซียวเงยหน้าขึ้นทันที
“เต็มหมดแล้วหรือ”
“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ขอโทษซ้ำหลายครั้ง ก่อนรีบกลับไปต้อนรับลูกค้าคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาหลบฝน
ลั่วจวินเหลือบมองออกไปทางประตูโรงเตี๊ยม
ไม่ใช่เพียงโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ่นี้เป่ยหลัวมีคนจากหลายทางเข้ามาพัก ทั้งพ่อค้า ทั้งผู้ฝึก ทั้งคนที่มาเตรียมตัวเดินทางต่อ โรงเตี๊ยมใกล้ตลาดใหญ่จึงแทบไม่มีห้องว่างเหลือ
ลั่วจวินมองถนนด้านนอก
ฝนหยุดแล้ว แสงด้านนอกอ่อนลงมากแล้วจริง ๆ แม้ยังไม่มืดสนิท แต่เงาของชายคาและผู้คนบนถนนก็เริ่มทอดยาวปนกันไปหมด หากชักช้ากว่านี้อีก การหาที่พักใหม่คงยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม
หากต้องเดินหาที่พักในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เื่ยากเกินไป แต่ก็ไม่ใช่เื่ที่ควรเสียแรงโดยไม่จำเป็เช่นกัน
อวี้เซียววางถ้วยชาลง
“โรงเตี๊ยมที่ข้าพักอยู่ยังพอมีห้อง”
ลั่วจวินหันมามองเขา
“บังเอิญอีกหรือ”
“ไม่บังเอิญ” อวี้เซียวตอบ “ข้าถามไว้ก่อนออกมา”
คำตอบนั้นสั้นและตัดจบในตัวเอง
ลั่วจวินไม่ถามต่อ
เขารู้ดีว่าคนเดินทางทุกคนมีเื่ที่ยังไม่จำเป็ต้องพูด เช่นเดียวกับที่ตนเองไม่ได้บอกอีกฝ่ายว่ากระบี่เก่าข้างเอวมีสิ่งใดซ่อนอยู่
อวี้เซียวลุกขึ้น
“หากจะไปย่านตีเหล็ก พรุ่งนี้เช้าค่อยไป วันนี้ฟ้ามืดแล้ว ร้านที่ควรถามส่วนใหญ่คงปิดปากเร็วกว่าปิดประตู”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นมองสหายที่ยังไม่แน่ใจว่าสามารถเรียกว่าสหายได้หรือยัง
“เ้าดูแน่ใจว่าข้าจะไปกับเ้า”
อวี้เซียวมองเขา แล้วมองโรงเตี๊ยมที่แน่นจนแทบไม่มีที่ยืน
“ถึงอย่างไร เ้าก็ยังต้องหาที่พักอยู่ดีมิใช่หรือ”
ลั่วจวินเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงลุกขึ้น
“นำทาง”
อวี้เซียวหยิบคันธนูพาดบ่า แล้วเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปก่อน
ลั่วจวินวางเงินค่าอาหารของตนเองไว้บนโต๊ะ ไม่แตะต้องส่วนของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ก่อนตามออกไปใต้ฟ้าหลังฝน
ถนนหินของเป่ยหลัวยังเปียกวาว แสงจากตะเกียงสองข้างทางสะท้อนอยู่ในแอ่งน้ำเล็ก ๆ เป็จุด ๆ ผู้คนที่หลบฝนเมื่อครู่เริ่มกลับออกมาอีกครั้ง เสียงเมืองค่อย ๆ ฟื้นขึ้นราวไม่มีสิ่งใดหยุดมันไว้ได้นาน
ใต้ชายคาร้านรวง ข่าวเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนมือเร็วกว่าน้ำฝนที่ไหลลงร่องหิน พ่อค้าคนหนึ่งเล่าว่าขบวนทางใต้เพิ่งถูกปล้น คนฟังอีกคนถามชื่อขบวนก่อนถามจำนวนคนเจ็บเสียด้วยซ้ำ
อวี้เซียวเดินนำไปตามถนนสายรองที่แยกออกจากถนนหลัก
เขาเดินอย่างคนคุ้นทางพอสมควร แต่ไม่ได้ชี้ชวนหรือพูดไม่หยุด มีเพียงบางครั้งที่เหลือบมาดูว่าลั่วจวินตามอยู่หรือไม่
“เ้าเงียบกว่าที่ข้าคิด”
“เ้าเองก็พูดมากกว่าที่ข้าคิด”
อวี้เซียวหัวเราะเบา ๆ
“ข้าพูดมากหรือ”
“ใช่ หากเทียบกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน”
“เป็เ้าที่พูดน้อยมิใช่หรือ ไม่ใช่ข้าที่พูดมากความ”
ลั่วจวินเหลือบมองเขา
“คงงั้น”
อวี้เซียวมุมปากขยับขึ้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบ
ถนนยิ่งลึกเข้าไป แสงไฟก็ยิ่งห่างกันขึ้น
จากร้านรวงที่เปิดหน้าติดถนน ค่อยกลายเป็แนวกำแพงเตี้ยและบ้านไม้ที่เงียบกว่าด้านหน้า บานประตูบางหลังปิดเพียงครึ่งเดียว รอยน้ำไหลจากชายคาเป็เส้นยาวลงบนผนังไม้ เสียงของเมืองยังคงมีอยู่ แต่เหมือนถอยออกไปไกลขึ้นทุกที
เป่ยหลัวดูคึกคักบนถนนใหญ่ ทว่าเพียงเลี้ยวเข้าซอยรองไม่กี่่ เสียงหัวเราะและเสียงต่อรองก็ถูกกำแพงกลืนลง เหลือเพียงเสียงหยดน้ำจากชายคากับกลิ่นอับชื้นของตรอกแคบ
แล้วลั่วจวินก็ได้กลิ่นเื
ไม่มาก
แต่สด
อวี้เซียวชะลอฝีเท้าลงในจังหวะเดียวกัน มือข้างหนึ่งแตะคันธนูที่สะพายอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองสบตากันเพียงแวบเดียว
จากนั้นจึงเร่งฝีเท้าไปตามกลิ่นนั้นพร้อมกัน
ลานเล็กกลางตรอกเงียบกว่าที่ควรจะเป็
ไม่มีเสียงด่าทอ ไม่มีเสียงข่มขู่ ไม่มีแม้แต่คำพูดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มีเพียงความตึงที่กดอยู่เหนือคนสองคนซึ่งยืนประจันหน้ากันอยู่
ข้างรั้วด้านหนึ่ง ร่างคนสองร่างนอนจมกองเื กลิ่นคาวสดที่ลอยคละในอากาศมาจากตรงนั้นเอง
คนหนึ่งยืนหันหลังให้ลั่วจวินกับอวี้เซียว ร่างสูงไหล่กว้าง มีดคู่ในมือสะท้อนแสงเย็นวาบเป็ระยะ
แก่นพลังเสวียนเทาดำแผ่ออกจากร่างนั้นโดยไม่คิดปิดบัง มันเย็น ลึก และหนักพอจะทำให้ลั่วจวินรับรู้แรงกดได้ทันที แม้เขายังอ่านระดับอีกฝ่ายไม่ได้โดยตรง
คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็สือชิง
อวี้เซียวมองภาพนั้นอยู่เพียงครู่เดียวก็ประเมินคร่าว ๆ ได้แล้ว
ในััของเขา คนถือมีดคู่ตรงหน้าอยู่ระดับเข้าถึงขั้นปลาย
ส่วนพ่อค้าฝั่งตรงข้าม ในััของเขาอยู่เพียงระดับััขั้นต้น
เพียงเท่านี้ ในสายตาของอวี้เซียวก็ชัดแล้วว่า หากลงมือขึ้นมาจริง คนที่เสียเปรียบย่อมเป็สือชิง
ลั่วจวินยังไม่ขยับในจังหวะแรก
เขาไม่สามารถััระดับพลังของผู้อื่นได้ชัดเท่าอวี้เซียว สิ่งที่เขาเห็นจึงมีเพียงท่าที น้ำหนักการยืน จังหวะการหายใจ และความกดดันที่แผ่ออกมาในสนาม
หลายอย่างบอกเขาว่าสือชิงไม่เหมือนพ่อค้าธรรมดา
คนผู้นี้ไม่ควรเป็เพียงผู้ที่ถูกไล่ต้อนจนไร้ทางสู้
แต่อวี้เซียวเห็นต่างออกไป
เบื้องหน้ามีร่างคนสองร่าง มีผู้ใช้เสวียนระดับเข้าถึงขั้นปลายถือมีดคู่ และมีพ่อค้าผู้หนึ่งยืนอยู่ในระยะคมอาวุธ
เพียงเท่านี้ก็พอให้ตัดสินใจแล้ว
โล่เล็กเลื่อนขึ้นรับแสงโคม
คันธนูในมืออวี้เซียวหมุนกลับเข้าที่
แก่นพลังเหยียนกดแน่นลงใต้ฝ่าเท้า
วินาทีถัดมา เขาก็พุ่งเข้าไปกลางวงปะทะ
คมมีดคู่ของชายผู้นั้นพลิกวาบเข้าหาเขาพอดี