ตุ๊กตาจากแดนหมีขาว

    ตอน 20 / 20 - ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (อวสาน)


    ตอน 20

    ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    (อวสาน)



    'Sureerat Suksuangsawan ได้อัพเดตรูปโปรไฟล์ของเธอ'


    แก้มนุ่มซบผิวจอมือถือ รำพันกับตนเองแผ่วเบา


    “ฉันอยากให้ทุกคนได้รู้จักลอริสจัง...”


    หญิงวัยสี่สิบแปดวางมือถือข้างแจกันกุหลาบแดง เอื้อมสัมผัสช่อกุหลาบขาวที่วางเคียงเกรงจะหลงลืมเมื่อออกจากบ้าน พลางเงยหน้ามองประตูเลื่อนเพื่อรอคอยแขกมาเยือน


    ชุดเดรสสวมแขนยาวขาวผุดผ่อง กระโปรงบานยาวสลวยคลุมน่อง รองเท้าส้นสูงคู่ขาวเข้ากันช่างสง่า ตั้งใจสวมใส่ครั้งนี้เพื่อวันสำคัญวันนี้


    เสียงทักจากชายผมหงอกวัยเจ็ดสิบ “รอลุงสานิตย์อยู่หรอ เดี๋ยวก็มาแล้วนะ”


    “ค่ะ...” สุรีย์รัตน์แย้มสบตา ก่อนนึกอะไรบางอย่างได้จึงคว้ามือถือแล้วเปิดให้พ่อดู “พ่อคะ... หนูเจอแล้วค่ะ ที่เคยเล่าเรื่องสาวรัสเซียผมยาว”


    เพียงชั่วอึดใจ สุรีย์รัตน์เปิดอินสตาแกรมที่มีแอ็กเคานต์ของหญิงสาวชาวรัสเซีย สาวผมยาวถักเปียและปล่อยผมสยายสลับโอกาส ยิ่งมองยิ่งเหมือนราพันเซล พรรณนาพรั่งพรูความงามให้พ่อได้ซึมซับ


    “สวยไหมคะ... คนนี้หนูชอบมาก คนรัสเซียเลย ผมยาวเหมือนราพันเซลมาก ๆ ไว้ผมม้าน่ารักด้วยค่ะ ดูไม่แก่เลย น่าจะสามสิบปลายแล้ว”


    “ผมยาวสวยจัง หน้าหวาน มองแล้วน่ารักมาก ๆ” เกริกไกรชมไปแย้มไป “ใช่ที่ลูกบอกว่ามองรูปคนนี้แล้วคิดถึงน้องลอริสขึ้นมาทุกทีไหม”


    “ใช่เลยค่ะพ่อ” สุรีย์รัตน์ตอบหนักแน่น “น้องลอริสอยากเป็นราพันเซลมากนะคะ ผมม้าของน้องก็สวย ถ้าหนูได้ดูแลไปอีกยาวนาน น้องก็จะผมยาวแบบสาวรัสเซียคนนี้เลยค่ะ”


    “ลอริสก็สาวรัสเซีย ต้องสวยแบบคนนี้แน่ ๆ เลย” พ่อหลับตาระลึกมโนภาพสวยงามแม้ไม่อาจเป็นจริง


    “ใช่ค่ะพ่อ... ถ้าลอริสยังอยู่กับพวกเรา อายุสี่สิบห้าสี่สิบหก ก็จะสวยแบบนี้เลยค่ะ น่ารักมาก” น้ำเสียงลูกสาวคล้ายช่วยเติมพลังใจกลาย ๆ


    “อ๊ะ.. รถเก๋งจอดหน้าบ้าน...” เกริกไกรแหงนมองรถคันสีดำที่มาเยือน “ลุงสานิตย์คงมาแล้ว”


    “เดี๋ยวหนูไปเปิดประตูให้ค่ะ...”


    “ผมไปเปิดเองครับ” คีรีอาสาแทนแล้วรีบเดินไปเปิดประตูเลื่อน


    ไม่ช้ารถของแขกที่คุ้นเคยก็เคลื่อนเข้าเขตบ้าน สานิตย์และลูกชายที่ช่วยขับรถก้าวออกมาพร้อมกัน


    พอมีแขกเหรื่อจากบ้านอื่นมาเยือนเช่นนี้ ย่อมรู้ดีว่าทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตามสถานการณ์โรคระบาด ยืดเยื้อข้ามแรมปีจนชาชินกับวิถีชีวิตนิวนอร์มัล


    สองพ่อลูกและคีรีต่างยกมือไหว้ผู้ใหญ่ใจดี


    “สวัสดีครับพี่สานิตย์” เจ้าของบ้านประเดิมเอ่ยต้อนรับ


    “สวัสดีค่ะสารวัตร” ลูกสาวเอ่ยนอบน้อม


    สานิตย์ยิ้มเคล้าหัวเราะเบา ๆ “โอย เรียกลุงก็ได้ น้ำเอ๊ย... ลุงเกษียณหลายปีแล้ว หวัดดี หวัดดีนะ น้องเกริก หลานน้ำ และก็พ่อหนุ่มหลานเขย”


    ชายอายุเจ็ดสิบหกยศพันตำรวจโทนั่งเคียงโต๊ะรับแขก เกริกไกรนั่งไม่ห่างแย้มทายทัก “สุขภาพยังแข็งแรงดีนะพี่”


    สานิตย์พยักหน้า “ก็มีป่วยบ้างนิดหน่อยแต่หายแล้ว โชคดีที่ไม่ติดโควิด สบายดีนะน้องเกริก”


    เจ้าของบ้านตอบรับ “สบายดีครับ”


    “พักดื่มน้ำก่อนค่ะลุงสานิตย์” สุรีย์รัตน์เสิร์ฟน้ำเย็นแก้วใสวางบนโต๊ะรับแขก คีรีก็บริการน้ำดับกระหายให้ลูกชายสารวัตรที่ช่วยขับรถพามา


    ชั่วขณะหนึ่งพอให้ผ่อนคลายร่างกายแขกผู้เยี่ยมเยือน สานิตย์เริ่มพรรณนาถึงภาพความหลัง


    “ไม่ได้เยือนบ้านนี้เสียนาน ตอนแรกก็เกือบหลงเข้าผิดซอย ดีนะที่น้ำส่งพิกัดผ่านไลน์ให้ลูกชายตอนโทร.ถามเลยมาถูก อายุเยอะก็เริ่มหลงลืมซะแล้ว”


    “พี่สานิตย์... ผมเองก็เหมือนกัน จำยากลืมง่ายบ่อยเลย” เกริกไกรช่วยปลอบเพื่อนรุ่นพี่ที่นับถือ


    เพียงไม่ช้าคล้ายสานิตย์อยากชักนำหนึ่งสิ่งอดีตสุดสำคัญ


    “ผมนำนี่มาคืน...” สานิตย์หยิบใบกระดาษพับดูคร่ำคร่าออกจากซองหนัง สองพ่อลูกก็ร้องอ๋อทันทีเมื่อคนยศใหญ่คลี่มันออกมา


    “กระดาษนี่... ที่พี่สานิตย์ทำพิเศษแนบปั๊มรับรองให้ลอริสผ่านเข้าเมือง...” เกริกไกรเริ่มพรั่งพรูพรรณนาดั่งท่องจำ “เขียนหมายเหตุเต็มเลย ห้ามพาไปที่อื่นนอกจากบ้านนี้และโรงพยาบาล ให้เรียนหนังสือและพามารายงานตัวเมื่อหายป่วย ห้ามพาหนีเอยต่อมิอะไรเอย สั่งมาเยอะเลย”


    “ลุงสานิตย์อุตส่าห์มาปั๊มผ่านแดนถึงที่บ้าน หนูเกรงใจมากเลยค่ะตอนนั้น” สุรีย์รัตน์กล่าวนอบน้อม


    “เรื่องเล็กน่า ถ้าต้องแหกกฎแล้วทำให้ชีวิตคนรอดก็เต็มใจนะ น้องวนัสก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใช่ย่อยนะ ไม่ได้วนัสนี่สื่อสารกันโคตรลำบากเลย”


    “จริงด้วยค่ะ อาวนัสเก่ง ขอบคุณที่คุณลุงส่งข่าวบอกพ่อกับหนูด้วยนะคะเรื่องที่อาวนัสป่วย เสียดายเหลือเกิน”


    “อืม.. ช่วยไม่ได้เนอะ... อายุคนเรา ชีวิตเอย เฮ้อ...” สานิตย์ทอดถอนใจถวิลอดีตลูกน้อง ก่อนยื่นใบกระดาษเก่าให้หญิงสาววัยสี่สิบแปด


    “เอ้า... รับไปสิ”


    สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้ รับแผ่นกระดาษพับแล้ววางลงก่อนนำแท่นหินอ่อนเสียบปากกาซ้อนทับ “งั้นหนูวางบนชั้นกระจกตรงนี้ก่อนนะคะ กลับมาค่อยเอาไปเก็บรวมกับเล่มพาสปอร์ตในห้องลับค่ะพ่อ”


    เกริกไกรพยักหน้าพลางบอก “พ่อจะช่วยจำด้วยคนนะ กันน้ำลืม”


    ในความรู้สึกสานิตย์ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทั้งหมดมาแต่แรก ตั้งแต่ทำงานตรวจคนเข้าเมืองจนเกษียณ ก็มีน้องรัสเซียคนนี้นี่แหละที่น่าประทับใจที่สุด


    ความกรุณาของสารวัตรวัยเกษียณผู้นี้ดั่งพลิกชะตา ทำให้ทั้งเกริกไกรและสุรีย์รัตน์ได้ดูแลหญิงสาวจากแดนไกลดุจนางฟ้า ได้ต่อชีวิตลอริสให้ได้อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของสองพ่อลูกแห่งบ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' แม้สุดท้ายไม่อาจยื้อชีวิตต่อลมหายใจได้เลย


    ชั่วขณะพักจิบน้ำ สานิตย์เล่าถึงปรัชญาตนเองให้สองพ่อลูกและคีรีรับรู้


    “เหตุการณ์ของน้องรัสเซียที่น่าเห็นใจนั้น ขึ้นอยู่กับผมโดยแท้ ผมมานึกดู ระหว่างกฎเกณฑ์หลักการ กับ มโนสำนึก ผมกลับเลือกอย่างหลัง ปล่อยให้น้องได้อิสระตามที่น้องเลือก ไม่สนผลที่ตามมาว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งหัวหน้าสายตำรวจที่ผมยื่นเรื่องหารือนั้น พวกเขาตอบมาเพียงว่า ให้ผมตัดสินใจเลือกเสี่ยงเอง ผมก็เลยเสี่ยง โชคดีจริง ๆ น้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ลูกหลานพวกก่อการร้าย ผมดีใจนะ ได้ช่วยชีวิตคน แม้ว่า น้องสู้กับตัวเองได้อีกไม่กี่เดือนก็ต้องจากไป”


    เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ยกมือไหว้กล่าวขอบคุณผู้มีเมตตาพร้อมกัน


    “ขอบคุณพี่สานิตย์จริง ๆ ครับ”


    “ขอบคุณคุณลุงมากค่ะ ขอบคุณในความกรุณาต่อน้องลอริส”


    “ไปกันดีกว่ามั้ย จะสามโมงเช้าแล้ว เดี๋ยวถึงที่โบสถ์ช้า ไกลอยู่นะ สุขุมวิท” สานิตย์ออกปากชวนเมื่อสมควรแก่เวลา


    สองพ่อลูกสาวตอบตกลง สุรีย์รัตน์หยิบช่อกุหลาบขาวที่เตรียมไว้พร้อมออกเดินทาง


    รถเก๋งสีดำค่อยเคลื่อนถอยออกจากเขตบ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' มุ่งหน้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ที่น้อยหนจะได้เยือน มานึกดูก็เกือบห้าปีแล้วที่เกริกไกรและสุรีย์รัตน์ไม่ได้ก้าวย่าง ที่นั่นจะแปรเปลี่ยนไปบ้างไหมหนอ


    รถเคลื่อนช้าและเร็วตามสภาพการจราจร สองหนุ่มวัยใกล้กันคีรีและลูกชายสานิตย์เริ่มพูดคุยทำความรู้จัก ด้านหลังนั่งเคียงสามชีวิตต่างสนทนาเรื่องเก่าเก็บอยากหวนระลึก หีบความทรงจำจะมีเก็บสักกี่ใบก็คล้ายอยากเปิดออกมาบอกเล่าให้หมด


    “ตอนนี้เราจะยิ้มก็ยังดูออก ดูกันง่ายผ่านแววตา ยิ้มใต้หน้ากากดูยังไงก็ยังรู้ว่ายิ้ม” สานิตย์พรรณนาวิถีชีวิตคนเราที่เปลี่ยนไป


    “ตอนนี้พี่กำลังยิ้มผมยังรู้เลยครับ” เกริกไกรเอ่ยแช่มชื่น พลางมองลูกสาวที่เริ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ผ่านหน้ากาก


    “โอย.. โดนยิงคำถามกระหน่ำเลย ตอบไม่ทันแล้ว” สุรีย์รัตน์บ่นอุบขณะหยิบมือถือดูข้อความเมื่อสัญญาณสั่นแจ้งเตือนไม่ขาด บนตักยังมีช่อกุหลาบขาวที่พ่อคอยช่วยจับไว้เกรงว่าจะร่วงหล่น


    “ไปโพสต์อะไรไว้ล่ะลูก” เกริกไกรถามไถ่อยากรู้ เพียงแต่สายตาไม่จดจ้องจอมือถือลูกสาวดั่งขอรักษามารยาท


    “ก็ก่อนลุงสานิตย์มาสักสิบนาที หนูโพสต์เปลี่ยนรูปโพรไฟล์เฟซบุ๊กของแอ็กเคานต์ใช้ประจำที่ไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล หนูเลือกรูปเมื่อสามสิบปีก่อนค่ะ”


    “รูปไหนหรอ...” พ่อถามซักอีกเคล้าตื่นเต้น


    “รูปหนูกับลอริสไงคะพ่อ...” สุรีย์รัตน์ตอบไปยิ้มไป “รูปที่พ่อถ่ายเองกับมือ ชุดขาวที่หนูกับลอริสสวมใส่นั่งเคียงจับมือกันที่สวนหย่อมน่ะค่ะ”


    “อ๋อ รูปยอดฮิตของพวกเราน่ะเอง” ฝ่ายพ่อใส่มุกตลก “พ่อถือช่อกุหลาบแทนนะ ลูกจะได้ใช้มือถือสะดวก”


    “ขอบคุณค่ะ” สุรีย์รัตน์แย้มยินดี


    “น้องชื่ออะไรนะ ลอริส หรอ... ลุงก็จำไม่ได้ซะที คนสำคัญแท้ ๆ” สานิตย์ตัดพ้อตนเอง


    “หนูกับพ่อก็ขี้หลงขี้ลืมเหมือนกันค่ะ คุณลุงคะ” คำปลอบจากสุรีย์รัตน์คล้ายอยากให้สานิตย์อย่ากังวล “เป็นปกติค่ะ ชื่อน้องถ้าไม่เรียกบ่อย ๆ ก็ลืมง่ายเลยค่ะ หนูยังจำได้แต่ชื่อ จะจำนามสกุลน้องก็จำไม่ได้ซะที ต้องจดลงกระดาษใส่กระเป๋าสตางค์เลย แต่บางทีพอหนูนึกชื่อน้องไม่ออก ก็จะเรียก 'น้องแหม่ม' แทน ฟังแล้วน่ารักดี”


    สักครู่คล้ายลูกสาวเพิ่งนึกบางอย่างออก เกรงจะหลงลืมจึงรีบหันมาบอกเกริกไกร


    “พ่อจำเพื่อนหนู มิ้นท์ ฝ้าย ปู ได้ไหมคะ ที่หนูเชิญมาร่วมสังสรรค์กันตอนที่พ่อจัดงานคริสต์มาสให้น้องลอริส” สุรีย์รัตน์รำพันปลาบปลื้ม “พอมาเห็นรูปหนูกับลอริสในเฟซบุ๊กก็พากันดีใจ ตอบกลับมาว่าคิดถึง จำน้องได้ น้องน่ารักมาก ๆ หนูก็เลยบอก ตอนนี้กำลังไปเยี่ยมน้องที่สุสาน พวกเขาบอก อยากไปเยี่ยมกันใหญ่เลย เพื่อนหนูเหลือปูคนเดียวยังสาวโสด ไว้ผมยาวสวยถึงเข่าด้วยค่ะ”


    “จำได้ จำแม่นเลย วันนั้นอบอุ่นจริง ๆ เพื่อนลูกน่ารักกันทุกคน ฝากขอบคุณเพื่อน ๆ ด้วยนะลูก” เกริกไกรผลิแย้มอ่อน ๆ “คริสต์มาสปีนั้นที่พ่อตั้งใจจัดให้ ลอริสก็มีความสุขถึงแม้ไม่ยิ้ม พ่อก็ยังดูออกเลย วันนั้นเป็นวันที่วิเศษมาก ๆ”


    ลูกสาวยิ้มแก้มปริพยักหน้า ก้มตอบข้อความที่ถูกกระหน่ำถาโถมคำถามไม่หยุด


    “โห... เกือบร้อยเลิฟแค่ไม่ถึงชั่วโมง อะไรกันนี่...” สุรีย์รัตน์อุทาน “คนกดไลก์กับว้าวนิดเดียวแต่คนกดเลิฟบานเลย...”


    “รูปน่ารักน่าเลิฟไง” คุณลุงยศใหญ่ยิ้มน้อย ๆ พลางใส่มุกตลกบ้าง


    สองพ่อลูกพากันหัวเราะชอบใจใหญ่


    “หนูตั้งใจจะคงรูปนี้ไว้ในโพรไฟล์ตลอดไปค่ะ ตอนแรกหนูไม่กล้าโพสต์เลย อยากเก็บเป็นความลับไว้ ไม่อยากให้คนอื่นที่รู้จักหนูหลังจากปี 1993 ต้องมาเห็น แต่ตอนนี้หนูใจกล้าแล้ว อยากบอกให้โลกรู้ว่าหนูเคยมีน้องสาว... เมื่อหนูอายุสิบแปด”


    “ยินดีที่ลูกใจกล้าขึ้นนะ พ่อดีใจ” เกริกไกรให้กำลังใจไม่ห่าง


    “บอกให้โลกรู้ไปเถอะ น้ำเอ๊ย” สานิตย์ช่วยส่งเสริมความตั้งใจของสุรีย์รัตน์ “บางทีเคยเจอนะ กะจะบอก แต่ไม่ทันบอก รอจนสาย”


    “ขอบคุณพ่อและคุณลุงนะคะ” สุรีย์รัตน์เอ่ยอ่อนโยน “นึกถึงน้าไหวเลยค่ะ...”


    “จริงด้วย...” เกริกไกรช่วยย้ำเตือนความหลัง “น้าไหวของลูกไม่บอกใครเลย พอลอริสจากไปก็ตรอมใจเศร้าซึม พวกญาติก็ไม่รู้อะไรกัน ออฟก็รักษาสัญญาอย่างดีไม่เคยบอก จนเหลือชุดกระโปรงสุดท้ายที่พวกเขาสงสัยถึงได้รู้ความจริงจากน้ำและพ่อ”


    “วันนั้นที่จัดงานวันเกิดพ่อ พวกญาตินึกว่าน้องลอริสอยู่แค่ชั่วคราวแล้วกลับรัสเซีย หนูกับพ่อไม่ได้เฉลยหมด นึกว่าแค่ร้องไห้คิดถึงตอนรับชุดของน้าไหว พอลงมาจากห้องลับแล้วบอกว่าเร็ว ๆ นี้จะไปเยี่ยมน้องที่สุสาน พวกเขาอ้าปากค้างพูดไม่ออกกันเลย”


    ลูกสาวคล้ายนึกบางอย่างได้ยามถวิลถึงน้าแสนรัก


    “วันไหนไปไหว้อัฐิน้าไหวกันดีคะ เสาร์หน้าดีไหม แต่ไกลเลย วัดแถวอ้อมน้อย”


    “อย่าห่วงเลย เดี๋ยววันนั้นขับพาไปเอง” คีรีออกอาสา


    “ขอบใจมาก” เกริกไกรตอบรับน้ำใจลูกเขย “เสาร์หน้าว่างก็ไปเยี่ยมน้าไหวกันนะ”


    สุรีย์รัตน์อยากทราบจากใจคนยศใหญ่ “ทำไม... คุณลุงมากับพวกเราทุกครั้งเลยตอนที่ไปเยี่ยมสุสานคะ”


    สานิตย์ถอนหายใจแผ่ว “ลุงก็... รักน้อง ลอริส... เหมือนลูกคนหนึ่งนะ เลยตั้งใจอยากเยี่ยมคนที่ลุงเคยช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย”


    “ปลาบปลื้มเลยค่ะ คุณลุงคะ เริ่มจำชื่อน้องได้แล้ว”


    เสียงสั่นเคล้าตื้นตันจากสุรีย์รัตน์พาให้พ่อใจคอหวาดหวั่น พลางหันหน้าส่งแววตาห่วงใยลูกรัก


    “อย่าร้องนะ ลูก...”


    “ตอนนี้หนูไม่ร้องค่ะ พ่อ...” สุรีย์รัตน์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “แต่พอถึงสุสาน จะกลั้นไหวไหม อันนี้หนูไม่รู้เลย”


    ความรู้สึกหลายหลากช่างยากอธิบายยังเวียนวนกลางใจสองพ่อลูก สถานที่จะไปเยือนอาจถึงขั้นเรียกน้ำตาโศกสลดขีดสุด รู้ดีว่าอาจต้องเตรียมตัวเตรียมใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งว่างเว้นมาแล้วห้าปีก็ยิ่งยากรับมือต่ออารมณ์ผ่านกระทบ


    สองพ่อลูกสูดหายใจลึกไปตลอดทาง สุรีย์รัตน์ตัดสินใจปิดมือถืองดติดต่อเพื่อนฝูง


    สิบโมงครึ่งเมื่อรถแล่นเข้าซอยหนึ่งที่แยกจากถนนสุขุมวิท ผ่านย่านชุมชนต่างชาติพักอาศัยประกอบกิจทำมาค้าขาย ไม่นานจึงเข้าสู่เขตหลากร่มไม้คล้ายอุโมงค์ธรรมชาติ ด้านหนึ่งเริ่มแทรกฉากหลังเป็นโบสถ์คาทอลิกแสนโดดเด่นเป็นสง่า ชวนให้สัมผัสถึงความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรกเข้า


    รถเคลื่อนสู่อาณาเขตคริสตจักรแล้วมาหยุดอยู่ที่ลานใหญ่ เบื้องหน้าเป็นทางเดินสู่โบสถ์หลังงามสีเทาสลับครีมช่างแปลกตา หากแต่ ในใจแต่ละคนกลับชอบกลกว่าเมื่อรู้ว่าตนมิได้นับถือคริสต์


    เพียงตั้งใจจะเยือนพบผู้นับถือคริสต์ที่ต้องจรจากต่างหาก


    เดินเบี่ยงเคียงกันไปตามความคุ้นเคยที่พอระลึกได้ ห้าปีเคยเยือนมาอย่างไรก็คล้ายจะทำให้เหมือนเดิม โบสถ์หลังใหญ่หลังงามยังไม่ได้แวะเวียนเข้าไป ใจขอแค่พบผู้ดูแลสุสานที่ตึกข้างเคียงเป็นลำดับแรก


    ยังไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองมองบริเวณสุสานฝั่งตรงข้ามเมื่อยังไม่ถึงเวลา


    และแล้วเมื่อเข้าสู่ตึกหนึ่งจึงพบเจ้าหน้าที่หญิงสองสามคน เหล่าผู้บวชในศาสนาที่คุ้นเคยดีเรียกกันว่าแม่ชีหรือซิสเตอร์


    “ตอนนี้ต้องจำกัดคนให้เยี่ยมหลุมศพละไม่เกินห้าคนค่ะ” ซิสเตอร์อธิบายถึงเหตุจำเป็น ผู้มาเยือนห้าชีวิตก็เข้าใจดีว่านี่คือมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม


    “ขอเช็กยอดบริจาคของ เกริกไกร และ สุรีย์รัตน์ สุขสรวงสวรรค์ ได้ไหมครับ” เกริกไกรร้องขอพลางยื่นใบเสร็จค่าบริจาคล่าสุดให้ซิสเตอร์ที่แย้มยิ้มต้อนรับ


    มิทันให้หายใจจึงได้คำตอบ “ได้ค่ะ เจ้าของหลุมศพ 1/8 นะคะ”


    เล่มระเบียนบันทึกถูกหยิบขึ้นมาจากซิสเตอร์อีกคน ก่อนจะเดินลาจากเหลือแต่ซิสเตอร์คนเดิมคอยต้อนรับขับสู้


    เมื่อซิสเตอร์กางเปิดให้ดู สองพ่อลูกก้มมองจำนวนตัวเลขแต่ละแถวระเบียนที่ถูกบันทึก ย้อนนับแล้วผ่านเลยมาสิบปี


    เก่ากว่านั้นไม่ได้ปรากฏ แต่ซิสเตอร์อธิบายเพิ่ม “ถ้าจะดูเก่ากว่านี้ก็อยู่อีกเล่มค่ะ แต่อันนี้ก็ทำยอดยกมาให้เป็นยอดที่แท้จริงทั้งหมดค่ะ”


    “รวมกันเป็นล้านแล้วหรือนี่...” คีรีอุทาน


    “ก็ส่งให้ที่นี่ปีละสองหมื่นสามหมื่นบ้าง บางปีก็ห้าหมื่นเลย จะสามสิบปีแล้วละลูก” เกริกไกรอธิบายให้ลูกเขย “เมื่อก่อนส่งเป็นธนาณัติกันเลย ต่อมาก็แคชเชียร์เช็ค เดี๋ยวนี้ก็เป็นเงินโอนผ่านมือถือสะดวกดี”


    “ทางเรายังบันทึกลงฐานข้อมูลบนคอมพ์ด้วยนะคะ ไม่ต้องกลัวหายค่ะ ยอดเงินทุกยอดเราเก็บบันทึกอย่างดี” ซิสเตอร์เอ่ยให้อบอุ่นใจ


    “สบายใจกันได้ละนะ น้องเกริก หลานน้ำ” สานิตย์แย้มบอกให้บรรยากาศผ่อนคลาย


    “ไม่ทราบว่าเป็นญาติผู้ตายโดยตรงไหมคะ” ซิสเตอร์คนเดิมขอซักถามเล็กน้อย


    “เปล่าครับ ผู้ตายเป็นหญิงสาวกำพร้าแล้วผมรับมาดูแลต่อเหมือนลูก แล้วก็ป่วยจนสิ้นใจ” เกริกไกรบอกเล่าเคล้าเสียงเอื่อย


    สุรีย์รัตน์เหลียวมองแฝงห่วงใย “พ่อคะ...”


    “ไม่เป็นไรลูก... ไม่ต้องห่วง” พ่อลูบศีรษะให้ลูกสาวเบาใจ


    เสียงอ่อนหวานจากซิสเตอร์เอ่ยซาบซึ้ง “ต้องขอบคุณมาก ๆ ค่ะที่บริจาคให้ทางเราเรื่อยเลย มากพอที่จะดูแลผู้ตายผู้นี้ได้อีกร้อยปีเลยนะคะ จริง ๆ ก็ไม่ต้องบริจาคมากขนาดนี้ก็ได้ค่ะ”


    “ไม่เป็นไรครับ รู้ว่าที่นี่ดูแลลอริสลูกรักได้ดี ผมก็อุ่นใจแล้ว” ชายวัยเจ็ดสิบตอบเสียงพร่า ทว่าไร้น้ำตาหลั่งคลอแม้สักหยด


    “หญิงสาวที่คุณฝากให้ทางเราฝังที่นี่คงจะดีใจนะคะ พวกคุณตั้งใจ ทำเพื่อคนที่คุณรักเต็มที่อย่างแท้จริงเลยค่ะ” ซิสเตอร์เอ่ยชื่นชม


    “ขอบคุณมากครับ”


    “ขอบคุณมากค่ะ”


    สองพ่อลูกก้มโค้งขอบคุณเล็กน้อย


    “เป็นคาทอลิกด้วยกันกับผู้ตายไหมคะ” ซิสเตอร์ถามอีก กลับเป็นคำถามที่ชวนเคอะเขินชอบกลต่อทุกคนที่ย่างเยือน


    “พวกหนู... ไม่ได้นับถือคริสต์น่ะค่ะ” สุรีย์รัตน์ก้มหน้าเอียงอาย สองมือยังประคองช่อกุหลาบขาวสุดทะนุถนอม


    “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าจิตใจพร้อมจะให้พระผู้เป็นเจ้าช่วยโอบรับ ทางเรายินดีช่วยเหลือเต็มที่นะคะ ยินดีต้อนรับเสมอค่ะ” ซิสเตอร์ทิ้งท้ายวาจาดั่งให้ความหวังเช่นเมื่อห้าปีก่อน


    เกริกไกรและลูกสาวกล่าวอำลาซิสเตอร์ ห้าชีวิตจึงพากันเดินออกมาจากตึก มองฝั่งตรงข้ามคือโบสถ์ใหญ่ ภายในประดับประดากระจกสีสวยสดงดงาม


    แดดยามสายเริ่มแผดจ้า ทว่ากลับไม่ร้อนอบอ้าวใดเลย


    “เดี๋ยวแวะสุสานเสร็จ เราเข้าไปถ่ายรูปแล้วนั่งพักสักครู่ในโบสถ์กันไหม” ลูกชายสานิตย์เริ่มสนอกสนใจ


    “อ้าวลูก เตรียมอยากเปลี่ยนศาสนาหรอ...” สานิตย์ถามไถ่สงสัยในตัวลูกชาย


    สองพ่อลูกสาวแย้มยิ้มขบขันเบา ๆ เมื่อลูกชายสารวัตรรีบส่ายหัว


    “พี่สานิตย์ไปกันต่อเลยไหมครับ” เกริกไกรเชิญชวนเพื่อนรุ่นพี่เข้าสู่ภารกิจสำคัญ


    คนยศใหญ่ตอบเพียงพยักหน้าพลางออกเดินนำ สี่ชีวิตที่เหลือจึงเดินตามผู้สูงวัยสุดไม่ห่างระยะ


    สานิตย์เดินไปพรรณนาไปตามประสาคนวัยเกษียณ “น้องวนัสเคยออกแบบแท่นศิลาบนหลุมศพไม่ใช่หรือ ผมจำได้เลย”


    “ใช่ครับ เพราะบนแท่นศิลามีภาษารัสเซียด้วย” เกริกไกรช่วยยืนยัน “มีทั้งภาษาอังกฤษและรัสเซียด้วยกัน”


    เดินเลาะข้างโบสถ์คาทอลิกหลังงามไปตามทางพื้นกระเบื้อง แปลงดอกไม้ขนาบข้างหลากสีสันชวนสะดุดตา ทว่าบรรยากาศกลับไม่ช่วยใดเลย เมื่อใครบางคนเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องนัก อธิบายไม่ได้ว่าตื่นเต้นหรือระทึกหรือไหวหวั่นกันแน่


    คงหนีไม่พ้นเกริกไกรและสุรีย์รัตน์ที่บ่งบอกอาการชัด สองพ่อลูกที่รับรู้ถึงสายสัมพันธ์ล้ำลึกยังอีกหนึ่งเคยร่วมชีวิตกลับต้องมาจบชีวิต กว่าจะรู้สึกตัวก็เมื่อก้าวย่างตามหลังจนทิ้งห่างคนยศสูง สองบุรุษคีรีและลูกชายสานิตย์ก็ยังสังเกตสังกาออก


    “น้องเกริกนำก่อนเถอะ ผมขอเดินตามดีกว่า” สานิตย์ขอให้เจ้าของภารกิจนี้เริ่มดำเนินการเอง


    ถูกของสานิตย์ที่ต้องบอกเช่นนี้ ผู้เคยใกล้ชิดผู้ต้องลาลับย่อมไม่พ้นสองพ่อลูกสาว ไม่มีใครทำหน้าที่วันนี้ได้เหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว


    “ได้ครับ...” เกริกไกรตอบเสียงแผ่วเอื่อย สีหน้าแววตากลับอาบฉายหมองหม่น


    สุรีย์รัตน์เคียงกายก็ยังดูซึมเซาเงียบงัน ผิดกับตอนจากลาซิสเตอร์ใหม่ ๆ ยังดูสดชื่นกว่า


    สองพ่อลูกสาวก็คล้ายจะเข้าใจความรู้สึกเดียวกัน หัวอกคนเป็นพ่อเป็นลูกกันแค่มองตาก็เข้าใจ จะสุขหรือจะเศร้าก็เดาจิตอ่านใจไม่ยาก


    ยิ่งเคยใกล้ชิดผูกพันผู้ที่ลาลับมาเหมือน ๆ กัน จะดีใจจะร้องไห้ก็เกิดขึ้นกลางใจพวกเขาพร้อมเพรียง


    อยากจะร้องไห้ก็เหมือนร้องไห้ไม่ออก อยากจะโศกจะเศร้าก็คล้ายไม่ใช่เศร้า สองพ่อลูกหันหน้าสบตาก่อนจะเริ่มภารกิจสุดสำคัญ แม้ต่างยังสับสนในหลากความรู้สึกตีปนระคนไปหมด


    “พ่อพร้อมหรือยังคะ หนูพร้อมแล้วค่ะ” สุรีย์รัตน์ถามไถ่ครั้งสุดท้าย


    “พ่อพร้อมแล้วเช่นกันนะลูก...” เกริกไกรบอกให้ลูกสาวอย่าพะวง “ไม่กี่ก้าวก็จะเห็นสุสานแล้ว เราจะไปหาลอริสกันแล้วนะลูก”


    “เราจะไปหาลอริสกันแล้วค่ะพ่อ...”


    สองพ่อลูกสาวต่างปลอบขวัญหวังสร้างกำลังใจให้ตนเอง


    เดินจนสุดเขตบริเวณโบสถ์ใหญ่กลายเป็นพื้นหญ้าโล่งกว้าง ที่นี่คือสุสานแดนระลึกผู้จากไปในความรู้สึกของผู้มาเยือน


    แลเห็นแมกไม้หลากสีรายรอบบริเวณ บรรยากาศชวนสงบร่มเย็นสมเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์


    ยามนี้กลับมีครอบครัวผู้มาเยือนสุสานเพียงบางตา กลุ่มคณะล้วนเป็นฝรั่งชาวตะวันตก ไร้คนไทยแม้สักคนนอกจากครอบครัวเกริกไกรและสานิตย์


    “หลุมศพ 1/8 อยู่ตรงไหนหนอ” สานิตย์ไถ่ถามเสียงแผ่ว


    “หลุมศพ 1/8 ใช่แถวนี้ไหม” คีรีถามเคล้าช่วยค้นหา


    หากแต่สองพ่อลูกสาวไร้คำเอื้อนเอ่ยใดจะตอบกลับ สองร่างต่างวัยยังคงมั่นสืบก้าวต่อไป


    ไร้เหลียวซ้ายไร้แลขวา มองทางย่างเยือนเพียงเบื้องหน้าเท่านั้น


    แม้ยังก้าวเดินอยู่รอบนอกขอบสุสาน หากแต่กลับใกล้แค่เอื้อมเพียงปรายตามองลึกเข้าไป


    ดั่งคล้ายต่างเชื่อมจิตเชื่อมใจเดียวกัน เมื่อมั่นใจว่าใช่จึงเดินเลี้ยวเข้าไปไร้ไหวหวั่น


    ในใจทั้งพ่อทั้งลูกสาวกลับผิดคาด สัมผัสรู้สึกไม่โศกไม่เศร้าเท่าใดคล้ายเมื่อห้าปีก่อน ยิ่งน่ายินดีเมื่อได้เห็นแท่นศิลาประจำหลุมฝังศพที่ 1/8 รออยู่ตรงหน้า


    ดุจจะบ่งบอกว่าไม่ได้พบกันเสียเนิ่นนานอย่างไรอย่างนั้น


    แต่ละหลุมฝังรอบเคียงส่วนใหญ่ประดับไม้กางเขนสีขาวปักโดดเด่น ผิดกับหลุมฝังของหญิงสาวแสนรักชาวรัสเซีย เป็นเพียงแท่นศิลาเตี้ยสีเทาช่างเรียบง่าย ดูโดดเดี่ยวอ้างว้างอยู่บ้างทว่าก็คงอยู่แบบนี้มาเกือบสามสิบปี


    สองชีวิตต่างวัยไร้ลังเล ค่อยย่างก้าวเข้าหาจนหยุดอยู่หน้าแท่นศิลาที่มั่นหมายอยากพบเจอให้ได้


    บนแท่นศิลาสีเทาจารึกทั้งภาษาอังกฤษและรัสเซีย หนึ่งสิ่งยืนยันว่าเป็นหลุมฝังที่ 1/8


    และยิ่งมั่นใจว่าใช่ยิ่งกว่า เมื่อได้เห็นอักษรสลักปรากฏบนนั้นเป็นชื่อที่ทั้งสองต่างรู้จัก ทั้งอยากจดจำทั้งอยากรำลึกตราบวันตาย


    รูปสลักไม้กางเขนประดับริมซ้ายบนแท่นศิลา ดั่งหญิงสาวผู้จากไปได้อยู่ในอ้อมกอดของพระองค์แล้ว


    “ลอริสลูกรัก...”


    “ลอริส... น้องสาวแสนรักของน้ำ...”


    สองพ่อลูกผูกพันพากันพรั่งพรูพรรณนา


    “พ่อมาหาแล้วนะ มาเยี่ยมลูกลอริสแล้วนะ...”


    “พี่น้ำคิดถึงไม่เคยลืมนะ... น้องสาวแสนรัก... ไอ ออลเวย์ส มิส ยู”


    สองร่างต่างวัยย่อกายลงนั่ง มือละมุนจากพี่สาวส่งช่อกุหลาบขาววางลงพิงฐานศิลา


    กุหลาบขาวหลากดอกสัมผัสตัวอักษรสลักวันเกิดและวันจาก


    สานิตย์ ลูกชาย และคีรี คอยยืนส่งกำลังใจจากเบื้องหลัง


    สองชีวิตพันผูกพ่อลูกเริ่มเงียบงันวาจา สองมือวางลงบนตักดูสงบนิ่ง ยังก้มมองแท่นศิลาหลุมฝังศพหญิงสาวแสนรักชาวรัสเซีย หลากห้วงรู้สึกโถมถาชักพารำลึกความหลังสุดล้ำค่า ทั้งรวดร้าว ทั้งสุขสันต์ ระคนปนกันไป


    บรรทัดบนสลักอักษรชื่อภาษาอังกฤษ 'PEREYTINA LAURISE BORISOVNA'


    บรรทัดกลางสลักอักษรชื่อภาษารัสเซีย 'ПЕРЕЙТИНА ЛАУРИЗ БОРИСОВНА'


    บรรทัดสุดท้ายสลักเป็นวันเกิดและวันจาก '23 AUG 1977 – 21 JUL 1993'


    แท่นศิลาผ่านกาลเกือบสามสิบปีกลับมิเคยแปรเปลี่ยน


    แต่แล้ว... น้ำตาเริ่มอาบสองแก้มสุดฝืนกลั้น ทว่ากลับเป็นน้ำตากลั่นจากห้วงรู้สึกตื้นตันสุดหัวใจ หาใช่เพราะโศกตรมจมอาดูร


    ทั้งเกริกไกรและสุรีย์รัตน์ต่างปลาบปลื้มไปกับน้ำตา


    เสียงสั่นเครือรำพันหวาน “พี่สาวคนนี้... จะจดจำน้องลอริส ตราบลมหายใจสุดท้ายของพี่นะ...”


    เสียงสั่นพร่าเรียงร้อยพรรณนา “พ่อจะจดจำลอริสลูกรัก ตราบพ่อสิ้นใจนะ...”


    “สปาซิบะ ลอริส” มือเริ่มย่นลูบผืนศิลาใกล้อักษรชื่อ


    “สปาซิบะ ลอริส” อีกมือนวลผ่องไล้ผิวศิลาเคียงดอกกุหลาบขาว


    สองพ่อลูกท่องจำคำขอบคุณภาษารัสเซียเพื่อวันนี้


    นั่งเคียงกันชั่วขณะหนึ่ง ชั่วขณะที่ได้ซึมซับความผูกพันอันล้ำค่าจากนางฟ้าผู้ลาไกล นางฟ้าของทั้งสองที่ได้กลับสู่สรวงสวรรค์


    สิบเดือนแห่งบ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' เปรียบเป็นอดีตสรวงสวรรค์แห่งหนึ่งของลอริส นางฟ้าและตุ๊กตาผู้อ่อนโยนจากรัสเซีย


    สุรีย์รัตน์ประคองร่างคุณพ่อลุกยืน กล่าวนอบน้อมต่ออีกสามชีวิตที่ยืนเคียง


    “พวกเรา... ยืนสงบนิ่งกันสักหนึ่งนาทีนะคะ”


    ห้าชีวิตพร้อมใจยืนก้มหลับตา นิ่งสงบซึมซับไปกับแมกไม้สายลม...


    เมื่อลืมตาจึงยังเห็นช่อกุหลาบขาวพิงแนบแท่นศิลา ยังบังเกิดภาพทรงจำอยากรำลึกอีกมากมาย


    “อยู่บนฟากฟ้า ขอให้มีความสุขนะ หนูลอริส” สานิตย์บรรจงวาจาละมุน


    “น้องลอริส... คงได้พบได้อยู่กับพ่อและแม่บนสรวงสวรรค์แล้วนะคะ” สุรีย์รัตน์พรรณนาอวยพรเสียงหวาน


    “แน่นอนจ้ะ ลูกรัก...” มือเริ่มย่นลูบศีรษะปลอบโยนลูกสาว “ลอริส ได้อยู่ในอ้อมกอดพระองค์เช่นกันนะ”


    “เหมือนน้องลอริสจะรับรู้นะคะว่าพวกเรามาเยี่ยม” สุรีย์รัตน์ผลิยิ้มภายใต้หน้ากาก


    “ผีเสื้อ...” เกริกไกรอุทานแผ่ว “ลอริส...”


    หนึ่งผีเสื้อปีกเหลืองตัวน้อยเกาะบนแท่นศิลา ริมชื่อที่สองบนแถวบรรทัดภาษารัสเซีย 'ЛАУРИЗ' อันเป็นชื่อเฟิสต์เนมที่อ่านว่าลอริส


    เยือนหาดุจทายทักราวหนึ่งนาที ก่อนบินลาไปตามธรรมชาติแห่งชีวิต


    ลูกชายสานิตย์และคีรีเรียกทักจากด้านข้าง ต่างถือกล้องคล้องคอคนละตัวขอเก็บภาพเป็นที่ระลึก สองพ่อลูกสาวและสานิตย์ปลดหน้ากากลงแล้วผลิแย้มอ่อนโยน


    น้ำตาเอ่อคลอยังมิได้เช็ด ปล่อยพาอารมณ์ซาบซึ้งไปตามธรรมชาติ


    เกริกไกรและสุรีย์รัตน์หันหน้าเข้าหาพลางส่งแย้มน้อย ๆ ทั้งน้ำตา ทั้งผินมองแท่นศิลารำลึกอย่างจริงใจ


    ขอบคุณที่เคยอยู่ร่วมชีวิตกันมานะ...


    ลอริส... แสนรัก...


    ​

    --จบบริบูรณ์--




    คล้ายกับเรื่องตุ๊กตาจากแดนหมีขาว ที่คุณอ่าน

    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852