"ชีวิตของเ้าช่างแปลกนัก แต่ก็เอาเถอะเป็ถึงผู้ทอยหกแต้มเต๋ากำหนดชะตา นี่อาจจะเป็หนึ่งในเส้นทางมากมายที่พระเ้าได้ขีดเขียนไว้ ขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการอีกครั้ง ข้าคือ 'ราชันย์เทพพิษพิสดาร แอสคลีเพียส เทพผู้ปกปักแห่งเพลิออน หัตถ์แห่งเทวะผู้ฟื้นคืนความตาย ราชันย์เทพแห่งการแพทย์!' ข้ามีความปรารถนาเพียงข้อเดียวหวังว่าสหายตัวน้อยจะสามารถรับปากข้าได้ เมื่อถึงเวลาที่เ้าแข็งแกร่งมากพอ ข้าอยากจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เ้าสามารถรับปากข้าได้หรือไม่ว่าจะช่วยชุบชีวิตให้แก่ข้า"
เกิดเป็ความเงียบขึ้นชั่วขณะ เด็กหนุ่มกำลังยืนมึนงงในความมืด สับสนกับเสียงปริศนาที่พูดกับตัวเอง ถ้าไม่นับเสียงแค่นดูิ่ของตัวตนลึกลับในลูกเต๋ากำหนดชะตา นี่คือครั้งแรกที่เด็กหนุ่มได้ยินเสียงที่พูดเป็ประโยคยาวและปรากฏขึ้นอย่างไร้ที่มา ราวกับแอสคลีเพียสรับรู้ััของมิเนอร์วา แสงสีเขียวกะพริบวาบที่หลังมือซ้ายของมิเนอร์วาอีกครั้ง เปลวไฟในรางน้ำมันวาฬที่เคยมอดดับไปแล้วกลับค่อยๆ ลุกเต้นเริงระบำไล่ไปตามร่องหินทั่วห้อง แสงสว่างกลับมามอบการมองเห็นให้สิ่งรอบตัวเด็กหนุ่มอีกครั้ง เสียงลึกลับที่ฟังแล้วค่อนข้างชราแต่ก็ยังเสียงดังฟังชัดค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น
"ไม่ต้องใไปเด็กน้อย เวลานี้ข้าได้สถิตอยู่ที่หลังมือซ้ายของเ้า เสี้ยวดวงิญญาของข้าได้ถูกผูกอยู่กับร่างกายเ้าเท่านั้น ข้าสามารถรับรู้ได้แค่ความรู้สึกและประสาทััรอบตัวเ้าเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมบงการจิตใจความคิดเ้าได้ ทำได้เพียงแค่สื่อสารและช่วยเหลือเ้าเล็กน้อย ในทางกลับกันเ้าก็สามารถยืมพลังเล็กน้อยที่ข้าอนุญาตได้ แต่ไม่สามารถควบคุมจิตใจข้าได้ สิ่งนี้เรียกว่าการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมยังไงล่ะ"
"สิ่งแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม? แล้วตัวข้าสามารถยืมใช้พลังใดได้บ้าง นอกจากนั้นพลังวิเศษพิสดารยังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง? ขอท่านเทพแอสคลีเพียสให้คำตอบด้วย"
มิเนอร์วาจ้องมองมือซ้ายที่กำลังพลิกกลับไปมา รูม่านตากำลังขยับสำรวจให้ทั่ว ลายเส้นแปลกประหลาดมากมายปรากฏขึ้นบนหลังมือซ้าย บ้างเป็ตัวหนังสือ บ้างเป็สัญลักษณ์แปลกพิสดารที่ไม่เคยเห็น ถ้าสังเกตให้ดีๆ จะพบว่ามันคือลายเส้นเถาวัลย์เลื้อยทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสีเขียวซ้อนกันอยู่สองเส้น มีตัวหนังสือและสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นที่ตรงใบแต่ละใบของเถาวัลย์ ตรงใจกลางเป็รูปหนังสือปกสีเขียวไร้ตัวอักษร
"ตอนนี้พลังของเ้ายังอ่อนแอมาก ลืมเื่ที่จะยืมพลังของข้าไปได้เลย หากเ้าแข็งแกร่งมากพอ จะสามารถผนึกสิ่งของลงในหนังสือเล่มนี้ได้ เ้าจะคิดว่าเป็คลังสมบัติเคลื่อนที่ก็ได้ เ้าจะสามารถปลูกพืชและเก็บเกี่ยวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถึงข้าจะตายมานานแล้วแต่จะอย่างไรก็เคยถูกเรียกว่า หัตถ์เทวะพิษพิสดารมาก่อน กับพืชที่ระดับพลังชีวิตต่ำยังไงข้าก็สามารถช่วยเ้าเพาะปลูกเก็บเกี่ยวได้อย่างง่ายดาย"
“ข้าสามารถตรวจจับพืชล้ำค่า ผ่านััิญญารอบๆ ตัวเ้าได้ ยิ่งเ้าของร่างสามารถกระจายััิญญาออกไปไกลได้มากเท่าไหร่โอกาสที่จะพบเจอกับพืชล้ำค่ายิ่งมากขึ้น และแน่นอนข้ามีความรู้และประสบการณ์หลายแสน หรือไม่ก็หลายล้านปี ข้าไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่แต่เอาเป็ว่าเกิน 666 ปีอย่างแน่นอน เื่การช่วยให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นนั้นง่ายมาก”
"เพราะจุดประสงค์หลักของข้าตอนนี้คือยกระดับขั้นพลังชีวิตของเ้าให้แข็งแกร่งมากพอจนสามารถทุบทำลายพันธนาการแห่งชีวิตทั้งหมดลง แน่นอนข้าจะไม่ไปบังคับบงการอะไรเ้า เมื่อแข็งแกร่งเ้าก็จะสามารถตามหาความจริงง่ายขึ้น สะสางปริศนาการตายของพ่อเ้าได้ไวขึ้น และแน่นอนข้ามีคำขอแค่ข้อเดียว และเป็ผลลัพธ์สำคัญที่ข้าหวังเอาไว้จากการช่วยให้เ้าแข็งแกร่งขึ้น นั่นคือการที่เ้าจะสามารถชุบชีวิตข้าได้ไวขึ้น"
"จากความรู้และประสบการณ์ของท่าน ท่านคิดว่าข้าควรต้องทำเช่นไร"...เด็กหนุ่มพยักหน้ารับบอกเป็นัยว่าเริ่มเข้าใจและเห็นด้วย
"ไม่ยาก! จงทำทุกวิถีทางให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถปกป้องตัวเองและสั่งการผู้อื่นได้ นี่คือหลักการตลอด่ชีวิตข้า ถึงแม้ข้าจะเป็เพียงแค่ราชันย์เทวะที่อ่อนแอในสายตาผู้อื่น แต่ถ้าคิดจะรังแกข้าพิษพิสดาร ต่อให้เป็ระดับจักรพรรดิเทพก็ยังต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ!"
แข็งแกร่ง?...เด็กหนุ่มขยับปากและนิ่งงันไปสักพัก ในห้วงสมองกำลังขบคิด...ข้าแค่อยากตามหาความจริง ไม่ได้อยากแข็งแกร่งเพื่อไปทำร้ายใคร ข้าควรจะตอบตกลงดีหรือไม่?...แต่จนแล้วจนรอบมิเนอร์วาก็โน้มน้าวจิตใจตัวเองใหม่ ยินยอมเต็มใจเลือกที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
'แข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าข้าต้องไปทำร้ายผู้อื่นก่อนเสมอนี่! อย่างน้อยข้าก็สามารถแข็งแกร่งเพื่อปกป้องท่านแม่และตัวเองได้ อีกอย่างถ้านี้คือการประทานพรของมหาโชคลาภ ยิ่งไม่สมควรปฏิเสธ'...แอสคลีเพียสััได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่ม มันจึงพูดต่อทันที
"ตอนนี้อายุเ้าก็ถึงเกณฑ์ที่จะสามารถลองทำลายพันธนาการแห่งชีวิตครั้งแรกแล้ว ถ้าเป็มนุษย์ปกติธรรมดาทั่วไปลองทำลายพันธนาการด้วยตัวเอง 99 คน จาก 100 คน มักทลายล้มเหลว พ่อของเ้าเคยทำลายพันธนาการแห่งชีวิตลงไปทั้งหมด 3 ครั้ง เนื่องจากพร์ที่มีปกติสามัญมากเกินไปจึงติดอยู่ที่ระดับผู้พิทักษ์ ไม่สามารถตามหาสิ่งที่ถูกกำหนดไว้เจอไปมากกว่านั้นแล้ว เดินทางมาถึงทางตันติดอยู่ระดับนั้นจนถึงวันสิ้นใจ"
"ท่านเทพ ระดับหลังจากทำลายพันธนาการครั้งแรกและครั้งที่สองมีชื่อเรียกว่าอะไร? มีความสามารถแบบไหน?"...ความอยากรู้อยากเห็นของมิเนอร์วาเกิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ย่อมมีหลากหลายชื่อ ดังเช่นเผ่ามนุษย์ที่เรียกขานว่าผู้วิเศษและผู้วิเศษชั้นสูง ความสามารถขึ้นอยู่กับทางที่เลือกเดินแต่ละคนก็มีเส้นทางที่แตกต่างกันออกไป ความสามารถก็ต่างกันไป"
เสียงชราเริ่มเบาลง มิเนอร์วาสังเกตได้ทันทีจึงรีบยิงถามประเด็นสำคัญด้วยกลัวว่าท่านเทพจะหนีไปนอนเสียก่อน
"ข้าตกลงช่วยเหลือท่าน แต่พอจะบอกข้าได้หรือไม่ สิ่งที่หายไปของท่านพ่อคืออะไรและจะหาสิ่งนั้นได้จากไหน ขอท่านเมตตาช่วยข้าด้วย!"
"เด็กน้อยเอ๋ย เื่พวกนั้นตอนนี้มันยังเร็วไปสำหรับเ้าที่จะรู้ รู้ไปตอนนี้ก็เป็การทำร้ายตัวเองเปล่าๆ ข้าจะเล่าให้ฟังหลังจากเ้ากลายเป็เหนืุ์ ตอนนี้จงรวบรวมหยกสะกดพลัง 1 ก้อน ยางจากต้นชะล้างพลัง 5 หยด น้ำมนต์จากวิหารเทพองค์ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่วิหารที่นับถือปีศาจหรือสัตว์วิเศษ จำนวน 30 หยด เกินได้แต่ห้ามขาด"
"วัตถุดิบพวกนี้ส่วนมากมักขายตามร้านสมุนไพร ไม่มีขายข้างทาง หลังจากเตรียมของครบข้าจะสอนเ้าปรุงอีกที และสุดท้ายนี้อย่าลืมเตรียมเืให้ข้าวันละ100หยดตอนนี้ข้าต้องพักผ่อนอีกสักเล็กน้อย เ้าไปเตรียมตัวเถอะ เมื่อข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งพวกเราค่อยมาปรุงโอสถกัน"
เสียงชราค่อยๆ เลือนรางเบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเงียบหายไป เด็กหนุ่มพยายามท่องจำตัวยาที่ต้องเตรียมไว้ หันกายจ้องมองไปรอบๆ ห้อง ระงับคำถามมากมายที่กำลังค้างคาใจอยู่ตอนนี้ ในไม่ช้าประตูกลไกก็ถูกเปิดออก ทันทีที่ก้าวขาพ้นจากเขตประตูลับ มิเนอร์วาตรงดิ่งไปเขียนตัวยาทั้งหมดลงกระดาษ หลังจากจัดแจงธุระปลีกย่อยทั้งหมดให้สาวใช้ทำแทน เด็กหนุ่มก็วกกลับไปที่ตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในห้องนอนทันที ถุงมือหนังสีดำเงาถูกนำออกมาสวมเพื่อปกปิดร่องรอยที่หลังมือซ้าย หนังสือพืชแห่งเพลิออนถูกกางออกอ่านต่อจากที่เคยอ่านค้างไว้ ทำตัวราวกับไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น
ในหน้าหนังสือแต่ละหน้ายังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงพิเศษอะไรเกิดขึ้น แต่มิเนอร์วากลับรู้สึกได้ถึงการสอดประสานระหว่างความเข้าใจในพืชชนิดต่างๆ มีรายละเอียดมากมายที่ถูกเขียนกำกับไว้ ราวกับคุ้นเคยกับพืชต้นนี้มาช้านาน
“หรือนี่จะเกี่ยวข้องกับพลังของท่านเทพ? ข้าอยากรู้จริงๆ ถ้าหากทำลายพันธนาการแห่งชีวิตลงไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับตัวข้าบ้าง?”
เด็กหนุ่มตั้งคำถามกับตัวเอง การใช้ชีวิตประจำวันยังคงดำเนินต่อไปอย่างเป็ปกติ จนกระทั่งท้องนภาภายนอกมืดสนิท ภายในค่ำคืนมีแค่แสงดาวที่คอยส่องสว่างไร้ซึ่งแสงจากเงาจันทร์ สายลมเย็นพัดเอื่อยๆ อยู่ภายนอก บนโต๊ะอ่านหนังสือภายในห้องลับขณะนี้ อุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็ได้ถูกนำมาเตรียมไว้ครบหมดแล้ว หนังสือปกเขียวกำลังเปิดออกวางไว้บนโต๊ะระดับเดียวกับเอวของเด็กหนุ่ม
"ท่านเทพ ข้าต้องทำอย่างไรต่อและต้องเตรียมตัวเพิ่มอีกไหม?"...มิเนอร์วาค่อนข้างประหม่ากังวลเพราะนี่คือการทำลายพันธนาการแห่งชีวิตครั้งแรก
"ไม่ต้องแล้ว นำหยกสะกดพลังมาบดให้ละเอียด ผสานฤทธิ์การชะล้างพลังส่วนเกินออกโดยการค่อยๆ เติมยางจากต้นชะล้างพลังทีละหยด เมื่อน้ำยางซึมเข้าไปในผงที่ได้จากหยกสะกดพลังแล้วให้สังเกตสีที่เปลี่ยนไป ต้องดูให้แน่ใจว่าสีที่เปลี่ยนไปกลับมาเป็เหมือนเดิมแล้ว ให้หยดลงไปเพิ่มอีกหนึ่งหยด ทำซ้ำจนครบ 5 ครั้ง จะได้ก้อนยางเหนียว จากนั้นตั้งไฟต้มน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้เดือดและใส่ก้อนยางเหนียวลงไปเพื่อเพิ่มพลังิญญาให้กับตัวยา รอจนน้ำศักดิ์สิทธิ์ผสานเป็เนื้อเดียวกับก้อนยางเป็อันเสร็จขั้นตอนปรุงยา"
มิเนอร์วาทวนคำจนขึ้นใจ หยิบหยกสีม่วงอมดำขนาดเท่าหัวแม่มือใส่ลงไปในครกหิน ตำจนเป็ผงละเอียด จากนั้นหยดยางชะล้างพลังใส่ลงไปหนึ่งหยด น้ำยางเหนียวค่อยๆ จับตัวผสานกับผงหยกสะกดพลัง แสงจางๆ เริ่มทอประกายบางเบาเปลี่ยนสลับสีไปมาอย่างพิสดารจนกระทั่งแสงจางๆ ที่แผ่ออกมากลับคืนเป็สีม่วงอมดำดังเดิม หยดที่ 2 3 4 และหยดที่ 5 ถูกใส่ลงไปจนครบ แสงสีม่วงดำทอแสงชัดมากกว่าเดิม ยางเหนียวและผงหยกในครกจับตัวเป็ก้อน
ยางเหนียวสีม่วงดำผสานตัวเป็เนื้อเดียวกัน หม้อบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์จำนวน 30 หยดถูกตั้งไฟต้มจนเดือด มิเนอร์วาค่อยๆ ใช้มือซ้ายหยิบก้อนยางเหนียวที่ให้ััคล้ายกาวยางใส่ลงไปในหม้อ รออยู่ 3 นาทีน้ำในหม้อได้อันตรธานหายไปผสมรวมเข้ากับวัตถุทรงกลมขนาดเท่าหัวแม่มือที่นอนแน่นิ่งเปล่งแสงสีม่วงดำอยู่ใจกลางหม้อ เสียงชราดังขึ้นมาในห้วงจิตอีกครั้ง
"นี่คือโอสถพันธนาการพินาศ เป็โอสถที่จะช่วยให้ผู้ที่กินลงไปสามารถัักับพันธนาการขั้นแรกสุดได้โดยง่าย และใช้พลังิญญาที่แฝงอยู่ทุบทำลายพันธนาการนั้นลง มีฤทธิ์สามารถสะกดและชะล้างพลังส่วนเกินที่ไม่จำเป็หลังจากเลื่อนระดับออก ช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุลไม่ต้องใช้พลังิญญาประคองร่างกายหยาบ"
"ถ้าคนปกติใช้เกณฑ์ 1 ใน 100 คนที่ประสบความสำเร็จ ตัวเ้าที่กินโอสถเม็ดนี้ลงไปย่อมเพิ่มโอกาสสำเร็จเป็ 99 ใน 100 คน อย่ารอช้าให้เสียเวลาอยู่เลยรีบกลืนมันลงท้องไปซะ!"
มิเนอร์วายังคงกล้าๆ กลัวๆ แต่ความกล้าได้กล้าเสียนั้นเป็ของจริง สายตาจากที่เคยลังเลแปรเปลี่ยนเป็ตั้งมั่น มือซ้ายที่เต็มไปลวดลายอักขระหยิบโอสถพันธนาการพินาศโยนเข้าไปในปากกลืนลงท้องอย่างไม่ลังเล ความอบอุ่นทั่วร่างกายทั้งหมดถูกรวบรวมให้ไปอยู่บริเวณท้องน้อย ความเย็นเยียบปวดกระดูกเริ่มเกาะกินบริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้า
ความรู้สึกนั้นค่อยๆ ไต่ไล่ลามขึ้นมา ราวกับความเย็นเยียบจากมือเท้าทั้งสี่ของตน กำลังวิ่งไล่จับความอบอุ่นที่อยู่ตรงท้องน้อย เมื่อความเย็นและความอบอุ่นทั้งสองแตะัักัน เด็กหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่าโดยรอบร่างกาย ทั่วิัที่ปกคลุมมีเปลือกบางๆ ห่อหุ้มอยู่ แต่เปลือกบางนี้เป็เปลือกที่เหนียวเป็อย่างมากยากต่อการทำลาย ไม่ว่าจะพยายามฉีกมันแค่ไหนก็ไม่เป็ผล
“เสร็จกัน! ไหนท่านเทพบอกว่าสามารถทำลายได้ง่ายดาย โอกาสสำเร็จมากถึง 99 ใน 100 หรือข้าจะโชคร้ายไร้พร์เสียยิ่งกว่าท่านพ่อเป็ 1 ใน 100 ที่ล้มเหลวั้แ่ยังไม่เริ่ม?” ...ร่างกายเด็กหนุ่มออกอาการประหม่าสับสนอย่างเห็นได้ชัด
"ฮะๆ ฮ่า…เด็กน้อย…ตั้งสติให้ดีอย่าได้ลังเลหรือสงสัย เป็ถึงผู้ทอยได้6แต้มเต๋ากำหนดชะตา คงไม่ได้คิดว่าตัวเองโชคร้ายหรอกนะ ถ้าเ้าโชคร้ายโลกนี้ก็จะไร้ซึ่งคนโชคดี 6แต้มเต๋ามันพิสดารกว่าที่เ้าจินตนาการไว้อีกเยอะ ลองใช้พลังิญญาฉีกกระชากมันดูสิ"
แอสคลีเพียสเอ่ยปลอบด้วยความขบขัน เด็กหนุ่มทำตามคำแนะนำของแอสคลีเพียสอย่างตั้งใจด้วยกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็คนไร้ค่าแค่ระดับแรกก็ไปไม่รอด สมาธิเริ่มกลับมาอีกครั้งประสาทััแผ่ขยายอย่างเป็ธรรมชาติ
ในครั้งนี้มิเนอร์วากลับรู้สึกแตกต่างออกไป ความอบอุ่นที่ใจกลางท้องน้อยไม่ได้รวมตัวกันอย่างหวาดกลัวอีกต่อไป พวกมันแผ่ขยายไล่ความหนาวเย็นออกไปจากร่างกาย
บริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้าที่เคยเย็นเฉียบ กำลังถูกความอบอุ่นนี้ขับไล่ทีละนิดๆ จนกระทั่งความอบอุ่นสบายตัว แผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย สายลมอ่อนโยนไร้ที่มาเริ่มหมุนวน โดยมีร่างกายของเด็กหนุ่มเป็ศูนย์กลาง เปลือกเหนียวแผ่นบางค่อยๆ ละลายหายไปในอากาศ สายลมอ่อนโยนรอบตัวหยุดหมุนและกระจายกวาดออกเป็วงกว้าง
"ฮ่า ๆ ๆ ยินดีด้วยเด็กน้อย ก้าวแรกสู่หนทางแห่งการเป็เทพของเ้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ว่าแต่เ้าเลือกเดินทางไหนและเป็ข้ารับใช้ของพื้นฐานใด?"...สุ้มเสียงชราหัวเราะถามอย่างยินดี
ไร้ซึ่งการตอบกลับจากเด็กหนุ่มชั่วขณะ มิเนอร์วาทำได้แค่ส่ายหน้า ไม่ได้ตอบกลับแอสคลีเพียสในทันที ส่งผลให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง
"เ้ารู้สึกถึงความพิสดารแปลกใหม่อะไรบ้างไหม เช่นเปลวไฟเบื้องหน้าเป็มิตรมากขึ้น? สายลมที่อยู่รอบตัวราวกับมีชีวิต? พืชพันธุ์บริเวณรอบๆ มีการตอบสนอง?"...แอสคลีเพียสผู้มีประสบการณ์ระดับสูงมาหลายปีเริ่มพบสิ่งผิดปกติ
"ข้ารู้สึกว่าทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิม มีเพียงแค่ตอนนี้สามารถััพลังิญญาที่ไหลเวียนอยู่ในตัวได้อย่างรางๆ และในบางครั้งถ้าตั้งสมาธิจดจ่อก็จะสามารถแผ่พลังิญญานั้นออกไปััรอบตัวได้ ขีดจำกัดคงแผ่พลังได้แค่ประมาณ 10 เมตร แต่ถ้าเป็ใน่ปกติขีดจำกัดจะอยู่ที่ประมาณ5เมตร แต่เกี่ยวกับอย่างอื่นข้าััอะไรไม่ได้เลย"
หยดเหงื่อแห่งความกังวลเริ่มผุดขึ้นข้างขมับ ความว้าวุ่นใจส่งผลให้พลังที่พึ่งได้รับปั่นป่วนราวกับผนึกพันธนาการจะถูกฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง
"ตั้งสติไว้ให้ดีเด็กน้อย เ้าแปลกประหลาดมากก็จริง แต่จงเก็บไว้เป็บทเรียนซะบ้าง สิ่งที่ข้าและเ้ารู้มันอาจจะเป็เพียงแค่เสี้ยวความลับที่ก็อดโอได้ทิ้งไว้ให้ ในบางครั้งมนุษย์เราก็ต้องใช้เวลาในการค้นหาตัวเอง รีบร้อนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ตอนนี้เ้าได้เข้าสู่ระดับแรกแล้วอย่างแท้จริง พันธนาการระดับแรกได้ถูกทุบทำลายลงไปแล้วอย่างแน่นอน อย่าได้สงสัยในตัวเองอีกต่อไปเลย สงบสติอารมณ์ซะ ข้าจะคอยช่วยเหลือเ้าเอง นี่ก็เข้าสู่วันใหม่แล้ว กลับไปนอนพักเอาแรงซะเถอะ"
มิเนอร์วาสงบจิตใจลงทันทีอย่างเชื่อฟัง หลังจากได้ฟังเหตุผลของแอสคลีเพียส ดวงิญญาที่สั่นคลอนไม่มั่นคงกลับคืนสู่ความปกติอย่างรวดเร็ว เมื่อเก็บกวาดสิ่งของทั้งหมดเสร็จ ประตูกลไกถูกปิดลงอีกครั้ง เบื้องนอกยังคงเป็ท้องนภามืดมิดดังเดิม บนเตียงนอนนุ่มนวลเด็กหนุ่มปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน ภายในห้วงความคิดยังคงขบคิดไปเรื่อยเปื่อยจนเผลอตัวหลับไป
"ช่างเป็เด็กแปลกประหลาดเสียจริง มนุษย์ปกติส่วนใหญ่จะรับรู้ได้แค่กฎของธาตุพื้นฐาน แม้แต่ตัวข้าเองที่เป็ถึงราชันย์เทพ สมัยที่พึ่งทำลายพันธนาการชีวิตเป็ครั้งแรก ก็สามารถรับรู้ได้แค่กฎจากพื้นฐานธาตุไม้ทั่วไป ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนามาเป็พลังแห่งพืชพิษ แต่เ้าเด็กนี่กลับมีญาณรับรู้ประหลาดที่แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใด"
เสียงพึมพำของแอสคลีเพียสล่องลอยจางหายไปกับสายลม ด้านนอกแสงตะวันแผดเผาย้อมท้องนภา ราวกับผ้าม่านแห่งราตรีกาลที่ได้ถูกดึงเก็บขึ้น เสียงสกุณากำลังขับขานหยอกล้อ แสงแรกของวันกำลังเริ่มอาบไร้ปลายเท้าของเ้าของร่าง ที่นอนหลับอย่างมีความสุข เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา สติที่พร่ามัวกำลังแยกเื่ความจริงกับความฝันที่ตนกำลังมีความสุข
หลังจากลำดับเหตุการณ์มากมายจึงได้พบว่าทำไมตนถึงกำลังยิ้มมีความสุข เมื่อคืนที่ผ่านมาหลังจากที่กำลังขบคิดกับปัญหาจำนวนมาก ร่างกายที่อ่อนล้าก็เข้าสู่การพักผ่อน ระหว่างที่หลับใหลไม่ได้สติอยู่นั้น ราวกับว่าจิตใต้สำนึกรู้สึกเป็กังวลกับปัญหาในโลกความจริง จึงได้นำเข้ามาคิดต่อในโลกความฝันซึ่งไม่มีอยู่จริง
ด้วยความกังวลว่าตนจะมีพร์น้อยเหมือนพาซัคผู้เป็บิดา จนไม่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีกเพื่อสืบหาความจริง แต่แล้วหลังจากคิดอยู่นานหลายตลบ ก็พบวิธีแก้ปัญหานี้ได้ รอยยิ้มที่กว้างมากกว่าเดิมก็ถูกแสดงออกมา ปากก็ขยับตามเอ่ยเสียงด้วยความเรียบง่าย
"ในเมื่อไม่มี เช่นนั้นก็สร้างมันขึ้นมาเสียก็สิ้นเื่"
"เด็กน้อยเ้าจะสร้างอะไรขึ้นมาข้าชักสนใจแล้วสิ หรือตัวข้าอยู่มานานมากเกินไป? จึงพึ่งได้เคยได้ยินผู้ที่มีความคิดแปลกๆ เช่นเ้าฮ่า ๆ ๆ!"...เสียงชราอุทานหัวเราะชอบใจอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นตามหลัง
"ท่านเทพ! ข้าจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง ในเมื่อพันธนาการระดับแรกก็ทำลายลงไปแล้วแต่ไม่ได้อะไรกลับมา ไม่มีสิ่งที่ควรมีสำหรับระดับแรก เช่นนั้นข้าจะสร้างมันขึ้นมาเอง ให้มันมีสิ่งที่ระดับแรกสมควรต้องมี มันสามารถทำได้ใช่หรือไม่?"
มิเนอร์วาค่อนข้างมั่นใจว่าวิธีนี้น่าจะได้ผลเพราะถึงอย่างไรพอระดับสูงขึ้นก็ต้องมีการตามหาอะไรสักอย่างเหมือนที่พาซัคเคยทำอย่างแน่นอน และการที่ต้องตามหาสิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ให้เจอนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสถานการณ์ในตอนนี้ กลับกันถ้าเทียบกับผู้คนปกติที่สามารถรับรู้ได้เองตามธรรมชาติ เด็กหนุ่มค่อนข้างเจอปัญหาหนักเอาเื่อยู่เหมือนกัน เพราะไม่ใช่ว่าใครก็สามารถตามหาสิ่งนั้นเจอได้ง่ายๆ
"ใช่แล้ว มันสามารถทำได้แต่ว่า... โดยทั่วไปธรรมชาติจะบังคับคัดสรรให้เ้าต้องรับรู้พื้นฐานเองโดยสัญชาตญาณ ก่อนที่จะฝึกใช้สิ่งที่ได้มานั้นในวิธีที่แตกต่างกันไป จนสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากนั้นถึงจะเป็การพิทักษ์สิ่งที่ตนมีคอยรักษาสมดุลให้คงอยู่ในสภาพสูงสุดตลอดเวลา จนกระทั่งสามารถตามหาและเข้าบงการพลังอันเป็ต้นกำเนิดของสิ่งนั้นได้!"
เสียงชรายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่รอให้เด็กหนุ่มเอ่ยถามขัดจังหวะ
"แต่สิ่งที่เ้า้าจะทำมันคือการสลับขั้นตอนโดยธรรมชาติ เ้าคิดจะค้นหากฎของมันก่อน จากนั้นค่อยรับรู้พื้นฐาน จนสามารถฝึกควบคุมสิ่งที่มีในวิธีของเ้า แล้วค่อยรักษาสมดุลของสิ่งที่เ้าได้รับ การทำเช่นนี้ถึงแม้ปลายทางก็คือผู้คุมกฎเช่นกันแต่ระดับความยากที่จะเกิดขึ้นได้นั้นต่ำมาก หรือต่อให้เกิดขึ้นได้จริง เ้าก็จะได้รับสิ่งนั้นอย่างผิวเผินเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เ้าได้รับมาโดยธรรมชาติแต่เป็สิ่งที่เ้าฝืนสร้างมันขึ้นมา ธรรมชาติของแต่ละชีวิตย่อมแตกต่างกัน"
"ท่านเทพ ถ้าข้าทำสำเร็จความแข็งแกร่งระดับนั้นสามารถตามหาเื้ัความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อข้าได้หรือไม่?"
เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่ง ยกมือซ้ายขึ้นมาระดับสายตา แววตาแน่วแน่จ้องไปที่หลังมือซ้ายที่มีลวดลายไม้เลื้อย โดยมีอักขระข้าวหลามตัดสองอันล้อมรอบหนังสือปกเขียวไว้อีกชั้น
"แน่นอนย่อมเพียงพอ ทั้งยังอาจจะสามารถคลี่คลายปัญหาทั้งหมดลงได้เพราะตัวตนระดับผู้คุมกฎคือตัวตนระดับครึ่งเทพ ถึงในสายตาเทพแท้จริงระดับครึ่งเทพจะไม่นับเป็ตัวอะไรได้ แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้ว ความแข็งแกร่งระดับครึ่งเทพย่อมเพียงพอจะทำาระหว่างเขตแดนที่พวกเ้าเรียกกันว่าอาณาจักร"
สุ้มเสียงชรายังคงตอบคำถามอย่างใจเย็น รอคอยให้เด็กหนุ่มบอกเหตุผลของคำถาม
"นั่นก็เพียงพอแล้วท่านเทพ ในเมื่อท่านไม่รู้ ข้าไม่รู้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรให้ค้นหาในความไม่รู้ สิ่งที่ข้ารู้และท่านรู้คือใช้ความเป็ไปได้นี้ไปก่อนจนกว่าจะสามารถหาสิ่งที่พวกเราไม่รู้เจอ ขอท่านเทพได้โปรดมอบความรู้ความเข้าใจในขอบเขตเส้นทางของท่านให้ข้าด้วย ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อชุบชีวิตท่านขึ้นมาอีกครั้ง ข้าให้คำมั่นสัญญาว่าสิ่งนี้จะเป็พันธะผูกพันระหว่างท่านกับข้าตลอดไปจนกว่าข้าจะทำให้ท่านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง"