แพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 47 แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์

            ชายหญิงทั้งห้านั่งประจันหน้ากันอยู่บนโต๊ะน้ำชาด้วยความเงียบ เป็นองค์หญิงหกชิงเจียวที่ทนไม่ไหวก่อนใคร

            “เจ้าสองคนเป็นคนสนิทของพี่รองหรือ? หน้าตาดีเช่นนี้เหตุใดจึงมีความชอบพิสดารด้วยเล่า แล้ว...แล้วพวกเจ้าแบ่งหน้าที่กันปรนนิบัติพี่รองอย่างไร” องค์หญิงหกชิงเจียวถามอย่างอยากรู้

            ชิงเจี้ยนเขกหัวน้องสาวคนเล็กไปอีกหนึ่งที “ข้าอยากผ่าหัวเล็กๆ ของเจ้าออกมาดูเหลือเกินว่าเจ้าเก็บอะไรไว้ในนั้นบ้าง ความคิดของเจ้าทำไมช่างแปลกประหลาดไม่เหมือนคนปกติเขาคิดกัน ดูพี่หญิงห้าของเจ้าบ้าง นางไม่เคยพูดจาไม่รู้จักคิดเช่นเจ้าเลยสักครั้ง”

            “ข้าแค่ถามในสิ่งที่อยากรู้แต่ท่านกลับหาว่าข้าเป็นคนแปลกประหลาด” องค์หญิงหกย่นจมูกใส่พี่ชาย “เหตุใดท่านไม่ย้อนดูตัวเองบ้างเจ้าคะ ความชอบของท่านยังประหลาดกว่าข้าเสียอีก บุรุษก็รักสตรีก็ชอบ ตัวเองชอบแบบไหนยังเลือกไม่ได้จนต้องเลี้ยงดูไว้ทั้งสองคน”

            “เอาล่ะ เช่นนั้นข้าก็จะถามในสิ่งที่อยากรู้เหมือนกัน ตกลงแล้วพวกเจ้าไปฟังผู้ใดมาถึงคิดว่าข้าชอบบุรุษ” ชิงเจี้ยนถามน้องสาว

            “ผู้คนเขาพูดกันให้ทั่วว่าหลายเดือนมานี้ท่านขับไล่สตรีที่อยู่ข้างกายออกจากตำหนักจนหมด แม้แต่บ่าวรับใช้ที่เป็นสตรีท่านก็ไม่เก็บไว้ ท่านจะคัดไว้แค่บุรุษกล้ามโตๆ ข้าเดินไปทางไหนก็ได้ยินอย่างนี้ทุกวันแล้วท่านจะให้ข้าคิดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไรเจ้าคะ หรือว่า...” องค์หญิงหกมองพี่ชายอย่างตกใจ “พี่รอง! ท่านคงไม่ได้ถูกสตรีทำให้กลายเป็นขันทีไปจริงๆ ใช่หรือไม่ หากท่านมีทายาทไม่ได้แล้วจะทำอย่างไรเจ้าคะ เสด็จพ่อจะไม่ปลดท่านแล้วยกตำแหน่งรัชทายาทให้พี่ใหญ่หรอกหรือ”

            คราวนี้องค์หญิงห้าชิงเฟยถึงกับต้องเอามือไปปิดปากน้องสาวเพราะทนฟังน้องสาวพูดไร้สาระไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทั้งเมื่อมองหน้าพี่ชายก็เห็นพี่ชายตีนั่งทำหน้าถมึงทึงเหมือนอยากจะฆ่าคนเสียให้ได้ “น้องหญิงหก! เจ้าช่วยเงียบสักนิดได้หรือไม่ หรือเจ้าอยากถูกพี่รองหักคอให้กลายเป็นผีเฝ้าตำหนักรัชทายาทอยู่ที่นี่”

            องค์หญิงหกชิงเจียวยังไม่วาย นางดึงมือพี่สาวออกแล้วยังพูดต่อ ทั้งคราวนี้ยังแสดงออกอย่างเกินจริง “หา! นี่พี่รองถึงขนาดกับจะสังหารข้าเพราะไม่อยากให้ข้าเปิดเผยความลับหรือเจ้าคะ”

            ซูหยุนหรานยิ้มขำก่อนช่วยอธิบายเพราะกลัวองค์หญิงหกจะถูกชิงเจี้ยนลงโทษจริงๆ “องค์หญิงหกเข้าใจรัชทายาทผิดแล้วเพคะ”

            “พี่หญิงคนงาม ท่านเรียกข้าว่าเจียวเจียวก็พอ เวลานี้เราไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนอื่น มีแต่คนกันเองทั้งนั้น เช่นนั้นคำพูดเป็นทางการล้วนไม่จำเป็น อย่างไรท่านก็เป็นคนสนิทของพี่รอง ท่านพูดกับข้าเหมือนพูดกับน้องสาวคนหนึ่งก็ได้เจ้าค่ะ” องค์หญิงหกมองซูหยุนหรานอย่างถูกชะตา “น่าเสียดายที่พี่ชายข้ามีความชอบไม่เหมือนคนทั่วไป ไม่เช่นนั้นหากได้ท่านมาเป็นพี่สะใภ้ก็คงดี ข้าชอบคนงามและพูดจาไพเราะเช่นท่านมากเลยนะเจ้าคะ ว่าแต่ท่านชื่ออะไรหรือเจ้าคะ”

            “อยากได้หรานหรานของข้าไปเป็นพี่สะใภ้ เจ้าถามความเห็นจากข้าหรือยัง” ฉินจื่อฉิงพูดเสียงเข้มก่อนจะหันไปมองชิงเจี้ยน “กับน้องสาวของตัวเองยังจัดการไม่ได้ ข้าคิดว่าความร่วมมือก่อนหน้านั้นก็ยกเลิกไปเถอะ”

            “ชิงเจียว! หากเจ้าไม่อยากให้เทพแห่งสงครามมาถล่มแคว้นเจ้าก็หยุดพูดจาไร้สาระสักที” ชิงเจี้ยนรีบปรามน้องสาวพร้อมกับมองไปที่ฉินจื่อฉิงและซูหยุนหรานอย่างขออภัย “ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย นางถูกข้ากับน้องหญิงห้าตามใจมาจนชิน โดยเฉพาะเสด็จพ่อที่ไม่เคยตำหนินางเลยสักครั้งจนทำให้นางกลายเป็นคนไม่รู้ความเช่นนี้”

            “เดี๋ยวนะพี่รอง เทพแห่งสงครามอะไร? เราพูดกันอยู่ดีๆ แล้วท่านไปพูดถึงฉิงอ๋องต้องคำสาปนั้นได้อย่างไร ท่านไม่กลัวว่าพอพูดถึงเขาแล้วคำสาปที่ไม่ดีจะวิ่งมาหาหรือเจ้าคะ หรือว่าทุกวันนี้ปัญหาของท่านยังน้อยเกินไป” องค์หญิงหกถามพี่ชาย

            “หรานหราน ข้าว่าเจ้าเลิกล้มความคิดเรื่องนั้นไปเถอะนะ ข้ากลัวว่าพี่น้องของข้าจะโมโหจนตายไปเสียก่อน” ฉินจื่อฉิงมองไปที่องค์หญิงหกพร้อมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เหมือนอย่างข้าเวลานี้ที่แทบจะทนนางไม่ไหวแล้วเช่นกัน”

            “นางเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาได้ไม่กี่ปี ท่านก็อย่าไปถือสานางนักเลย” ซูหยุนหรานบอกสามีก่อนที่จะหันไปมององค์หญิงหกอีกครั้ง “ข้ากับสามีไม่ได้เป็นคนของรัชทายาทหรอกเจ้าค่ะ แต่หากจะถามว่าพวกเราสนิทสนมกันหรือไม่ ข้าต้องบอกว่าเวลาหนึ่งเดือนมานี้ทำให้เราทั้งสามคนสนิทกันมากจริงๆ เราสนิทจนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้วเจ้าค่ะ”

            “สนิทจนเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน?” องค์หญิงหกทำหน้าสงสัย “เพื่อนแบบใดถึงยอมปรนนิบัติบุรุษคนเดียวกันเจ้าคะ ดูอย่างเสด็จพ่อที่มีสนมมากมาย ข้าเห็นวันๆ สนมพวกนั้นเอาแต่หาเรื่องจับผิดกันเอง  หรือไม่ก็พยายามเรียกร้องความสนใจจากเสด็จพ่อจนบางครั้งเสด็จพ่อยังรำคาญ ข้ายังไม่เคยเห็นพวกนางอยู่กันอย่างปรองดองได้เลยเจ้าค่ะ”

            องค์หญิงหกชิงเจียวไม่เข้าใจ แต่องค์หญิงห้าชิงเฟยเหมือนจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมาแล้ว

            “บุรุษผู้นี้เรียกท่านว่าหรานหราน เช่นนั้น...” องค์หญิงห้ามองไปทางฉินจื่อฉิงและซูหยุนหรานอย่างตกใจ “พวกท่านคือฉิงอ๋องกับพระชายาฉิงอ๋องใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            ซูหยุนหรานยิ้มให้องค์หญิงห้า “เจ้าค่ะ ข้าคือซูหยุนหราน ส่วนสามีของข้าคือฉินจื่อฉิง”

            องค์หญิงห้ารีบลุกขึ้นแล้วทำความเคารพสองสามีภรรยา “เฟยเอ๋อไม่รู้สถานะที่แท้จริงของพวกท่าน ขอท่านอ๋องและพระชายาอ๋องโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”

            “ท่านทั้งสองคือฉิงอ๋องกับพระชายา เช่นนั้นพวกท่านก็คือเทพแห่งสงครามและหมอเทวดาที่รักษาคนด้วยวิธีผ่าตัดใช่หรือไม่เจ้าคะ” องค์หญิงหกถามอย่างตื่นเต้น “ข้าอยากเจอท่านทั้งสองมานานแล้วเจ้าค่ะ โดยเฉพาะพระชายาฉิงอ๋อง ข้าได้ยินมาว่าวิชาแพทย์ของท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าอยากเห็นวิธีผ่าตัดของท่านสักครั้ง”

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้ากับน้องหญิงหกสนใจในวิชาแพทย์ เมื่อได้ยินว่าท่านรักษาคนด้วยวิธีผ่าตัดได้ ข้ากับน้องหญิงหกยังคิดว่าจะให้พี่รองพาไปฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านอยู่เลย แต่น่าเสียดายที่สถานการณ์ชายแดนระหว่างสองแคว้นไม่ราบรื่นเท่าไหร่ อีกทั้งในอดีตพี่รองก็เคยทำร้ายฉิงอ๋องจนบาดเจ็บสาหัส แล้วข้าจะให้พี่รองช่วยออกหน้าได้อย่างไร ข้ากับน้องหญิงหกจึงทำได้เพียงฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับความอัจฉริยะของท่านเท่านั้นเจ้าค่ะ” องค์หญิงห้าพูดเสริมอย่างเสียดาย

            “นั่นสินะ ข้าเคยถูกรัชทายาทชิงเจี้ยนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้ขึ้นเป็นรัชทายาทที่น่าเกรงขามเช่นวันนี้หรอก” ฉินจื่อฉิงพูดประชดก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ 

            เขาสัญญากับชิงเจี้ยนไว้ว่าจะไม่พูดเรื่องการประลองวรยุทธ์เมื่อสองปีก่อนออกไปและจะไม่พูดเรื่องโรคที่ชิงเจี้ยนเพิ่งรับการรักษา เพื่อแลกกับสัญญาสงบศึกระหว่างสองแคว้น แต่เขาไม่ได้รับปากว่าจะไม่บอกเรื่องที่ชิงเจี้ยนได้รับการผ่าตัดไม่ใช่หรือ ฉินจื่อฉิงหันไปยิ้มให้ชิงเจี้ยนอย่างเจ้าเล่ห์         “เจ้าไม่ลองถามพี่ชายเจ้าดูเองว่าความรู้สึกของการถูกผ่าเป็นอย่างไร เขาก็เป็นคนไข้ที่ชายาของข้าผ่าตัดให้เช่นกัน”

            “ฉินจื่อฉิง! เจ้าไม่รักษาสัญญา” ชิงเจี้ยนตะโกนขึ้น

            ฉินจื่อฉิงโน้มตัวเข้าหาสหาย “ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่พูดเรื่องเมื่อสองปีก่อนและจะไม่พูดเรื่องโรคที่เจ้าเป็น แต่ข้าไม่ได้สัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องที่เจ้าถูกผ่าตัดนี่ ดีเท่าไหร่แล้วที่ข้าไม่บอกว่าเจ้าถูกผ่าตัดที่บริเวณใด ข้ายังเหลือทางไว้ให้เจ้าอธิบายกับน้องๆ ของเจ้าอยู่นะ”

            “ข้าต้องขอบใจเจ้าสินะ” ชิงเจี้ยนกัดฟันพูดอย่างโมโห

            “พวกท่านกระซิบอะไรกัน แล้วทำไมฉิงอ๋องถึงบอกให้ข้าถามพี่ชาย?” องค์หญิงหกหันไปมองชิงเจี้ยน “พี่รอง ที่ฉิงอ๋องพูดหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ข้าอยากเห็นวิธีผ่าตัดแล้วทำไมต้องถามท่านด้วย”

            “พี่รอง! หรือที่ท่านเชิญฉิงอ๋องกับพระชายามาที่นี่ก็เพื่อให้มารักษาท่านหรือเจ้าคะ ท่านป่วยด้วยโรคใด? อาการหนักหรือไม่? แล้วทำไมท่านไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเรา” องค์หญิงห้าถามพี่ชายอย่างน้อยใจจนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย “เวลานี้เรามีกันอยู่แค่สามคน แต่ทำไมท่านถึงปิดบังเรื่องใหญ่นี้ไว้คนเดียว หรือท่านไม่ไว้ใจข้ากับน้องหญิงหกแล้วเจ้าคะ”

            “พี่หญิงห้า! ท่านร้องไห้ทำไมเจ้าคะ แล้วทำไมท่านถึงพูดกับพี่รองแบบนั้น” องค์หญิงหกถามพี่สาวอย่างตกใจ อีกทั้งนางไม่เข้าใจคำพูดของพี่สาวเลยสักนิด

            “น้องหญิงหก ที่พี่รองเชิญท่านอ๋องกับพระชายาฉิงอ๋องมาพบเป็นการส่วนตัวและยังห้ามไม่ให้เราเข้าตำหนักเขาเป็นเดือนๆ ก็เพราะเขาป่วย แล้วเขายังไม่ไว้ใจจึงจงใจปิดบังความจริงกับเรา”

            “ท่านป่วยหรือเจ้าคะพี่รอง!” เมื่อเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างแล้วองค์หญิงหกก็ร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ท่านจะตายไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านทิ้งเราสองคนไปไม่ได้ หากไม่มีท่านแล้วเราสองคนจะอยู่อย่างไร พี่ใหญ่กับพี่หญิงใหญ่ต้องส่งเราสองคนไปแต่งงานกับชนเผ่าดุร้ายแน่ๆ”

            “เจ้าสองคนเลิกตีโพยตีพายแล้วหันมาฟังข้าพูดให้จบก่อนดีไหม” ชิงเจี้ยนบอกน้องสาว เมื่อเห็นพวกนางสงบลงแล้วเขาจึงพูดต่อ “ก่อนหน้านี้ข้าป่วยจริง แต่ที่ข้าปิดบังพวกเจ้าเพราะไม่อยากให้พวกเจ้าเป็นห่วง ตั้งใจไว้ว่าเมื่อรักษาตัวจนหายดีแล้วจึงจะบอกความจริงกับพวกเจ้าทั้งหมด”

            “ท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ ท่านหายจากอาการป่วยแล้วจริงหรือ” องค์หญิงห้าถามอย่างไม่ไว้ใจ “ท่านคงไม่ได้โกหกเพื่อให้เราสองคนสบายใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            “นั่นสิเจ้าคะ ก่อนหน้านี้ท่านโกหกแล้วครั้งหนึ่ง มาครั้งนี้จะให้เราเชื่อท่านง่ายๆ ได้อย่างไร” องค์หญิงหกก็ไม่เชื่อเช่นกัน

            “หากพวกเจ้าไม่เชื่อก็ถามพระชายาฉิงอ๋องดูสิ”

            “หรานหราน คนป่วยคือเขา เจ้าก็ให้เขาพูดเองสิว่าเขาป่วยที่ ‘บริเวณ’ ไหน” ฉินจื่อฉิงเน้นเสียง

            ชิงเจี้ยนโมโหจนอยากจะด่าฉินจื่อฉิงออกไป ‘ตกลงแล้วเจ้าต้องบังคับให้ข้าพูดออกไปให้ได้ใช่หรือไม่ว่าข้าป่วยด้วยโรคอะไร’

            ฉินจื่อฉิงยักคิ้วให้อย่างรู้ทัน ‘แน่จริงเจ้าก็พูดออกไปสิว่าเจ้าเป็นโรคไส้เลื่อน ทั้งไส้ยังเลื่อนลงไปอยู่ในจุดสำคัญเสียด้วย’

            ซูหยุนหรานมองสามีที่ทำตัวเป็นเด็กอย่างจนใจ นางเลือกที่จะตอบอย่างเป็นกลางเพราะไม่อยากให้ชิงเจี้ยนลำบากใจ “รัชทายาทไม่ได้ป่วยด้วยโรคร้ายแรง เป็นเพียงการผ่าตัดเพื่อจัดแต่งสิ่งผิดปกติให้กลับเข้าที่เดิมเท่านั้น”

            “ได้ยินแล้วใช่ไหม อาการป่วยของข้าไม่ได้รุนแรงและข้าก็รักษาหายแล้วด้วย แต่ที่ข้าเชิญพวกเขาสองคนมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อรักษาอาการป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ข้าจะใช้โอกาสนี้หารือเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ด้วย ได้ยินมานานแล้วว่าแม้ฉิงอ๋องจะเป็นอ๋องนอกราชวงศ์ แต่เขาก็สนิทสนมกับท่านอ๋องในราชวงศ์ไม่ต่างจากพี่น้องแท้ๆ ส่วนข้าก็รักพวกเจ้ามากเช่นกัน ข้าจึงอยากให้พวกเจ้าได้แต่งออกไปพร้อมกัน พวกเจ้าจะได้ดูแลซึ่งกันและกัน ส่วนข้าก็จะดูแลพวกเจ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่ต้องส่งพวกเจ้าไปสมรสในที่ห่างไกล” ชิงเจี้ยนบอกน้องสาว จากนั้นเขาก็หันไปมองฉินจื่อฉิงอย่างท้าทาย “ฉิงอ๋องมีความเห็นว่าอย่างไร การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แลกกับสัญญาสงบศึกห้าสิบปี”

            “หากจะพูดถึงการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ แล้วเหตุใดไม่มีเราสองคนร่วมวงสนทนาด้วยเล่า” เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น

    คล้ายกับเรื่องแพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน