จินเยว่เมื่อเห็นว่าทรัพย์สินที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้มีจำนวนมากมายเช่นนี้
เมื่อเ้าของจวนไม่อยู่แล้ว เด็กแค่สองคน คงจะไม่สามารถดูแลทรัพย์สินทั้งหมดเอาไว้ได้
หากมีคนเข้ามาหยิบฉวย คิดว่าคงไม่มีใครคิดเกรงใจเด็กสองคนแน่ จินเยว่จึงตัดสินใจบอกจินเฉิงเื่พลังที่นางมี
“พี่ใหญ่ ความจริงแล้วข้ามีพลังเ้าค่ะ เป็สีน้ำเงินขั้นสุด ตอนทำพิธี พลังของข้ายังไม่แสดงออกมา ทำให้คนเข้าใจว่าข้าเป็คนไร้ค่า แต่แบบนี้ก็ดีเ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ต้องพูดไป คนอื่นจะได้ไม่มายุ่งกับเรา”
จินเฉิงดีใจมาก สายตาของเขาที่มองมายังน้องสาวส่องแสงระยิบระยับมีความหวัง
จินเยว่น้องสาวของเขาไม่ใช่คนไร้ค่า นางมีพลัง เป็ข่าวดีเหลือเกินสำหรับเขาและจวนแม่ทัพแห่งนี้
แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่ท่านพ่อท่านแม่ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงข่าวดีนี้
“ได้ซิ พี่ได้ยินแบบนี้ก็หายห่วง แต่ต่อให้เ้าเป็คนไร้ค่าพี่ก็จะดูแลเ้าไปตลอดชีวิต เพียงแต่หากเ้าไม่บอกเื่นี้กับใคร เ้าจะต้องทนเห็นคนอื่นดูถูกเหยียดหยามเ้าไปตลอดชีวิต เ้าจะทนได้หรือไม่”
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงหรอกเ้าค่ะ ข้าทนได้ แต่อาจมีสักวันที่ข้าอาจทนไม่ไหว แต่คงอีกนาน ใช่ซิพี่ใหญ่ข้ามีช่องว่างที่เรียกว่ามิติด้วยนะเ้าคะ”
จินเยว่บอกกับพี่ชาย ทำให้จินเฉิงตกตะลึง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดจินเยว่ถึงมีช่องว่างติดตัวได้
“เหตุใดเ้าจึงมีได้ ปกติคนที่มีมิติในต้องมีพลังขั้นสีเหลืองเป็ต้นไป ซึ่งในแคว้นเรามีไม่ถึงสิบคน”
จินเฉิงพูดออกมาอย่างตื่นเต้น น้องสาวของเขาช่างโชคดีเสียจริง
ต่อไปจินเยว่ ต้องเป็สตรีที่ผู้คนจะดูแคลนไม่ได้
“ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดข้าจึงมีมิติได้ พี่ใหญ่เราเอาทรัพย์สินและสิ่งของมีค่าที่เรามี เข้าไปเก็บในมิติของข้าดีหรือไม่เ้าคะ”
“ดี ๆ จะได้ไม่มีใครมาเอาของเราไปได้” จินเยว่แตะที่หีบสมบัติ พวกมันก็หายเข้าไปอยู่ในมิติทันที
มิติที่จินเยว่มี ไม่สามารถให้นางเข้าไปได้ แต่นางััได้ถึงสิ่งของที่อยู่ภายในได้
หีบสมบัติเข้าไปอยู่ภายในมิติ แต่เพื่อความแน่ใจจินเยว่ตั้งสมาธิอีกครั้งหีบสมบัติก็ออกมาอยู่ด้านนอก
“ข้าทำได้แล้ว” เห็นจินเยว่ดีใจ จินเฉิงจึงลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู
“ตอนนี้ของมีค่าทุกอย่างก็เก็บเข้ามิติหมดแล้ว พวกเราไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ท่านลุงหวังคงให้คนมารับเราแต่เช้าแน่”
จินเฉิงพูดกับน้องสาวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เขากำลังคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ที่สุด
แต่เขาคงทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะทำพิธีส่งดวงิญญาของทุกคนไป์
เพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่เป็ครั้งสุดท้าย เพียงเท่านั้น
คืนนี้ทั้งจวนเหลือแค่เด็กสองคนที่นอนหลับไปอย่างอ่อนเพลีย
ทั้งสองผ่านความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยังสับสนว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปอย่างไรในวันพรุ่งนี้
ทำให้ทั้งสองหลับลึก อย่างไม่รู้สึกตัว
ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ทั้งจวนมีชายชุดดำจำนวนหนึ่ง กำลังเข้ามาค้นทุกซอกทุกมุมของจวน อย่างเงียบเชียบ
“จะเป็ไปได้อย่างไรว่าจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เลย” เสียงกระซิบจากชายชุดดำคนหนึ่ง
“นั่นซิ เราหากันหมดทุกคนแล้ว ดูสิข้าเจอแค่พลอยเม็ดเล็กจากห้องสาวใช้แค่นั้นเอง” ชายอีกคนเอ่ยออกมาอย่างเห็นด้วย
>>>
“พวกเ้าอย่ามาหลอกข้า จวนแม่ทัพออกจะใหญ่โตจะไม่พบสมบัติของมีค่าอะไรเลย จะเป็ไปได้อย่างไรกัน”
เสียงตะคอกอย่างไม่พอใจจากหัวหน้าใหญ่ หลังจากกลุ่มชายชุดดำกลับมารายงานที่จุดนัดพบ
ทำให้คนที่ออกไปทำภารกิจในครั้งนี้ทั้งหมด ต่างก้มหน้าก้มตา เพราะงานนี้พวกเขาไม่มีอะไรติดมือกลับมาจริง ๆ
“จริงขอรับ ที่เจอมีแค่นี้จริง ๆ ” เมื่อชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก่อนเราจะเข้าไป ต้องมีคนมาเคลื่อนย้ายสมบัติออกไปก่อนหน้าเราแล้ว”
ชายชุดดำมีท่าทีโมโห เมื่อมีคนหนึ่งพูดคำนี้ออกมา ซึ่งพวกเขาคิดว่าเื่ราวอาจจะเป็เช่นนี้ก็ได้ ต่างก็บอกว่าเสียดายที่พวกตนช้าไป
พวกเขาไม่ได้คิดถึงเื่เด็กสองคนที่ยังอยู่ในจวนแม้แต่น้อย
เช้าวันต่อมาจินเฉิงและจินเยว่ เตรียมตัวรอคนของหวังเหล่ยมารับั้แ่เช้า
และก่อนจะเข้าไปที่จวนหวัง ทั้งสองจะต้องไปทำพิธีฝังศพของท่านพ่อท่านแม่และคนในครอบครัวเสียก่อน
วันนี้สองคนพี่น้องที่กลายเป็เด็กกำพร้า หลังจากโดนฆ่าล้างตระกูล ก็กลายเป็เื่ราวที่เล่าต่อกันของชาวบ้านอย่างสนุกปาก
เื่ที่ชาวเมืองหลวงสนใจ และสิ่งที่ทุกคนหยิบยกขึ้นมาพูด ไม่ใช่แค่เื่การฆ่าล้างตระกูลของจวนแม่ทัพจินหยาง
แต่เป็เื่ที่จินเยว่คุณหนูของจวนแม่ทัพจิน ทดสอบพลังแล้วกลับพบว่าไม่มีพลังใดเกิดขึ้น นี่ต่างหากที่ทำให้ชาวบ้านสนใจที่สุด
“เ้ารู้เื่จวนแม่ทัพจินหยางหรือยัง” ชาวบ้านคนหนึ่งเริ่ม
“เื่ฆ่าล้างตระกูล พวกเรารู้กันหมดแล้ว เ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนที่พวกเขาจะถูกฆ่า พิธีทดสอบพลังของคุณหนูของจวน ทำให้รู้ว่านางไม่มีพลังใดเลย” ชาวบ้านอีกคนพูดขึ้น
“จริงหรือนี่ ข้าไม่อยากคิดเลยว่าพวกเขาสองคนพี่น้องจะอยู่อย่างไรกัน แม้คนพี่จะเข้าสู่ขั้นสีเขียวแล้ว แต่ต้องมีคนน้องมาเป็ภาระอีก ช่างน่าสงสารจริง” ชาวบ้านอีกคนเหมือนจะพูดอย่างเห็นใจ
“เ้าไม่รู้อะไร ตอนนี้่ท่านเสนาบดีหวังเหล่ย รับเลี้ยงดูพวกเขาสองคนพี่น้องแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งรู้เื่นี้เป็อย่างดี
“ท่านเสนาบดีหวังเหล่ยช่างเป็คนดีจริง ๆ นะ เ้าว่าไหม” ชาวบ้านทุกคนเห็นด้วย
เื่ราวของสองพี่น้องตระกูลจิน ถูกพูดถึงไม่หยุด ทั้งเห็นใจสองพี่น้อง
ทั้งสรรเสริญหวังเหล่ยว่าเป็คนดี รับเลี้ยงดูบุตรของสหาย ทั้งที่จินเยว่กลายเป็คนไร้ค่าไปแล้วในสายตาทุกคน
เมื่อจินเฉิงและจินเยว่ทำพิธีฝังศพแล้ว หวังเหล่ยพาสองคนพี่น้องเข้ามาที่จวนของตนด้วยรถม้า
เมื่อมาถึง เด็กกำพร้าสองคนยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางคนของจวนตระกูลหวังที่ออกมาต้อนรับ
ที่จวนตระกูลหวังแห่งนี้ มีเสนาบดีหวังเหล่ย และฮูหยินใหญ่กู้ซิงและฮูหยินรองตู้ซื่อ
ฮูหยินกู้ซิงมีลูกชายคนโตชื่อหวังหย่ง ที่ตอนนี้รับตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ให้กับองค์ฮ่องเต้
ส่วนลูกสาวคนเล็กชื่อหวังอัน อายุมากกว่าจินเยว่สองปี มีิรูปร่างสมส่วน หน้าตางดงามหมดจด
ฮูหยินรองตู้ซื่อมีบุตรสาวหนึ่งคนชื่อหวังผิง อายุเท่าจินเยว่ รูปร่างหน้าตางดงามกว่า
ทำให้นางต้องโดนกลั่นแกล้งจากหวังอันที่เป็คุณหนูใหญ่อยู่เป็ประจำ
จินเฉิงกับจินเยว่มองหน้ากัน แล้วค้อมตัวให้กับครอบครัวของหวังเหล่ย
กู้ชิงเดินยิ้มก้าวเดินออกมาด้านหน้า แล้วกอดจินเยว่ไว้
“พวกเ้าช่างน่าสงสารนัก มาอยู่กับพวกเราที่นี่ ให้พวกเ้าคิดว่านี่คือบ้านของพวกเ้า ขาดเหลืออะไรขอให้บอก”
“ขอบคุณขอรับท่านฮูหยิน” เมื่อจินเฉิงขอบคุณที่กู้ชิงเมตตาเขากับน้องสาว กู้ชิงจึงพูดกับทั้งสองว่าห้ามเรียกเช่นนั้น
“ต่อไปห้ามเรียกฮูหยินอีก ให้พวกเ้าเรียกข้าว่า ท่านป้า”
หลังจากแนะนำตัวกันเสร็จ กู้ชิงให้พ่อบ้านพาทั้งสองไปยังห้องที่จัดไว้ให้ทั้งคู่
ห้องของจินเฉิงกับจินเยว่อยู่ติดกัน จินเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะตอนแรกนางกลัวว่าที่นี่จะแยกหญิงชายเสียอีก
เมื่อทั้งสองได้อยู่ห้องใกล้กันเช่นนี้ นางก็ไม่กังวลเื่อะไรอีก เพราะมีพี่ชายอยู่ใกล้และช่วยกันได้หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปภายในห้องใหม่ของตนเอง หีบผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของทั้งสองได้ถูกจัดเก็บเข้าตู้ภายในห้องอย่างเรียบร้อย
ด้านในโอ่โถงงดงาม เหมือนกันกับจวนตระกูลจิน เพียงแต่ความรู้สึกของทั้งสองไม่เหมือนเดิม
“คุณหนูจิน สาวใช้สองคนนี้ ฮูหยินใหญ่ส่งมารับใช้ท่าน มีอะไรท่านสามารถใช้พวกนางได้ทุกอย่าง”
หลังจากพ่อบ้านเดินออกไป สาวใช้ที่ถูกเลือกให้มาดูแลจินเยว่สองคน มีสีหน้าจำยอม แต่สายตากลับต่อต้าน
จินเยว่มองแค่ตาก็รู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของสาวใช้ทั้งสองแล้ว
“พวกเ้าไม่พอใจ ที่ต้องมารับใช้ข้าอย่างนั้นหรือ” ทันทีที่ได้ยินจินเยว่พูดแบบนั้น
สาวใช้ทั้งสองที่ตอนแรกยืนเชิดหน้า แข็งขืนไม่ยอมรับ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด
เมื่อคุณหนูจินเยว่ ที่นางทั้งสองต้องมาอยู่ดูแลรับใช้ ใช้น้ำเสียงที่เจือไว้ด้วยความเ็า
กลับทำให้ทั้งสองรู้สึกขนลุก และไม่สามารถต่อต้านได้ จนต้องค้อมกายให้นางอย่างยากที่จะขัดขืน
ต่างคิดในใจว่าเหตุใดคุณหนูจินเยว่ผู้นี้ จึงทำให้ทั้งสองรู้สึกกริ่งเกรงขนาดนี้ได้
แล้วข่าวลือที่มาถึงจวนตระกูลหวังที่พวกนางได้ยินมา คือคุณหนูจินเยว่เป็คนไร้ค่า ไร้ความสามารถ
แล้วเหตุการณ์เมื่อสักครู่ เหตุใดจึงเหมือนกับว่าคุณหนูจินจะมีพลังเหนือพวกนางกันเล่า
“เปล่าเ้าค่ะคุณหนู เมื่อพวกเราถูกจัดมาให้อยู่ดูแลคุณหนู พวกเราก็จะทำให้เต็มที่เ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินสาวใช้ตอบเช่นนี้ จินเยว่พอใจมากขึ้น นางไม่อยากสนใจว่าสาวใช้ทั้งสองจะคิดอย่างไร ขอแค่ทำงานดีและรู้หน้าที่ของตนเองก็พอ
“พวกเ้าชื่ออะไร และอายุเท่าไหร่กันบ้าง” เมื่อจินเยว่เอ่ยถาม สาวใช้ทั้งสองตอบอย่างนอบน้อมผิดจากตอนแรก
“ข้าชื่อเจียวหวง ข้าอายุสิบสี่ปี ส่วนนางชื่อจือฮวา เราสองคนอายุเท่ากันเ้าค่ะ”
เมื่อทำความรู้จักกันแล้ว จินเยว่ถามสาวใช้ทั้งสองเื่การปฏิบัติตัวในจวนตระกูลหวัง
“ที่นี่เวลาถึงมื้ออาหาร น้อยนักที่จะไปกินร่วมกันที่ห้องโถงใหญ่ ยกเว้นว่ามีงานฉลองของจวน ส่วนใหญ่สาวใช้จะไปรับอาหารจากครัวมาให้เ้านายของตนเ้าค่ะ”
เมื่อได้ฟังที่เจียวหวงบอก จินเยว่พยักหน้าเข้าใจ ดีเสียอีกต่อไปนางจะได้กินอาหารร่วมโต๊ะกับพี่ชายทุกมื้อ
“แล้วเื่อื่นเ้ามีอะไรจะบอกข้าอีกหรือไม่" จินเยว่ถามอีกครั้ง เผื่อว่าบางอย่างเป็สิ่งที่ตระกูลหวังมีข้อกำหนดไว้ต่างจากจวนของตระกูลอื่น แต่สาวใช้ไม่ได้ตอบอะไร
เมื่อกินอาหารค่ำกับจินเฉิงแล้ว ก่อนจะแยกย้ายกลับเข้าห้องของตน จินเยว่เอ่ยถามสาวใช้ทั้งสองอีกครั้ง
“ห้องของพวกเ้าอยู่ที่ไหนกัน หากข้า้าเรียกใช้จะได้ไปหาเ้าได้”
“เรือนพักของพวกเรา เป็เรือนหลังเล็กอยู่หลังเรือนของคุณหนูนี่เองเ้าค่ะ”
เมื่อสาวใช้ทั้งสองไปถึงห้องพักใหม่ของเอง ก็เริ่มคุยกันเื่คุณหนูจินเยว่ที่ตนเองต้องรับใช้ทันที