บทนำ
เมืองกรีนแลนด์ เมืองใหญ่ทางทิศตะวันตกของประเทศเฟิร์สคลาส ด้วยลักษณะที่ตั้งเปรียบดั่งหัวั เมืองนี้จึงเติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาห้าปี กรีนแลนด์ ได้ขึ้นเป็เขตเศรษฐกิจใหม่ และใหญ่เป็อันดับสองรองจาก พารากอน เมืองหลวง ว่ากันว่าหากย้ายเมืองหลวงเมื่อไหร่ กรีนแลนด์ นี่แหล่ะ คือเมืองหลวงที่แท้จริง
ในอดีตประชากรท้องถิ่นประกอบอาชีพประมง เป็วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขยิ่งนัก เมื่อ5ปีที่แล้วรัฐบาลประกาศให้เมืองนี้เป็เมืองท่องเที่ยวและเมืองท่าสำคัญที่ปลอดภาษี นักลงทุนและนักแสวงโชคจำนวนมากต่างหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ นับจากนี้ไป เมืองที่เคยสงบร่มเย็นเมืองนี้ จะไม่มีความสงบสุขอีกแล้ว
03.00 น. ค่ำคืนนี้มีหิมะโปรยปราย ่เวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังหลับใหล คลังสินค้าที่ห่างใกลชุมชนแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองกลับมีแสงไฟสว่างไสว เสียงคนะโสั่งการ เสียงหอบหายใจ ยกของ ลากของ เสียงเครนลำเลียงสินค้า เสียงเครื่องจักร เสียงเครื่องยนต์ ดังระงมกระหึ่มไปทั่วบริเวณ
“เฮ้ย!ระวังหน่อย นี่เป็สินค้าเกรดพรีเมี่ยมจากเมืองไทย พวกแกต้องระมัดระวังอย่าให้เสียหายนะเว้ย” ไบโซ หัวหน้าคนงานวัยยี่สิบห้าปีะโสั่งคนงานเสียงเคร่งเครียด
“นายสั่งว่าต้องขึ้นตู้ให้หมดก่อนตีสี่จะทันมั๊ยเฮีย” สินธา ลูกน้องคนสนิทกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ไม่รู้หว่ะ ถ้าตีสามครึ่งยังไม่เรียบร้อย เอ็งกับข้าเตรียมเอาคอไปพาดรางเครนรอนายได้เลย”
สินธาถึงกับตาเหลือกกลืนน้ำลายเสียงดังเฮือก
“ไปทำงาน” แล้วก็ใกับเสียงตวาดของไบโซ
ประตูหน้าของคลังสินค้า รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จอดเรียงแถวเจ็ดคัน ทุกคันกำลังจะออกไปยังท่าเรือเพื่อลำเลียงของลงเรือต่อไป ขั้นตอนสุดท้ายที่นี่คือให้หน่วยตรวจเช๊คเซ็นต์ใบอนุมัติผ่านเท่านั้น
รถอีกสี่คันผ่านขั้นตอนเรียบร้อยแล้วแต่ยังจอดรออยู่นอกรั้ว รอคันที่เหลือผ่านขั้นตอนเพื่อจะได้ออกเดินทางพร้อมกัน
ในความมืดสลัวด้านหลังของรถคันที่สอง ปรากฏเงามืดร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ หยิบอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆอะไรสักอย่างลักษณะสี่เหลี่ยมสีดำมีแสงไฟกระพริบแดงว๊าบๆเป็ระยะๆ ติดไว้ใต้ท้องด้านหลังรถ
“คันที่สองเคลีย กำลังจะเช๊คอินคันที่ 3”เสียงทุ้มๆพูดเสียงแ่เบากับเฮดโฟน
“เร่งมือหน่อย ระวังเจ็ดนาฬิกาด้วย วาฬเกยตื้นสองตัวสิบห้าเมตร” เสียงดังลอดมาจากเฮดโฟน
เงาดำนั้นเหลียวหลังแว๊บสะบัดตัววูบร่างพลิ้วเข้าไปใต้ท้องรถ กลิ้งตัวผ่านไปยังรถคันที่สามอย่างว่องไว ดูก็รู้ว่าได้ผ่านการฝึกร่างกายมาอย่างดี
ผ่านไปสามสิบนาทีในป่าสนอันรกทึบมืดสนิท ฝั่งตรงข้ามคลังสินค้า ดวงตาคมเข้มแวววาวคู่หนึ่งแฝงตัวอยู่หลังต้นสนใหญ่ มองไปยังขบวนคอนเทนเนอร์ทั้งสิบห้าคัน ที่จอดเรียงรายกำลังจะเคลื่อนตัวออกไป
“วาฬใหญ่ฮุบเหยื่อแล้วสิบห้าตัว เริ่มแผนสุขิตทันที”
“ทราบ เทคแคร์ติง*”เสียงตอบดังมาทางเฮดโฟน
“เฮ้ย!ใคร ออกมา” เสียงะโดังลั่น ชายฉกรรจ์ 3 คนพร้อมอาวุธามองมา คนเหล่านี้คือหน่วยเวรยามของคลังต่างพากันวิ่งมาทางนี้
“ซวยแล้ว กูโดนเห็น ซียูทูมอโร่เว๊ย” เงาดำผลุดลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในป่าลึก เสียงสวบสาบตามหลังดังไปทั่วบริเวณ
“อยู่นั้นเว๊ย จับตัวมาให้ได้”
“หายไปใหนแล้ว”
บุรุษชุดสูทดำห้า คน พร้อมปืนไรเฟิล สกอร์เปี้ยน ขนาดกระชับมือกระจายกำลัง ต่างหยุดนิ่ง สอดส่ายสายตามองหาร่างคนผู้นั้น
“เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลย”
“ผีป่าววะ แม่งหายไปใหน”
“ไอโง่! ผีกับนายมึงกลัวใคร”
ในความมืด มีแต่แสงไฟฉายวูบวาบจากชายชุดสูททั้งห้าส่องไปทั่วบริเวณ เหนือศรีษะบนกิ่งสนใหญ่สูงราวห้าเมตร เงาร่างหนึ่งสงบนิ่ง หายใจช้าๆเป็จังหวะ สายตาคมกล้าจับจ้องไปที่กลุ่มชายเบื้องล่าง
“กระจายไปรอบๆเว๊ย เจอแล้วให้ส่งสัญญานบอก ถ้าไม่เจอยี่สิบนาทีรวมตัวหน้าคลัง”เสียงชายชุดสูทคนหนึ่งกล่าวสั่ง
“ทราบ หัวหน้า” ทั้งสี่กระจายตัวกันออกไป ยังคงเหลือคนสั่งการยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ในเวลาเดียวกันบนกิ่งสน เงาร่างหนึ่งนิ่ง มองลงมา เขาค่อยๆขยับร่าง หย่อนตัวช้าๆ มือเกาะกิ่งสนทิ้งตัวลงเกาะลำต้นอย่างช้าๆเงียบกริบ เขาสวมถุงมือเกาะโอบลำต้นสนไว้ ยึดแน่นไม่ร่วงหล่นลงมา หัวหน้าสูทดำยังคงเดินวนเวียนอยู่เบื้องล่าง ทุกอย่างเงียบ ไม่มีเสียงใด นอกจากเสียงหายใจของหัวหน้าชุดสูท
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ร่างนั้นค่อยๆไต่ต้นสนลงมาสภาพเหมือนจิ้งจกตัวใหญ่ คงเป็เพราะถุงมือชนิดพิเศษและชุดดำประหลาดตัวนั้นจึงเกาะแน่นได้ขนาดนี้
ไม่ใช่ฮีโร่ในซีรี่ย์ดัง ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นจนได้ ด้วยความมืด กับการยกมือขยับที่ผิดจังหวะ ร่างเขาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว เมื่อมือััพื้นเขาก็สะบัดตัวเท้าชี้ฟ้าตีลังกาจบลงที่ท่านั่งชันเข่ามือขวายันพื้นมือซ้ายชูตรงชี้ไปด้านหลังอย่างสวยงาม
“เฮ๊ย อยู่นี่เองเหรอ”หัวหน้าชุดสูทหันมาตามเสียงในระยะห่างแค่ 3 เมตรไม่พลาดแน่เขาแค่นยิ้ม พร้อมพุ่งตัวชาร์ตใส่ทันที
เหมือนหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง ปรากฏเป็หมอกควันสีขาวฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ เขาเหมือนโดนฝุ่นแป้งสาดใส่ หน้า,ตาและหัว ทำให้รู้สึกระคายเคืองต้องหลับตาลงด้วยสัญชาติญาณ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นแค่ชั่วอึดใจเดียว
“โอ๊ย!อะไรวะ”
เสียงฝีเท้าวิ่งตรงมา เป็ชายสูทดำอีก2คน
“หัวหน้า ทาแป้งอะไรขาวทั้งหน้าทั้งตัว ทำอะไรอยู่เหรอ” เสียงลูกน้องวิ่งมาแล้วกล่าวทัก
“ทำห่าอะไรหล่ะ ไอเวรนั่นเล่นกูสิ”
“ใครที่ไหน ไม่เห็นมีใครเลย หัวหน้า”
“หัวหน้าเห็นหน้ามันหรือป่าว”
“เอ๊ะ นี่อะไรเหรอ หัวหน้า” ลูกน้องอีกคนที่เพิ่งจะมาถึงก้มลงเก็บชิ้นเหล็กสปริงขนาดเท่านิ้วโป้งขึ้นมา
“แม่ง!กูต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็ใคร” หัวหน้ากล่าวด้วยความเคียดแค้น
ทั้งสามมองหน้ากันอย่างงงๆ คนหนึ่งโดนลูบคม อีกสองคนยืนงง เป็สภาพที่ชวนทุลักทุเลนัก
อีกด้านหนึ่งสุดเขตของป่าสนเงาร่างหนึ่งโผล่พ้นชายป่าสนออกมา ใช่แล้วนี่คือเงาร่างที่ทุกคนกำลังตามหา เขาวิ่งลงบนถนนตรงหน้าก้มแหวกหญ้าริมทางหยิบเอาสเก๊ตบอร์ดไฟฟ้าที่ซ่อนเตรียมไว้ั้แ่หัวค่ำออกมา ขึ้นเหยียบแล้วเคลื่อนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
เขาเคลื่อนตัวบนถนนผ่านจุดต่างๆในเมืองประมาณยี่สิบนาทีก็มาหยุดลงที่บ้านสองชั้นหลังหนึ่ง ริมสวนสาธารณะลักษณะรั้วรอบขอบชิดเนื้อที่ประมาณสามร้อยตารางเมตร เขาะโเกาะรั้วพลิกตัวเข้าด้านในอย่างชำนาญ วิ่งผ่านสนามหญ้าปีนต้นมะยมใหญ่ข้างบ้านเปิดหน้าต่างชั้นสองพาตัวเข้าสู่ความมืดภายในบ้าน
เสียงดีดนิ้วดัง เป๊าะ! แสงไฟสว่างไปทั่วห้องเผยให้เห็นเป็เด็กชายหนุ่มสวมชุดหนังสีดำแนบเนื้อหน้าตาคมเข้มหล่อเหลา ผิวขาวผอมสูงโปร่งราวหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเิเ ทรงผมสั้นเกรียนดูก็รู้ว่ายังเป็นักศึกษา
เขาถอดชุดออกเก็บอุปกรณ์ทุกชิ้นใส่ตู้ในช่องลับอย่างมิดชิด จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอน ครุ่นคิด ‘เครื่องยิงแป้งพังอีกแล้ว ครั้งนี้คงต้องอัพเกรดใหญ่เสียที’
ดีดนิ้วดัง เป๊าะ! แสงสว่างภายในห้องดับมิดสนิทคงมีแต่แสงจันทร์ที่สาดส่องมาทางหน้าต่างเสียงลมพัดภายนอกดังวู๊วู๊ ดุจเสียงเพลงธรรมชาติ กับหิมะที่ตกโปรยปราย มองดูเป็ภาพที่งดงามนัก
“มิชั่นคอมพรีส นู๊พสาดออฟไลน์” เขาพูดใส่อุปกรณสื่อสารเล็กๆแล้ววางลงในช่องลับโต๊ะข้างเตียงหยิบฉวยผ้านวมที่ปลายเท้าห่มครึ่งตัวแล้วหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย
เทคแคร์ติง* โค๊ตลับหมายความว่าให้ระวังทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว