ไลฟ์สด ปลดพลังเวทย์

    เรื่องบังเอิญหรือจงใจ

    ฉันได้กลิ่นเหล้าคลุ้งออกมาจากตัวของเขา เขาพูดพร้อมกับหัวเราะออกมา “ผู้หญิงของตะวัน ผมอยากรู้นักว่าสวยสักแค่ไหนกัน เขาถึงปกป้องขนาดนี้”            พศินใช้มือดึงหน้ากากของฉันออก มันเกิดขึ้นโดยที่ฉันไม่ทันจะได้ตั้งตัว “อย่านะ” ฉันทำได้เพียงร้องออกมา เมื่อได้เห็นใบหน้าของฉัน เขามีสีหน้าตกใจและคลายมือออกปล่อยฉันออก “ทำไมหน้าคุณถึงเป็นแบบนี้ มันน่าเกลียดจัง”            ฉันพยายามที่จะหนีเขา แต่เขาก็วิ่งมาขวางฉันเอาไว้ เขายังพูดต่อ “สงสัยไอ้ตะวันจะมีรสนิยมชอบของแปลก หรือว่ามันจะเบื่อผู้หญิงสวยๆแล้ว” เขามองฉัน “ถึงหน้าตาจะไม่สวย แต่หุ่นของคุณมันน่าจะเซ็กซี่ใช่ย่อยนะ”            คำพูดของเขา สายตาของเขายิ่งทำให้ฉันกลัว ฉันไม่ได้แต่งตัวโป๊ล่อเสือล่อตะเข้อะไร ทำไมเขาพูดจาแทะโลมฉันถึงขนาดนี้ พวกผู้ชายพวกนี้เห็นผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องบำบัดทางเพศเท่านั้นหรือ            “หรือคุณแซ่บ ลีลาดีจนทำให้ไอ้ตะวันมันหลงได้กันนะ” ดวงตาของเขายังเลาะเล็มไม่หยุด “ชักอยากจะลองบ้างแล้วสิว่ามันจะแปลกกระตุ้นอารมณ์สักแค่ไหนกันเชียว”            ฉันก้มหน้าหลบสายตาของเขาและพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ ทันใดนั้นตะวันก็รี่เข้ามา            “หยุดนะพศิน ปล่อยเธอ” ตะวันร้องบอก แต่พศินพูดออกมาว่า “ผู้หญิงคนนี้มีดีอะไร นายถึงได้ปกป้อง”            ไม่ทันสิ้นเสียง ตะวันพุ่งเข้ามาชกเข้าที่ใบหน้าของพศินจนเซถลาออกไป พศินโกรธมากและกระโจนเข้าไปโรมรันพันตูกับตะวัน            แต่ดูท่าทางแล้วพศินเป็นเพียงอันธพาลที่ไร้ชั้นเชิงศิลปะการต่อสู้ เขาถูกตะวันชกแล้วชกเล่าจนล้มลงไปกองที่พื้นอย่างสิ้นท่า นอนร้องโอดโอย            “ไอ้ตะวัน ฉันจะไปบอกลูกพี่ของฉันให้มาจัดการแก จำไว้” พศินขู่อาฆาตมาดร้าย            ตะวันเหลือบมองชายที่นอนตัวงออยู่ที่พื้นด้วยสายตาครุกรุ่น “ฉันก็อยากรู้นักว่าลูกพี่ของแกจะแน่สักแค่ไหน”            เขาเอื้อมมือมาจับมือฉันแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ” ฉันเดินออกมาโดยที่มีมือของตะวันจูงออกมา            “ทำไมคุณปล่อยให้เขาทำแบบนี้กับคุณ” ตะวันต่อว่าฉัน            “ฉันจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ล่ะ ฉันเป็นผู้หญิงนะจะไปสู้กับเขาได้ยังไง หรือคุณไม่ได้เห็นฉันเป็นผู้หญิง ตะวัน” ฉันต่อว่าเขา            ตะวันนิ่งเงียบ มองฉันด้วยแววตาสงสาร ไม่! ฉันไม่ชอบให้ใครมาสงสาร ความสงสารมันทำร้ายฉันมากเสียยิ่งกว่าคำดูถูกเสียอีก            ระหว่างทางที่เขาขับรถมาส่งฉันที่บ้าน เราทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย บรรยากาศในรถมีแต่ความเงียบงัน            เมื่อถึงบ้าน ฉันก็ฝึกการนั่งสมาธิต่อ ฉันต้องการที่จะควบคุมระดับจิตญาณของฉันให้นิ่งและแข็งแกร่งขึ้น ฉันต้องเข้มแข็งที่จะปกป้องตัวเอง จวบจนรุ่งสางพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า สาดส่องแสงแดดอ่อนๆผ่านหน้าต่างเข้ามา พร้อมด้วยดวงแสงสีแดงกลมโตลอยเข้ามาที่ฉัน ฉันเอื้อมมือไปประคองมันมาและมันก็เคลื่อนเข้าสู่ร่างกายของฉัน อา...พลังที่ฉันได้รับนี้มันคืออะไร ฉันรู้สึกดีเหลือเกิน            คัมภีร์ที่รัตติกาลส่งมาให้ฉันมีจำนวนหลายหน้า เป็นวิชาต่างๆที่ฉันต้องเรียนรู้ เธอบอกว่าอย่าเร่งรีบที่จะฝึกฝนจนเกินไปนัก ไม่เช่นนั้นแล้วมันอาจจะเป็นอันตรายต่อฉันได้            คืนต่อมาตะวันมารับฉันที่บ้านเพื่อไปยังโรงแรมเทวี โฮเต็ล เพียงแค่ย่างก้าวแรกที่ผ่านล็อบบี้เข้ามา ฉันก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง            “คุณเป็นอะไร” ตะวันเอื้อมมือมาจับที่ไหล่เมื่อเห็นว่าฉันหยุดนิ่งไป            “ไม่มีอะไร” ฉันบอกเขา เพราะฉันไม่แน่ใจในสิ่งที่รู้สึก            โรงแรมแห่งนี้ยังเปิดให้บริการอยู่ แต่มันวังเวงมากราวกับว่าไม่ค่อยมีคนมาพัก เราเดินมาถึงหน้าลิฟต์และขึ้นไปยังชั้นที่ 14 ตะวันจัดการทุกอย่างไว้รอฉันแล้ว            โถงทางเดินมีเพียงแสงไฟสลัวๆ ห้องเป้าหมายที่เราจะไปกันคือห้องที่อยู่ริมสุดทางเดิน ห้องหมายเลข 1414            เรามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้อง ฉันเริ่มการไลฟ์สด เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ผู้ชมก็เข้ามากันมากกว่าหนึ่งร้อยคน “สวัสดีทุกๆคน วันนี้เราจะมากันที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าผีดุที่สุด” ฉันเกริ่นนำอย่างเคยชิน            (มาแล้วๆ รายการผีอันดับหนึ่ง)            (มาทันมั้ยนี่ เพิ่งเริ่มใช่มั้ย)            ยังไม่ทันได้เริ่มเข้าไปภายในห้อง ยอดโดเนทของฉันก็พุ่งพรวดๆ ฉันจึงเริ่มพูดต่อ “และที่เรากำลังยืนอยู่นี้คือห้องหมายเลข 1414 ห้องต้นเรื่อง ที่เคยมีผู้เข้ามาพักฆ่าตัวตายในห้องนี้ มันคือจุดเริ่มต้นของความเฮี้ยน”            ฉันพูดถึงความเป็นมาของห้องหมายเลข 1414 และหันกล้องไปที่ตะวัน “วันนี้เรามีแขกรับเชิญคนเดิมมาร่วมกับเรา ไม่รู้ว่าผู้ชมจะเรียกคุณว่าอะไรดี”            “เรียกผมว่าชายนิรนามก็แล้วกัน” ตะวันบอก            (อปป้ามาแล้ว)            (หล่อมาก กล้ามแน่น)            (ห้องหมายเลข 1414 เลขห้องก็ขนลุกแล้ว เลข 4 ในความเชื่อชาวจีน สี่ แปลว่า ซี้ น่ากลัวมาก)            “คืนนี้เราจะมาพิสูจน์กันว่า ห้อง 1414 นี้จะเฮี้ยนอย่างที่เขาร่ำลือกันจริงๆไหม” ฉันพูดและถ่ายไปยังประตูห้องที่มีตัวอักขระสลักเอาไว้            (ประตูห้องมีเขียนยันต์ไว้ด้วย)            (ถ้าคุณถ่ายชายนิรนามของฉันบ่อยๆนะ ฉันจะโดเนทหมดกระเป๋าเลย)            ฉันเปิดประตูเข้าไป ตะวันเปิดไฟภายในห้อง ลมเย็นวูบผ่านเราไป ฉันจึงบรรยายให้ผู้ชมฟัง แต่มันอาจจะเป็นแค่ลมที่เกิดจากความกดอากาศตอนที่เราเปิดประตูก็ได้ ฉันพยายามคิดในแง่ดี บางครั้งมาล่าท้าผีก็ไม่ต้องเจอผีทุกครั้งก็ได้นะ ฉันไม่ไหวจะเคลียร์            โรงแรมเทวี โฮเต็ล เป็นโรงแรมหรูระดับห้าดาว ภายในห้องตกแต่งอย่างสวยงาม อากาศภายในห้องเย็นยะเยือก            “ตอนนี้ยังเป็นเวลาสามทุ่ม เดี๋ยวเอาไว้เที่ยงคืนฉันจะกลับมาไลฟ์สดอีกครั้งนะ” ฉันปิดไลฟ์สดลงชั่วคราวและพูดกับตะวันว่า “ยังพอมีเวลา ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย ฉันจะลงไปซื้ออะไรมากินเพื่อรอเวลาสำหรับคืนนี้”            ตะวันพยักหน้า ฉันบอกให้เขารออยู่ในห้อง ส่วนฉันก็ออกไปนอกโรงแรมเพื่อซื้ออาหารกล่องขึ้นมา ขณะที่ฉันกำลังเดินขึ้นลิฟต์ ขณะที่ประตูกำลังจะปิดลง จู่ๆก็มีมือใครบางคนมาขวางประตูลิฟต์เอาไว้ ฉันหันไปดูแล้วก็ต้องตกใจ เขาคือชายเจ้าของบ้านที่ฉันไปทำความสะอาดและฉันมีเรื่องมีราวกับเขาจนฉันโดนไล่ออกจากงานแม่บ้าน เขาเกลียดฉันมาก ฉันรู้มาว่าเขาชื่อว่าพิทักษ์ เป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง เขาเดินเข้ามาภายในลิฟต์ และยืนอยู่ข้างๆฉัน            ฉันเห็นดังนั้นก็รีบก้มหน้าลง เขาน่าจะจำฉันไม่ได้ ประตูลิฟต์ปิดลงและลิฟต์ก็ค่อยๆเคลื่อนที่ขึ้นไป มือของฉันชุ่มไปด้วยเหงื่อ ฉับเหลือบมองเขา แม้เขาจะดูเป็นคนมีอายุ แต่เขาก็ดูร่างกายกำยำแข็งแรง ในกระเป๋าฉันมีกริชอยู่ในนั้น ถ้าเขาจำฉันได้และทำร้ายฉันอีกครั้ง ฉันจะต่อสู้เขาได้ทันหรือเปล่า ฉันได้แต่หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้น เพราะเอาเข้าจริงๆฉันคงไม่สามารถสู้เขาได้            “คุณใช้น้ำหอมอะไร” จู่ๆเขาก็พูดกับฉัน ฉันตัวสั่นเทาไปหมดและพยายามหลบสายตา            “ผมถามว่าคุณใช้น้ำหอมอะไร” เขาพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงดุดัน            “ฉ..ฉันไม่ได้ใช้น้ำหอม” ฉันตอบเสียงสั่น เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ประตูลิฟต์เปิดออก ฉันจึงรีบเดินออกมา แต่เขาเดินตามฉันมาข้างหลังติดๆ ฉันเร่งฝีเท้าไปจนถึงหน้าห้อง 1414 เสียงเปิดประตูดังมาจากห้องข้างๆ หมายเลข 1412 นายพิทักษ์พักอยู่ที่ห้องข้างๆเราหรือนี่นี่มันคือเรื่องบังเอิญใช่ไหม ฉันไม่อยากจะคิด