ตอนที่ 5
“อืม เช่นนั้นพวกเ้าก็ต้องปกป้องพี่สะใภ้ของเ้าให้ดี ให้นางอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข”
“เ้าค่ะ หวนเอ๋อร์จะทำเช่นนั้น”
“ข้าก็ด้วยขอรับ พี่สะใภ้ดีกับพวกเรามากจริงๆ ตอนคืนแรกที่พวกท่านคุยกัน ข้าก็ยังกลัวพี่สะใภ้อยู่บ้าง แต่ตอนนั้นก็รู้แล้วว่านางหาใช่คนไร้เหตุผล ทว่าวันนี้นางกลับใจดีมาก แล้วก็ทำอาหารเก่งมากๆด้วย”
เสี่ยวหลงนั้นพูดออกมาอย่างมีความสุข ถึงเมื่อคืนจะถูกตำหนิที่ไปแอบฟังอยู่บ้าง ทว่าก็ยังเป็วันที่พวกเขามีความสุขมากอยู่ดี
“อย่าไปก่อกวนให้นางรำคาญใจก็พอ” มู่เหิงมองไปยังทิศทางของสมาชิกใหม่ของบ้านที่รออยู่ สายตาของเขามีเพียงความอบอุ่นในใจ
อย่างไรนี่ก็เป็การแต่งงานของเขา ภรรยาคนแรกและคนเดียวของเขา
ที่จริงถ้าถามว่าใครตื่นเต้นที่สุดก็คงไม่พ้นเขาหรอก ก่อนหน้านี้แม้จะตื่นเต้นแต่ก็ต้องรักษามาดเอาเพื่อที่จะควบคุมให้นางหวาดกลัวบ้าง ได้ยินว่านางเป็คนเอาแต่ใจถึงขีดสุด ถ้าเขาปล่อยปละละเลยนางอาจจะทำร้ายน้องๆของเขาก็ได้
แน่นอนว่าลึกๆแล้วไม่มีใครอยากได้ภรรยาเช่นนั้น แต่เขาก็เลือกนาง แม้ว่าจะเพราะเหตุผลเื่เงินก็ตาม เขาเตรียมใจและตั้งใจจะพยายามหาทางออกให้อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งตอนนี้มันดีกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากๆ
เด็กสองคนกับผู้ใหญ่หนึ่งคนพากันยกอาหารมาให้กับสมาชิกใหม่ นางนั่งรออยู่ในห้องแล้ว ทว่าตรงหน้ากับมีโต๊ะสีไม้บางเบาแต่ก็ดูแข็งแรงวางอยู่ด้วย หญิงงามนั่งรอตรงหน้าโต๊ะเล็กอย่างเรียบร้อย
หลังจากเห็นเด็กๆเดินมาก็กวักมือเรียกให้พวกเขานำอาหารมาวางที่โต๊ะตัวนี้ เด็กๆเพิ่งเห็นว่ามันเป็โต๊ะที่เหมาะมากๆเลย หากพวกเขานั่ง แม้ว่ามันจะสูงไปหน่อยเพราะพวกเขาตัวเล็ก หากพวกเขาโตอีกหน่อยมันก็จะพอดีเลย
พออาหารจัดวางบนโต๊ะก็ทำให้ดูหรูหราขึ้นมา ถ้วยที่มาจากกะลามะพร้าวตากแห้งไม่ได้นำมาใช้ในวันนี้เพราะพี่สะใภ้นำจานและถ้วยกระเบื้องออกมาให้พวกเขาใช้งานด้วย ไหนจะทิ้งถ้วยที่พวกเขาพยายามกันไปกองไว้จนหมด เอาถ้วยกระเบื้องสวยงามมาวางแทนจนเต็มที่วางจาน
ซึ่งเอาจริงๆ พวกเขาจะชอบมันมากก็เถอะ....
“กินกันเถอะ นี่ก็เริ่มมีแสงตะวันแล้ว” เยว่เฉียนรู้ว่าคนในยุคสมัยนี้ต้องตื่นมาทำงานกันแต่เช้า ยิ่งถ้าเป็คนตามชนบทยิ่งตื่นเช้ากว่าคนในเมืองเสียอีก
ที่นางรู้ก็เพราะว่าเวลานัดหมายกับหอศิลป์ นางเองก็ต้องใช้่เช้ามืดนี่แหละในการไปขายสินค้า ่เวลานั้นเหล่าคุณหนูคุณชายทั้งหลายยังไม่ตื่นเลย พอเดินผ่านใครไปก็ไม่มีใครสังเกตได้ว่านางคือคุณหนูฉินที่เลื่องชื่อ
“ขอรับ/เ้าค่ะ” เด็กสองคนรับคำอย่างว่าง่าย น้ำลายสอที่มุมปากแล้วด้วยซ้ำ มันทำให้เยว่เฉียนนึกเอ็นดูกับความใสซื่อนั้นอย่างบอกไม่ถูก
ตัวนางที่อยู่ท่ามกลางกฎระเบียบและการต่อสู้ที่จะเป็คนโปรดปรานของจวนสกุลฉิน ไม่มีทางที่จะได้เห็นเด็กเล็กเช่นนี้หรอก อ่า นางหมายถึงเด็กเล็กที่เป็เด็กเล็กจริงๆ ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจน่ะนะ เพราะที่ผ่านมา...เจอเพียงเด็กที่ร่างกายยังเป็เด็ก ทว่าความคิดนั้นดำมืดและเต็มไปด้วยแผนการ
“ค่อยๆกินล่ะ มันยังร้อนอยู่ แล้วก็กินพวกนี้เข้าไปด้วยนะ มันจะทำให้เ้าไม่ร้อนปากมากเกินไป” นางอดที่จะให้คำแนะนำเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้
ทั้งไข่เค็ม ลูกชิ้นปลา และถั่วคั่วนี่ก็อร่อยไม่แพ้กันหรอกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะอาหารเยอะไป นางจะเอาปลาอบกรอบออกมาให้พวกเขากินด้วยเลย
“เ้าก็กินเถอะ” มู่เหิงบอกกล่าวสตรีตรงหน้าที่มองน้องๆเขากินอยู่เบาๆ เยว่เฉียนเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้
ทั้งสี่นั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะเด็กทั้งสองที่ตื่นเต้นอย่างมากกับอาหารมื้อนี้ พวกเขาเกือบจะร้องไห้ออกมาเพราะเกิดมาไม่เคยกินอาหารที่รสชาติดั่ง์มาโปรดนี้มาก่อนเลย
“ปกติท่านต้องตื่นยามใด และออกไปทำงานเวลาใดบ้างหรือ?” เยว่เฉียนเอ่ยถามขณะที่กำลังกินข้าวต้มร้อนๆอยู่
“ข้าตื่นยามอิ๋น (3:00-4:59) และออกไปตักน้ำ ปกติหลังจากที่ตักน้ำเสร็จก็จะออกไปเก็บกู้กับดักที่วางไว้ วันไหนโชคดีจะได้เนื้อมากินหรือขายได้
ยามเหม่า (5:00-6:59) กลับมาครั้งหนึ่ง เด็กๆจะทำอาหารรอไว้แล้ว กินอาหารเสร็จก็ออกไปทำงานั้แ่ยามเหม่านั่นแหละเพราะแดดยังไม่แรงมากนัก
่เช้าข้าจะไปดูไร่สวนของตนเอง ครอบครัวเรานั้นมีที่ดินอยู่ 7 มู่ ปลูกเป็มันทั้งหมด แต่่หน้าหนาวเช่นนี้ไม่ได้ปลูกอะไร ข้าทำได้แค่ไล่ตัดกิ่งไม้ออกบ้างเพื่อที่พ้นหน้าหนาวไปจะได้เริ่มทำการเพาะปลูก”
“ระหว่างนี้เด็กๆก็จะเล่นอยู่ที่บ้านบ้าง ทำความสะอาดรอบๆบ้าง พื้นที่บ้านนี้มีอยู่ประมาณ 1 มู่เห็นจะได้ ด้านหลังมีลำธารไม่ไกลนัก เป็ที่ที่ข้าตักน้ำยามเช้านั่นแหละ
พื้นที่ที่เหลือเดิมทีบิดาจะหาไก่มาเลี้ยง น่าเสียดายที่พวกท่านจากไปก่อน เงินซื้อสัตว์เลี้ยงก็หมดไปกับยารักษาเช่นกัน ดังนั้นจึงถูกปล่อยเป็ลานโล่งๆอยู่ คิดว่าถ้าพ้นจากหน้าหนาวจะปลูกผักเล็กๆน้อยๆดูบ้าง หรืออาจจะเก็บเงินซื้อไก่ไข่มาเลี้ยงตามที่บิดาปรารถนาไว้”
“ยามอู่ (11:00-12:59) ข้าจะกลับมาบ้านครั้งหนึ่งเพื่อกินอาหารและดูเด็กๆด้วย หลังจากนั้นก็จะออกไปเก็บของป่าล่าสัตว์พร้อมๆกับพรานคนอื่นๆ แน่นอนว่าจะกลับมาก่อนยาวโหย่ว(17:00-18:59)”
เยว่เฉียนนั่งฟังคำบอกเล่าของคนเป็สามี ไม่คิดว่าคำถามสั้นๆของนางจะได้รายละเอียดมามากมายขนาดนี้ เหมือนกับว่าเขาอยากจะแนะนำตนเองให้นางได้รู้จักมากขึ้น
“พี่ใหญ่เคยล่ากวางมาได้ด้วยนะขอรับ ได้เงินมาเกือบ 700 อีแปะเลย ตอนนั้นพวกข้าตื่นเต้นมากๆ พี่ใหญ่เก่งที่สุด” เสี่ยวหลงตื่นเต้นมาก เมื่อได้ยินพี่ชายเล่าเื่ที่เขาต้องไปล่าสัตว์พร้อมกับพรานคนอื่นๆ ก็อดที่จะอวดพี่ชายขึ้นมาไม่ได้
“วันนั้นพวกเราเอาไปแลกไข่ได้หลายใบ แถมมีข้าวสารมาเพิ่มอีกมากเลย” หวนเอ๋อร์เองก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน นางไม่ได้รู้สึกว่าพี่ชายเก่งกล้าอะไรที่ล่าสัตว์ได้ ต่างกับพี่หลงของตนเอง นางชอบ่เวลานั้นเพราะได้กินอาหารเยอะแยะต่างหาก
“เ้าพวกนี้ก็พูดเกินไป วันนั้นข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น” มู่เหิงหน้าแดงเล็กน้อย เขาเกาแก้มของตนเองไปพลางแก้ตัวไปพลาง ทว่าก็ยังรับรู้ได้ว่าเขานั้นภาคภูมิใจกับฝีมือของตนเองไม่น้อยเลย
“เ้าเก่งจริงๆ ดวงเองก็เป็หนึ่งในความสามารถเหมือนกันนะ อย่างไรการเข้าป่าก็ยังมีความเสี่ยง เื่นี้ควรจะระวังให้มากด้วยเช่นกัน บ้านนี้มีเพียงเ้าเท่านั้นที่เป็แรงหลัก หากว่าเจออันตรายก็ให้หนีไว้ก่อน” เยว่เฉียนเอ่ยชมเขาไปหนึ่งประโยค หลังจากนั้นก็เป็การเอ่ยเตือนตามประสาคนที่ไม่เคยต้องล่าสัตว์มาประทังชีวิต
ความคิดแรกของนางคือ้าสนับสนุนให้เขาได้เลี้ยงสัตว์เพื่อที่อนาคตจะได้ไม่ต้องเป็พรานล่าสัตว์ป่าที่เสี่ยงอันตรายอีก แม้ว่าหมูและวัวจะไม่อาจเลี้ยงได้เนื่องจากต้องทำการขออนุญาตจากทางการ ทว่าไก่และเป็ดก็นับเป็เนื้อเหมือนกัน ทั้งยังให้ไข่ได้กินอีกด้วย
ถึงแม้ว่าไก่และเป็ดเป็ๆจะหาจากห้างสรรพสินค้าไม่ได้ ทว่าอาหารของพวกมันหามาได้ง่ายๆได้ อยากเพิ่มขนาดของไข่ต้องบำรุงอย่างไร อยากเพิ่มจำนวนของไข่ให้ไข่ทุกวันต้องกินอาหารใด นางหาหยิบเอาจากมิติได้ทั้งนั้น
“อืม ข้าย่อมระวังตัว เ้าไม่ต้องห่วงไป” มู่เหิงมองหญิงสาวด้วยสายตาคมเข้มของตนเอง เขาจ้องไปยังสายตาคู่นั้นอย่างจริงจังเหมือนกับให้สัญญา
นี่ทำเอาเยว่เฉียนชะงักไปเล็กน้อย กระนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงนิ่งกินอาหารของตนเองไปเงียบๆเท่านั้น
อาหารตรงหน้าค่อยๆยุบลงไปจนหมดเกลี้ยง เดิมทีเด็กๆไม่กล้ากินมากนัก พวกเขาบอกว่าจะเก็บไว้วันอื่นๆอีก ทว่าเยว่เฉียนบอกว่าไม่จำเป็ หากเหลือวันนี้แล้วก็จะทิ้งเป็อาหารปลา นั่นแหละ...พวกเขาที่เสียดายจึงช่วยกันกินจนพุงป่อง
นอกจากนี้มู่เหิงบุรุษสามศอกก็กินเก่งใช่ย่อย แม้ว่าเขาจะไม่ได้แตะเครื่องเคียงมากนัก ทว่าเขาก็กินข้าวต้มจนหมดหม้อเลย
เดิมทีเวลานี้มู่เหิงควรจะได้ออกไปทุ่งของตนเองแล้ว ทว่าเพราะอิ่มมากไป กอปรกับที่ไร่ก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากนักด้วย เมื่อวานก็ตัดไม้ไปได้เยอะแล้ว ่นี้หิมะก็สูงท่วมเข่าทำให้เดินยากลำบากเสียหน่อย ดังนั้นจะไม่ออกไปก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร
เด็กน้อยสองคนแม้จะอิ่มแต่ก็ช่วยกันเอาถ้วยจานไปล้าง พวกเขาชอบถ้วยกระเบื้องนี้มาก ดังนั้นจึงค่อยๆล้างอย่างทะนุถนอม ไม่กล้าให้เหลือเศษอะไรทิ้งไว้เลย ดังนั้นในห้องจึงเหลือแค่มู่เหิงและเยว่เฉียน ที่คนหนึ่งขยับลุกไม่ไหว อีกคนก็ถูกไม่ให้ไปช่วยเหลือเด็กๆล้างจานชาม
“เยว่เฉียน” เวลาผ่านไปเล็กน้อย ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ทั้งสองอึดอัดใจแต่อย่างใด กระนั้นมู่เหิงก็ทำลายความเงียบนั้นทิ้งด้วยการเรียกชื่อของภรรยาตรงๆ นี่นับเป็ครั้งแรกที่เขาได้เรียกนามของนาง หลังจากที่เรียกกันแต่เ้าๆข้าๆมาโดยตลอด
“หืม?” แม้จะแปลกใจ ทว่าเยว่เฉียนก็ไม่ได้ติดอะไรกับคำเรียกนั้น นางเอียงคอมองเขาที่จ้องนางอยู่ก่อนแล้ว คิ้วงามเลิกขึ้นแทนการตั้งคำถามว่าเรียกชื่อตนเองด้วยเื่อันใด
“เ้าอยู่ที่นี่อาจจะลำบากหน่อย แต่ข้าจะพยายามทำให้เ้ามีความสุขนะ” มู่เหิงพูดไปก็อายตนเองไป เขารู้ว่าตอนนี้เขาไม่มีสิทธิพูดเช่นนั้นหรอก เพราะขนาดตัวเองยังเอาตัวไม่รอด จะเอาแรงที่ไหนไปดูแลนาง
หากเทียบกับสมบัติที่นางนำมาด้วยแล้ว เขานั้นนับว่าเป็ตัวกระจอกไปเลย ทว่า...มู่เหิงก็พูดออกมาจากใจจริง เขาอยากดูแลเยว่เฉียนให้สมกับหน้าที่สามี อยากให้นางอยู่กับครอบครัวของเขาอย่างมีความสุข
ถ้าเป็ไปได้ ก็อยากมีลูกน้อยกับนางสักสองสามคน........
“อะ อื้ม” เยว่เฉียนชะงักไปกับคำพูดจริงจังของเขา ั้แ่เกิดมา ไม่สิ ั้แ่ชีวิตที่แล้วและชีวิตนี้รวมกันก็หลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ยินใครพูดเช่นนี้กับตนเองเลย
เมื่อก่อนเคยดูแต่ซีรีย์และฟินไปตามนางเอกยามถูกพระเอกดูแลอย่างดี ไม่คาดว่าตนเองก็จะมีโมเม้นนั้นแล้วเหมือนกัน
ใบหน้าเล็กขึ้นสีแดงระเรื่อ เป็ภาพที่น่าดูน่าชมสำหรับสามีหมาดๆอย่างมาก มือหนาเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เป้าหมายของมันย่อมเป็มือบางที่มีสีแดงจากการจับถ้วยร้อนๆเมื่อครู่ คล้ายกับ้าปลอบประโลมและเข้าใกล้กันมากขึ้นอีกหน่อย
อย่างไรก็ตาม ความสุขกลับไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น
ยังไม่ทันที่มือของทั้งสองจะได้ัักัน เสียงแหลมแสบแก้วหูก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน สีหน้าของมู่เหิงนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากใบหน้าที่มีเพียงความอบอุ่น ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็เ็าหลายส่วน ไม่เหมือนกับสีหน้าที่เขาอยู่กับเยว่เฉียนและน้องทั้งสองคนเลย
ริมฝีปากเรียบตึง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่ใคร่จะพอใจนัก เด็กๆทั้งสองเองก็วางถ้วยชามก่อนจะวิ่งมารวมตัวกันราวกับเจอปีศาจร้ายก็ไม่ปาน มีเพียงเยว่เฉียนที่ยังนั่งอยู่กับที่ด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
.....เหมือนกับที่คาดการณ์เอาไว้แล้ว.....
ญาติสามีย่อมเป็ตัวหายนะสำหรับภรรยาที่แต่งเข้ามาเช่นนาง!
…………………………………………….