ใช้เวลาอยู่นาน กว่าหนีเจียเอ๋อร์จะส่งศิษย์พี่ศิษย์น้องที่กลับตัวกลับใจออกไปได้หมด
ทันทีที่กลับมา นางก็แทบรอไม่ไหวที่จะไปพบควงเยวี่ยโหลวในห้องหนังสือ
เมื่อหญิงสาวเข้ามาควงเยวี่ยโหลวก็ลอบมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
หนีเจียเอ๋อร์ได้ยินเสียงพลิกหนังสือจึงค่อยๆ จรดปลายเท้าเข้าไปใกล้ต้นเสียง และพูดอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ ท่านโกรธข้าหรือเจ้าคะ?”
“ข้ามีเรื่องอันใดให้ต้องโกรธเจ้า?”ควงเยวี่ยโหลววางหนังสือลง ก่อนวางมือลงบนปกดังพั่บ
หนีเจียเอ๋อร์ส่ายหน้า ยังคงงุนงงสับสนจึงได้แต่โค้งคำนับ พลางเอ่ย “ศิษย์โง่เขลา ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วย!”
ควงเยวี่ยโหลวลุกขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคับข้องใจ “เจ้ามิใช่แค่โง่เขลาแต่ยังดื้อรั้นไม่ประมาณตนอีกต่างหาก”
หนีเจียเอ๋อร์เม้มปากอย่างหงุดหงิดรอให้อาจารย์สงบลง แล้วค่อยโต้แย้ง “ข้ามิได้ทำไปเพื่อตัวเอง แต่ไม่อยากให้พวกเขาพูดจาว่าร้ายท่านลับหลังที่ข้าต้องเสี่ยงไปท้าแข่งกับเหอมู่หลิงเช่นนั้น ก็เพราะไม่อยากให้อาจารย์ต้องอับอาย”
“ที่เจ้ายอมเสี่ยงก็เพื่อข้ากระนั้นหรือ แล้วข้าอนุญาตให้เจ้าเข้ามาสอดตั้งแต่เมื่อใดกัน?” ควงเยวี่ยโหลวโมโห จนแทบจะตวาดออกมา “มันจะมากเกินไปแล้ว!”
เขาพลาดเอง ที่มิได้ลงโทษเหอมู่หลิงอย่างเด็ดขาดด้วยกำลังรอจังหวะที่เหมาะสม เพื่อกันนางให้ออกห่างจากหนีเจียเอ๋อร์ แล้วค่อยหาโอกาสไล่นางลงจากเขา
หนีเจียเอ๋อร์รู้สึกน้อยใจจนดวงตาใต้ผ้าพันแผลแดงก่ำ น้ำตาย้อมผ้าจนเปียกชุ่มเพราะโดนอาจารย์ดุ
“ใช่! ข้าเป็นคนโง่เขลา ไม่รู้จักประมาณตน สมควรแล้วที่ต้องเจ็บเจียนตายแถมยังเกือบจะถูกไล่ออกจากสำนักอิ้นเสวี่ยอีกด้วย”
กล่าวจบ หญิงสาวก็หันหลังวิ่งหนีออกไป
ควงเยวี่ยโหลวมองตามหลังนางหนีเจียเอ๋อร์วิ่งเร็วมาก แต่ทิศทางที่วิ่งไปกลับมีกำแพงขวางอยู่ เขาจึงพุ่งตัวออกไปโดยไม่ต้องคิดคว้าไหล่อีกฝ่าย แล้วลากกลับไปที่ห้อง ก่อนปิดประตูขัง
“ควงเจียเจ้าลองไตร่ตรองดู เมื่อใดที่รู้ว่าตนทำผิดตรงไหน ค่อยออกมาหาข้า”
หนีเจียเอ๋อร์ตบประตู “ควงเยวี่ยโหลว ข้าไม่ผิดปล่อยข้าไปนะ!”
ควงเยวี่ยโหลวหันหลัง เดินผละจากไป
ศิษย์ที่อยู่ด้านนอก ต่างก็ได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งในครั้งนี้อย่างชัดเจนจึงพากันแอบยกนิ้วโป้งให้ในใจอย่างเงียบๆ ที่หนีเจียเอ๋อร์กล้าเรียกอาจารย์ด้วยชื่อเต็มถือว่านางเป็นวีรบุรุษในหมู่ศิษย์หญิง
...
ตอนเย็น หนีเจียเอ๋อร์ก็ถูกปล่อยตัวออกมาในสภาพหิวโซเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสองมื้อแล้ว และเนื่องจากกำลังตกอยู่ในสภาวะสูญเสียประสาทรับกลิ่นชั่วคราวจึงจำแนกทิศทางด้วยกลิ่นมิได้ ทำให้ไม่อาจกลับที่พัก หรือไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใด
ดวงตาก็มองไม่เห็นอยู่แล้วหากต้องมาสูญเสียการรับกลิ่นไปอีก คงได้กลายเป็นคนไร้ประโยชน์อย่างแท้จริงแน่!
จนถึงตอนนี้ หญิงสาวเพิ่งสำนึกได้ว่าสิ่งที่กระทำลงไปนั้นช่างผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่เอาชีวิตไปเดิมพันกับศิษย์ ผู้ซึ่งกำลังจะถูกไล่ออกจากสำนักอิ้นเสวี่ยจนต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนี้ พอกลับมาคิดทบทวนดู ถึงได้รู้ว่าตนสูญเสียไปมากมายขนาดไหนทั้งยังมีเพียงตัวเองเท่านั้น ที่จะต้องลิ้มรสกับความขมขื่นเหล่านี้...
ในวันนี้ นางได้ใช้สิ่งล้ำค่าที่แลกมาด้วยเลือดและน้ำตาเพื่อพนันขันต่อกับคนชั่วที่กำลังจะถูกไล่ออกจากสำนัก!
มิน่าเล่า... อาจารย์จึงได้บอกว่านางโง่งม!
หนีเจียเอ๋อร์ลุกขึ้นปาดน้ำตาก่อนพันผ้าพันแผลใหม่ แล้วคุกเข่าลง
...
ตกค่ำ ควงเยวี่ยโหลวเดินออกมามองที่หน้าต่างพบว่าหญิงสาวกำลังคุกเข่าอยู่ที่หน้าลานเรือน สุดท้ายก็ใจแข็งได้ไม่นาน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินออกไปหาอีกฝ่าย
“ควงเจียรู้ตัวแล้วหรือ ว่าเจ้าผิดตรงไหน?”
หนีเจียเอ๋อร์ตอบว่า “อาจารย์ เป็นความผิดของศิษย์เอง ที่ไม่ควรดื้อรั้นไปท้าแข่งจนต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับแผนการอันไร้สาระของผู้อื่น หากเกิดพลั้งพลาดขึ้นมา ย่อมไม่คุ้มค่าอันใดไม่ว่าจะเป็นต่อตัวศิษย์เองหรือท่านอาจารย์ก็ตาม”
ควงเยวี่ยโหลวกะพริบตาแล้วเอ่ยเบาๆ “ที่เจ้าว่ามายังไม่ถูกต้อง!”
พอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปหญิงสาวจึงรีบพูดด้วยความร้อนรน “แต่ท่านอาจารย์ ตอนนี้ศิษย์ยังมีอีกเรื่องที่จำเป็นต้องเรียนรู้ นั่นคือวิธีที่จะทำให้ประสาทรับกลิ่นกลับคืนมาหากท่านอาจารย์ไม่สอนให้ ศิษย์ก็อาจจะสูญเสียการรับกลิ่นไปอย่างถาวร”
ทว่า ควงเยวี่ยโหลวก็มิได้มองย้อนกลับไป“พรุ่งนี้ข้าจะสอนเพียงรอบเดียวเท่านั้น เจ้าจะจำได้หรือไม่ ก็มิได้เกี่ยวอันใดกับข้า”
หากไม่มีการลงโทษ ย่อมไม่หลาบจำ
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ หนีเจียเอ๋อร์ต้องใช้เวลาสิบวันในการเรียนรู้จนลืมกินข้าวเพราะแต่ละวันจะหมดไปกับการฝึกแทงเข็มลงบนร่างของตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุด ก็ประสบความสำเร็จจนได้
พอกลับมากลิ่นของยาดอกไม้ และหมึก หญิงสาวก็มีความสุข กระโดดขึ้นลงด้วยความยินดี จนไปชนเข้ากับแผงอกของควงเยวี่ยโหลวแต่นางมิได้ใส่ใจ ทั้งยังคว้ามือเขามาแกว่ง พลางหัวเราะเริงร่า
ผู้เป็นอาจารย์ขมวดคิ้วอดมิได้ที่จะยกยิ้มบางๆ ใต้ผ้าโปร่งสีดำที่ปกปิดใบหน้าของตัวเอง
...
ควงเหยากลับมาจากตีนเขาแล้วทันทีที่มาถึง เขาก็จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้น ซึ่งลู่ซีย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะเข้าร่วมงานอย่างแน่นอน
เมื่อหญิงสาวมาถึงงานเลี้ยงจึงพบว่าควงเยวี่ยโหลวก็มาร่วมงานด้วย มือที่ถือน่องไก่สั่นระริก แม้ชายในดวงใจจะอยู่ตรงนี้แต่นางก็ยังนึกอยากจะหลบหนี
หนีเจียเอ๋อร์ดึงอีกฝ่ายเอาไว้แล้วพูดเสียงต่ำ “ลู่ซีข้าจะนับหนึ่งถึงสาม หากเจ้าไม่นั่งลงละก็ ข้าจะบอกผู้อื่น ว่าเจ้ามีความลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่”
ลู่ซีตื่นตระหนก เม้มปากแน่นก่อนบิดตัวไปมา
มุมปากของหนีเจียเอ๋อร์ยกยิ้มพลางกล่าว “สาม!”
ลู่ซีรีบโพล่งออกมาทันที“ก็ได้ๆ”
ว่าแล้ว นางก็ช่วยประคองให้หนีเจียเอ๋อร์หันกลับมาท่ามกลางสายตากังขาของควงเยวี่ยโหลว ใบหน้าของลู่ซียิ่งแดงก่ำ ขณะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างจำใจ
แต่ผู้เป็นอาจารย์ ทำทีเป็นมองไม่เห็น
“น้องลู่ซีไม่ชอบกินผักจนต้องแทะโต๊ะเลยหรืออย่างไร?”
ควงเหยายิ้มอย่างใจดี มิได้มีเจตนาจะเยาะเย้ยแต่อย่างใดจากนั้น ก็หยิบหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งใส่ลงในถ้วยของหนีเจียเอ๋อร์ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องหญิง นี่คือหมูสามชั้นที่เจ้าขอให้ข้าซื้อกลับมาเห็นเจ้าบอกว่าโปรดปรานมาก ลองชิมดูสิ ว่ารสชาติดีหรือไม่?”
หนีเจียเอ๋อร์คีบหมู่ตุ๋นเข้าปากและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนกล่าวชม ทั้งๆ ที่ยังเคี้ยวไม่หมด “อร่อยสิ! อร่อยมาก ข้าอยากกินหมูตุ๋นรสชาตินี้มานานแล้ว” นางว่า พลางกลืนเนื้อหมูลงท้อง
“ศิษย์พี่ใหญ่ลู่ซีก็ชอบกินหมูตุ๋นเหมือนกัน แต่นางอายท่าน เลยคีบไปแค่ผักในชาม หากไม่ว่าอะไร ท่านช่วยคีบให้นางสักชิ้นได้หรือไม่?”
“ไม่มีปัญหา!” ควงเหยาเปลี่ยนไปใช้ตะเกียบกลางคีบหมูตุ๋นให้ลู่ซีจนพูนถ้วย เรียกรอยยิ้มของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี “อย่าเกรงใจ กินเข้าไป เร็ว!”
ลู่ซีเหลือบมองควงเหยาใบหน้าแดงจนไม่รู้จะแดงอย่างไร จนนางแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น ขณะส่งเสียง “อืม…” เบาๆราวกับยุงบิน แล้วหยิบถ้วยมาคีบอาหาร
หนีเจียเอ๋อร์คีบหมูตุ๋นชิ้นหนึ่งยื่นไปให้ควงเยวี่ยโหลว “อาจารย์ท่านลองชิมดูหน่อย”
ควงเหยากำลังจะพูดว่า ‘อาจารย์ไม่กินเนื้อ’ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก มือของควงเยวี่ยโหลวพลันขยับตะเกียบอย่างลื่นไหล และชิมเนื้อหมูชิ้นนั้นด้วยท่วงท่าสง่างามเหมือนเคย
ควงเหยาตื่นตะลึงนิ่งอึ้งจนได้รับสายตาพิฆาตจากอาจารย์ “กินข้าวสิ!”
“ขอรับท่านอาจารย์!” ควงเหยาหุบปากอย่างเชื่อฟัง แต่สายตากลับลอบมองไปยังใบหน้าของหนีเจียเอ๋อร์แล้วบ่นอุบอิบในใจ
อาจารย์ ท่านตามใจศิษย์น้องหญิงยิ่งนักแม้แต่ของที่ตัวเองไม่กิน ก็ยังชิมได้โดยไม่ลังเล...