***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]
“โนอาร์ สำเร็จเป็นไปตามแผนของเธอเลย”
“มันเป็นไปตามความปราถนาของนายท่านค่ะ”
สงครามได้จบลงแล้ว
ไม่สิ ต้องบอกว่าจบลงชั่วคราวมากกว่า
สงครามเมื่อกี้ คือแผนการที่โนอาร์คิดขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน
พวกเราไม่รู้ว่าควรทำยังไงถึงซื้อเวลา ยื้อให้กองทัพของฝ่ายผมไม่เข้าปะทะกับเมืองของพวกลิลลี่
ในตอนนั้นเองที่โนอาร์เสนอไอเดียแปลกประหลาดออกมา
“งั้นมาลองแลกอาวุธกับฝ่ายนั้น เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างทราบศักยภาพอาวุธของอีกฝ่าย จนยอมหยุดยิงชั่วคราวเป็นยังไงกันละคะ? ”
ผมไม่แน่ใจว่าวิธีของเธอจะได้ผลหรือเปล่า
มันก็มีความเป็นไปได้ ที่หากคนเราทราบถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาหยุดยิงเพื่อรอจังหวะสวนกลับในยามที่อีกฝ่ายลดความระวังลง
แต่จะให้เกิดเหตุการณ์นั้นได้ มันต้องทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเราแข็งแกร่งพอที่จะทำให้รู้สึกต้องเกรงใจขึ้นมาเสียก่อน
ถ้ามันจะช่วยทำให้ยื้อเวลาของสงครามออกไปได้ ผมก็ว่าดีกว่าไม่ทำอะไรอะนะ
ไม่อย่างงั้น กองทัพของพวกผมคงได้เข้าประชิดเมืองพวกอสูรในเร็ว ๆ นี้แน่นอน
หลังจากนั้นโนอาร์ก็เริ่มซัดทุกอย่างที่มีใส่เมืองศัตรู
ศัตรูเองก็รับคำท้า แล้วซัดอาวุธสวนกลับมา
ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
อาวุธที่ใช้ออกมายิงใส่กันนั้น มันดูเหนือจินตนาการณ์ยิ่งกว่าตอนสงครามครั้งแรกที่ผมเคยเห็นเสียอีก
ลำแสงที่ยิงสาดส่อง ม่านแสงประหลาดที่ป้องกันได้ทุกสิ่ง แล้วยังเมืองทั้งเมืองที่สามารถบินบนท้องฟ้าได้
แถมไม่น่าเชื่อว่าอาวุธของพวกเผ่าอสูร จะเทียบเท่ากับพลังของโนอาร์ จนโนอาร์เองก็ต้องเริ่มใช้ความรุนแรงมากขึ้น เพื่อตามให้ทันศักยภาพอาวุธของศัตรู
ความรุนแรงของอาวุธทั้งสองฝ่าย ถึงขนาดที่ทำให้ภูมิทัศน์โดยรอบเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
โชคดีที่การโจมตีชุดหลังเกิดขึ้นกลางอากาศเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่อย่างงั้นครึ่งหนึ่งของทวีปนี้คงกลายเป็นพื้นที่รกร้างไปแล้ว
นี่ผมกำลังฝันอยู่หรือเปล่า?
ให้ตายสิ…
แสดงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้เห็นจากโรงเรียนของพวกลิลลี่ หรือแม้กระทั้งสงครามครั้งแรก มันเป็นแค่ส่วนปลายยอดของความแข็งแกร่งพวกเผ่าอสูรกายเท่านั้นเองสินะ?
“งั้นที่เหลือ ก็ขึ้นอยู่กับพวกลิลลี่แล้วเท่านั้น”
ผมมองผ่านหน้าต่างของอินทรีย์เหล็กออกไปข้างนอก
ตอนนี้ผมสามารถซื้อเวลาให้กับพวกลิลลี่ได้แล้ว
ที่เหลือทำได้แต่เพียงเชื่อมั่น ว่าพวกลิลลี่จะใช้ช่วงเวลานี้หาทางทำอะไรสังอย่าง
ผมทำได้แค่นี้เท่านั้น
แต่ถ้าหากว่าพวกลิลลี่ไม่สามารถหาทางทำอะไรสักอย่างกับสงครามนี้ได้
ถ้าหากเวลานั้นมาถึงละก็…
***หนุ่มซื่อบื้อ [โฮป]
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงต่ำ แสงตะวันยามเย็นสาดส่องทอประกาย ตัดผ่านเส้นขอบฟ้ากับหมู่เมฆสีขาว
“กลับมาถึงเมืองแล้ว”
ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้หยุดยิงกันเสียดื้อ ๆ แต่เพราะแบบนั้น พวกเราเลยสามารถบินกลับเข้ามาในเมืองได้สำเร็จ
พวกเราจะไม่มีโอกาสบินกลับเข้าเมืองได้เลย ถ้าหากว่าม่านบาเรียนี้ยังคงกางเอาไว้อยู่
ตรงหน้าของพวกเราคือ [อดีตประตูเมือง] ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นวงแหวนพลังงานแรงสูงไปแล้ว
สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นกำแพง แท้ที่จริงมันคือวงแหวนสำหรับควบคุมพลังงาน ที่คอยใช้ควบคุมระดับพลังงานของม่านบาเรีย ให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนดเอาไว้
สิ่งที่เคยเป็นอดีตประตูเมืองขนาดใหญ่ ได้กลายเป็นปากทางเข้าเดียวของบาเรียสีฟ้าตรงหน้า
ทันทีที่เครื่องบินของพวกเราบินมาถึง ประตูเหล็กหนาก็เปิดแยกออกเป็นสองฝั่ง พร้อมกับปลดปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าสีขาวยิงมาที่ม่านบาเรียสีฟ้ารอบนอกวงแหวน
ทันใดนั้น ม่านบาเรียสีฟ้าก็ถูกเจาะเปิดเป็นรูกว้างเพื่อให้พวกเราบินเข้าไป ก่อนจะกลับมาปิดเรียบสนิทตามเดิม
พวกเราบินตัดผ่านตัวเมือง แล้วมาร่อนลงจอดที่ลานกว้างของโรงเรียนไพโอเนียร์
สาเหตุที่ต้องมาจอดที่นี่ เพราะว่าพวกเราไม่มีสนามบินใช้กัน เนื่องจากพวกเราพึ่งจะสามารถกลับมาเปิดใช้น่านฟ้าได้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั่นเอง
ทีแรก ทางการไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้น่านฟ้าของทวีปนี้กันเมื่อไหร เลยทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่สร้างสนามบินให้เปลืองงบประมาณ แล้วมีแค่เฉพาะในฐานทัพทางทหารรอบตัวเมืองแค่ห้าแห่ง กับใช้เรือบรรทุกเครื่องบินที่จอดรอนอกชายฝั่งในการจอดเครื่องบิน
ที่ลานกว้างของโรงเรียน มีนักข่าวจำนวนมากรอพวกเราอยู่
พูดตามตรงว่าน่ารำคาญ…
พวกเขาเอาแต่ตั้งคำถามวุ่นวาย ตั้งแต่เรื่องที่พวกเราเป็นแค่เด็กนักเรียน แต่ยอมเสี่ยงชีวิตไปช่วยตัวประกัน ไปจนถึงถามความรู้สึก ถามเรื่องไร้สาระที่พวกนี้จะเอาไปเขียนข่าวได้
แถมเพราะว่ายัยลี่ ยัยพรุน ยัยแฟต ทั้งสามคนยังเป็นลูกสาวของคนดัง เลยยิ่งทำให้พวกนักข่าวไปรุมพวกเธอเป็นการใหญ่
“ผมได้ยินมาว่าคุณแฟตเป็นคนคิดวางแผนพาตัวประกันหนีออกมาจากที่คุมขัง! ไม่ทราบว่าคุณแฟตได้แนวคิดการวางแผนมาจากท่านราชินีแฟต---”
ให้ตายสิ ไอพวกคนเด่นคนดัง
ชิ…
ไม่มีนักข่าวคนไหนมาสนใจผมเลยสักคนเดียว…
ไม่สิ ยังมีเจ้าไฮเจนอีกคนอยู่ด้วยนี่หว่า?
ผมหันไปมองดูเจ้าไฮเจน
เธอกำลังยืนอยู่ข้างผมด้วยใบหน้าของสตรีผู้มีผมสีแดงยาว
ถึงจะมีบาดแผลตามตัว แต่มันก็หาได้ลดความงามของเธอลงไปเลยแม้แต่น้อย
ตอนแรกรู้สึกรับไม่ได้กับเผ่ามนุษย์นกที่มีสองเพศในคนเดียว แต่พอตัดไอนั่นทิ้ง แล้วปล่อยให้ฮอร์โมนหญิงทำงาน มันก็สามารถกลายเป็นคนที่สวยถึงขนาดนี้ได้
เลยแอบคิดอยู่เหมือนกัน ว่าอย่ากลับไปเป็นเพศชายเลยน่าจะดีกว่า
ให้คนสวยแบบนี้กลับไปเป็นเพศชายมันน่าเสียดายออก หรือไม่จริงละ?
“ไฮเจน คงมีแค่เธอที่เหมือนกับผม---”
“นั่น [ไฮโดรเจนซันไฟล์] บุตรของโซลเดียมกับไฮเจนนี่! ”
“ขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ! ”
“แว๊ก---!?! ”
ผมโดนมวลมหานักข่าวดันจนกระเด็นออกมา
โซลเดียมกับไฮเจน… ถ้าจำไม่ผิด นั่นมันชื่อของนายทหารระดับสูงเผ่ามนุษย์นกนี่หว่า?
“...”
ไฮเจน! ยัยคนทรยศ!
ไอเราก็นึกว่าเธอเป็นคนธรรมดาเหมือนกันเสียอีก!
ที่พูดนี่คือไม่ได้อิจฉาเลยนะ
ไม่ได้อิจฉาแม้แต่มิลลิเมตรเดียวเลยสักนิด!
“...”
โอเค ยอมรับก็ได้ว่าตรูอิจฉาพวกเธอ
อิจฉาสุด ๆ ไปเลยโว้ย!
หน้าตา เงินทอง ความรู้ ครอบครัว
พวกเธอทุกคนมีทุกอย่างที่ผมไม่มี
หน่อย! ไอพวกเกิดมามีฐานะดีทั้งหลาย มันจะน่าอิจฉาเกินไปแล้วนะ!
ดูสิ เพราะแบบนี้นักข่าวเลยไปสนใจพวกเธอกันหมดเลย
ผมเองก็ยอมเสี่ยงชีวิตไปช่วยทุกคนมาเหมือนกันนะ!
มาสนใจทางนี้หน่อยเซ่!
นี่ไม่คิดจะสนใจทางนี้เลยสินะ?
ฮึม! ก็ได้! งั้นเชิญคุยกับนักข่าวให้พอใจกันไปเลย! ส่วนผมคนนี้จะขอไปรับเงินรางวัลคนเดียวก่อนแล้วกัน
เมื่อกี้เห็นยัยพรุนพูดให้เครดิตเจ้าประธานหน้าเลือดคนนั้นไปแล้ว ดังนั้น เจ้าประธานบ้านั่นก็น่าจะเตรียมเงินให้ผมเอาไว้แล้วสินะ?
ว่าแล้วผมก็เดินหลบมุมเพื่อหามุมเงียบอยู่คนเดียว
“คุณไฮเจน ทั้งที่อายุไม่ถึง 20 ปี แต่คุณกลับเลือกแสดงตัวตนเป็นเพศหญิงแล้ว แสดงว่าคุณมีชายที่ชอบ---”
นี่ขนาดมายืนตรงริมขอบสนามแล้วนะ!
หนวกหูวุ้ย!
ว่าแล้วเลยตัดสินใจกลับไปที่หอพักก่อนแม่ม
รีบทำเรื่องรายชื่อกับพวกทหารที่ยืนเฝ้าระวังอยู่โดยรอบ แล้วเดินออกมาก่อนแม่งเลย!
อืม...
พอเดินมาถึงหน้าหอพัก ทุกอย่างก็ค่อยเริ่มเงียบสงบหน่อย
แต่ว่า… พวกชนเผ่าท้องถิ่นมันหายไปไหนกันหมดนะ?
คงโดนทางการพาไปคุมตัวกันหมดแล้วมั้ง?
“... ช่างเถอะ ตอนนี้เรื่องเงินต้องมาก่อน”
ผมหยิบมือถือขึ้นมา---
“... ชิบหาย”
มือถือ… [พัง]
หน้าจอแตกละเอียด แถมยังเครื่องพับงอถึงเก้าสิบองศา
มือถือแสนล้ำค่าเพียงเครื่องเดียวที่เจียดเงินซื้อมา (ตกรุ่นสิบปีกว่า) ได้พังพินาศไปแล้ว
“... ไม่น่าพกออกไปสู้เลยให้ตายสิ”
ปกติเพราะห่วงว่าจะพัง เวลาออกสนามผมเลยไม่พกติดตัว แล้วใช้เครื่องสื่อสารสนามที่ทางโรงเรียนจัดหาให้สำหรับการฝึกซ้อมแทน
แต่ครั้งนี้เพราะเป็นการออกไปด้วยความต้องการส่วนตัว เลยต้องจำยอมใช้เครื่องของตัวเอง
และนี่คือผลลัพธ์นั้น….
“... แต่ยังเปิดเครื่องได้อยู่แฮะ”
สมกับที่เป็นมือถือรุ่น [Nokia-3310] ขนาดเครื่องงอพับจนจอแตกไปแล้ว แต่ยังทำงานได้อยู่แฮะ
“...เงียบ”
ถือจะโทรออกไปได้ แต่ปลายทางกลับไม่รับสายซะอย่างงั้น
พอลองหมุนเช็กยอดเงินดู ก็พบว่ายังไม่มีการโอนเงินเข้ามาอีกด้วย
ไอเจ้าประธานนั่น มันคิดที่จะเบี้ยวเงินหรือยังไง!?
แบบนี้ต้องบุกไปถึงสำนักงานแม่ม!
แต่ก่อนอื่นต้องไปขอยัยแฟตก่อน เพราะยัยนั่นจ้างให้ผมคุ้มกันเธอ---
"...ชิบหาย ลืมไปเลย! "
คนคุ้มกันออกมาเดินเล่นซะไกลแบบนี้มันจะดีเรอะ?
แย่ละสิ!
ถ้าถูกยัยนั่นมองว่าไร้ความรับผิดชอบจนเลิกจ้างละก็แย่แน่
เงินตั้งพันล้านยูนิตเลยนะเฟ้ย
ว่าแล้วก็รีบสับขากลับไปให้ว่อง
ใส่แรงเต็มที่ สับเกียร์หมาเต็มแรง
วิ่งจนแผ่นดินสั่นสะเทือน กระทืบพื้นจนแผ่นหินทางเดินแตกกระจาย โคมไฟถนนล้มระเนระนาด
เออ… เผลอใส่แรงวิ่งมากไปหน่อย
ไม่สิ… นี่ผมมีแรงเยอะเกินมนุษย์ขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ย?
จะว่าไป รู้สึกว่าแผลที่ได้รับมาตอนต่อสู้กับเจ้าจระเข้ ยังสมานตัวเร็วผิดปกติอีกด้วย
แถมยังรู้สึกว่าร่างกายมันเบา ๆ มากขึ้นกว่าเดิมอีก
ผมไม่ใช่ชาวไซ*ตรูด*ที่ยิ่งได้รับบาดเจ็บ จะยิ่งแข็งแกร่งนะ!
อืม… แต่ตอนนี้คงต้องช่างหัวเรื่องร่างกายตัวเองไปก่อน
เพราะ… ใครมันจะเป็นคนรับผิดชอบความเสียหายตรงนี้กันฟะ?!
"..."
ไม่เป็นไร แค่ทำลายทรัพย์สินโรงเรียนไปนิดหน่อย เขาคงไม่เรียกเก็บค่าเสียหายหรอกมั้ง?
ยังไงก็มีพวกมือซนอย่างเผ่าภูติชอบทำลายทรัพย์สินโรงเรียนทุกวันอยู่แล้ว
พวกเขาคงไม่เอาเรื่องกับผมที่ทำลายถนนไปด้วยความบังเอิญหรอก
ไม่… ไม่เรียกเก็บทีหลังแน่นอน
ผมเชื่อเช่นนั้น
***
หลังจากใช้เวลาร่วมห้านาทีเพื่อปรับความแรงในการวิ่ง ทำลายถนนเพิ่มไปอีกสองสามเส้น ล้มเสาไฟไปร่วมห้าสิบต้น ในที่สุด ผมก็มาถึงจุดที่พวกลิลลี่อยู่ได้โดยไม่เผลอทำลายถนนเส้นสุดท้ายไปก่อนได้สำเร็จ
ควบคุมแรงตัวเองได้แล้วเว้ย!
"อืม… ยังถูกนักข่าวรุมอยู่อีกเรอะ? "
ที่ลานกว้าง เหล่าตัวประกันต่างถูกพวกทหารพาตัวกลับบ้านกับหมดแล้ว
จะมีแต่ก็พวกลิลลี่ ที่ยังโดนฝูงไฮยีน่าที่น่ารำคาญรุมทึ้งอยู่
พวกทหารเองก็เอาแต่ยืนดูอยู่วงนอกไม่ยอมทำอะไร
ผอ. บานา กับภรรยาเธอเองก็ไม่อยู่
ให้ตายสิ แทนที่จะอยู่ช่วยลูกสาวตัวเองจากนักข่าว ดันหายหัวไปไหนกันนะพวกนี้?
"คุณลิลี่ครับ แล้วตอนนั้นไม่ทราบว่ารู้สึกยังไงครับ? "
"เออ… ก็… ตื่นเต้น… นะดอง…"
ยัยลี่เริ่มแสดงความรู้สึกเหนื่อยออกมาให้เห็นแล้วนะไอพวกนักข่าว
"คุณพรุน คุณไฮเจนครับ ผมได้ข่าวว่าท่านสองคนร่วมมือกันล้มจระเข้ยักษ์ขนาดห้าร้อยเมตรได้ด้วยมือเปล่า! รบกวนช่วยแจ้งรายละเอียดให้หน่อยสิค่ะ! "
"ระ… เรื่องนั้น… ไปได้ยินมาจากไหนกันค่ะ! นั่นไม่ใช่ฝีมือของฉันนะคะ! "
ไอจระเข้นั้นฝีมือตรูต่างหากเฟ้ย…
แถมขนาดของมันอยู่ที่ราวห้าสิบเมตรเอง
ไปได้ยินมาจากไหนฟะห้าร้อยเมตร?
" คุณแฟต! "
" คุณลิลลี่! "
" คุณพรุน! "
" คุณไฮเจน! "
พวกยัยลี่เริ่มแสดงท่าทีเหนื่อยล้าออกมากันแล้ว
แต่ในใจคงรู้สึกมีความสุขที่ได้รับชื่อเสียงอยู่สินะ
ไม่มีใครที่ไม่ดีใจหรอก หากว่าได้เป็นศูนย์รวมของความสนใจนะ
แล้วดูผมสิ
ไร้คนให้ความสนใจ
ทั้งที่ผมมีเครดิต แต่กลับมองข้ามกันหมดเลย
ไอพวกลูกคนดัง…
ที่บ่นนี่ไม่ใช่ว่าอิจฉานะ
นี่พูดจริง ๆ นะ!
"สมกับที่เป็นลูกสาวของเอสเทอคนนั้น คงได้รับสืบทอดความสามารถมาโดยตรงเลยสินะครับ? "
"สมกับที่เป็นผู้สืบสายเลือดของวีรบุรุษบานา ท่านพรุนเองก็ได้รับสืบทอดความสามารถมาจากเขาด้วยสินะครับ? "
เฮ้ย? นั่นปากหรือฟะ?
ไอพวกนี้
พูดได้พูดดีเลยนะ
เพราะพวกเธอคือเพื่อน ผมเลยรู้เบื้องลึกเบื้องหลังความต้องการของพวกเธอมาจากปากของพวกเธอเอง
(ฉันนะ อยากมุ่งหน้าสู่เส้นทางของวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ เพราะชื่นชอบเส้นทางนี้ค่ะ)
พวกแม่งเคยรู้ไหม ว่ายัยพรุนอยากเป็นจอมเวทมากกว่าสืบทอดความเป็นนักรบที่พ่อแม่ยัดเยียดมาให้นะ
(อยากให้ทุกคนจดจำฉันในฐานะตัวฉัน ไม่ใช่ในชื่อของพ่อหรือแม่ ฉันเลยต้องปลอมตัวนะดอง)
พวกแม่งเคยรู้ถึงความต้องการของยัยลี่ ที่ต้องการให้คนจดจำในฐานะตัวของเธอเองมากกว่าจดจำในฐานะลูกสาวของวีรสตรีบ้างไหม?
"เออ… คือว่า… ฉันนะ… ดอง…"
“ฉัน… คือว่า… ความจริง...”
ทั้งยัยลี่กับยัยพรุนต่างเริ่มแสดงสีหน้าลำบากใจออกมากันให้เห็นกันแล้ว
ตรูทนไม่ไหวแล้วโว้ย…
"เฮ้ย! "
เสียงตะโกนของผม ทำให้สนามที่วุ่นวายถึงกลับเงียบกริบในพริบตา
"เจ้าหนูเป็น---"
"พวกมึงแหกตาดูหน่อย คนอื่นเขากลับบ้านกันหมดแล้ว พวกเอ็งก็รีบไสตูดกลับบ้านกันได้แล้ว! "
"นี่ บังอาจมาพูดจาแบบนี้กับสื่อ---”
"ถ้าไม่รีบไสตูดกลับไปในสามนาที พวกเอ็งได้ลงไปคุยกับรากมะม่วงแน่! "
ว่าแล้วก็ใช้ขาขวากระทืบพื้นเต็มแรงทีหนึ่ง
แผ่นหินที่ปูบนลานกว้าง ถึงกับแตกร้าวและยุบจมลงไปราวหนึ่งเมตร
กระบี่คู่ที่แขวนอยู่ข้างเอว ถูกนำมาถือควงพร้อมกับส่องแสงเป็นประกายรังสีเจิดจ้า
"ปะ---ไปก็ได้! "
"มาข่มขู่นักข่าว อย่าคิดว่าจะได้จบดีนะไอหนู! "
พวกนักข่าวที่มีด้วยกันทั้งห้าเผ่า ต่างพากันวิ่งหนีออกจากลาน แต่ไม่ลืมที่จะด่าทอผมทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยสายตาที่เคียดแค้น
ในทางกลับกัน พวกทหารที่อยู่รอบ ๆ กำลังส่งสายตาชื่นชมมาให้ผมแทน
พวกทหารเองก็คงรู้สึกยากที่จะรับมือเหมือนกันสินะ?
อย่างว่า ถ้ามีเรื่องกับนักข่าว จะถูกเอาไปเขียนเสียหายยังไงก็ได้อะนะ
"คุณโฮป ไปมีเรื่องกับนักข่าว เดียวก็จบไม่สวยกันพอดีค่ะ"
ยัยแฟตเดินเข้ามาคุยกับผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ถึงเผ่ามนุษย์มดจะไม่มีสีหน้าให้สังเกตุ แต่ผมก็รูได้ว่าเธอกำลังยิ้มแย้มด้วยหนวดเรด้าบนหัวที่กำลังส่ายไปมาอย่างมีความสุข
"ช่างหัวมันสิ อีกอย่าง พวกเธอเองยังมีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาใช่ไหมละ? ไม่อย่างงั้นคงไม่ทนให้ถูกรุมแบบนั้นหรอก จริงไหม? "
คนที่ควรถูกนักข่าวเล่นงาน มีแค่ผมที่ไร้ซึ่งชื่อเสียงคนเดียวก็พอ
เพราะยังไงมันก็ไม่มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษามาตั้งแต่แรกแล้ว
"จริงอย่างที่คุณพูดค่ะ ขอบคุณค่ะคุณโฮป"
"ถึงกับยอมเป็นเป้าให้นักข่าวเพื่อพวกเราเลยหรือโฮป..."
"ขอบคุณค่ะโฮป"
"ขอบคุณนะ! ดอง! "
สี่สาวต่างหันมากล่าวขอบคุณผมด้วยรอยยิ้มที่ชื่นชม
ในเวลานั้น รอยยิ้มของยัยลี่ ยัยพรุน กับยัยไฮเจน ต่างทำให้ผมรู้สึกใจ้เต้นขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
ชิ… มาใจเต้นกับสาวอื่นแบบนี้ก็แย่สิ
รักแรกของผมคือดิวซ์คนนั้นต่างหาก ไม่ใช่ยัยพวกนี้เสียหน่อย
ถึงจะไม่เคยได้จีบหรือคุยเป็นเรื่องราวสักครั้งเลยก็ตามทีเถอะนะ...
" แหม่~ เล่นปักธงทีเดียวสี่คนเลยหรือเจ้าค่ะ? "
"มะ… ไม่ใช่สักหน่อย! "
ผมรีบหันไปมองทางต้นเสียงที่คุ้นหู
ยัยกระต่ายดำ [เพกมาไทต์] กับคู่หูเธอ [สล็อต] กำลังยืนอยู่ที่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหรก็ไม่รู้
เธอมาด้วยชุดคลุมปิดหัวเพื่อซ่อนใบหู มือ และขา
พอไม่เห็นใบหูกระต่ายกับขนที่ฟูนุ่มตามแขนขาแล้ว เลยแอบรู้สึกเหมือนเป็นเด็กสาวเผ่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ ธรรมดาคนหนึ่งไปเลย
เป็นการปลอมตัวที่เนียนไม่เลว
"อย่าจ้องแบบนั้นสิเจ้าค่ะ หรือว่าคิดที่จะปักธงข้าน้อยอย่างงั้นหรือเจ้าคะ? ขอบอกก่อนว่าปักยากมากเลยนะเจ้าค่ะ เพราะข้าน้อยมีคนที่ชอบอยู่แล้วคนหนึ่งเจ้าค่ะ"
"... ปักธงอะไรไร้สาระน่า ว่าแต่ การที่เธอมาอยู่ตรงนี้ แสดงว่ายานของไพไรต์มาถึงแล้วเหมือนกันสินะ ไปจอดที่ไหนกันละเนี่ย? "
"เปล่าค่ะ ฉันใช้วิธีกระโดดทิ้งตัวแล้วเกาะปีกเครื่องบินของพวกคุณมาค่ะ"
ยัยนี่กำลังโม้อยู่หรือเปล่าฟะ...
"อะ… เออ ช่างเถอะ แต่ตอนนี้พวกเรามีเรื่องต้องทำ ถ้าจะมาคุยเล่น เอาไว้ทีหลังเถอะนะ"
ตอนนี้ ผมต้องคุยกับทุกคนเรื่องที่เจ้าประธานกำลังเบี้ยวเงินของผม กับเรื่องของยัยแฟตที่จ้างผมเป็นผู้คุ้มกัน
แถมยังไม่รู้ด้วย ว่าหลังจากนี้ทิศทางของสงครามจะเป็นยังไง
แล้วยังมีเรื่องที่เจ้าบ้าเยลโล่หายตัวไปอีกด้วย
มีแต่เรื่องวุ้ย
" ข้าน้อยว่าเรื่องของข้าน้อยเอง ก็คือเรื่องเดียวของท่านโฮปเจ้าค่ะ"
"ฮืม? "
"คือว่าท่านประธานเซอร์ไว… เขาพึ่งส่งข้อความฉุกเฉินมาเจ้าค่ะ"
หมายความว่ายังไง?
"ดูเหมือนว่าท่านประธานจะถูกทางการของพวกคุณคุมตัวเอาไว้ เพื่อเตรียมใช้เป็นเครื่องสังเวยของสงครามหากว่าพลาดท่าพ่ายแพ้ขึ้นมานะเจ้าค่ะ"
เฮ้ย… เอาจริงดิ?
แล้วแบบนี้ใครมันจะมาจ่ายเงินให้ตรูกันละเนี่ย?