บทที่ 25
ของที่แย่งชิงมา
เมื่อเดินทางกลับมาถึงด้านล่างจางอี้นั่งอยู่ที่กองฟางสูงบริเวณด้านหลังของกระท่อมแห่งนี้ จางอี้นำเอาถุง 3 ถุงที่ตนเองนั้นแย่งชิงจากพวกนั้นมาได้ออกมาดู
ในตอนนี้จากที่้าตรวจสอบว่าสิ่งที่ตนเองได้รับมามันมีอันใดบ้างลองทำการเปิดถุงก็พบเห็นว่าด้านในนั้นมีของไม่น้อยเลยทีเดียว
ลองนำเอาออกมาแล้วก็ลองตรวจสอบนับดูของที่อยู่ด้านใน “ นี่มันเงินแล้วก็โอสถอย่างนั้นหรอ ”
ในตอนนี้ลองตรวจสอบดูแล้วเมื่อลองตรวจสอบดูจางอี้จนพบว่าถุงทั้ง 3 ถุงถูกจัดสรรมาเท่าเทียมกัน
เป็เพราะว่าพวกมันทั้ง 3 นั้นอยู่ในระดับเดี่ยวกัน จึงทำให้สำนักนั้นมอบเบี้ยเลี้ยงให้กับพวกมันในจำนวนที่เท่าๆกัน
โดยถุงทั้ง 3 แต่ละถุงจะประกอบไปด้วยเงิน 60 เหรียญทองแล้วก็โอสถบางอย่างอีก 3 เม็ด
ผนวกแล้วผลประกอบการทั้งหมดในการต่อสู้ครั้งนี้ได้เงินมาทั้งหมด180 เหรียญทองและก็โอสถปริศนาอีก 9เม็ด
“ เงิน 180 เหรียญทองบวกกับที่ข้ามีอยู่100 เหรียญทองค่ารวยแล้ว ” จางอี้สถบคำออกมาอย่างดีใจ
ในตอนนี้เงินจำนวนนี้ที่ตนเองอยู่มีถึง 280 เหรียญทองเรียกได้ว่าสามารถใช้ชีวิตอย่างหรูหราเปรียบเสมือนกับคุณชายได้เป็เวลาหลายปีเลยทีเดียว
ในขณะที่กำลังนั่งนับเงินอยู่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง “ มีฝีมือไม่เบาเลยนี่ขอทานน้อย ”
“ ถึงกับแย่งชิงของพวกนี้มาได้ ”ผู้ที่อยู่ด้านหลังคือเกาเทียนฉี
อีกฝ่ายจ้องมองดูกองเงินที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพร้อมกับเอ่ยชมเชยขึ้นมาจากใจจางอี้หันไปพร้อมกับกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “ เล็กน้อยขอรับ ”
“ ข้าไม่ได้มีฝีมือมากขนาดนั้นผู้าุโเอ่ยชมเชยเกินไปแล้ว”
“ ขอทานน้อยใบหน้าของเ้าในตอนนี้เบิกบานเพียงใดควรจะมองเงาของตนเองที่สะท้อนในผิวน้ำดู”
“ เ้าคนที่อยู่้าูเาเมื่อโดนเ้าแย่งชิงไปเช่นนี้ตอนนี้พวกมันคงจะโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ” เกาเทียนฉีรู้ดีว่าการขัดแย้งภายในสำนักนั้นเป็อย่างไร
คนพวกนั้นที่อยู่้าแน่นอนว่าพวกมันย่อมมองว่าฐานะของตนเองนั้นสูงส่งตอนนี้แพ้คนที่อยู่ระดับเพียงแค่รากฐานขั้นปลายเพียงคนเดียวคงจะทำให้พวกมันนั้นบ้าคลั่งราวกับเสียสติ
แต่ว่าคนที่รู้ถึงความแข็งแกร่งของจางอี้ก็คงจะมีเพียงแค่เกาเทียนฉีผู้นี้เท่านั้นที่มองเห็นการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา
“ แล้วถ้าเช่นนี้พวกมันจะเอาเื่นี้ไปบอกกับผู้ใดหรือไม่ขอรับ” จางอี้ถามออกมา
คาดการณ์ว่าถ้าพวกมันโดนเขาเล่นงานไปในครั้งนี้อาจจะนำเื่นี้ไปบอกพรรคพวกของพวกมัน แล้วก็ตามมาแก้แค้น
เื่บุญคุณความแค้นนั้นยิ่งใหญ่เพราะแบบนั้นไม่สามารถมองข้ามได้ ทว่าเกาเทียนฉีกับส่ายหัวไปมา “ เป็ไปไม่ได้หรอก ”
“ ยังไงซะเ้าคนพวกนั้นเองก็ไม่มีทางเอาเื่นี้ไปบอกผู้ใด”
“ เหตุใดพวกมันจึงไม่เอาเื่นี้ไปบอกผู้ใดขอรับคนพวกนั้นเองก็อยู่ภายในสำนักมาค่อนข้างนานน่าจะมีพรรคพวกอยู่ ”
“ เพราะว่าถ้าเกิดว่ามันเอาเื่นี้ไปบอกผู้ใดพวกมันจะกลายเป็คนอ่อนแอยังไงล่ะเ้าเองก็น่าจะฉลาดเฉลียวพอควรคงรู้สินะว่าการต่อสู้แย่งชิงพวกทรัพยากรพวกนี้สำนักไม่ได้ห้ามแถมยังสนับสนุนอยู่อย่างลับๆ”
“ นั่นเพราะว่ามันเป็เหมือนกับการต่อสู้แล้วการขัดเกลาสำนักกระบี่์้าที่จะให้ลูกศิษย์ภายในสำนักของตนเองนั้นแข็งแกร่งการเอาตัวรอดภายในเหล่าสัตว์ร้ายมีเพียงแค่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถอยู่รอดได้ ”ชายชราที่อยู่ภายในสำนักแห่งนี้มาเป็เวลานานถึงกับเอ่ยปาก
แสดงว่าจางอี้นั้นคิดถูกต้องเขาคิดถูกต้องว่าอย่างไรเสียการต่อสู้นี้ไม่มีทางที่สำนักนั้นจะไม่รู้ไม่เห็นพวกเขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าต้องมีการขูดรีดและการแย่งชิงทรัพยากรเกิดขึ้น
แต่ที่สำนักไม่ทำอะไรก็เพราะว่านี่คือหนึ่งในสิ่งที่ขัดเกลาเหล่าลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์คนที่สามารถรอดได้ก็มีเพียงแค่คนแข็งแกร่งเท่านั้น
จางอี้พยักหน้าทำความเข้าใจในคำพูดนั้นจนที่สุดก็แตกฉานขึ้นมาใบหน้าในตอนนี้ปรากฏคำตอบมากมาย
“ เ้าเข้าใจแล้วสินะ ถ้าเกิดว่าพวกมันนำเอาเื่นั้นไปบอกกับผู้อื่นพวกมันเองจะกลายเป็คนอ่อนแอที่โดนแย่งชิงทรัพยากร”
“ จากผู้ล่าก็จะกลายเป็เหยื่อพวกมันจะโดนคนอื่นขูดรีดทรัพยากรฐานะของพวกมันภายในสำนักเองก็จะต่ำลง ”
“ เพราะนั้นก็เลยมั่นใจว่ายังไงซะพวกมันเองก็ไม่มีทางที่จะนำเอาเื่นี้ไปบอกผู้ใดอย่างแน่นอน”
จางอี้ได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะในลำคอแล้วพูดขึ้น “ หึ!!ผู้บ่มเพาะนี่เข้าใจอันใดยากกันจริงๆ ”
“ เื่ศักดิ์ศรีนั้นมาก่อนสิ่งใดบางคนจะตายอยู่แล้วก็ยังห่วงศักดิ์ศรีของตนเอง ”
เกาเทียนฉีเอียงคอมองจางอี้ที่กำลังนั่งนับเงินเพราะเอ่ยถามอย่างฉงน“แล้วเ้าไม่ใช่ผู้บ่มเพาะหรืออย่างไรตอนนี้เ้าเองก็เป็ลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์”
จางอี้ขมวดคิ้วส่ายหัวไปมาแล้วกล่าว “ มันต่างกันขอรับ ”
“ ข้าน่ะไม่ได้มีชาติตระกูลสูงส่ง ”
“ ั้แ่เกิดมาก็ร่อนเร่เป็เพียงแค่ขอทานผู้หนึ่งเพราะแบบนั้นเื่ศักดิ์ศรีกล่าวกับข้าไม่ได้หรอกขอรับข้าอ้อนวอนขอเงินคนมากมายหน้าของข้าเนี่ยหนายิ่งกว่าพื้นเสียอีก”
“ ไม่เหมือนผู้บ่มเพาะ้านู้นที่คนพวกนั้นเอาแต่ห่วงศักดิ์ศรีของตนเอง”
“ หรือแม้กระทั่งพวกมันที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีจนกระทั่งกลายเป็คนแบบนั้นตลอดชีวิตของข้าที่ผ่านมาข้าเองก็ใช้ชีวิตอย่างคนชั้นต่ำมาตลอดในตอนนี้จะห่วงเื่อันใดอีก”
“ เพราะแบบนั้นจึงไม่มีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดอย่างพวกมันยังไงล่ะขอรับข้าเลยพูดว่าคนพวกนั้นเข้าใจยากเสียจริงถึงแม้จะเป็ผู้บ่มเพาะเหมือนกันแต่ก็ต่างกัน” จางอี้อธิบายในบริบทของตนเอง
ทั้งชาติกำเนิดและที่มาที่ไปแน่นอนว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิงจางอี้แม้ว่าตนเองจะรู้อยู่แล้วว่าตนเองนั้นมาจากโลกเบื้องบนแต่แต่ั้แ่เกิดมาตนเองก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างคุณชาย
ในตอนนี้ตนเองนั้นอายุ 16 ปี ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตอย่างขอทานและชนชั้นต่ำมาตลอดโดนดูถูกศักดิ์ศรีมากมายจนตอนนี้กลายเป็เื่ชินชาไปแล้ว
เพราะแบบนั้นเขาจึงไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของคุณชายพวกนั้นสักเท่าไหร่
เกาเทียนฉีหลังจากที่ได้ยินคำพูดจึงเข้าใจและพยักหน้า “เข้าใจแล้ว.. อันที่จริงความคิดของเ้าเองก็ถูกต้อง ”
“ คนพวกนั้นยึดถือตนเองมากเกินไปจนบางทีทำให้ไม่สามารถแตกฉานในวิถีของการบ่มเพาะได้”
“ อันที่จริงแล้วข้าว่าข้าเองก็เหมือนท่านอยู่นะผู้าุโ” จางอี้หันมามอง
“ เหมือนข้าอย่างนั้นหรือ? ” เกาเทียนฉีแสดงใบหน้าฉงน
“ ระดับฝีมือของท่านขนาดนี้ถ้าเกิดว่าท่านห่วงในฐานะและศักดิ์ศรีของตนเองคงจะไม่ได้มาเป็เพียงแค่คนเฝ้าูเาหรอกจริงหรือไม่ขอรับอันที่จริงท่านเองถ้าห่วงศักดิ์ศรีของตนก็คงจะขึ้นไปเป็ผู้าุโภายในสำนักแล้วหรือบางทีความสามารถของท่านอาจจะขึ้นไปอยู่เป็ระดับเ้าสำนักเลยก็ได้”
“ แต่ว่าท่านก็ไม่ได้ห่วงฐานะของตนเองจนทำให้ท่านนั้นมาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้”
ได้ยินคำพูดเช่นนั้นเกาเทียนฉีจึงเค้นเสียงหัวเราะออกมา
จางอี้เมื่อเห็นว่าผู้าุโยืนอยู่ตรงนี้จึงได้โอกาสหยิบเอายาโอสถ9 เม็ดที่ตนเองได้รับออกมาดูแล้วก็ส่งให้กับผู้าุโเอ่ยถามอย่างสงสัย“ พวกนี้คือโอสถชนิดใดอย่างนั้นหรือขอรับ ”
จางอี้แม้ว่าจะรู้เกี่ยวกับเื่พวกการฝึกฝนวรยุทธจากตำราของเหล่ากุ้ยมาบ้างแต่ว่าสำหรับเื่โอสถมันไม่ได้ถูกเขียนเอาไว้ภายในตำรา
ในตอนนี้ตัวเองนั้นก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับในด้านนี้จึงต้องเอ่ยถามผู้าุโที่อยู่มานานชายชราหลังค่อมรับมันเอาไว้ก่อนที่จะเอามาดู
มุมปากปรากฏรอยยิ้มก่อนที่จะพูดขึ้นมา “พวกมันคือโอสถทะลวงิญญา ”
“ โอสถทะลวงิญญา? แล้วพวกมันสามารถทำอันใดได้หรือขอรับ?”
“ ก็ตามชื่อนั่นแหละโอสถพวกนี้สามารถทะลวงขีดจำกัดได้มันเป็ยาขั้นพื้นฐานเป็โอสถที่สำนักนั้นจะจัดส่งให้กับพวกศิษย์ภายในสำนักเป็เบี้ยเลี้ยง”
“ พอดีเลยตอนนี้เ้าอยู่ที่ขั้นรากฐานขั้นปรายถ้าเกิดว่าใช้มันประมาณ5 เม็ดเ้าจะสามารถทะลวงขึ้นไปสู่ระดับขอบเขตปราณได้ง่ายขึ้น ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจางอี้ก้มมองของที่อยู่ในมือของตนเองจึงรู้ว่ามันเป็ของที่มีประโยชน์ขนาดไหน
จบบท