ก่อนที่พวกนายจะได้เห็นฉากมัน ๆ อย่างการต่อสู้กลางเวทีไฟลุกท่วม หรือตัวละครเทพ ๆ โผล่มาทำลายล้างเมืองด้วยฝ่ามือเดียว
ผมว่าเราควรกลับมานั่งคุยเื่พื้นฐานกันสักหน่อย
อย่าหาว่าผมสอนเลยนะ แต่ถ้าพวกนายคิดจะเอาชีวิตรอดในโลกยุทธภพล่ะก็ ต้องรู้จัก 'สามประเภทของพลังปราณ' ไว้จะดีกว่า
ในยุทธทวีปแห่งนี้ เราแบ่งประเภทของพลังปราณออกเป็สามสายตามสีที่มันแสดงออกมาได้เวลาใช้พลังปราณ
หนึ่ง.. ปราณคราม
ตามชื่อเลย..
มันมีั้แ่ฟ้าสว่างไปจนถึงน้ำเงินเข้ม พลังสายนี้เหมาะกับคนที่ชอบความสงบ รักการนั่งสมาธิ และไม่ชอบมีเื่มากนัก (ซึ่งแน่นอน ผมไม่ใช่พวกนี้)
ข้อดีคือฝึกไว ยืดหยุ่น แถมวิชาท่าร่างจะพลิ้วไหวราวกับผ้าแพรล่องลม เหมาะกับสายตีแล้วหนี หรือเอาตัวรอดเป็หลัก
สอง.. ปราณชาด
หรือชื่อเล่นยอดนิยมในหมู่ชาวบ้าน 'ปราณมาร'
เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งมองคนน่าสงสัยแถวนี้แค่เพราะเห็นพลังมันเป็สีแดงเข้มเกือบดำ เพราะความจริงแล้ว ปราณชาดไม่ได้แปลว่าเ้าของมันต้องเป็คนเลวเสมอไป
แม้ว่าคนเลวส่วนใหญ่จะมีปราณแบบนี้ก็เถอะ
ข้อดีของปราณชาดคือ มันรุนแรง ใช้อารมณ์เป็เชื้อเพลิง ยิ่งโกรธ ก็ยิ่งเก่ง ยิ่งแค้น ก็ยิ่งรุนแรง
เหมาะกับสายที่มีมารในใจและไม่กลัวะเิตัวเองตายกลางเวที
ตัวอย่างเช่นซุนโหวหวังไงล่ะ
หมอนั่นคือโปสเตอร์โปรโมตของคำว่า 'พลังสายดาร์คแต่เท่โคตร' ชัด ๆ มั้งนะ
ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมตอนาใหญ่..
พรรคมารถึงแทบกวาดทั้งแผ่นดิน
เพราะคนของพวกนั้นเก้าในสิบมีปราณชาดกันหมด
โหดเป็บ้า..
สาม.. ปราณพฤกษ์
ฟังดูเหมือนจะอ่อนโยนใช่ไหม? คำว่า 'พฤกษ์' น่ะ แต่มันหลอกคนมาเยอะแล้ว
นี่แหละคือพลังสายเทพที่แท้จริง
พวกนี้ฝึกโดยใช้ธรรมชาติเป็พื้นฐาน ยิ่งอยู่ในสถานที่ที่พลังธรรมชาติเข้มข้น พลังของพวกเขายิ่งรุนแรงจนเรียกได้ว่าทะลวง์ทลายปฐีได้เลย
ไฟก็ไฟนรก
น้ำก็หนาวสุดขั้ว
สายฟ้าก็.. เอ่อ.. พวกนายจำ 'ทัณฑ์สายฟ้า์เมื่อสองปีก่อน' ได้ไหมล่ะ?
ใช่.. นั่นแหละฝีมือของพวกปราณพฤกษ์
ข่าวร้ายคือ ในยุทธทวีปแห่งนี้ ไม่มีใครมีพลังแบบนี้เลยแม้แต่คนเดียว
ข่าวดี (หรือเปล่า?) คือ พลังปราณพฤกษ์ส่วนใหญ่มาจากพวก 'ตะวันตก' ที่ครองพื้นที่กว่า 95% ของโลกนี้ และนั่นทำให้พวกเขา...
แข็งแกร่งจนไม่ต้องแข่งกับใคร..
โชคดีที่พวกนั้นไม่สนใจเรามากนัก
ไม่งั้น..
เื่ที่ผมเล่าให้พวกนายฟังนี่คงกลายเป็นิยายแนวายุคกลางไปแล้ว
แล้วพอเล่าถึงพลังปราณ พวกนายคงร้อง 'อ๋อ' พร้อมตบเข่าฉาด แล้วอาจพูดว่า 'มิน่า... โหวหวังมันถึงได้เป็คนสุดโต่งขนาดนั้น'
ใช่..
ผมเองก็ด้วย..
ผมหรี่ตาแล้วพึมพำในใจขณะมองวานรตนใหญ่ในลูกแก้วของโหวหวัง ที่แท้หมอนี่ก็มีพลังปราณชาดเหมือนยี่ฟู่ของผม
ผมไม่ได้เกลียดสายปราณนี้หรอกนะ..
อย่าเข้าใจผิด..
พ่อบุญธรรมผมน่ะก็เป็หนึ่งในผู้ใช้ปราณชาดเหมือนกัน
ถึงจะดูโหด ๆ หน้านิ่งเหมือนโดนบิลเก็บภาษีย้อนหลังก็ตาม
แต่จริง ๆ แล้วก็เป็คนอบอุ่นนะ..
ในแบบที่บังคับให้วิ่งรอบเขายี่สิบรอบแล้วบอกว่าทำไปเพื่อผม
แต่ตัวเองนอนดูดชานมไข่มุกอาบแดดน่ะ
แต่ก่อนที่ผมจะดิ่งลงในภวังค์มากกว่านี้ เสียงอาจารย์ผู้คุมสอบบนเวทีก็หั่นตรงมาเล่นงานผมเต็ม ๆ
“เ้าหมายเลข 3,659!
เหตุใดถึงยังไม่ใช้ชุดหินหยั่ง์!
หรือเ้าคิดจะถอนตัว!?!”
พูดตามตรง..
ขนาดตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจ
ว่าคนทวีปนี้เป็อะไร เวลามีอะไรถึงต้องทำเสียงดังกันด้วย พูดบอกเบา ๆ กันไม่ได้ยังไง
ใช่ว่าผมจะดื้อแพร่งสักหน่อย!!
“ปะ...เปล่าครับ!”
ผมรีบยกมือปฏิเสธเหมือนคนโดนจับได้ว่าขโมยขนม
“แค่ข้ารู้สึกเกร็ง...
เลยยังไม่กล้าแตะลงไปครับ!”
จากสายตาที่มองมา อาจารย์ท่านนั้นดูไม่ได้เชื่อผมมากนักหรอก แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ผมเลยรีบวางมือข้างที่มีปานแดงลงไปบนลูกแก้วหยั่ง์ทันที
และมันก็...
เปลี่ยนสีทันที
ลูกแก้วลูกแรก.. ขาว
ลูกที่สอง.. ขาว
ลูกที่สาม.. ก็ขาวตามกันมาอย่างไว
ขอย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่กี่อึดใจเท่านั้น
เสียงรอบข้างเงียบลงชั่ววูบ เหมือนทุกคนหยุดหายใจพร้อมกัน
แม้แต่อาจารย์คุมสอบที่หน้าตาเ็าก็ยังหันมามองผมเหมือนเห็นผีในชุดนักศึกษา
ผมแอบเหลือบมองโหวหวัง หมอนี่เพิ่งทำลูกแก้วขาวลูกที่ห้าเสร็จพร้อมผมเลยเหรอ!?
ไม่รู้ว่าผมควรดีใจที่ทำได้เร็วขนาดนั้น หรือควรกังวลว่าตัวเองทำเกินจนจะโดนลากไปผ่าหลังมือ..รื้อปานแดงออกมาตรวจหรือไม่
ด้วยเหตุนั้น
ผมจึงได้ถอนมือออก ทันที
“หมายเลข 3,659! เหตุใดเ้าถึง---!”
อาจารย์ผู้คุมสอบเริ่มถาม แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน
“เกลอของฉันสร้างปัญหาอะไรรึขอรับ ท่านอาจารย์?”
ซุนโหวหวังก็ได้โพล่งออกมาเหมือนพระเอกในซีรี่ย์
หมอนี่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่สายตาที่มองไปทางอาจารย์นั่น..
มันแฝงอะไรบางอย่างไว้
ไม่ใช่คำขู่หรอก แต่มันคืออะไรที่บอกว่า 'เื่นี้ถ้าคิดจะซัก ต้องซักกับฉันก่อน'
อาจารย์ท่านนั้นเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฝืนยิ้มยากพอ ๆ กับคนโดนขัดคอระหว่างดื่มชา
“ไม่มีอันใด..
ข้าเพียงตาฟาดไป”
ใช่..ช่าย
ดูเป็การแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ใช่ไหมล่ะ
แต่มันโคตรจะคลาสสิก และใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์
และผมรู้ว่าท่านไม่ได้โง่ ที่เงียบก็เพราะรู้ว่ากำลังจะเหยียบกับะเิ
การที่ซุนโหวหวังแทรกกลางประโยค พร้อมประกาศว่า 'เกลอของฉัน' น่ะ
มันไม่ใช่แค่การปกป้อง แต่คือคำเตือนแบบเงียบ ๆ ว่า 'อย่าขุด.. ถ้ายังอยากมีอาชีพต่อไป'
อย่าลืมนะว่าหมอนี่ไม่ใช่แค่ลูกเ้าเมืองเฉย ๆ
มันยังเป็หลานชายของเ้าสำนักสาขาหลักด้วย
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าซุนโหวหวังอยากให้ใครหายไปจากตำรา
มันทำได้!!
และไม่มีใครกล้าเขียนชื่อแซ่ของมันลงในประวัติศาสตร์ในฐานะคนผิดด้วยซ้ำ
อาจารย์ท่านนั้นจึงเลือกทำสิ่งที่ฉลาดที่สุด
คือทำเป็ไม่รู้
จากนั้นแกก็แบมืออังลงบนแผ่นไม้ของผม
ชั่วอึดใจหนึ่ง..
พลังปราณสีฟ้าครามของอาจารย์แผ่ออกมาก่อนจะซึมเข้าสู่แผ่นไม้หมายเลข 3,659
สิ่งที่ปรากฏบนแผ่นไม้ก็คือ
'พลังสถิตัระดับสี่ดาว'
เฮ้อ..
รอดไปหนึ่งเฮือก
ผมหันไปมองโหวหวังแล้วพยักหน้าขอบใจแบบไร้เสียง
มันไม่ได้ตอบอะไร แค่ยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งราวกับจะพูดว่า 'ฉันไม่ปล่อยให้เอ็งโดนจับโป๊ะแตกหรอกน่า'
ถ้าไม่มีเ้าเพื่อนหน้าขนคนนี้..
ผมคงได้อธิบายกันยาวกับอาจารย์แล้วว่าทำไมลูกแก้วมันสว่างเร็วแบบผิดมนุษย์มนา
หรืออาจหนักกว่านั้น..
คือการถูกสอบประวัติชุดใหญ่
อาจารย์คนนั้นกลับไปนั่งอย่างเก่าพร้อมประกาศให้ทุกคนเลิกใช้ชุดหินหยั่ง์ คนที่ผ่านก็เริ่มทยอยลงเวที คนที่ไม่ผ่านก็ค่อย ๆ เดินลงด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ
แต่ตอนที่ผมกำลังจะหันหลังกลับ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเฉียบพลัน เหมือนปลายหอกที่เสียบมาหลังลำคอ
“เ้า.. ชื่อแซ่อะไร?”
นั่นเสียงอาจารย์คนนั้นอีกแล้ว
เขายื่นแผ่นไม้คืนมาให้ผม แต่สายตาที่จ้องมานั้น ไม่ใช่สายตาแบบ 'อยากจะรู้จัก'
มันเป็สายตาแบบ 'จำชื่อไว้ เพราะต่อไป...เจอกันแน่'
ผมรับแผ่นไม้มา..
เงียบไปหนึ่งวินาที..
ก่อนจะยิ้ม..ยิ้มแบบคนที่ยังไม่อยากมีศัตรูเพิ่ม แต่ก็ไม่คิดจะโกหก
“หลิวเจี้ยนครับ”
ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ผมจะกลายเป็คนที่ถูกจับตามองหรือไม่
แต่ผมรู้แน่ ๆ ว่าชื่อผมในวันนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ในหัวของใครบางคนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“หลิวเจี้ยนอย่างนั้นรึ..
ข้าจะติดตามพัฒนาการของเ้า หวังว่าเ้าจะเป็จอมยุทธ์ที่ดีในอนาคต”
อาจารย์คนเดิมว่าพลางยื่นแผ่นป้ายไม้ที่ลงผลทดสอบให้ผมกลับคืนมา
พูดตรง ๆ ตอนนั้นผมไม่รู้จะยิ้มหรือขำดี มันไม่ได้ฟังเหมือนเป็คำอวยพร
และผมก็ไม่ได้รู้สึกดีกับมันเลย
“ขอบพระคุณขอรับ...”
ผมตอบเสียงเบา ๆ พลางรับแผ่นไม้คืนมาอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่เด็กบ้านนอกอย่างผมจะทำได้
หลังจากนั้น ผมกับโหวหวังก็เดินไปรวมกลุ่มกับผู้ที่ทดสอบคุณสมบัติเสร็จแล้ว
คนกลุ่มนี้มีราวห้าร้อยคนเศษ
ใช่ครับ..
จากผู้สมัครหลักพันตอนที่ผมเดินไปถึง กลั่นจนเหลือแค่นี้
ผมเริ่มรู้สึกได้ว่านี่มันไม่ใช่แค่การสอบเข้าสำนักแล้ว มันคือากลั่นกรองทางสายเืชัด ๆ
เรามาหยุดอยู่หน้าซุ้มไม้ขนาดใหญ่สูงเกือบสิบเมตร กว้างประมาณเจ็ดเมตร ตั้งอยู่เบื้องหน้าตรึงสายตาอย่างแรง
ซุ้มประตูนั่น แค่ดูก็รู้ว่ามันไม่ธรรมดา
รอบข้างเต็มไปด้วยข่ายปราณ หนาแน่นจนมองไม่เห็นด้านในเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงแสงบิดเบี้ยวเหมือนห้วงมิติที่กำลังปั่นป่วนเท่านั้นที่ลอยวนอยู่ตรงกลาง
นี่มันไม่ใช่ประตูธรรมดา มันคืออะไรบางอย่างที่พร้อมกลืนกินคนที่ก้าวเข้าไป
ผมกับโหวหวังยื่นแผ่นป้ายให้กับอาจารย์คุมสอบด่านนี้ เป็ชายร่างผอมสูง มีหนวดแพะและเสียงดังฟังชัดแบบคนที่เคยฝึกะโใส่เด็กมาหลายสิบปี
แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนอดทนต่อความอยากรู้ เลยแอบถามไปว่า
“ด่านนี้มันคือทดสอบอะไรหรือขอรับ?”
คำตอบที่ได้มาก็เรียบง่าย
“ด่านทดสอบพละกำลัง”
ฟังดูเหมือนไม่ซับซ้อน แต่มันก็ทำให้ผมเริ่มเครียด
เพราะเอาจริง ๆ แล้ว
ผมไม่มั่นใจว่ากล้ามแขนผมแข็งแรงพอจะต่อกรกับข่ายมิติประหลาดนี่ไหม
และแล้ว ครึ่งชั่วยามก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเสียงของอาจารย์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คนที่ยื่นแผ่นป้ายให้ข้าแล้ว จงรีบเดินมายืนเข้าแถวตรงหน้าข้า ส่วนคนใดที่ยังไม่ได้ยื่นแผ่นป้าย ให้หลีกทางให้คนอื่นที่พร้อมสอบ”
เสียงเขาดังชัด ราบเรียบแต่หนักแน่น ผมกับโหวหวังก้าวไปยืนแถวหน้าโดยไม่พูดอะไร
อาจารย์มองกวาดสายตา ก่อนจะพูดสิ่งที่ทำให้หัวใจผมตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“การทดสอบด่านนี้ สอบได้เพียงครั้งเดียว หากใครส่งแผ่นป้ายแล้วมิได้ทำการทดสอบในครั้งนี้
จะถือว่าสละสิทธิ์!!
หมายความว่าพวกเ้าสอบตก”
คำว่า 'สอบตก' นี่ ไม่ว่าจะยุทธทวีปหรือทวีปเดิม มันก็มีพลังทำลายล้างจิตใจมากกว่าคำสาปเสมอ
“เมื่อข้าให้สัญญาณ
พวกเ้าทั้งหมดจงรีบวิ่งตรงเข้าไปในข่ายปราณ หากเลยเวลาหนึ่งถ้วยชาแล้วยังไม่สามารถเข้าไปในประตูได้...
ข้าจะใช้สิทธิ์ในฐานะอาจารย์ผู้คุมสอบ
ปรับพวกเ้าตกในทันที”
ผมรู้สึกเหมือนโดนพายุโหมใส่หน้าก่อนา
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ 'วิ่งเข้าไปในประตู'
แต่มันคือการวิ่งเข้าไปในบางสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าข้างในคืออะไร
ข้างหลังคือความล้มเหลว
ข้างหน้าคือข่ายมิติที่อาจดูดกลืนผมไปตลอดกาล
และทั้งหมดนี้..
มีเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา (หนึ่งนาที)
เฮ้อ..
จะว่าไป..
ผมเริ่มเกลียดชาแล้วล่ะ
แล้วเสียงคำว่า 'ทราบ!' ดังขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงจนพื้นะเื หินกรวดใต้เท้าแทบจะลอยออกจากพื้นไปหมด
ผมนี่สะดุ้งเลยตอนนั้น แล้วผมไม่ได้สะดุ้งเพราะเสียงหรอกนะ สะดุ้งเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังจะถูกโยนเข้าข่ายมิติแปลกประหลาดแบบไม่มีประกันชีวิต
“ดีมาก ข้าจะถือว่าพวกเ้าทุกคนรับรู้แล้ว
เช่นนั้น.. เริ่มได้!!”
และทันทีที่เสียงอาจารย์เคราแพะสิ้นสุดลง
สนามสอบก็กลายเป็สนามรบแทบจะในทันที
เหล่าผู้เยาว์ราวห้าร้อยคนตรงนั้นพุ่งตัวออกไปราวกับหมาป่าที่หิวจัดเห็นเนื้อวัวเดินลอยหน้าลอยตามาแต่ไกล เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นดังก้อง เหมือนจะพุ่งไปแย่งชิงอะไรบางอย่างที่ถ้าไปช้า อาจไม่เหลือแม้แต่เศษให้เลีย
แน่นอนครับ
ผมกับโหวหวังไม่ได้วิ่ง
เรายืนเฉย ๆ อยู่ตรงนั้นเหมือนคนมาเดินเล่นงานวัด
ไม่ใช่ว่าเราชิลล์นะ..
เราแค่ไม่อยากโดนเหยียบตายต่างหาก
พอคลื่นคนล้นทะลัก่แรกผ่านไป เราทั้งคู่ก็สบตากัน ก่อนจะะโเข้าไปเหยียบไหล่คนนั้น หัวคนนี้ ไล่พุ่งตัวไปอย่างมั่นคงเหมือนพญาอินทรีโฉบเหยื่อ...
ที่จริง ๆ แล้วโฉบคนที่พลาดเสียหลักไปด้วย
“หวังว่าฉันจะได้เจอเอ็งที่อีกด้านนะ เกลอเอ๋ย
โหวหวังพูดขึ้นระหว่างที่เราะโเข้าใกล้ประตูมิติ
ผมหันไปยิ้ม
“เรามาพนันกันดีกว่า..
ใครทำคะแนนได้ดีกว่า คนแพ้ต้องเลี้ยงข้าว”
โหวหวังเหลือบตามามองผมด้วยแววตาประมาณว่า 'เอ็งนี่กล้ามาก'
“ฉันชอบกินของเผ็ด ๆ อย่างที่เคยบอก”
มันพูดด้วยเสียงที่มั่นใจแบบไม่ต้องตั้งใจ
“แล้วก็ชอบของแพง ๆ ด้วย เอ็งจ่ายไหวหรือเกลอ?”
“เอาเป็ว่าเ้ารับคำท้าแล้วนะ เช่นนั้นเจอกันอีกด้านก็แล้วกัน”
“แล้วพบกัน...”
โหวหวังกล่าวสั้น ๆ
จากนั้นเราทั้งคู่ก็พุ่งตัวเข้าไปในข่ายปราณพร้อมกัน
เหมือนะโเข้าสู่ห้วงความว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว
เหมือนก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่าง 'ผู้สมัคร' กับ 'ผู้ถูกทดสอบจริง ๆ' เสียที
ทันทีที่ร่างผมกระแทกเข้ากับข่ายปราณ..
ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เปลี่ยนแบบ 'ว้าว โลกใหม่แสนสดใส ชั้นมาที่ต่างโลกแล้ว เทพธิดาจะมอบสกิลโกง ๆ อะไรให้กันนะ'
แต่เปลี่ยนแบบ 'โดนกระชากร่างลงเหวแล้วถ่วงด้วยบาร์เบลหนัก 40 กิโลกรัม'
แรงมหาศาลไร้รูปร่างไหลโถมกดลงบนบ่าทั้งสองข้างของผม ราวกับมีคนหนักหลายร้อยชั่งมานั่งทับอยู่บนหลัง บอกตรง ๆ ว่าชั่วขณะนั้น
ผมไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่านี่มันสนามสอบ หรือคุกขังอสูรกันแน่
แขนขาเริ่มชา ความรู้สึกที่คุ้นเคยในฐานะเด็กนักเรียนที่แบกกระเป๋าหนัก 3 กิโลกรัมตอนอยู่ที่เยาวราชกลับมา
แต่ครั้งนี้..
มันคือเวอร์ชันเลเวลโหดแบบไม่มีคนช่วยพยุงหลัง
ผมพยายามมองหาโหวหวัง หรือใครก็ตามที่ควรจะะโเข้ามาพร้อม ๆ กัน
แต่สิ่งที่พบคือ..
ไม่มีใครเลย..
ไม่มีเสียงฝีเท้า..
ไม่มีเสียงหอบหายใจ..
ไม่มีแม้แต่เงา..
มีแค่ผม กับประตูบานหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าเมตร
ประตูบานนั้น... เหมือนประตูที่ผมเพิ่งเดินผ่านเข้ามาเมื่อครู่ เพียงแต่มันฉายแสงสีขาวออกมาจากรอยแยกตรงกลาง เหมือนสปอตไลต์จาก์ที่กำลังบอกว่า 'นี่ไง ทางรอดของเ้า ถ้าเดินไปถึงได้อะนะ'
เอ่อ..
ถ้ามันแค่..
เดินไปถึงผมคงขอบคุณ
แต่ปัญหาคือแค่ยกขา
ยังแทบขาดใจ!!
ผมรวบรวมพลังทั้งหมด ค่อย ๆ ยกขาข้างหนึ่งขึ้น
มันไม่ใช่แค่หนัก
มันคือหนักไปทั้งตัว
ราวกับว่าผมไม่ได้แบกแค่ตัวเอง แต่ยังแบกทั้งบาปกรรมชาติปางก่อนมาด้วย
พอยกได้..
การจะวางก็ยากอีก
เพราะหากผมวางพลาด แรงกระแทกอาจทำให้ขารับน้ำหนักบิดหรือพังได้ในพริบตา
แต่ถ้าไม่วาง..
ขาอีกข้างที่เป็หลักค้ำแตะพื้นอยู่ก็จะทนไม่ไหวแทน
ทางเลือกมีแค่เจ็บตอนนี้.. หรือเจ็บตอนหน้า
สุดท้าย..
ผมก็ก้าวออกไปได้หนึ่งก้าว
หนึ่งก้าวที่กินเวลาไปหลายอึดใจ
ไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขของด่านนี้คือทดสอบพละกำลัง หรือทดสอบความดื้อด้านของจิตใจ
ผมกัดฟันแน่น ขยับตัวต่ออย่างยากเย็น
ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“ดูเหมือนต้องเลี้ยงข้าวเ้าหน้าขนแล้วสิเรา…”
และใช่ นอกจากของเผ็ด
ดูท่าหมอนั่นจะชอบเยาะเย้ยคนอื่นหลังชนะพนันด้วยนะ
ให้ตายสิ..