“เข้าเป้าแล้ว” เจียวอวี๋ตะโกนขึ้นอย่างดีใจ หลี่หลิวหยางยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เขาเพิ่งควบม้ากลับออกมาจากการล่าสัตว์ในป่า ระหว่างทางกลับกระโจม สายตาสบเข้ากับหญิงสาวร่างบางคนหนึ่งยืนอยู่บนลานฝึกธนู มีเพียงสาวใช้ยืนห่างออกมาด้านข้าง แวบแรกในสายตาเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นนาง นางสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนราวดอกหมู่ตันทับด้วยเสื้อคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกหูป๋ายฉิว [1] ดวงหน้าโฉมสะคราญเฉิดฉัน ริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงตาเปล่งประกายที่มักทำให้คนมองจมดิ่งลงไปคล้ายตกอยู่ในภวังค์ เมื่อลมหนาวพัดผ่าน อาภรณ์สะบัดปลิวตามแรงลมทำให้ร่างบางงดงามดั่งภาพวาดของจิตรกรชื่อดัง
หลี่หลิวหยางพิศมองไปที่ ‘กระต่าย’ ของเขาพลันเห็นนางกำลังง้างคันธนูอย่างทุลักทุเล จึงสั่งให้ทหารองครักษ์ที่ติดตามมานำสัตว์ที่ล่าได้ล่วงหน้ากลับไปก่อน หลี่หลิวหยางกระโดดลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปหาเจียวอวี๋ทางด้านหลัง กลิ่นหอมราวบุปผาอ่อนๆ จากกายนางกระทบนาสิกประสาทช่างหอมหวานชวนดอมดมยิ่งนัก จมูกโด่งสันเป็นคมจึงแอบลอบดมกลิ่นหอมบนเรือนผมนุ่มของเจียวอวี๋โดยที่นางไม่ทันรู้ตัว ท่าทางของหลี่หลิวหยางตอนนี้คล้ายโอบกอดเจียวอวี๋จากด้านหลังจนมิด เมื่อปล่อยลูกศรออกไปและเสียบลงบนเป้าแล้วเขาจึงปล่อยมือจากเจียวอวี๋ นางจึงรีบหมุนกายกลับมาทันที
ในคลองจักษุของนางปรากฏชายร่างสูงใหญ่ คิ้วคมเข้มดั่งกระบี่ ดวงตายาวเรียวดุจนกเฟิ่งหวง [2] ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย จมูกโด่งเป็นสันได้รูป ริมฝีปากบางชมพูระเรื่อ ปลายคางยังเห็นตอหนวดสีดำประปราย เมื่อเห็นแวบแรกคล้ายดั่งเทพเซียนลงมาจุติก็มิปาน แต่ชั่วขณะนั้นเจียวอวี๋ก็จำเขาได้ คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่น
“เป็นเจ้า!” หลี่หลิวหยางยกยิ้มพลางยักคิ้วให้นาง
“ใช่ เป็นข้า ไฉนเจ้ามาอยู่ลำพังกับสาวใช้แถวนี้” หลี่หลิวหยางยืนห่างจากนางไม่ถึงหนึ่งช่วงแขนดูช่างใกล้ชิดยิ่งนัก
อาฟู่ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นถึงกับตกตะลึงในความหาญกล้าของบุรุษผู้นี้ นางเห็นเขาเดินเข้ามาคล้ายโอบกอดคุณหนูจากด้านหลังแม้กระทั่งลอบจุมพิตศีรษะของคุณหนู!!
ชายหญิงมิควรชิดใกล้ แม้จะหล่อเหลาเพียงใดก็ตามที ไยจึงไม่รักษาธรรมเนียมเช่นนี้ อาฟู่รู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทักท้วง ด้วยเพราะชายผู้นี้สวมอาภรณ์ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่บุคคลธรรมดาที่จะล่วงเกินได้ ยังไม่ทันหายตกใจดี อาฟู่ก็ได้ยินเสียงบุรุษอีกคนกล่าวแทรกขึ้นมาโดยฉับพลัน
“นางมารอกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินชิงอวิ้นสาวเท้ายาวเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันหนักหน่วง เขาเดินตรงเข้าไปแทรกกลางระหว่างองค์ชายสามหลี่หลิวหยางและเจียวอวี๋
เพียงชั่วพริบตาเฉินชิงอวิ้นก็ขยับตัวมาบดบังด้านหน้าของเจียวอวี๋อย่างมิดชิด มือหนึ่งยื่นออกไปดึงแขนเสื้อของนาง ดันร่างบางขยับแอบไปด้านหลังของเขาอย่างแนบเนียน ดวงตาแข็งกร้าวสบมององค์ชายสามเพียงครู่เดียว ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาราวกับประกาศชัดว่า ‘อย่าริได้เข้าใกล้นางอีกแม้แต่ก้าวเดียว’
เฉินชิงอวิ้นยกมือสอดประสานคาราวะหลี่หลิวหยาง
“กระหม่อมคาราวะองค์ชายสาม” เฉินชิงอวิ้นเอ่ยทักทายบุรุษเบื้องหน้า แม้หลี่หลิวหยางจะอ่อนวัยกว่าแต่ร่างกายและส่วนสูงกลับไม่ต่างจากเฉินชิงอวิ้นมากนัก
กลิ่นอายผ่อนคลายเจือความอ่อนโยนของเฉินชิงอวิ้นยามอยู่ต่อหน้าเจียวอวี๋พลันกลับกลายเป็นดุร้ายโหดเหี้ยมดั่งหมาป่าพร้อมกระโจนขย้ำศัตรูที่ขวางหน้า
หลี่หลิวหยางขมวดคิ้วหรี่ตาดุจราชสีห์ มองหน้าเฉินชิงอวิ้นด้วยความเย็นชาแข็งกร้าว ในแววตาเจือความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด สายตาคมกริบทั้งเยียบเย็นทั้งดุดันราวกับสามารถฟาดฟันร่างชิงอวิ้นให้ขาดเป็นสองท่อนได้ในพริบตา
อาฟู่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลดั่งพายุลูกใหญ่กำลังถาโถมกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง กลิ่นอายรัศมีของผู้สูงศักดิ์สองคนตรงหน้าเชือดเฉือนกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน หัวใจของนางพลันกระตุกเต้นรัว สั่นสะท้านหวาดกลัวไปทั่วร่าง
เจียวอวี๋ได้ยินเฉินชิงอวิ้นกล่าวคาราวะ ‘คนเลวบัดซบ’ ผู้นี้ว่า ‘องค์ชายสาม’ นางเงยหน้าเบิกตามองหลี่หลิวหยางอย่างตื่นตะลึง เขามิใช่เป็นทหารองครักษ์หรอกหรือ
หญิงสาวรู้สึกงงงวยสับสนระคนประหลาดใจ องค์ชายสามที่มีมารดาเป็นถึงฮองเฮาของแผ่นดินและมีบิดาที่ผู้คนต่างเรียกว่าฮ่องเต้ ผู้ทรงอำนาจบารมีสูงสุดในจงหยวน นางช่างมีตาหามีแววไม่ เขาไท่ซานตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่รู้จักเสียนี่ ว่าแล้วเชียว ทหารองครักษ์ที่ไหนกันจะแต่งกายด้วยผ้าไหมล้ำค่าราคาแพงเช่นนี้ อีกทั้งกวานหยกเนื้อดีลายมังกรเหินบนศีรษะนั่นอีก
เจียวอวี๋พลางนึกถึงภาพที่นางต่อล้อต่อเถียงและบดขยี้เท้าของเขาก่อนหน้านี้ หัวใจก็พลันสะดุ้งวาบด้วยความหวาดหวั่น นางยืนตัวแข็งทื่อดุจก้อนหินเกรงว่าหากขยับตัวแม้เพียงนิดเดียว องค์ชายสามผู้นี้จะสั่งตัดศีรษะของนางเพื่อระบายความแค้น ความเงียบสงัดเข้าปกคลุม ไม่มีใครเอ่ยวาจาใดออกมา บรรยากาศหนักอึ้งชวนอึดอัดระคนกดดัน ลมหนาวพัดโชยมาหิมะปลิวว่อนไปตามลม แต่มิอาจเทียบลมพายุขมุกขมัวของบุรุษที่ก่อตัวขึ้นได้ ทันใดนั้นเอง มีเสียงแทรกทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“เจียวเจียว?” ช่างเป็นเสียงประทานจากสวรรค์จริงๆ อาฟู่ร่ำร้องในใจ จื่อจางหมิ่นย่างเท้าเดินเข้ามา โค้งกายคาราวะองค์ชายสามแล้วหันไปคาราวะรองแม่ทัพบูรพา จื่อจางหมิ่นรู้สึกประหลาดใจที่เห็นบุรุษทั้งสองอยู่บนลานฝึกธนูแล้วยังมีน้องสาวของเขาอีกด้วย
“กระหม่อมนัดหมายเอาไว้กับน้องสาว ว่าจะมาฝึกยิงธนูกันที่นี่ หากองค์ชายและท่านรองแม่ทัพเฉินต้องการใช้ลานฝึก เช่นนั้นกระหม่อมและน้องสาวจะมาฝึกซ้อมเวลาอื่นแทนพ่ะย่ะค่ะ”
จื่อจางหมิ่นพูดพลางคว้าแขนของเจียวอวี๋ ดึงไปหลบอยู่ข้างหลังตน หลี่หลิวหยางปรายตามองเฉินชิงอวิ้นด้วยแววตาเย็นชา แล้วจึงแค่นเสียงตอบ
“เช่นนั้น ข้าไม่รบกวนเวลาพวกเจ้า ตามสบายเถิด”
หลี่หลิวหยางชำเลืองมองเจียวอวี๋แวบหนึ่ง แล้วกระโดดขึ้นหลังม้ากระตุกบังเหียนหนึ่งที ก่อนควบจากไปอย่างรวดเร็ว ด้านเจิ้งหลี่และลู่อวิ่นก็ตวัดบังเหียน ควบม้าตามองค์ชายสามไปติดๆ ส่วนเฉินชิงอวิ้นเห็นหลี่หลิวหยางไปไกลแล้วจึงหันไปตักเตือนเจียวอวี๋ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง
“องค์ชายสามผู้นี้เป็นคนโหดเหี้ยมดุร้าย เอาแต่ใจยิ่งนัก เจ้าอย่าเข้าใกล้เขาให้มาก เขาจะทำให้เจ้าลำบากใจในภายหลัง”
เฉินชิงอวิ้นทราบเรื่องราวความเป็นไปในวังหลวงพอสมควร ดังเช่นการที่เหล่าพระสนมถูกตัดศีรษะโดยองค์ชายสาม ซึ่งไม่มีขุนนางผู้ใดไม่ล่วงรู้เรื่องความเหี้ยมเกรียมขององค์ชายผู้นี้
เจียวอวี๋พยักหน้าเป็นเชิงรับทราบ ทว่าไม่ได้พูดคำใดออกมา อันที่จริง เฉินชิงอวิ้นบังเอิญขี่ม้าผ่านมาเช่นกัน เขาเห็นเจียวอวี๋กำลังถูกบุรุษผู้หนึ่งมีท่าทางคุกคาม ไม่หน้าไว้ใจ อีกทั้งชิดใกล้กับนางจนเกินงาม คิดว่านางอาจต้องการความช่วยเหลือ จึงรีบลงจากหลังม้าเข้ามาปกป้องนางทันที แต่กลับนึกไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะเป็นองค์ชายสามไปได้ เฉินชิงอวิ้นเห็นเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว เขาจึงกล่าวลาพวกเขาสองพี่น้อง
“ข้ามีธุระต้องไปจัดการ ขอตัวก่อน” จื่อจางหมิ่นและเจียวอวี๋น้อมกายคาราวะลา เฉินชิงอวิ้นยกยิ้มเล็กน้อยให้นางแล้วจึงควบม้าจากไป เมื่อลานฝึกธนูเหลือเพียงพวกเขาสองพี่น้อง อาฟู่ถึงกับพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง
“คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” เจียวอวี๋พยักหน้าเป็นคำตอบ
“พี่ใหญ่… คนเลว ข้าหมายถึง คนผู้นั้นคือองค์ชายสามหรือเจ้าคะ” หญิงสาวที่นิ่งเงียบเมื่อครู่รีบเปิดปากถามจื่อจางหมิ่นขึ้นมาทันที
“ใช่” จื่อจางหมิ่นหันหน้ามองน้องสาวแล้วจึงกล่าวต่อ
“รองแม่ทัพบูรพาเฉิน เจ้าต้องอยู่ห่างเขาสิบจั้ง [3] ส่วนองค์ชายสามผู้นี้เจ้าต้องอยู่ห่างเขาสิบลี้”
“เพราะเหตุใด” เจียวอวี๋รู้สึกสงสัยในถ้อยคำของพี่ชาย
“เจ้าไม่รู้อะไร องค์ชายสามผู้นี้มีตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพศูนย์กลาง ควบคุมกำลังหลักของกองทัพแดนอุดร เป็นผู้บังคับบัญชาของข้า อีกทั้งยังควบตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของทหารองครักษ์เกล็ดดำที่ถือว่าโหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาทหารของแคว้นจิ่นเล่อ เขาฝึกทหารในค่ายอย่างเข้มงวดขณะเดียวกันเขาก็ลงโทษอย่างไร้ปราณีเช่นกัน ข้าได้ยินสหายในกองทัพเล่าว่า องค์ชายสามผู้นี้เคยสั่งตัดศีรษะพระสนมเป็นว่าเล่น ฮ่องเต้เองก็ไม่กล้าลงโทษเขารุนแรง”
อาฟู่ได้ยินที่จื่อจางหมิ่นเล่าก็รู้สึกว่าตนกับคุณหนูช่างโชคดีที่รอดพ้นเงื้อมมือสื่อเสิน [4] ผู้นั้นมาได้
เจียวอวี๋พยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจในคำตักเตือนของพี่ใหญ่ ทว่าลึก ๆ แล้วนางยังคงมีความแคลงใจอยู่หลายส่วน คำพูดของพี่ใหญ่นางรับฟังไว้เพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งที่เหลือนั้นใจของนางยังคงลังเลและไม่อาจเชื่อถือพี่ชายได้ทั้งหมด
จื่อจางหมิ่นหมุนกายหยิบคันธนูขึ้นมา แล้วเริ่มสอนเจียวอวี๋อย่างจริงจัง เขาตระหนักว่าวิชาบุ๋นบู๊ไม่ควรแบ่งแยกหญิงชาย ยิ่งรู้มากฝึกมากยิ่งเชี่ยวชาญมาก การยิงธนูก็เช่นกันล้วนมีประโยชน์ให้ใช้เมื่อเกิดเหตุจวนตัวก็สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ จึงตั้งใจสอนน้องสาวอย่างขะมักเขม้น
เชิงอรรถ^ในที่นี้คือหมาจิ้งจอกขนสีขาวบริสุทธิ์ อาศัยอยู่แดนเหนือของจงหยวน มีราคาแพงและหายาก^คือสัตว์ในตำนานจีนที่มีความสำคัญสูงมาก โดยถือว่าเป็น ราชินีแห่งนกทั้งปวง หรือ นกฟีนิกซ์จีน ซึ่งเปี่ยมด้วยความหมายมงคล ความสง่างาม และอำนาจแห่งคุณธรรม^สิบลี้ ประมาณ 5 กิโลเมตร^พญามัจจุราช