แดนมนุษย์
เดิมทีเทพดาราจะกลายเป็ดาวตกลงมาเผชิญด่านเคราะห์ทุกๆ หนึ่งพันปีเพื่อเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิตในแดนมนุษย์ นางมีโชคชะตาที่เทพาเลือกสรรให้เป็ผู้สังหารจอมมารที่ถือกำเนิดขึ้นในสามภพ
ตลอดระยะเวลาหลายแสนปีที่ผ่านมาเหล่าเทพเซียนภพ์ได้รับเลือกจากเทพามานับไม่ถ้วนเพราะเขาผู้นั้นคือผู้หยั่งรู้โชคชะตา
เมื่อจอมมารในแต่ละ่เวลาถือกำเนิดหากวิธีที่รับมืออยู่ไม่สามารถต้านทานพลังมารอันชั่วร้ายได้เมล็ดพันธุ์ต้นไม้แห่งชีวิตจึงเป็ทางเลือกสุดท้ายเพราะผู้ที่สังหารจอมมารตนนั้นต้องสละแก่นิญญาของตนเองหลอมรวมอสนีบาต์ 19 ครั้ง ผันเปลี่ยนเป็พลังมหาศาลทำลายจอมมารไปพร้อมๆ กัน
เหตุการณ์เ่าั้จึงทำให้มีเทพเซียนดับสูญตลอดกาลไปไม่น้อยแต่เพื่อแลกกับความสงบสุขของสามภพแล้ว พวกเขาเ่าั้จึงยอมรับในโชคชะตาของตัวเอง
ครั้งนี้สวีลู่ชิงลงมาเกิดเป็มนุษย์ครั้งที่สองด้วย่เวลาที่ห่างกันจากครั้งแรกเพียงห้าร้อยปีพลังเทพของนางจึงได้รับความเสียหายบางส่วน
เด็กทารกดวงตาสีฟ้าเรือนผมขาวแต่กำเนิดราวหิมะปรากฏตัวขึ้นในตะกร้าหน้าสำนักเซียนดารา์ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส
ดอกจื่อเถิงสีม่วงอมชมพูบานสะพรั่งสายลมพัดกลีบดอกไม้ปลิวไสวล่องลอยราวกับภาพวาด
เวลานั้นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากตำหนักต้นหลิวสีหน้าของนางรับรู้ได้ว่าเด็กทารกผู้มีดวงชะตาอาภัพกำลังรอนางอยู่ใต้ต้นจื่อเถิง
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ทำใจให้ชินกับความเป็ไปทางโลกและพร้อมโอบรับชะตากรรมของนางด้วยเช่นกัน
ครั้นได้เห็นใบหน้าน่ารักน่าชังของทารกตัวน้อยนางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้งแล้วยิ้มให้คนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน
“จื่อเถิงจนกว่าจะถึงวันนั้น เรามาใช้ชีวิตที่มีความสุขด้วยกันเถอะนะ”น้ำเสียงของนางแ่เบาเซียนผู้เป็เ้าสำนักดารา์โอบอุ้มทารกน้อยพร้อมตั้งชื่อให้นางเหมือนกับดอกจื่อเถิงที่ผลิบานงดงามในเวลานี้
สวีลู่ชิงร่างใหม่ไร้ความทรงจำและพลังใดๆ ยามเมื่อตนเป็เทพดาราเพราะทุกสิ่งทุกอย่างถูกผนึกเอาไว้ในส่วนลึกนางจึงมองมนุษย์ที่พบเจอคนแรกด้วยรอยยิ้มไร้ความกังวล
หารู้ไม่ว่าการเผชิญด่านเคราะห์ครั้งนี้จะไม่เหมือนกับเมื่อครั้งก่อนเพราะมีตัวแปรอย่างจอมมารเข้ามายุ่งวุ่นวายกับโชคชะตาของนางด้วยตัวเอง
แทนที่จะเผชิญด่านเคราะห์ทั่วไปอย่างเคยครานี้ชะตากรรมของนางจะเ็ปแสนสาหัสเกินจะทนไหว
นอกจากสวีลู่ชิงแล้วเหล่าเทพเซียนองค์อื่น ๆ ได้จุติลงมาในแดนมนุษย์ด้วยเช่นกัน โชคชะตาของแต่ละคนแตกต่างกันไปแต่ทุกคนล้วนต้องมาเกี่ยวข้องกับสวีลู่ชิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เ้าสำนักดารา์พาทารกน้อยจื่อเถิงเข้ามาในตำหนักพลางเรียกอาจารย์สำนักคนอื่นๆ เข้ามาหาประกาศเื่รับนางมาอุปถัมภ์ดูแลและให้เฉาิเป็อาจารย์สายตรงคอยอบรมสั่งสอนนาง
“หากเ้าสำนักเซียวเห็นควรเป็เช่นนั้นข้าจะทำตามคำสั่งของท่านอย่างสุดความสามารถ”เฉาิรับปากพลางมองใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กน้อยผู้มาใหม่
เวลานั้นศิษย์น้องคนสุดท้ายของสำนักดารา์เดินตรงเข้ามาหาจื่อเถิ่งแม้ดวงตาของเขาจะบอดสนิททั้งสองข้างแต่ใจของเขากลับรับรู้สรรพสิ่งรอบกายได้เป็อย่างดี
หยางซีอวิ๋นมองเห็นพลังที่แปลกจากที่เคยเห็นถูกผนึกอยู่ในร่างจื่อเถิงน้อยพลังบริสุทธิ์ที่เขาััได้ทำให้ตัวเขาเองรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง
“ท่านอาจารย์เ้าสำนักนางเป็ผู้ใดหรือ” หยางซีอวิ๋นวัยเจ็ดขวบถามนางด้วยความสงสัย
“อืมรู้ลึกถึงเพียงนี้เชียวหรือ”นางคล้ายได้คำตอบแล้วว่าทำไมเขาถึงมองเห็นพลังที่ซ่อนเร้นในกายของทารกน้อยพลางคิดในใจว่าหยางซีอวิ๋นผู้นี้คงจะมาจากที่เดียวกันกับจื่อเถิงกระมัง
“ข้าจะดูแลศิษย์น้องของข้าเป็อย่างดีขอรับ”รอยยิ้มบางผุดขึ้นมา เขาเอื้อมมือข้างซ้ายแตะปลายนิ้วก้อยน้อย ๆของจื่อเถิงเพื่อทำความรู้จักกัน
พลันเสียงหัวเราะของจื่อเถิงดังขึ้นเพราะััของเขา“น่ารักน่าชัง” หยางซีอวิ๋นเอ่ยพึมพำ
“เฮ้อ...เห็นเช่นนี้แล้วข้าคงห้ามเ้าไม่ได้กระมังเสี่ยวอวิ๋น”เ้าสำนักเซียวส่ายหน้าแล้วบอกให้อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ “ลองอุ้มนางดูเถิด”
เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของศิษย์พี่จื่อเถิงยิ้มให้เขาหน้าระรื่น ยื่นมือกลม ๆ น้อย ๆคิดจะแตะใบหน้าที่กำลังมองตนเองอย่างอ่อนโยน
“ข้ามีศิษย์เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วสินะ”เฉาิถอนหายใจ เดิมทีคิดว่าจะรับหยางซีอวิ๋นเป็ศิษย์สายตรงคนสุดท้ายแล้วแท้ ๆแต่หากดูจากท่าทางของศิษย์พี่มือใหม่เวลานี้แล้วคงไม่แคล้วขอร้องให้เขารับนางเป็ศิษย์ไปอีกคนแน่ๆ
“ข้าบอกเ้าั้แ่แรกแล้วมิใช่หรือว่าให้เ้าเป็อาจารย์ของนาง”เ้าสำนักเซียวเลิกคิ้วคิดว่าคนตรงหน้าลืมเื่ที่พูดคุยก่อนหน้านี้ไปแล้ว“เ้าคงจะไปฝากจางเจี๋ยหลุนดูแลใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก”เสียงของเขาสูงปรี๊ดผิดปกติจนหยางซีอวิ๋นหัวเราะลั่น
“อาจารย์ขอรับเื่ดูแลศิษย์น้อง ศิษย์จะช่วยท่านเอง”เขาหลงรักเ้าจื่อเถิงเต็มเปาจึงเอ็นดูน้องสาวคนนี้เป็อย่างมาก“ในที่สุดก็จะมีคนเรียกข้าว่าศิษย์พี่แล้ว”
“นึกแล้วเชียว”เฉาิส่ายหน้าแล้วขยี้ผมยาวสีดำขลับของศิษย์รักตามประสา
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างสงบเรียบง่ายทารกน้อยจื่อเถิงในวันนั้นค่อย ๆ เติบโตอย่างงดงามราวกับดอกจื่อเถิงที่บานสะพรั่ง
เวลานี้จื่อเถิงอายุครบสิบแปดปีชีวิตรายล้อมด้วยความสุขที่ศิษย์พี่และอาจารย์มอบให้ไม่เคยต้องประสบพบความยากลำบากใด ๆ มาก่อน
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกพเนจรช่วยเหลือชาวประชาที่ตกทุกข์ได้ยากเรียนรู้ความลำบากและผ่านด่านเคราะห์ที่กำหนดให้นางเผชิญ
“ศิษย์น้องจื่อเถิง”เสียงเรียกของหยางซีอวิ๋นทำให้นางรู้สึกอารมณ์ดีเป็พิเศษเขาถือดอกไม้กลิ่นหอมนานาชนิดมามอบให้นางเป็ของขวัญวันที่บรรลุคัมภีร์เซียนขั้นที่สามหลังจากฝึกฝนมานานหลายปี
“ศิษย์พี่จื่อเถิง”อิงฮวาผู้เป็ศิษย์คนสุดท้ายของสำนักดารา์เรียกนางด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“อาจารย์บอกว่าศิษย์พี่จะออกเดินทางใช่หรือไม่”
“อืม”นางตอบสั้น ๆ รู้ดีว่าคนตรงหน้า้าอะไร
แม้อิงฮวาจะเป็ศิษย์สายตรงของจางเจี๋ยหลุนแต่อาจารย์อาไม่ได้เคร่งครัดห้ามปรามสิ่งใดกับอิงฮวาแม้แต่น้อยนางจึงมักจะมาเกาะติดจื่อเถิงและหยางซีอวิ๋นอยู่เป็ประจำ
หากจื่อเถิงต้องออกเดินทางไกลอิงฮวาจะต้องขอตามติดไปด้วยอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่จื่อเถิงคือว่าข้า... ข้า...” นางพูดตะกุกตะกักเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธ “คือว่า ข้า..”
“เ้าทำไมหรือ”จื่อเถิงเห็นท่าทางของนางจึงนึกอยากแกล้ง
“ข้า..คือว่า..”
“เ้าอยากร่วมเดินทางกับศิษย์พี่ใช่หรือไม่”หยางซีอวิ๋นเป็คนถามนางตรง ๆ พลางมองหน้าจื่อเถิง
“เ้าค่ะ”ศิษย์วัยสิบห้าพยักหน้ายอมรับ “ข้าอยากไปด้วย พวกท่านรอข้าอีกสักเจ็ดวันได้หรือไม่ข้าจะรีบสอบคัมภีร์เซียนขั้นสองให้ผ่าน”
“หากเ้ามุ่งมั่นถึงเพียงนั้นศิษย์พี่จะใจร้ายไม่ให้เ้าไปด้วยได้อย่างไร” จื่อเถิงลูบศีรษะของนางอย่างแ่เบา“เช่นนั้นรีบเตรียมตัวสอบให้ผ่านดีหรือไม่”
“เ้าค่ะ”อิงฮวาพยักหน้าแล้วรีบวิ่งไปที่ตำหนักของอาจารย์ด้วยพลังเต็มเปี่ยมแววตามุ่งมั่นราวกับมีไฟลุกโชน
“ตามใจศิษย์น้องอีกแล้วจื่อเถิง”หยางซีอวิ๋นยิ้มให้นาง
“ศิษย์พี่เป็คนอนุญาตนางแท้ๆ” จื่อเถิงย้อนเพราะคนที่ตามใจศิษย์น้องมากที่สุดก็คือเขา
“เฮ้อมีเด็กน้อยสองคนเดินทางอยู่ข้างกาย ข้าคงจะปวดหัวน่าดู” หยางซีอวิ๋นทำทีถอนหายใจ
“ศิษย์พี่ข้าไม่ได้ดื้อถึงเพียงนั้นเสียหน่อย ท่านพูดเกินไปแล้ว”จื่อเถิงส่ายหน้าไม่ยอมรับว่านางคือคนที่ดื้อที่สุดในสำนักดารา์
“จริงหรือถ้าศิษย์น้องยืนยันเช่นนั้น ข้าคงต้องเชื่อแล้วล่ะ” หยางซีอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ
จากนั้นทั้งคู่จึงตั้งสมาธินั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นหลิวรอคอยอิงฮวาสอบคัมภีร์เซียนด้วยความสงบเตรียมพร้อมออกเดินทางผจญภัยในดินแดนนอกสำนัก