บทที่ ๔
“ป้าคงคิดถึงคุณบัวแย่เลยนะคะ ว่างๆก็ส่งข่าวมา หรือว่ามาเยี่ยมป้าที่บ้านก็ได้นะคะคุณบัว” ป้าดวงดาวเดินเข้ามาจับมือบัวชมพูอย่างห่วงใยพร้อมกับน้ำตาคลอออกมา คุณหนูที่เธอคอยทำขนมไปส่งให้ั้แ่เด็กๆต้องมาเสียพ่อ เสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในเวลาเพียงพริบตา แถมยังต้องจากจรบ้านเกิดไปอยู่ที่อื่นอีกด้วย
“ค่ะป้าดาว อย่างนั้นบัวขอตัวลาไปก่อนนะคะป้าดาว ลุงบั่น ขอบคุณที่คอยอยู่ช่วยเหลืองานแล้วก็ให้ที่พักกับบัวนะคะ สวัสดีค่ะ” บัวบูชายกมือขึ้นไหว้ขอบคุณลุงกับป้าที่เคยเป็อดีตคนงานของพ่อก่อนจะก้าวขาขึ้นรถไฟไป
ตลอดทางที่นั่งอยู่บนรถไฟบัวชมพูแทบไม่ปริปากคุยกับดินเลย เพราะเธอรู้สึกเขินอายกับการกระทำอันวาบหวามของตัวเอง และการตอบรับของดินที่น่าใ ความน่าอึดอัดนั้นหมดลงหลังจากถึงกรุงเทพฯ บัวชมพูขึ้นไปเก็บของและจัดการค่าที่พักกับเ้าของหอ ก่อนจะนั่งรถไฟกลับ และแน่นอนว่าระหว่างทางก็มีแต่ความเงียบเกิดขึ้นเหมือนตอนขามา จนมาถึงสถานีที่บัวชมพูจะต้องลง ดินจึงตัดสินใจเอ่ยคำลาครั้งสุดท้าย
“จะไปแล้วใช่ไหมคุณบัว”
“อื้อ…นายนั่งกลับคนเดียวได้นะ”
“ผมเป็ผู้ชายนะคุณบัว แถมไม่ใช่เด็กๆแล้วด้วย” ถึงคำตอบจะดูแข็งขันแต่ภายในใจนั้นอ่อนย้วยไปหมดแล้ว ความจริงดินอยากจะรั้งแขนเธอไว้ให้กลับบ้านไปด้วยกัน แต่เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่บัวชมพูจะต้องอยู่ต่อ เขาจึงทำได้แค่กลืนความคิดตัวเองลงคอ
“ถ้าอย่างนั้นฉันไปแล้วนะ ฝากลาป้าดาวกับลุงบั่นอีกรอบด้วย…”
“โชคดีครับคุณบัว….”
“……….” บัวชมพูก้าวลงจากรถไฟไปโดยไม่หันกลับมามองคนบนรถอีก มีเพียงดินเท่านั้นที่มองตามแผ่นหลังเล็กนั่นไปอย่างอาลัยอาวร
นั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พูดคุยกับเขา
ฉันไม่กล้ามองหน้าดินเสียด้วยซ้ำเพราะกลัวจะรู้สึกเศร้ามากกว่าเดิม
ไม่รู้ทำไมฉันถึงได้รู้สึกแย่กับการจากลาครั้งนี้…เพราะฉันรู้สึกกับเื่เมื่อคืนมากไปหรือ
…..
ลาก่อนนะดิน
วันหน้าอาจได้พบกันใหม่
…
.
บัวชมพูเดินทางมายังบ้านหลังโตที่เป็ของนายใบ หรืออาของเธอที่เปิดภัตาคารอาหารจีนอยู่กลางเมืองของจังหวัดเพื่อขอความช่วยเหลือและขอพักอาศัย โดยเธอกะว่าจะขอช่วยงานที่ภัตาคารเป็การแลกกับเงินค่าขนมและที่พัก
“อะไรนะ!!! เื่ใหญ่ขนาดนี้ เื่ใหญ่ขนาดนี้ทำไมบัวถึงไม่โทรมาบอกเจ็ก!” นายใบถึงกับล้มทั้งยืนหลังจากได้ทราบข่าวการตายอย่างกระทันหันของพี่ชายตัวเอง โดยมีนางปิ่นที่เป็ภรรยายืนฟังอยู่ด้วย นางต้องรีบเข้ามาพยุงผู้เป็สามีให้ลงไปนั่งที่โซฟาก่อนที่จะหน้ามืดล้มพับไปอีกคน
“เจ็ก เจ็กนั่งก่อนค่ะ….” เห็นดังนั้นเด็กสาวจึงรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกแรง
“นั่นสิทำไมลื๊อถึงไม่โทรมาบอกเจ็กกับซิ่มเลย ไม่เห็นหัวกันแล้วหรือไง”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะซิ่ม คือ…ก่อนพ่อตายมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาปอกลอกแล้วขายบ้านของเราทิ้ง เบอร์โทรศัพท์ของทุกคนก็อยู่ในบ้านหลังนั้นหมด บัวไม่มีสิทธิ์เข้าไปเอาอะไรออกมาเลย ก็เลยกะว่าจะเดินทางมาบอกเอง”
“โถ่เอ๊ย ทำไมลื๊อถึงโชคร้ายขนาดนี้วะอาชา เมียสุดที่รักพึ่งตายไปไม่กี่ปี พอจะมีเมียใหม่ก็ดันเป็มิจฉาชีพอีก แล้วทำไมลื๊อถึงไม่ห้ามพ่อเลยล่ะ ปล่อยให้คนสารเลวแบบนั้นเข้ามาในบ้านได้ยังไง รู้ไหมว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่พ่อลื๊อกว่าจะหามาได้มันยากลำบากแค่ไหน”
“ตอนนั้นบัวเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯค่ะ ไม่มีใครโทรมาบอกอะไรเลยสักอย่าง มารู้เื่อีกทีก็ตอนที่พ่อตายไปแล้ว”
“แล้วจับตัวมันได้หรือยัง! อีนางนั่นลื๊อจับมันได้หรือยัง!”
“ยังเลยซิ่ม แจ้งตำรวจไปแล้วแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะพ่อดันเป็คนที่เซ็นต์ยินยอมยกสมบัติให้กับเขาเอง บัวก็เลยต้องออกจากมหาวิทยาลัยแล้วมาขอความช่วยเหลือจากเจ็กนี่แล่ะค่ะ”
“เฮ้อ…เอาเถอะ ไหนไหนเื่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เจ็กก็ไม่ได้มีลูก ลื๊อก็เป็หลานแท้ๆ รับเลี้ยงไว้แค่นี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนหรอก ไว้ไปช่วยงานเจ็กที่ร้านก็แล้วกันนะ”
“ได้ค่ะ ให้บัวทำอะไรบัวทำได้หมดเลย บัญชีก็ทำเป็นะคะ บัวช่วยเสมียนที่โรงสีั้แ่เด็กๆแล้ว”
“อื้อ ก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นอาปิ่น ลื๊อพาหลานขึ้นไปดูห้องข้างบนหน่อยไป อาจจะต้องทำความสะอาดเสียหน่อยนะ เดี๋ยวเจ็กไปเรียกคนมาให้”
“ขอบคุณค่ะเจ็ก ถ้ามีอะไรก็เรียกใช้บัวได้ตลอดเลยนะคะ” ถึงแม้ตอนที่อยู่บ้านจะเป็คุณหนูไม่เคยหยิบแตะอะไรเองเลยสักอย่าง แต่พอเหลือตัวคนเดียวแล้วต้องเอาตัวรอด บัวชมพูก็จำเป็จะต้องปรับตัวเองให้ได้
………
…..
..
.
5 ปีต่อมา
บัวชมพูใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านของนายใบกับนางปิ่นนานถึงห้าปี ชีวิตเธอวนเวียนไปมาอยู่แค่ที่ภัตตาคารแล้วก็ที่บ้าน ทำงานเสร็จก็กลับมาทำงานบ้านช่วยแม่บ้านจนตอนนี้เธอคล่องแคล่วไปเสียทุกอย่างทิ้งคราบความเป็คุณหนูเอาแต่ใจไปโดยสิ้นเชิง
ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปด้วยดีและบัวชมพูกะจะอยู่กับเจ็กและซิ่มไปตลอดชีวิต แต่เมื่อเดือนก่อนดันมีเื่ที่ทำให้เธอไม่พอใจเป็อย่างมากเกิดขึิ้น จนพยายามหนีออกจากบ้านอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เพราะเสี่ยชัชดันส่งลูกน้องมาคอยเฝ้าอยู่ทุกวัน
เพราะอยู่อยู่นายใบก็ดันไปทาบทามเสี่ยโรงสีแก่ๆพุงพลุ้ยที่เป็พ่อหม้ายลูกติดให้มาสู่ขอเธอ เนื่องจากเขาไม่มีลูกสาวและเคยไปทำสัญญากันไว้ในสมัยหนุ่มว่าจะยกลูกสาวให้ถ้าเพื่อนยังโสด แต่แล้วเคราะห์กรรมก็มาตกอยู่ที่บัวชมพูเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วเมียของเสี่ยชัชคนนี้ได้ตายจากไป เขาจึงหอบลูกมาหานายใบพร้อมทวงคำสัญญา
บัวชมพูพยายามปฏิเสธไปหลายรอบแล้วแต่ก็เหมือนจะถูกตราหน้าด้วยคำว่าบุญคุณอยู่ตลอดเวลา จนมันเลยเถิดมาถึงวันนี้ วันที่เธอจะต้องกลายเป็เ้าสาวและเข้าพิธีแต่งงาน…แต่ว่าบัวชมพูได้เตรียมแผนการหนีไว้หมดแล้ว
หญิงสาวเก็บเสื้อผ้าที่มีอยู่น้อยนิดของตัวเองใส่กระเป๋าเป้และเงินสดที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดห้าปียัดไว้ใต้โต๊ะแต่งหน้าเ้าสาวโดยไม่มีใครสงสัยเพราะเธออ้างว่าเป็กระเป๋าใส่ของใช้จำเป็ที่ต้องพกมาด้วย พร้อมกับจดหมายขอโทษอีกหนึ่งฉบับที่เธอไม่สามารถตอบแทนพระคุณของคนที่ช่วยเหลือเธอได้ เมื่อถึงเวลาใกล้เข้าพิธีเธอก็กะว่าจะชิ่งหนีในตอนนั้นแล้วไม่กลับมาอีกเลย
“เสร็จแล้วค่ะน้อง…สวยมากเลย พี่เสียดายหน้ากับหุ่นน้องมากเลยนะ ถ้าเกิดมาเจอก่อนแต่งงานก็คงทาบทามให้ไปประกวดนางสาวไทยด้วยกันแล้วล่ะ” ช่างแต่งหน้าที่เป็สาวสองเอ่ยชมบัวชมพูหลังจากพึ่งจะแต่งหน้าให้เธอเสร็จ หญิงสาวได้แต่ยิ้มหวานให้ก่อนจะขอความเป็ส่วนตัว
“ขอบคุณค่ะพี่…เอ่อ ตอนนี้เหลืออีกประมาณสิบนาทีงานถึงจะเริ่ม บัวขออยู่คนเดียวสักพักเพื่อตั้งสมาธิได้ไหมคะ แล้วพอใกล้ถึงเวลาค่อยให้คนมาเคาะประตูเรียก”
“ได้สิจ๊ะ เข้าใจแล่ะว่าตื่นเต้น ถ้าอย่างนั้นพี่ขอตัวนะ เดี๋ยวบอกให้คนข้างนอกเข้ามาตามก่อนถึงเวลา”
“ขอบคุณค่ะ”
“งั้นไปกันเถอะพวกเรา”
ช่างแต่งหน้าทำผมและทีมงานต่างพากันเก็บข้าวของแล้วเดินออกไปด้านนอกหลังจากทำหน้าที่เสร็จ พอเห็นว่าทุกคนออกไปครบแล้วบัวชมพูจึงรีบลุกไปล็อกกลอนประตูแล้วดึงเอาชุดเ้าสาวที่มันพะรุงพะรังออกจากตัว เธอรีบดึงเอากระเป๋าเป้ที่ถูกซ่อนไว้ใต้โต๊ะออกมาควานหาเสื้อและกางเกงที่ทะมัดทะแมงเหมือนผู้ชาย แล้วดึงหมวกมาสวมเพื่อปิดบังใบหน้าเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ก่อนจะสะพายเป้ขึ้นหลังแล้วเปิดหน้าต่างออก
“อูย…สูงจัง”
ห้องที่เธอแต่งตัวนั้นติดอยู่กับห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ใช้จัดงานแต่ง ตั้งอยู่บนชั้นห้าของโรงแรมชื่อดังในตัวเมืองที่เสี่ยชัชว่าที่สามีของเธอเป็หุ้นส่วนอยู่ด้วย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าของตัวเองก่อนจะปีนออกหน้าต่างและใช้เท้าเล็กเหยียบไว้บนขอบปูนแคบแคบที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารเพียงเล็กน้อย
เท้าเล็กค่อยๆไต่ออกไปยังบันไดหนีไฟที่ห่างจากตัวไปประมาณสองวา มือเล็กก็พยายามเกาะขอบหน้าต่างไปเรื่อยเรื่อยพร้อมกับอุปสรรคที่กำลังเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้คือเหงื่อที่มือนั้นเริ่มจะออกและแน่นอนว่ามันลื่น
“ฟู่ววว”
ปากเล็กเป่าลมออกเพื่อไล่ความตื่นเต้น และพยายามจะไต่เข้าไปหาบันไดหนีไฟ เพียงแค่อีกอึดใจเดียวเธอก็จะไปถึง แต่ทว่ามือข้างขวาที่มันลื่นเกินกว่าจะเกาะขอบหน้าต่างไว้ได้ก็หลุดออกมา
“กรี๊ดดด!!!” บัวชมพูเผลอกรี๊ดออกมาก่อนจะหยุดเพราะกลัวคนด้านนอกจะได้ยินแล้ววิ่งเข้ามาเจอเธอกำลังหนี จึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอแล้วเหวี่ยงแขนด้านที่หลุดไปพยายามเกาะขอบหน้าต่างไว้ได้จนสำเร็จ เท้าเล็กยังคงไต่ขอบปูนต่อไปเรื่อยเรื่อยจนมาถึงจุดสิ้นสุด เหลืออีกเพียงนิดเดียวเธอก็จะจับราวบันไดหนีไฟได้
บัวชมพูใช้แรงทั้งหมดที่มีส่งไปยังแขนเล็ก หญิงสาวตั้งสมาธิอยู่สักครู่ก่อนจะเล็งไปที่ราวบันได เธอนับหนึ่ง สอง สาม ในใจก่อนจะะโไปยังจุดหมายแล้วใช้แขนเกาะเอาไว้
“กรี๊ด!” เพราะความตื่นเต้นหญิงสาวก็เผลอกรี๊ดออกมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าขาอีกข้างจะพลาดสอดเข้าไปใต้บันไดจนถลอกมีเืไหลซิบ แต่มือที่มั่นคงทั้งสองข้างก็เกาะราวเอาไว้ได้ เธอสูดลมหายใจเข้าปอดอีกรอบและดึงตัวเองให้ยืนขึ้น ก่อนจะวิ่งลงบันไดหนีไฟไปยังถนนใหญ่อย่างทุลักทุเล
ตาสวยเหลือบไปเห็นสามล้อผ่านมาพอดีเธอจึงวิ่งไปโบกและหนีมาได้อย่างหวุดหวิด หญิงสาวไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองว่ามีคนจับได้แล้วตามมาหรือเปล่า เพราะกลัวตัวเองจะรู้สึกผิดกับเจ็กไปมากกว่านี้ แต่ว่าการตอบแทนบุญคุณมันมีอีกตั้งหลายวิธี ไม่ควรจะให้เธอตกนรกทั้งเป็ด้วยการไปแต่งงานกับคนแก่คราวพ่อเลย
“หนูจะไปไหน ลุงปั่นมานานแล้วนะไม่เห็นบอกเลย” ลุงสามล้อหันมาถามบัวชมพูที่กำลังนั่งหอบอยู่ด้านหลังอย่างไม่เข้าใจ เพราะเธอขึ้นมานั่งบนนี้เป็นาทีแล้วแต่ก็ไม่ยอมบอกจุดหมายเสียที
“ไปสถานีรถไฟจ้ะลุง” เธอตั้งใจแล้วว่าจะหนีไปให้ไกลจากที่นี่ หญิงสาวอธิษฐานถึงพ่อและแม่ผู้ล่วงลับอยู่ทุกคืน ให้พวกเขาคอยชี้นำทางเธออยู่เสมอ ตอนนี้หญิงสาวกะว่าจะนั่งรถไฟไปเรื่อยเรื่อย ถ้ารู้สึกดีกับสถานีไหนก็จะลงสถานีนั้น เพราะตอนนี้เธอไม่เหลือญาติมิตรที่ไหนอีกแล้ว
สถานีรถไฟจังหวัดสระบุรี
ร่างเล็กในชุดทะมัดทะแมงราวกับเด็กผู้ชายก้าวเดินลงมาจากรถไฟ ทุกสายตาต่างมองมาที่เธอ เด็กสาวท่าทางแปลกๆและการแต่งตัวแปลกๆดึงดูดสายตาทุกคนเป็อย่างมาก แต่บัวชมพูก็หาได้สนใจไม่ เธอกระชับกระเป๋าที่บ่าก่อนจะเดินเท้าไปเรื่อยเรื่อย คิดว่าถ้าผ่านร้านค้า ร้านอาหารก็จะถามงานเขาไปจนกว่าจะมีคนจ้างแล้วจึงหาที่ซุกหัวนอนต่อ
“น้าจ๊ะ ที่ร้านของน้าพอจะมีงานให้หนูทำไหมจ๊ะ หนูทำเป็ทุกอย่างเลยนะ งานบ้าน งานบัญชีเป็หมดจ้ะ เคยทำงานที่ภัตาคารจีนด้วยนะจ๊ะ”
“ไอ้หนูอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“ยี่สิบห้าปีนี้จ้ะ”
“ยี่สิบห้า แล้วยังไม่มีผัวอีกรึ”
“ยังไม่มีจ้ะ ว่าแต่ป้าพอจะมีงานอะไรให้หนูทำไหมจ๊ะ หนูไม่เกี่ยงเลยนะทำอะไรก็ได้”
“มันก็มีนั่นแล่ะ แต่้าแค่ผู้ชายเอาไว้แบกของนี่สิ ตัวเล็กๆแบบนี้น้าไม่เอาหรอก ลองเดินไปถามร้านเหล้าตรงนู้นดูสิเผื่อเขาหาคนล้างจาน” เ้าของร้านชี้นิ้วไปยังร้านเหล้าฝั่งตรงข้ามที่มีไฟประดับระยิบระยับราวกับงานวัด และมีผู้ชายตัวใหญ่สองคนกำลังยืนต้อนรับลูกค้าที่มาต่อแถวเข้าร้านกันยาวเป็กิโล
“งั้นหรือจ๊ะ ขอบคุณนะจ๊ะน้า” บัวชมพูโค้งหัวขอบคุณคนที่ไม่รู้จักไปหนึ่งครั้งก่อนจะเดินไปที่ร้านเหล้าฝั่งตรงข้ามเพื่อหางานตามคำบอกกล่าว”
“พี่จ๊ะๆ ที่ร้านพอจะมีงานให้ฉันทำไหมจ๊ะ ฉันทำได้หมดเลยนะทั้งล้างจาน ทำอาหารกวาดพื้นถูพื้น หรือทำบัญชีก็ได้หมดเลยจ้ะ”
“ไม่มีหรอกน้อง จะไปไหนก็ไปลูกค้ากำลังเยอะไม่ว่างคุย”
“ไม่มีจริงๆหรือจ๊ะพี่ ฉันทำได้ทุกอย่างจริงๆนะ จ้างฉันเดือนละร้อยก็ได้จ้ะ”
“ไม่มีๆ ไม่จ้างใครเพิ่มแล้วจะไปไหนก็ไป”
“ขอร้องนะจ๊ะพี่ แถวนี้ไม่มีร้านอีกเลยหรือจ๊ะ อย่างน้อยๆก็ช่วยแนะนำฉันหน่อยได้ไหมจ๊ะพี่ นะพี่นะฉันขอร้อง”
“ข้าบอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิวะ! คนกำลังยุ่งไม่เห็นหรือไง! ออกไปๆ”
ไม่พูดเปล่า ชายร่างท้วมที่ยืนรับแขกอยู่หน้าร้านก็ผลักร่างเล็กของบัวชมพูจนกระเด็นไปที่ถนน คนแถวนั้นหันมามองแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเธอ ความเจ็บที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจมันโถมกันเข้ามาจนหญิงสาวน้ำตาไหล เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอะไรเหมือนเด็กๆอีกเพียงแต่ยังไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้เพราะแรงผลักเมื่อกี้ก็แรงเอาเื่
“ไอ้หนู! หนูเป็อะไรหรือเปล่าลูก…นี่แกทำอะไรผู้หญิงอีกแล้วห้ะ! ตัวก็เล็กแค่นี้ผลักแรงไปไหม!” ในระหว่างที่บัวชมพูกำลังพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนก็มีพลเมืองดีวิ่งเข้ามาช่วยจากด้านหลังพร้อมกับะโด่าชายร่างท้วมคนนั้นอย่างหัวเสีย
“แล้วป้ามาเสือกไรด้วย รู้จักกับมันหรือไง!”
“เห้ยไอ้ชุ่ม อย่าไปยุ่งกับยายป้านี่ดีกว่า นั่นแม่ของปลัดอำเภอคนใหม่นะเว้ย ไฟแม่งกำลังแรงๆเดี๋ยวได้ซวยกันหมดหรอก รอบก่อนมันก็พาตำรวจมาบุกร้านเราหนหนึ่งแล้วนะ”
“เออ! ก็ได้วะ รีบพามันออกไปจากหน้าร้านฉันเลยนะป้า ลูกค้ากำลังเข้าเดี๋ยวเสียหมด!”
“เออ! ฉันก็ไม่ได้อยากจะอยู่นานนักหรอกหน้าร้านอุบาทว์แบบเนี้ย! ปะหนู ลุกขึ้นกันเถอะ ไหวหรือปะ…”
“ไหวคะ…ปะ ป้าดาว…!!!”
“คุณบัว!!! คุณบัว!! ใช่คุณบัวจริงๆใช่ไหม!!!”