ตอนที่ 19
ขอลา !
การประลองศิษย์เข้าสำนักกำลังจะเริ่มขึ้น คู่ต่อสู้ในรอบแรกของจ้าวชิงเหยาเป็ศิษย์หญิงนางหนึ่งในสังกัดของหลี่ฉางเกิง มีนามว่าหลิงหูเสี่ยวเสี่ยว นางถือได้ว่าเป็ศิษย์ที่เข้าสู่สำนักหมื่นกระบี่ที่มีความแข็งแกร่งรองลงมาจากหวังผิง
หวังผิงที่ได้ทราบว่าคู่ต่อสู้ในรอบแรกของจ้าวชิงเหยาคือหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าทอดถอนใจ
ศิษย์น้องที่อยู่ด้านข้างจึงเอ่ยถามขึ้น : “ศิษย์พี่ เหตุใดท่านจึงถอนหายใจเช่นนี้! ”
หวังผิงเงยหน้าขึ้นกล่าว : “ดูเหมือนว่าโชคของจ้าวชิงเหยาจะไม่ดีนัก ในรอบแรกก็ต้องมาสู้กับศิษย์น้องหญิงหลิงหู ดูเหมือนว่านี่คงจะเป็การประลองยุทธ์ครั้งสุดท้ายของจ้าวชิงเหยาเสียแล้ว”
ศิษย์ที่อยู่ทางด้านข้างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า : “ใช่แล้ว จ้าวชิงเหยาช่างโชคร้ายนัก ต้องมาประลองกับหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวั้แ่ในรอบแรก! ”
“ศิษย์พี่หญิงหลิงหูเป็ถึงยอดฝีมือขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่ห้า จ้าวชิงเหยาผู้นี้มีโชคที่แย่เกินไปแล้ว!”
“หวังว่าศิษย์พี่หญิงหลิงหูจะเมตตาลงมือเบาหน่อย ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่ทันระวังทุบตีไปจนตายได้”
“ศิษย์พี่หญิงหลิงหูเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์พี่หวังผิง กล่าวกันว่ามีโอกาสสูงเป็อย่างยิ่งที่จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายตรงภายในปีนี้!”
้าเวทีประลองยุทธ์ ผู้ตัดสินได้เข้าประจำตำแหน่ง : “เอาละ การประลองศิษย์เข้าสำนักจะเริ่มขึ้นแล้ว ทางด้านซ้ายคือหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวผู้ฝึกตนขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่ห้าในสังกัดของผู้าุโหลี่ มีพร์ชั้นเลิศ ปีนี้มีแววว่าจะได้ขึ้นเป็ศิษย์สายตรง และทางด้านฝั่งขวา ก็คือศิษย์คนโตในสังกัดของผู้าุโเฉิน นามว่าจ้าวชิงเหยา เอ๊ะ ช่างเถอะ นางมีพร์ย่ำแย่จนเกินไป คงไม่จำเป็ต้องแนะนำ เอาล่ะ การประลองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว พวกเราจะได้เห็นจ้าวชิงเหยาแสดงฝีมือกันแล้ว และก็เป็จ้าวชิงเหยาที่เป็ฝ่ายลงมือก่อน! ในขณะนี้นางที่พึ่งจะเข้าสำนักหมื่นกระบี่ที่ยังอยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่ง ต่อให้ได้รับการชี้แนะจากผู้าุโเฉิน เอ๊ะ ดูเหมือนว่า่นี้ผู้าุโเฉินเองก็กำลังยุ่งอยู่กับเื่ของการสะสางตำหนัก คร่าชีวิต หากเป็ไปตามที่ได้ทราบมา ดูเหมือนท่านได้ชี้แนะจ้าวชิงเหยาเพียงไม่กี่วัน จ้าวชิงเหยาถึงกับยังมีความหาญกล้าที่จะเป็ฝ่ายบุกโจมตีก่อน เช่นนั้นก็มีปัญหากันแล้ว ว่าแท้จริงเป็ผู้ใดที่มอบความกล้าเช่นนี้ให้แก่นางกัน? หลิงหูเสี่ยวเสี่ยวยืนอยู่ในท่วงท่าสงบนิ่ง แทบจะไม่ได้มีสีหน้าใแต่อย่างใด ไม่แปลกใจเลยที่ขึ้นชื่อว่าเป็ศิษย์ผู้มีพร์ชั้นเลิศ แม้แต่ในขณะนี้ก็ยังมีท่วงท่าของผู้เป็ยอดฝีมือ!”
หนังตาของเฉินิกระตุกไปมา ผู้ตัดสินผู้นี้กล่าวอธิบายเข้าข้างแต่อีกฝ่าย เ้ายังมีความเป็มืออาชีพได้อีกอย่างงั้นหรือ ?
ผู้ตัดสินกล่าวต่อ : “หลิงหูเสี่ยวเสี่ยวเคลื่อนไหวแล้ว นางคิดที่จะลงมือแล้วอย่างงั้นหรือ? เมื่อนางลงมือ จะต้องก่อให้เกิดคลื่นลมพายุคลั่งแน่แท้ ว้าว เป็เพลงกระบี่พิรุณวายุ ถึงกับสามารถที่จะกระตุ้นเพลงกระบี่พิรุณวายุขึ้นมาได้อย่างชำนาญอีกด้วย เห็นได้ชัดว่ามีความเข้าใจอยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่ห้าได้อย่างทะลุ ปรุโปร่งแล้ว อือ จ้าวชิงเหยาเพียงแค่ยกกระบี่ขึ้นมาเท่านั้น นางคงถูกหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวทำให้แตกตื่นจนไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรแล้วสินะ? ปะทะกันแล้ว ปะทะกันแล้ว!”
“ตูม ! ”
เฉินิหันไปมองตามเสียงการปะทะกันเล็กน้อย เก้าอี้สามข้าถึงกับแตกละเอียด หลิงหูเสี่ยวเสี่ยวอยู่ในสภาพแบบฉบับของสุนัขรับประทานปัสสาวะ หลิงหูเสี่ยวเสี่ยวไอออกมาสองครา กระอักเืออกมาสองคำ มือน้อยๆ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงได้พยายามประคับประคองร่างไว้ไม่ให้ล้ม แหงนหน้ามองไปทางหลี่ฉางเกิง : “ท่านอาจารย์ ได้โปรด ข้า้าให้ท่านช่วยชีวิตด้วย.......”
ผู้ชมต่างพากันตกอยู่ในอาการกระอักกระอ่วนครู่หนึ่ง ผู้ตัดสินถึงกับตะลึงลนลานยืนอยู่กับที่ ผลตัดสินถูกชี้ขาดในกระบวนท่าเดียวแล้วงั้นรึ?
แววตาของผู้ตัดสินหันไปมองทางจ้าวชิงเหยา เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเด็กสาวผู้นี้ เป็ผู้ที่อยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งจริงเหมือนเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหรือไม่ อีกทั้งยังสงสัยว่าเด็กสาวที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้แท้จริงอาจเป็สัตว์ประหลาดในคราบของมนุษย์
เฉินิหันไปมองหลี่ฉางเกิงที่อยู่ในอาการใ : “นั่นกระไร ชิงเหยายังไม่เคยประลองกับผู้ใดมาก่อน ในขณะที่ลงมือย่อมไม่ทราบหนักเบา ผู้าุโหลี่ท่านยังบอกอยู่เลยว่าศิษย์ในสังกัดของท่านนั้นร้ายกาจอย่างไร ข้าจึงยังไม่ทันได้เตือน ชิงเหยาให้รู้จักออมมือ เพราะเกรงว่าศิษย์ในสังกัดของท่านจะพากันทุบตีนางจนตายเสียก่อน จะโทษก็ต้องโทษข้า ล้วนแต่เป็ความผิดของข้าเอง ต้องโทษที่ข้าให้ความสำคัญแก่เ้ามากเกินไป เ้าวางใจเถอะ นับจากนี้เป็ต้นไป ข้าจะไม่เห็นเ้าอยู่ในสายตาอีกต่อไป ข้าจะพยายามดูแคลนเ้าให้ถึงที่สุดเอง!”
หลี่ฉางเกิงหันไปทางเฉินิ บัดนี้ใบหน้าของหลี่ฉางเกิงเปลี่ยนเป็สีเืฝาด ซึ่งเกิดจากการข่มกลั้นโทสะเอาไว้ มีหรือที่เขาจะรับกับการกล่าวว่าดูแคลนของอีกฝ่ายได้ แต่เขาก็มิอาจกล่าววาจาใดตอบกลับไปได้ !
เมื่อเฉินิพบว่าหลี่ฉางเกิงไม่กล่าววาจาโต้ตอบ เขาลูบเข้าไปที่หน้าอกแล้วกล่าว : “วางใจเถอะ ผู้าุโหลี่ ข้าขอสาบานว่า นับจากนี้เป็ต้นไปจะไม่เห็นเ้าอยู่ในสายตาอีกต่อไป!”
หลี่ฉางเกิงจึงได้สะบัดมือ พร้อมกับหันไปตวาดด้วยโทสะต่อศิษย์ที่กำลังอยู่ในสภาพที่โง่งมของตนเอง : “ดูอะไรกัน ยังไม่รีบไปหามศิษย์พี่หญิงของพวกเ้าออกจากลานประลองอีก ! ”
จ้าวชิงเหยาหาได้สนใจต่อละครตลกที่อยู่เบื้องหน้านางไม่ เพราะนางกำลังมองไปยังที่นั่งตรงส่วนของผู้ที่เป็ศิษย์สายตรงอยู่ นางมองเห็นหลี่ชิงเอ๋อแล้ว หากเป็ไปตามกฎกติกาของการประลองศิษย์เข้าสำนักหมื่นกระบี่ ผู้ชนะในการประลองย่อมสามารถที่จะเชิญให้ศิษย์สายตรงหนึ่งคนมาประลองฝีมือ เพื่อให้คำชี้แนะได้สักครั้งสองครั้ง
จ้าวชิงเหยามองไปทางหลี่ชิงเอ๋อ เป็นางที่ซัดข้าจนตกหน้าผา หากมิใช่เป็เพราะท่านอาจารย์ทิ้งเห็ดหลิงจือหยกเอาไว้ เกรงว่าข้าคงตายไปแล้ว
เพลิงไฟโทสะของความกระหายในการล้างแค้นได้ลุกโชกโชนอยู่ภายในแววตาทั้งคู่ของจ้าวชิงเหยา ครั้งนี้จ้าวชิงเหยาได้หันไปมองยังทางด้านของศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองศิษย์เข้าสำนัก : “อย่าได้มัวแต่พิรี้พิไรกันอยู่เลย ประลองกันทีละรอบช้าเกินไป พวกเ้าบุกเข้ามาพร้อมกันเถอะ!”
หลี่ฉางเกิงสาดทอแววตามองไปยังหวังผิง ราวกับว่าพยายามที่จะบังคับให้หวังผิงขึ้นสู่สนามประลอง แต่กลับพบว่าขาทั้งสองข้างของหวังผิงได้สั่นระริกอยู่ ถึงแม้ว่าหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวจะมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่อย่างน้อยการที่เขาจะสามารถชนะหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวได้ ยังต้องใช้ถึงสิบกระบวนท่าเห็นจะได้ แต่ว่าจ้าวชิงเหยาที่อยู่เบื้องหน้าบนเวทีประลอง กลับใช้เพียงกระบี่เดียวอย่างเรียบง่าย ก็ซัดหลิงหูเสี่ยวเสี่ยวจนปลิวลอยกระเด็นไปได้! หากว่าตัวเองขึ้นไปแล้วละก็ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่อาจจัดการตนเองได้ในกระบี่เดียว หากเป็สองกระบี่เล่าจะเป็เช่นไร ย่อมไม่ต่างอะไรจากการใช้เพียงกระบี่เดียว ที่เขายังคงมีสิทธ์ถูกซัดจนลอยกระเด็นอยู่ดี !
อีกทั้งจ้าวชิงเหยายังได้กล่าวต่อหน้าทุกคนแล้วว่า นางจะใช้กำลังของนางเพียงคนเดียวจัดการกับคนนับสิบ !
นี่เห็นได้ชัดว่าต้องมีเื้ัอยู่อย่างแน่นอน !
อีกทั้งหวังผิงมักจะเรียกขานจ้าวชิงเหยาว่าเป็สวะไร้ค่า หากว่าเขาได้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของจ้าวชิงเหยาแล้ว มีหรือที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้เขารอดไปได้ มิใช่มีแต่จะต้องถูกตัดเส้นเอ็นจนขาดไปทั้งแขนขาหรอกหรือ?
“ท่านอาจารย์ จู่ๆข้าก็นึกขึ้นได้ว่าน้ำแกงไก่ที่ท่านให้ข้าตุ๋นเมื่อเช้านี้ ข้ายังไม่ได้ดับไฟ ท่านอาจารย์ศิษย์ขอตัวก่อน! ขอลา! ”
เมื่อมีหวังผิงริเริ่ม ศิษย์ที่เลือกเข้าร่วมการประลองศิษย์เข้าสำนักราวกับนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีเื่สำคัญยิ่งกว่าให้ต้องไปทำ: “ดูที่ท้องฟ้าในวันนี้สิ ราวกับว่าฝนจะตกลงมา จู่ๆข้าก็นึกขึ้นได้ว่าผ้าที่ตากเอาไว้ยังไม่ได้เก็บให้เรียบร้อย! ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอตัวก่อน ขอลา ! ”
“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ ข้าได้นัดกับศิษย์พี่อยู่หลายท่านเพื่อไปชมจันทร์กัน บัดนี้ท้องฟ้าเริ่มครึ้มใกล้ค่ำแล้ว ศิษย์คงต้องไปชมจันทร์ก่อน ต้องขอตัวก่อน!”
“ท่านอาจารย์ จู่ๆข้าก็นึกขึ้นได้ว่า ข้าได้สั่งทำกระบี่ไว้เล่มหนึ่ง เมื่อลองนับเวลาดู สมควรที่จะมาส่งแล้ว ข้าต้องไปรับกระบี่ก่อนแล้ว ต้องขอตัวก่อน!”
.......
เพียงแค่สิบลมหายใจ ศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองศิษย์เข้าสำนักของสำนักหมื่นกระบี่ก็ได้ออกไปจากสนามกันจนหมดสิ้น
จ้าวชิงเหยาหันไปมองยังศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองที่ได้จากไปกันจนหมดสิ้น แล้ว จึงมองไปทางผู้ตัดสิน เอ่ยถาม : “ไม่ทราบว่าตอนนี้จะถือว่าข้าเป็ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการประลองศิษย์เข้าสำนักแล้วหรือไม่ แล้วจะมีคุณสมบัติพอที่จะขอรับคำชี้แนะจากศิษย์สายตรงได้ด้วยหรือไม่ ? ”
ผู้ตัดสินได้กวาดสายตามองไปยังรอบข้าง พบว่าหวังผิงยังคงนอนแผ่สองสลึงอยู่ในที่แห่งนี้ เอ๊ะ เ้ามิใช่เป็คนแรกที่จะไปทำธุระกันหรอกหรือ? เหตุใดยังอยู่ในที่แห่งนี้กัน? “หวังผิง เ้ายังคิดที่จะท้าประลองกับจ้าวชิงเหยาหรือไม่?”
หวังผิงะโกลับขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง : “เป็เ้าหลานเต่าที่ไหนมาขัดขาข้าจนล้มกัน ข้าตุ๋นน้ำแกงไก่ให้ท่านอาจารย์จนน้ำแกงจะข้นไปหมดแล้ว ศิษย์น้องท่านนี้ ช่วยดึงข้าลุกขึ้นที การนอนอยู่กับพื้นนานจนเกินไปย่อมส่งผลไม่ดีนัก!”
หวังผิงหันหน้าไปที่จ้าวชิงเหยาโดยไม่ตั้งใจ ก็ได้พบเห็นดวงตาทั้งคู่ที่ลุกเป็ไฟของอีกฝ่าย จนเขารู้สึกบังเกิดความเย็นวาบขึ้นมา หากยังคงดื้อด้านอยู่ในที่แห่งนี้เพื่อจะประลอง แล้วต้องไปอยู่ในเงื้อมมือของนางมารร้ายผู้นี้ยังจะรอดได้อีกงั้นหรือ?
หวังผิงถึงกับรวบรวมพลังทั้งหมดภายในร่าง คล้ายกับปลาหลีฮื้อ[1]ดิ้นพล่าน กระเสือกกระสนออกไปจากสนามประลอง
.
.
.
.
[1] ปลาคาร์ฟ