Pioneer Era

    ตอนที่ 128 โฮปกับเงินที่หายไป

    ***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]

    “โนอาร์ สำเร็จเป็นไปตามแผนของเธอเลย”

    “มันเป็นไปตามความปราถนาของนายท่านค่ะ”

    สงครามได้จบลงแล้ว

    ไม่สิ ต้องบอกว่าจบลงชั่วคราวมากกว่า

    สงครามเมื่อกี้ คือแผนการที่โนอาร์คิดขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน

    พวกเราไม่รู้ว่าควรทำยังไงถึงซื้อเวลา ยื้อให้กองทัพของฝ่ายผมไม่เข้าปะทะกับเมืองของพวกลิลลี่

    ในตอนนั้นเองที่โนอาร์เสนอไอเดียแปลกประหลาดออกมา



    “งั้นมาลองแลกอาวุธกับฝ่ายนั้น เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างทราบศักยภาพอาวุธของอีกฝ่าย จนยอมหยุดยิงชั่วคราวเป็นยังไงกันละคะ? ”

    ผมไม่แน่ใจว่าวิธีของเธอจะได้ผลหรือเปล่า

    มันก็มีความเป็นไปได้ ที่หากคนเราทราบถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาหยุดยิงเพื่อรอจังหวะสวนกลับในยามที่อีกฝ่ายลดความระวังลง

    แต่จะให้เกิดเหตุการณ์นั้นได้ มันต้องทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเราแข็งแกร่งพอที่จะทำให้รู้สึกต้องเกรงใจขึ้นมาเสียก่อน

    ถ้ามันจะช่วยทำให้ยื้อเวลาของสงครามออกไปได้ ผมก็ว่าดีกว่าไม่ทำอะไรอะนะ

    ไม่อย่างงั้น กองทัพของพวกผมคงได้เข้าประชิดเมืองพวกอสูรในเร็ว ๆ นี้แน่นอน



    หลังจากนั้นโนอาร์ก็เริ่มซัดทุกอย่างที่มีใส่เมืองศัตรู

    ศัตรูเองก็รับคำท้า แล้วซัดอาวุธสวนกลับมา

    ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน

    อาวุธที่ใช้ออกมายิงใส่กันนั้น มันดูเหนือจินตนาการณ์ยิ่งกว่าตอนสงครามครั้งแรกที่ผมเคยเห็นเสียอีก

    ลำแสงที่ยิงสาดส่อง ม่านแสงประหลาดที่ป้องกันได้ทุกสิ่ง แล้วยังเมืองทั้งเมืองที่สามารถบินบนท้องฟ้าได้

    แถมไม่น่าเชื่อว่าอาวุธของพวกเผ่าอสูร จะเทียบเท่ากับพลังของโนอาร์ จนโนอาร์เองก็ต้องเริ่มใช้ความรุนแรงมากขึ้น เพื่อตามให้ทันศักยภาพอาวุธของศัตรู

    ความรุนแรงของอาวุธทั้งสองฝ่าย ถึงขนาดที่ทำให้ภูมิทัศน์โดยรอบเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

    โชคดีที่การโจมตีชุดหลังเกิดขึ้นกลางอากาศเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่อย่างงั้นครึ่งหนึ่งของทวีปนี้คงกลายเป็นพื้นที่รกร้างไปแล้ว

    นี่ผมกำลังฝันอยู่หรือเปล่า?

    ให้ตายสิ…

    แสดงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้เห็นจากโรงเรียนของพวกลิลลี่ หรือแม้กระทั้งสงครามครั้งแรก มันเป็นแค่ส่วนปลายยอดของความแข็งแกร่งพวกเผ่าอสูรกายเท่านั้นเองสินะ?



    “งั้นที่เหลือ ก็ขึ้นอยู่กับพวกลิลลี่แล้วเท่านั้น”

    ผมมองผ่านหน้าต่างของอินทรีย์เหล็กออกไปข้างนอก

    ตอนนี้ผมสามารถซื้อเวลาให้กับพวกลิลลี่ได้แล้ว

    ที่เหลือทำได้แต่เพียงเชื่อมั่น ว่าพวกลิลลี่จะใช้ช่วงเวลานี้หาทางทำอะไรสังอย่าง

    ผมทำได้แค่นี้เท่านั้น

    แต่ถ้าหากว่าพวกลิลลี่ไม่สามารถหาทางทำอะไรสักอย่างกับสงครามนี้ได้

    ถ้าหากเวลานั้นมาถึงละก็…



    ***หนุ่มซื่อบื้อ [โฮป]

    พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงต่ำ แสงตะวันยามเย็นสาดส่องทอประกาย ตัดผ่านเส้นขอบฟ้ากับหมู่เมฆสีขาว

    “กลับมาถึงเมืองแล้ว”

    ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้หยุดยิงกันเสียดื้อ ๆ แต่เพราะแบบนั้น พวกเราเลยสามารถบินกลับเข้ามาในเมืองได้สำเร็จ

    พวกเราจะไม่มีโอกาสบินกลับเข้าเมืองได้เลย ถ้าหากว่าม่านบาเรียนี้ยังคงกางเอาไว้อยู่

    ตรงหน้าของพวกเราคือ [อดีตประตูเมือง] ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นวงแหวนพลังงานแรงสูงไปแล้ว

    สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นกำแพง แท้ที่จริงมันคือวงแหวนสำหรับควบคุมพลังงาน ที่คอยใช้ควบคุมระดับพลังงานของม่านบาเรีย ให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนดเอาไว้

    สิ่งที่เคยเป็นอดีตประตูเมืองขนาดใหญ่ ได้กลายเป็นปากทางเข้าเดียวของบาเรียสีฟ้าตรงหน้า

    ทันทีที่เครื่องบินของพวกเราบินมาถึง ประตูเหล็กหนาก็เปิดแยกออกเป็นสองฝั่ง พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าสีขาวยิงมาที่ม่านบาเรียสีฟ้ารอบนอกวงแหวน

    ทันใดนั้น ม่านบาเรียสีฟ้าก็ถูกเจาะเปิดเป็นรูกว้างเพื่อให้พวกเราบินเข้าไป ก่อนจะกลับมาปิดเรียบสนิทตามเดิม



    พวกเราบินตัดผ่านตัวเมือง แล้วมาร่อนลงจอดที่ลานกว้างของโรงเรียนไพโอเนียร์

    สาเหตุที่ต้องมาจอดที่นี่ เพราะว่าพวกเราไม่มีสนามบินใช้กัน เนื่องจากพวกเราพึ่งจะสามารถกลับมาเปิดใช้น่านฟ้าได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นเอง

    ทีแรก ทางการไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้น่านฟ้าของทวีปนี้กันเมื่อไหร เลยทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่สร้างสนามบินให้เปลืองงบประมาณ แล้วมีแค่เฉพาะในฐานทัพทางทหารรอบตัวเมืองแค่ห้าแห่ง กับใช้เรือบรรทุกเครื่องบินที่จอดรอนอกชายฝั่งในการจอดเครื่องบิน



    ที่ลานกว้างของโรงเรียน มีนักข่าวจำนวนมากรอพวกเราอยู่

    พูดตามตรงว่าน่ารำคาญ…

    พวกเขาเอาแต่ตั้งคำถามวุ่นวาย ตั้งแต่เรื่องที่พวกเราเป็นแค่เด็กนักเรียน แต่ยอมเสี่ยงชีวิตไปช่วยตัวประกัน ไปจนถึงถามความรู้สึก ถามเรื่องไร้สาระที่พวกนี้จะเอาไปเขียนข่าวได้

    แถมเพราะว่ายัยลี่ ยัยพรุน ยัยแฟต ทั้งสามคนยังเป็นลูกสาวของคนดัง เลยยิ่งทำให้พวกนักข่าวไปรุมพวกเธอเป็นการใหญ่

    “ผมได้ยินมาว่าคุณแฟตเป็นคนคิดวางแผนพาตัวประกันหนีออกมาจากที่คุมขัง! ไม่ทราบว่าคุณแฟตได้แนวคิดการวางแผนมาจากท่านราชินีแฟต---”

    ให้ตายสิ ไอพวกคนเด่นคนดัง

    ชิ…

    ไม่มีนักข่าวคนไหนมาสนใจผมเลยสักคนเดียว…



    ไม่สิ ยังมีเจ้าไฮเจนอีกคนอยู่ด้วยนี่หว่า?

    ผมหันไปมองดูเจ้าไฮเจน

    เธอกำลังยืนอยู่ข้างผมด้วยใบหน้าของสตรีผู้มีผมสีแดงยาว

    ถึงจะมีบาดแผลตามตัว แต่มันก็หาได้ลดความงามของเธอลงไปเลยแม้แต่น้อย

    ตอนแรกรู้สึกรับไม่ได้กับเผ่ามนุษย์นกที่มีสองเพศในคนเดียว แต่พอตัดไอนั่นทิ้ง แล้วปล่อยให้ฮอร์โมนหญิงทำงาน มันก็สามารถกลายเป็นคนที่สวยถึงขนาดนี้ได้

    เลยแอบคิดอยู่เหมือนกัน ว่าอย่ากลับไปเป็นเพศชายเลยน่าจะดีกว่า

    ให้คนสวยแบบนี้กลับไปเป็นเพศชายมันน่าเสียดายออก หรือไม่จริงละ?

    “ไฮเจน คงมีแค่เธอที่เหมือนกับผม---”

    “นั่น [ไฮโดรเจนซันไฟล์] บุตรของโซลเดียมกับไฮเจนนี่! ”

    “ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ! ”

    “แว๊ก---!?! ”



    ผมโดนมวลมหานักข่าวดันจนกระเด็นออกมา

    โซลเดียมกับไฮเจน… ถ้าจำไม่ผิด นั่นมันชื่อของนายทหารระดับสูงเผ่ามนุษย์นกนี่หว่า?

    “...”

    ไฮเจน! ยัยคนทรยศ!

    ไอเราก็นึกว่าเธอเป็นคนธรรมดาเหมือนกันเสียอีก!

    ที่พูดนี่คือไม่ได้อิจฉาเลยนะ

    ไม่ได้อิจฉาแม้แต่มิลลิเมตรเดียวเลยสักนิด!



    “...”

    โอเค ยอมรับก็ได้ว่าตรูอิจฉาพวกเธอ

    อิจฉาสุด ๆ ไปเลยโว้ย!

    หน้าตา เงินทอง ความรู้ ครอบครัว

    พวกเธอทุกคนมีทุกอย่างที่ผมไม่มี

    หน่อย! ไอพวกเกิดมามีฐานะดีทั้งหลาย มันจะน่าอิจฉาเกินไปแล้วนะ!

    ดูสิ เพราะแบบนี้นักข่าวเลยไปสนใจพวกเธอกันหมดเลย

    ผมเองก็ยอมเสี่ยงชีวิตไปช่วยทุกคนมาเหมือนกันนะ!

    มาสนใจทางนี้หน่อยเซ่!



    นี่ไม่คิดจะสนใจทางนี้เลยสินะ?

    ฮึม! ก็ได้! งั้นเชิญคุยกับนักข่าวให้พอใจกันไปเลย! ส่วนผมคนนี้จะขอไปรับเงินรางวัลคนเดียวก่อนแล้วกัน

    เมื่อกี้เห็นยัยพรุนพูดให้เครดิตเจ้าประธานหน้าเลือดคนนั้นไปแล้ว ดังนั้น เจ้าประธานบ้านั่นก็น่าจะเตรียมเงินให้ผมเอาไว้แล้วสินะ?

    ว่าแล้วผมก็เดินหลบมุมเพื่อหามุมเงียบอยู่คนเดียว

    “คุณไฮเจน ทั้งที่อายุไม่ถึง 20 ปี แต่คุณกลับเลือกแสดงตัวตนเป็นเพศหญิงแล้ว แสดงว่าคุณมีชายที่ชอบ---”

    นี่ขนาดมายืนตรงริมขอบสนามแล้วนะ!

    หนวกหูวุ้ย!

    ว่าแล้วเลยตัดสินใจกลับไปที่หอพักก่อนแม่ม

    รีบทำเรื่องรายชื่อกับพวกทหารที่ยืนเฝ้าระวังอยู่โดยรอบ แล้วเดินออกมาก่อนแม่งเลย!



    อืม...

    พอเดินมาถึงหน้าหอพัก ทุกอย่างก็ค่อยเริ่มเงียบสงบหน่อย

    แต่ว่า… พวกชนเผ่าท้องถิ่นมันหายไปไหนกันหมดนะ?

    คงโดนทางการพาไปคุมตัวกันหมดแล้วมั้ง?

    “... ช่างเถอะ ตอนนี้เรื่องเงินต้องมาก่อน”

    ผมหยิบมือถือขึ้นมา---

    “... ชิบหาย”

    มือถือ… [พัง]

    หน้าจอแตกละเอียด แถมยังเครื่องพับงอถึงเก้าสิบองศา

    มือถือแสนล้ำค่าเพียงเครื่องเดียวที่เจียดเงินซื้อมา (ตกรุ่นสิบปีกว่า) ได้พังพินาศไปแล้ว

    “... ไม่น่าพกออกไปสู้เลยให้ตายสิ”

    ปกติเพราะห่วงว่าจะพัง เวลาออกสนามผมเลยไม่พกติดตัว แล้วใช้เครื่องสื่อสารสนามที่ทางโรงเรียนจัดหาให้สำหรับการฝึกซ้อมแทน

    แต่ครั้งนี้เพราะเป็นการออกไปด้วยความต้องการส่วนตัว เลยต้องจำยอมใช้เครื่องของตัวเอง

    และนี่คือผลลัพธ์นั้น….



    “... แต่ยังเปิดเครื่องได้อยู่แฮะ”

    สมกับที่เป็นมือถือรุ่น [Nokia-3310] ขนาดเครื่องงอพับจนจอแตกไปแล้ว แต่ยังทำงานได้อยู่แฮะ

    “...เงียบ”

    ถือจะโทรออกไปได้ แต่ปลายทางกลับไม่รับสายซะอย่างงั้น

    พอลองหมุนเช็กยอดเงินดู ก็พบว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้ามาอีกด้วย

    ไอเจ้าประธานนั่น มันคิดที่จะเบี้ยวเงินหรือยังไง!?

    แบบนี้ต้องบุกไปถึงสำนักงานแม่ม!

    แต่ก่อนอื่นต้องไปขอยัยแฟตก่อน เพราะยัยนั่นจ้างให้ผมคุ้มกันเธอ---



    "...ชิบหาย ลืมไปเลย! "

    คนคุ้มกันออกมาเดินเล่นซะไกลแบบนี้มันจะดีเรอะ?

    แย่ละสิ!

    ถ้าถูกยัยนั่นมองว่าไร้ความรับผิดชอบจนเลิกจ้างละก็แย่แน่

    เงินตั้งพันล้านยูนิตเลยนะเฟ้ย

    ว่าแล้วก็รีบสับขากลับไปให้ว่อง

    ใส่แรงเต็มที่ สับเกียร์หมาเต็มแรง

    วิ่งจนแผ่นดินสั่นสะเทือน กระทืบพื้นจนแผ่นหินทางเดินแตกกระจาย โคมไฟถนนล้มระเนระนาด



    เออ… เผลอใส่แรงวิ่งมากไปหน่อย

    ไม่สิ… นี่ผมมีแรงเยอะเกินมนุษย์ขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ย?

    จะว่าไป รู้สึกว่าแผลที่ได้รับมาตอนต่อสู้กับเจ้าจระเข้ ยังสมานตัวเร็วผิดปกติอีกด้วย

    แถมยังรู้สึกว่าร่างกายมันเบา ๆ มากขึ้นกว่าเดิมอีก

    ผมไม่ใช่ชาวไซ*ตรูด*ที่ยิ่งได้รับบาดเจ็บ จะยิ่งแข็งแกร่งนะ!

    อืม… แต่ตอนนี้คงต้องช่างหัวเรื่องร่างกายตัวเองไปก่อน

    เพราะ… ใครมันจะเป็นคนรับผิดชอบความเสียหายตรงนี้กันฟะ?!

    "..."

    ไม่เป็นไร แค่ทำลายทรัพย์สินโรงเรียนไปนิดหน่อย เขาคงไม่เรียกเก็บค่าเสียหายหรอกมั้ง?

    ยังไงก็มีพวกมือซนอย่างเผ่าภูติชอบทำลายทรัพย์สินโรงเรียนทุกวันอยู่แล้ว

    พวกเขาคงไม่เอาเรื่องกับผมที่ทำลายถนนไปด้วยความบังเอิญหรอก

    ไม่… ไม่เรียกเก็บทีหลังแน่นอน

    ผมเชื่อเช่นนั้น



    ***



    หลังจากใช้เวลาร่วมห้านาทีเพื่อปรับความแรงในการวิ่ง ทำลายถนนเพิ่มไปอีกสองสามเส้น ล้มเสาไฟไปร่วมห้าสิบต้น ในที่สุด ผมก็มาถึงจุดที่พวกลิลลี่อยู่ได้โดยไม่เผลอทำลายถนนเส้นสุดท้ายไปก่อนได้สำเร็จ

    ควบคุมแรงตัวเองได้แล้วเว้ย!

    "อืม… ยังถูกนักข่าวรุมอยู่อีกเรอะ? "

    ที่ลานกว้าง เหล่าตัวประกันต่างถูกพวกทหารพาตัวกลับบ้านกับหมดแล้ว

    จะมีแต่ก็พวกลิลลี่ ที่ยังโดนฝูงไฮยีน่าที่น่ารำคาญรุมทึ้งอยู่

    พวกทหารเองก็เอาแต่ยืนดูอยู่วงนอกไม่ยอมทำอะไร

    ผอ. บานา กับภรรยาเธอเองก็ไม่อยู่

    ให้ตายสิ แทนที่จะอยู่ช่วยลูกสาวตัวเองจากนักข่าว ดันหายหัวไปไหนกันนะพวกนี้?



    "คุณลิลี่ครับ แล้วตอนนั้นไม่ทราบว่ารู้สึกยังไงครับ? "

    "เออ… ก็… ตื่นเต้น… นะดอง…"

    ยัยลี่เริ่มแสดงความรู้สึกเหนื่อยออกมาให้เห็นแล้วนะไอพวกนักข่าว

    "คุณพรุน คุณไฮเจนครับ ผมได้ข่าวว่าท่านสองคนร่วมมือกันล้มจระเข้ยักษ์ขนาดห้าร้อยเมตรได้ด้วยมือเปล่า! รบกวนช่วยแจ้งรายละเอียดให้หน่อยสิค่ะ! "

    "ระ… เรื่องนั้น… ไปได้ยินมาจากไหนกันค่ะ! นั่นไม่ใช่ฝีมือของฉันนะคะ! "

    ไอจระเข้นั้นฝีมือตรูต่างหากเฟ้ย…

    แถมขนาดของมันอยู่ที่ราวห้าสิบเมตรเอง

    ไปได้ยินมาจากไหนฟะห้าร้อยเมตร?

    " คุณแฟต! "

    " คุณลิลลี่! "

    " คุณพรุน! "

    " คุณไฮเจน! "



    พวกยัยลี่เริ่มแสดงท่าทีเหนื่อยล้าออกมากันแล้ว

    แต่ในใจคงรู้สึกมีความสุขที่ได้รับชื่อเสียงอยู่สินะ

    ไม่มีใครที่ไม่ดีใจหรอก หากว่าได้เป็นศูนย์รวมของความสนใจนะ

    แล้วดูผมสิ

    ไร้คนให้ความสนใจ

    ทั้งที่ผมมีเครดิต แต่กลับมองข้ามกันหมดเลย

    ไอพวกลูกคนดัง…

    ที่บ่นนี่ไม่ใช่ว่าอิจฉานะ

    นี่พูดจริง ๆ นะ!



    "สมกับที่เป็นลูกสาวของเอสเทอคนนั้น คงได้รับสืบทอดความสามารถมาโดยตรงเลยสินะครับ? "

    "สมกับที่เป็นผู้สืบสายเลือดของวีรบุรุษบานา ท่านพรุนเองก็ได้รับสืบทอดความสามารถมาจากเขาด้วยสินะครับ? "

    เฮ้ย? นั่นปากหรือฟะ?

    ไอพวกนี้

    พูดได้พูดดีเลยนะ

    เพราะพวกเธอคือเพื่อน ผมเลยรู้เบื้องลึกเบื้องหลังความต้องการของพวกเธอมาจากปากของพวกเธอเอง



    (ฉันนะ อยากมุ่งหน้าสู่เส้นทางของวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ เพราะชื่นชอบเส้นทางนี้ค่ะ)



    พวกแม่งเคยรู้ไหม ว่ายัยพรุนอยากเป็นจอมเวทมากกว่าสืบทอดความเป็นนักรบที่พ่อแม่ยัดเยียดมาให้นะ



    (อยากให้ทุกคนจดจำฉันในฐานะตัวฉัน ไม่ใช่ในชื่อของพ่อหรือแม่ ฉันเลยต้องปลอมตัวนะดอง)



    พวกแม่งเคยรู้ถึงความต้องการของยัยลี่ ที่ต้องการให้คนจดจำในฐานะตัวของเธอเองมากกว่าจดจำในฐานะลูกสาวของวีรสตรีบ้างไหม?



    "เออ… คือว่า… ฉันนะ… ดอง…"

    “ฉัน… คือว่า… ความจริง...”

    ทั้งยัยลี่กับยัยพรุนต่างเริ่มแสดงสีหน้าลำบากใจออกมากันให้เห็นกันแล้ว

    ตรูทนไม่ไหวแล้วโว้ย…



    "เฮ้ย! "



    เสียงตะโกนของผม ทำให้สนามที่วุ่นวายถึงกลับเงียบกริบในพริบตา

    "เจ้าหนูเป็น---"



    "พวกมึงแหกตาดูหน่อย คนอื่นเขากลับบ้านกันหมดแล้ว พวกเอ็งก็รีบไสตูดกลับบ้านกันได้แล้ว! "



    "นี่ บังอาจมาพูดจาแบบนี้กับสื่อ---”



    "ถ้าไม่รีบไสตูดกลับไปในสามนาที พวกเอ็งได้ลงไปคุยกับรากมะม่วงแน่! "



    ว่าแล้วก็ใช้ขาขวากระทืบพื้นเต็มแรงทีหนึ่ง

    แผ่นหินที่ปูบนลานกว้าง ถึงกับแตกร้าวและยุบจมลงไปราวหนึ่งเมตร

    กระบี่คู่ที่แขวนอยู่ข้างเอว ถูกนำมาถือควงพร้อมกับส่องแสงเป็นประกายรังสีเจิดจ้า

    "ปะ---ไปก็ได้! "

    "มาข่มขู่นักข่าว อย่าคิดว่าจะได้จบดีนะไอหนู! "

    พวกนักข่าวที่มีด้วยกันทั้งห้าเผ่า ต่างพากันวิ่งหนีออกจากลาน แต่ไม่ลืมที่จะด่าทอผมทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยสายตาที่เคียดแค้น

    ในทางกลับกัน พวกทหารที่อยู่รอบ ๆ กำลังส่งสายตาชื่นชมมาให้ผมแทน

    พวกทหารเองก็คงรู้สึกยากที่จะรับมือเหมือนกันสินะ?

    อย่างว่า ถ้ามีเรื่องกับนักข่าว จะถูกเอาไปเขียนเสียหายยังไงก็ได้อะนะ



    "คุณโฮป ไปมีเรื่องกับนักข่าว เดียวก็จบไม่สวยกันพอดีค่ะ"

    ยัยแฟตเดินเข้ามาคุยกับผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

    ถึงเผ่ามนุษย์มดจะไม่มีสีหน้าให้สังเกตุ แต่ผมก็รูได้ว่าเธอกำลังยิ้มแย้มด้วยหนวดเรด้าบนหัวที่กำลังส่ายไปมาอย่างมีความสุข

    "ช่างหัวมันสิ อีกอย่าง พวกเธอเองยังมีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาใช่ไหมละ? ไม่อย่างงั้นคงไม่ทนให้ถูกรุมแบบนั้นหรอก จริงไหม? "

    คนที่ควรถูกนักข่าวเล่นงาน มีแค่ผมที่ไร้ซึ่งชื่อเสียงคนเดียวก็พอ

    เพราะยังไงมันก็ไม่มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษามาตั้งแต่แรกแล้ว

    "จริงอย่างที่คุณพูดค่ะ ขอบคุณค่ะคุณโฮป"

    "ถึงกับยอมเป็นเป้าให้นักข่าวเพื่อพวกเราเลยหรือโฮป..."

    "ขอบคุณค่ะโฮป"

    "ขอบคุณนะ! ดอง! "

    สี่สาวต่างหันมากล่าวขอบคุณผมด้วยรอยยิ้มที่ชื่นชม

    ในเวลานั้น รอยยิ้มของยัยลี่ ยัยพรุน กับยัยไฮเจน ต่างทำให้ผมรู้สึกใจ้เต้นขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

    ชิ… มาใจเต้นกับสาวอื่นแบบนี้ก็แย่สิ

    รักแรกของผมคือดิวซ์คนนั้นต่างหาก ไม่ใช่ยัยพวกนี้เสียหน่อย

    ถึงจะไม่เคยได้จีบหรือคุยเป็นเรื่องราวสักครั้งเลยก็ตามทีเถอะนะ...



    " แหม่~ เล่นปักธงทีเดียวสี่คนเลยหรือเจ้าค่ะ? "

    "มะ… ไม่ใช่สักหน่อย! "

    ผมรีบหันไปมองทางต้นเสียงที่คุ้นหู

    ยัยกระต่ายดำ [เพกมาไทต์] กับคู่หูเธอ [สล็อต] กำลังยืนอยู่ที่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหรก็ไม่รู้

    เธอมาด้วยชุดคลุมปิดหัวเพื่อซ่อนใบหู มือ และขา

    พอไม่เห็นใบหูกระต่ายกับขนที่ฟูนุ่มตามแขนขาแล้ว เลยแอบรู้สึกเหมือนเป็นเด็กสาวเผ่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ ธรรมดาคนหนึ่งไปเลย

    เป็นการปลอมตัวที่เนียนไม่เลว

    "อย่าจ้องแบบนั้นสิเจ้าค่ะ หรือว่าคิดที่จะปักธงข้าน้อยอย่างงั้นหรือเจ้าคะ? ขอบอกก่อนว่าปักยากมากเลยนะเจ้าค่ะ เพราะข้าน้อยมีคนที่ชอบอยู่แล้วคนหนึ่งเจ้าค่ะ"

    "... ปักธงอะไรไร้สาระน่า ว่าแต่ การที่เธอมาอยู่ตรงนี้ แสดงว่ายานของไพไรต์มาถึงแล้วเหมือนกันสินะ ไปจอดที่ไหนกันละเนี่ย? "

    "เปล่าค่ะ ฉันใช้วิธีกระโดดทิ้งตัวแล้วเกาะปีกเครื่องบินของพวกคุณมาค่ะ"

    ยัยนี่กำลังโม้อยู่หรือเปล่าฟะ...



    "อะ… เออ ช่างเถอะ แต่ตอนนี้พวกเรามีเรื่องต้องทำ ถ้าจะมาคุยเล่น เอาไว้ทีหลังเถอะนะ"

    ตอนนี้ ผมต้องคุยกับทุกคนเรื่องที่เจ้าประธานกำลังเบี้ยวเงินของผม กับเรื่องของยัยแฟตที่จ้างผมเป็นผู้คุ้มกัน

    แถมยังไม่รู้ด้วย ว่าหลังจากนี้ทิศทางของสงครามจะเป็นยังไง

    แล้วยังมีเรื่องที่เจ้าบ้าเยลโล่หายตัวไปอีกด้วย

    มีแต่เรื่องวุ้ย

    " ข้าน้อยว่าเรื่องของข้าน้อยเอง ก็คือเรื่องเดียวของท่านโฮปเจ้าค่ะ"

    "ฮืม? "

    "คือว่าท่านประธานเซอร์ไว… เขาพึ่งส่งข้อความฉุกเฉินมาเจ้าค่ะ"

    หมายความว่ายังไง?

    "ดูเหมือนว่าท่านประธานจะถูกทางการของพวกคุณคุมตัวเอาไว้ เพื่อเตรียมใช้เป็นเครื่องสังเวยของสงครามหากว่าพลาดท่าพ่ายแพ้ขึ้นมานะเจ้าค่ะ"

    เฮ้ย… เอาจริงดิ?

    แล้วแบบนี้ใครมันจะมาจ่ายเงินให้ตรูกันละเนี่ย?