บทที่ 26 ่เวลาอันรุ่งโรจน์ของฮ่องเต้จูกำลังจะมาถึง
“อาห้า อาห้า มาทางนี้สิ”
จูซู่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงตำหนักเฟิ่งเทียน ก็เห็นจูตี้ยืนอยู่ไม่ไกล โบกมือเรียกเขาไม่หยุด มีแต่คนโง่อย่างจูตี้เท่านั้นที่กล้าส่งเสียงดังในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้
ท้องพระโรงเฟิ่งเทียนเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงใด จะส่งเสียงอึกทึกเช่นนี้ได้อย่างไร
และแล้วก็เป็จริงดังคาด! เมื่อจูตี้ส่งเสียงเรียกไม่ไกลนัก มีขุนนางตรวจการหลายคนกำลังชี้นิ้วและพูดคุยกัน ดูเหมือนพวกเขากำลังปรึกษากันว่าจะฟ้องร้องอ๋องเยี่ยนจูตี้หรือไม่ ท้ายที่สุด พวกเขาว่างงานมานานแล้ว จำเป็ต้องหาอะไรทำบ้าง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีตัวตนเสียเลย
ในชั่วพริบตาเดียว ขุนนางตรวจการเหล่านี้คงคิดหาเหตุผลหลายข้อที่จะฟ้องร้องจูตี้ไว้แล้ว
จูซู่เพิกเฉยต่อเื่เหล่านี้ทั้งหมด “อย่าไปยุ่งกับพวกชอบด่าคนให้มากนัก”
จูซู่เดินเข้าไปหาจูตี้แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพลางกล่าวว่า “พี่สี่ ท่านว่าเหตุใดท่านพ่อถึงเรียกพวกเราสองคนมาเข้าร่วมเข้าเฝ้าแต่เช้าเล่า! แต่เช้าตรู่แบบนี้ อยู่บ้านนอนตื่นสายไม่ดีกว่าหรือ!”
“จริง ๆ เลย เ้าว่าท่านพ่อไม่ได้กำลังทรมานคนหรอกหรือ?”
“ฮ่า ๆ!”
หากเป็ปกติ จูตี้ก็คงจะเหมือนกับเขา ไม่ยินดีที่จะเข้าเฝ้าแต่เช้าตรู่
แต่ครั้งนี้ จูตี้กลับดูตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วรีบกล่าวว่า “น้องห้า บางทีข้าอาจรู้แล้วว่าเหตุใดท่านพ่อจึงเรียกพวกเราสองคนมาเข้าเฝ้าแต่เช้า”
“หืม! เพราะอะไรหรือ?” จูซู่แกล้งทำเป็ไม่รู้ ที่จริงแล้วในใจเขารู้ดีว่าฮ่องเต้จูเรียกพวกเขาสองคนมาเข้าเฝ้าแต่เช้า ก็น่าจะเป็เพื่อจัดการเื่นโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นี่แหละ
‘เมื่อสามวันก่อน ตอนที่จูตี้ไปหาข้านั้น ก็ได้บอกข้าว่าฮ่องเต้จูสั่งให้หลี่ซ่านฉางและหลิวปั๋วเหวินต้องคิดหาวิธีที่เหมาะสมออกมาให้ได้ภายในสามวัน
และสามวันก็ผ่านไปแล้ว
อีกทั้ง เื่นี้เกี่ยวข้องกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด จำเป็ต้องมีเชื้อพระวงศ์อยู่ด้วยจึงจะได้
จูส่าง และ จูกัง ได้เดินทางไปยังเขตปกครองของพวกเขาแล้ว หากจะเรียกพวกเขาทั้งสองกลับมา การไปและกลับคงต้องใช้เวลาสิบกว่าถึงยี่สิบวัน ส่วนองค์ชายองค์อื่น ๆ ก็ยังอายุน้อยเกินไป มีเพียงข้าและจูตี้ที่เหมาะสมที่สุด’
จูซู่ ไหนเลยจะรู้ว่า ฮ่องเต้จูเรียกเขามาก็เพื่อจะอวดโอ้ต่อหน้าเขา และกดข่มความหยิ่งผยองของเขาเท่านั้น
“พี่สี่ ท่านยังจำเื่ที่ข้าบอกท่านเมื่อสามวันก่อนได้หรือไม่? นโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ที่ท่านพ่อกำหนดขึ้นนั้น มีความเสี่ยงมหาศาลซ่อนอยู่ หากไม่ระวังให้ดี ราชวงศ์ิอาจถึงคราวล่มสลายได้ ท่านพ่อให้เวลาหลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางสามวันเพื่อคิดหาวิธีการที่เป็ไปได้ วันนี้ก็คือวันที่พวกเขาต้องส่งการบ้านแล้ว”
“น้องห้า เ้าช่างมีสมองที่น่าทึ่งจริง ๆ เหตุใดเ้าถึงคิดวิธีการเช่นนี้ออกมาได้? แม้แต่หลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางก็ยังคิดไม่ออกเลย!” จูตี้มองจูซู่ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
เขาไม่คิดว่าน้องชายคนที่ห้าของเขาจะมีความสามารถเช่นนี้
“แค่ก แค่ก!” จูซู่ไอเบา ๆ หนึ่งครั้ง แล้วกล่าวว่า “พี่สี่ ข้าก็แค่พูดเล่น ๆ เท่านั้น แผนของข้าอาจจะใช้ไม่ได้ผล ยังต้องดูที่หลิวปั๋วเหวินและหลี่ซ่านฉางอีกที”
“เฮอะ! แค่สองคนนั้น!”
จูตี้พูดด้วยแววตาดูแคลนเล็กน้อย “น้องห้า ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาคิดแผนแก้ปัญหาการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็คงคิดออกมานานแล้ว
คิดออกก็คือคิดออก คิดไม่ออก ให้เวลามากแค่ไหนก็คิดไม่ออก ข้าว่าคนฉลาดที่สุดในต้าิสองคน รวมกันแล้วยังสู้เ้าไม่ได้เลย น้องห้า อย่างไรเสีย ข้า พี่สี่ของเ้า รู้สึกว่าแผนของเ้านี่ แก้ปัญหาการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน ว่าแต่…” จูตี้ถามหยั่งเชิงจูซู่ประโยคหนึ่ง “น้องห้า เ้าจะยกแผนการนี้ให้ข้าจริง ๆ หรือ”
“อะไรกันเล่าพี่สี่ พวกเราเป็พี่น้องกันนะ แผนของข้าก็คือแผนของท่านไง! ท่านก็รู้นิสัยข้า ข้าเป็แค่ปลาเค็มตัวหนึ่งเท่านั้น แต่ท่านไม่เหมือนกัน ท่านไม่ใช่อยากพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าท่านพ่อ มาตลอดหรอกหรือ? ตอนนี้เป็โอกาสที่ดีที่สุดแล้ว ให้ท่านพ่อได้เห็นความสามารถของท่านเสียที
ในขณะเดียวกัน ก็ให้เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ได้เห็นว่า ท่าน เยี่ยนอ๋องจูตี้ ไม่ใช่อ๋องที่เอาแต่สำราญ แต่เป็อ๋องที่เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊” จูซู่กล่าว
จูตี้ที่อยู่ข้าง ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของจูซู่ ก็รู้สึกเืเดือดพล่านทันที!
‘ใช่แล้ว! ต้องให้เหล่าขุนนางทั้งหลายได้เห็นว่า ข้าเหยียนหวังจูตี้ก็เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊เช่นกัน ปัญหาใหญ่ที่พวกเ้ารวมกันแล้วยังแก้ไม่ได้ กลับถูกข้าผู้เป็นักรบแก้ไขได้ พวกเ้าก็เป็แค่พวกไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังให้ท่านพ่อได้เห็นว่า ข้าเยี่ยนอ๋องจูตี้ก็ยังมีความสามารถอยู่’
“น้องห้า เ้าช่างเป็น้องชายที่ดีของข้าจริง ๆ” จูตี้กล่าวอย่างซาบซึ้งใจ “ไม่ว่าเื่นี้จะสำเร็จหรือไม่ พี่สี่จะจดจำบุญคุณของเ้าไว้ ต่อไปหากมีเื่ใดที่้าความช่วยเหลือจากพี่สี่ ก็มาหาข้าได้เลย”
“พี่สี่ ถ้าเช่นนั้นข้าจะถือว่าท่านให้คำมั่นแล้วนะ ต่อไปถ้ามีปัญหาก็จะมาหาท่าน!” จูซู่กล่าวพลางหัวเราะ
“เ้ามาหาพี่สี่ได้เลย รับรองว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เ้า” จูตี้กล่าว
จูซู่พูดต่อว่า “จริงสื พี่สี่ ขอให้ท่านจำไว้ให้ดี อย่าเพิ่งรีบร้อน อย่าหุนหันพลันแล่น ท่านต้องรอให้หลิวปั๋วเหวินหลี่ซ่านฉาง ลวี่เปิ่น ซ่งเหลียน*[1] และหลิวซานอู๋*[2] พูดจบเสียก่อน แล้วค่อยเอ่ยปาก หากท่านพูดั้แ่แรก แก้ปัญหาได้เลย ก็จะไม่เห็นถึงความยากของปัญหานี้ เมื่อพวกเขาหมดปัญญา คิดจนสมองแทบแตกก็คิดไม่ออกแล้ว ท่านค่อยเสนอแผนนี้ออกมา นั่นจะไม่ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของท่านหรอกหรือ? เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดของจูซู่ จูตี้ก็ตาเป็ประกายขึ้นมาทันที พูดอย่างตื่นเต้นว่า “น้องห้า เ้าพูดถูกต้อง ข้าต้องอดทนรอจนกว่าพวกเขาจะหมดปัญญา แล้วค่อยเสนอแผนนี้ออกมา ฮ่า ๆ ๆ ถึงตอนนั้น ท่านพ่อจะต้องมองข้าด้วยสายตาที่แตกต่างออกไปแน่นอน”
“พี่สี่ พยายามเข้านะ!” เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของจูตี้ จูซู่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ความเคารพย่าเกรงที่จูตี้มีต่อฮ่องเต้จูนั้นฝังลึกอยู่ในกระดูก
จูตี้ปรารถนาสิ่งหนึ่งมากที่สุด นั่นคือการได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้จู
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลังจากการปราบฏจิ้งหนาน จูตี้จึงทุ่มเททรัพยากรมากมายในการรวบรวมสารานุกรมหย่งเล่อ และทำไมเขาจึงออกรบทางเหนือครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อว่าเมื่อเขาตายไปแล้ว เขาจะสามารถให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ฮ่องเต้จูได้
ให้ฮ่องเต้จูรู้ว่าเขาเป็จักรพรรดิที่ไม่เลวร้าย หากฮ่องเต้จูชมเขาเพียงประโยคเดียว จูตี้คงจะลอยขึ้นไปบนฟ้าด้วยความปลาบปลื้ม
“เงียบ!”
“เข้าเฝ้า!”
ในขณะนั้น จูหยวนจางผู้สวมฉลองพระองค์ัสีแดงเข้ม ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าอันทรงอำนาจ แม้จะอยู่ห่างออกไป ก็ยังััได้ถึงกลิ่นอายแห่งการสังหารอันดุดันและบารมีอันเข้มข้นของจักรพรรดิที่แผ่ออกมาจากร่างของฮ่องเต้จู
เมื่อประทับนั่งลง ความน่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้นโดยไม่จำเป็ต้องแสดงความโกรธ ไม่จำเป็ต้องมีสีหน้าหรือท่าทางใด ๆ เพียงแค่การเคลื่อนไหวเล็กน้อย บารมีที่แผ่ออกมาก็สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพยำเกรงโดยสัญชาตญาณ จนอดไม่ได้ที่จะหมอบคลานอยู่เบื้องหน้าพระองค์
นี่คือฮ่องเต้หงอู่ จูหยวนจาง ผู้เป็โอรสแห่ง์ที่แท้จริงผู้เด็ดขาดและกล้าหาญ
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”
พร้อมกับการปรากฏตัวของฮ่องเต้จู เมื่อเขานั่งลงบนบัลลังก์ั ทุกคนด้านล่างก็คุกเข่าคำนับฮ่องเต้จูทันทีอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่องค์รัชทายาทจูเปียว ก็คุกเข่าลงเช่นกัน
‘เฮ้อ! ทำ ๆ ไปเถอะ!’ จูซู่กล่าวอย่างจนปัญญาในใจ ‘ก็มีแต่ตาเฒ่าจูที่เป็บิดาของข้า หากเปลี่ยนเป็จักรพรรดิองค์อื่น กล้าให้ข้าคุกเข่า ข้าจะก่อฏต่อเ้าในพริบตา’
“ลุกขึ้นเถิด!”
ฮ่องเต้เฒ่าเปล่งเสียงเบา ๆ แม้ว่าเขาจะมีอายุมากแล้ว แต่เสียงของเขายังคงดังกังวานมาก เพียงสามคำง่าย ๆ แม้แต่ในมุมที่ไกลที่สุดของท้องพระโรงก็ยังได้ยิน
ฮ่องเต้จูบนบัลลังก์ัชำเลืองมองด้านล่าง และทันทีที่เห็นจูซู่และจูตี้ เขาก็หัวเราะในใจ
‘ฮึ! ฮึ! เด็กน้อย เ้ามาแล้วหรือ!’
‘จงเบิกตาให้กว้าง เตรียมพร้อมไว้ ต่อจากนี้ไป เ้าจะได้ชมการแสดงของข้าผู้เป็พ่อเ้าเอง’
หลังจากพูดคุยเื่จิปาถะอื่น ๆ จนจบลง ในที่สุดก็เข้าสู่ประเด็นสำคัญ ฮ่องเต้จูกวาดตามองไปรอบ ๆ สายตาจับจ้องไปที่หลี่ซ่านฉางและหลิวปั๋วเหวินทันที เอ่ยถามว่า “ฮั่นกั๋วกง ท่านเฉิงอี้ปั๋ว เื่ที่ข้าสั่งพวกท่านทั้งสองไว้เมื่อสามวันก่อน พวกท่านจัดการเป็อย่างไรบ้างแล้ว?”
และแล้ว การแสดงฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น
[1] ซ่ง เหลียน (宋濂) เป็นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชื่อดังในสมัยราชวงศ์ิ เป็ที่รู้จักในฐานะ ‘นักวิชาการหมายเลขหนึ่งของราชวงศ์ ิ (明代第一人)’ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็ขุนนางในราชสำนักของฮ่องเต้หงอู่(จูหยวนจาง) มีส่วนสำคัญในการรวบรวมและแก้ไขหนังสือคลาสสิกของจีน
[2] หลิวซานอู๋ (劉三吾) เป็ขุนนางที่มีอิทธิพลในราชสำนักของราชวงศ์ิ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษาและวัฒนธรรมของจีน เป็ที่ปรึกษาของฮ่องเต้หงอู่ในเื่ต่าง ๆ