หลังกลับมาถึงแคว้นจิ้นเถียนซีก็ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบจนเวลาล่วงผ่านมาครึ่งปีแล้ว เขากินๆ นอนๆ จนรู้สึกว่าว่าจะอ้วนขึ้นกว่าเดิม เพราะท่านแม่ชอบลงครัวทำกับข้าวและขนมด้วยตัวเอง ยิ่งมาเข้าคู่กับจื่อรั่วที่ชอบทดลองใช้สมุนไพรแต่งกลิ่นกับเพิ่มรสชาติในอาหาร ทำให้คนในบ้านอวบอ้วนกันถ้วนหน้า
เถียนซีก้มลงมองพุงตัวเองแล้วก็คิดได้ว่า ถึงเวลาต้องออกกำลังกายจริงๆ จังๆ บ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นพุงจะใหญ่ว่าท่านแม่ที่ตอนนี้ครรภ์เข้าสู่เดือนที่ 8 ไม่รู้ว่าท่านแม่จะคลอดเมื่อไหร่ แต่ท่านพ่อนั้นเตรียมทั้งหญิงทำคลอด ทั้งแม่นมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ส่วนหมอจื่อลู่ตอนนี้นอกจากจะมีหน้าที่ต้มยาบำรุงและคอยไปจับชีพจรให้ท่านแม่แล้วก็ดูเหมือนจะหง๋อยๆ ลง
“ปกติถ้าตอนที่ข้ากับอาจารย์อยู่บนเขา เดือนหนึ่งจะลงมาตรวจโรคให้ชาวบ้านสัก 1 สัปดาห์ แต่่นี้นอกจากออกไปเก็บสนุมไพรอาจารย์ก็อยู่แต่ในจวนไม่ได้ออกไปไหนเลย ทั้งครรภ์ของหวังเฟยก็ปกติทำให้อาจารย์ข้าไม่มีอะไรทำน่ะสิ” จื่อรั่วตอบเขาในวันหนึ่งที่เถียนซีสังเกตว่าท่านหมอท่าทางซึมๆ ไป
“นั่นสินะ...เป็หมอแต่ไม่ได้ออกรักษาคนไข้ท่านหมอคงจะเบื่อแย่” เถียนซีนิ่งคิดก่อนจะโพล่งถามจื่อรั่ว
“พี่จื่อรั่ว! ท่านว่าเราเปิดร้านขายยาดีหรือไม่?”
“ร้านขายยาหรือ?”
“อื้ม! หากเปิดเป็โรงหมอข้ากลัวว่าจะไปขัดแข้งขัดขากับหมอท่านอื่นในเมืองหลวง ซ้ำท่านหมอจื่อลู่เองก็ไม่ใช่แพทย์หลวงที่จบการศึกษาจากในวัง ทั้งการเปิดโรงหมอจำเป็ต้องใช้ผู้ช่วยที่เชี่ยวชาญจำนวนมาก เราก็เริ่มจากเปิดร้านขายยาเล็กๆ ไปก่อน จัดยาชุดที่รักษาอาการเบื้องต้นให้คนป่วย พวกปวดท้อง เป็ไข้เล็กๆ น้อยๆ ชาวบ้านตาดำๆ หากไม่เจ็บไข้จนหนักไม่มีทางส่งคนไปตามหมอหรอก” จื่อรั่วฟังเถียนซีพูดก็นิ่งคิด
“จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะ คราวก่อนข้าเพิ่งจะเห็นอาจารย์ให้คนเอาสมุนไพรบางตัวออกไปทิ้งเพราะเน่าเสีย ยังรู้สึกเสียดายอยู่เลย”
“เปิดร้านขายยาน่ะดีจริงๆนะ ใช้คนเฝ้าไม่มากด้วย หากท่านหมอไม่มีอะไรทำก็ไปอยู่ที่ร้านคอยจับชีพจรคน สัก 4-5 วันต่อสัปดาห์ก็ได้ จะได้มีเวลาเหลือปรุงยา หากคิดจะเปิดร้านยาจริงๆ เราคงต้องจ้างลูกจ้างเพิ่มด้วย” เถียนซีลูบคางไปมา
“แต่ท่านอ๋องกับหวังเฟยจะเห็นด้วยหรือเถียนซี? ไหนจะต้องใช้เงินลงทุนอีกจำนวนมาก อาจารย์กับข้าไม่มีทุนรอนหรอกนะ”
“เื่นั้นไม่มีปัญหา! ข้าเงินเยอะนะจะบอกให้!” เถียนซีตบอกตัวเองแล้วจูงมือพาจื่อรั่วออกไปปรึกษากับท่านแม่
ท่านแม่ฟังความเห็นของเถียนซีและจื่อรั่วแม้จะเห็นด้วยแต่ก็อดห่วงไม่ได้เพราะรู้สึกว่าทั้งสองยังเล็กเกินไปที่จะรับผิดชอบกิจการ ทั้งยังกำชับให้พวกเขาไม่อาจทำเป็เล่นได้ และต้องคอยเข้าไปควบคุมดูแลั้แ่เื่ร้านไปจนถึงจัดหาคนงานเอง และยังต้องทำบัญชีเองอีกด้วย
เถียนซีกับจื่อรั่วรับปากเป็มั่นเป็เหมาะ ท่านแม่จึงยอมตกลงช่วยเหลือเื่พูดกับท่านพ่อให้ ทั้งยังจะช่วยหาทำเลที่ตั้งร้านให้อีกด้วย เถียนซีกับจื่อรั่วดีใจยกใหญ่ หลังจากวันนั้นก็สุมหัวกันเื่การตกแต่งร้าน โดยมีหลี่ไป๋ช่วยมาวาดแบบร้านให้ตามความ้าของทั้งคู่
“ข้าเห็นพวกเด็กๆ จริงจังกันมากจึงได้รับปากไป ท่านหมอเองพอรู้เข้าก็เบิกบานกว่าเดิม ออกไปหาสมุนไพรบนเขาแทบทุกวัน แถมได้ยินว่าเริ่มมองหาคนงานมาช่วยดูแลร้านแล้วด้วย” หร่านเหมยรินชาผู่เอ๋อร์ใส่ถ้วยให้สามีขณะที่นั่งมองพวกเด็กๆ สามคนที่กำลังสุมหัวอยู่ในเก๋งจีนที่สวน
“อีก 2 ปี จื่อรั่วก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องเตรียมตัวออกเรือน จื่อรั่วนางไม่มีแม่ข้าคิดจะเตรียมสินเ้าสาวให้บ้างแต่ท่านพี่ก็รู้นิสัยท่านหมอจื่อลู่ดีว่าท่านหมอไม่อยากรบกวนเงินทองของจวนเรา มีแต่ต้องเปิดร้านขายยาให้ หากท่านหมอพอมีรายรับบ้างจื่อรั่วจะได้มีสินเ้าสาวมากขึ้น” จิ้นเหวินกงดื่มชาที่ภรรยารินให้ก็วางฝ่ามือแตะหลังมือภรรยา
“เ้าตัวดีอยู่เฉยๆ ไม่เป็ ต้องเที่ยววิ่งวุ่นหาอะไรทำจนเ้าพลอยต้องปวดหัวไปด้วย” หร่านเหมยคลี่ยิ้มแล้ววางมือทับหลังมืออีกฝ่าย
“เถียนเถียนรู้จักทำมาหากินถือเป็เื่ดี ส่วนข้าทุกวันนี้ได้ทำแค่อาหารกับขนมให้พวกท่านกินเท่านั้น ไม่เหนื่อยสักนิด ได้ขยับตัวบ่อยๆ ท่านหมอว่าจะช่วยให้คลอดง่ายขึ้น อีกอย่าง...ข้าคิดว่าการให้เด็กๆ เปิดร้านก็ช่วยพวกเขาได้เรียนรู้มากขึ้น ต่อไปจะได้แก้ปัญหาด้วยตัวเองเป็”
“หากไม่กระทบกับการดูแลครรภ์ของเ้า หมอจื่อลู่กับเ้าเด็กพวกนั้นอยากทำอะไรก็ทำไปเถิด ส่วนเื่ทำเลร้านค้าก็ฝากเ้าดูให้พวกเขาหน่อยแล้วกัน ที่ดินกับร้านค้าของจวนเราก็มีไม่น้อย”
“เด็กๆ รู้คงดีใจ” หร่านเหมยยิ้มให้สามี
ไกลออกไปยังเก๋งจีนหลังใหญ่ในสวนสวย เถียนซีกับจื่อรั่วผลัดกันแสดงความเห็นภาพชั้นยาที่หลี่ไป๋วาดว่ายังขาดตกบกพร่องที่ตรงไหนอีก ก่อนที่จะให้หลี่ไป๋เป็คนรับผิดชอบไปทำชั้นที่ว่า จากนั้นเถียนซีกับจื่อรั่วก็ช่วยกันออกแบบหน้าร้านและห้องตรวจโรค
เถียนซีกับจื่อรั่วกำลังถกกันอยู่ เขาก็เหลือบไปเห็นแขนของจื่อรั่วที่โผล่พ้นแขนเสื้อออกมาระหว่างที่นางกำลังจดบันทึกเครื่องเรือนไว้ตกแต่ง
“แขนท่านไปโดนอะไรมาหรือ?” เถียนซีคว้าแขนจื่อรั่วทันควัน พอลองเลิ่กแขนเสื้อกว้างๆ ของนางออกก็พบว่าแขนของนางมีแต่รอยแผลแปลกๆ เต็มสองข้าง ทั้งแผลที่ดูเหมือนถูกไฟไหม้ รอยเย็บ รอยคล้ายถูกสัตว์ร้ายกัดเต็มไปหมด
จื่อรั่วเห็นเขาทำสีหน้าไม่สู้ดีก็รีบดึงแขนหลบ
“ไม่มีอะไรหรอก”
“จะไม่มีได้อย่างไร! บอกข้ามานะว่าใครทำ! หมอจื่อลู่ตีท่านรึ?”
“ไม่ใช่นะ! นี่น่ะ...นี่....เป็แผลจากที่ข้าทดสอบพิษ” จื่อรั่วก้มหน้าหลบตาเขาแล้วลูบแขนตัวเอง
“ทดสอบพิษ! เหตุใดต้องทดสอบกับตัวเอง? ทำไมท่านไม่ใช้หนูหรือลิงเล่า!” เถียนซีขึ้นเสียง
“ก็สัตว์พวกนั้นมันบอกข้าไม่ได้นี่ ว่าเมื่อยาออกฤทธิ์มันมีความรู้สึกเช่นไร สมัยอยู่บนเขาข้าเคยทดสอบกับศพบ้าง แต่ส่วนใหญ่ถ้าคนตายแล้วพิษก็ไม่กำเริบ มีแต่ต้องทดสอบด้วยตัวเองถึงจะรู้ว่าออกฤทธิ์ได้ดีหรือไม่ เ้าอย่าได้ห่วงไปเลย ข้ารู้ดีว่าต้องใช้พิษมากน้อยแค่ไหน”
“ครั้งก่อนที่พี่สาวมอบลูกดอกยาพิษให้ข้า...” จื่อรั่วตอบเสียงอ่อย
“ข้าทดสอบกับตัวเองเพียงเล็กน้อย แค่ปลายเข็มเท่านั้น เ้า...” จื่อรั่วยังไม่ทันพูดจบประโยค เถียนซีก็ลุกขึ้นแล้วถีบเก้าอี้ล้มเสียงดัง จื่อรั่วไม่เคยเห็นอีกฝ่ายแสดงความโกรธเช่นนี้มาก่อนจึงได้แต่ใยืนตัวลีบ
เถียนซีอาละวาดถีบเก้าอี้ล้ม เตะกระถางต้นไม้ในเก๋งจีนจนแตกแล้ววิ่งหนีไป เขาวิ่งออกมาที่สวนแล้วซุกตัวอยู่ใต้ต้นหยาเจียว(แป๊ะก๊วย)ที่ผลิใบเขียวทั้งต้น เขาซุกหน้าลงกับเข่าตัวเองครู่ใหญ่ก่อนจะได้ยินเสียงซวบซาบที่ข้างตัว เมื่อเงยหน้ามองก็พบโม่โฉว
“เ้าเองหรือ?” เถียนซีเบนหน้าหนี เขายังไม่อยากคุยกับใครตอนนี้
“พี่สาวบอกโม่โฉวว่าอาเถียนกำลังโกรธ”
โม่โฉวที่น่าจะเพิ่งฝึกดาบเสร็จจึงเหน็บดาบไม้ติดตัวมาด้วย ค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงข้างเถียนซีแล้วเอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาที่แก้มให้อย่างเบามือ
“ข้าไม่ได้โกรธนาง...แค่รู้สึกเจ็บใจที่คนรอบตัวข้าต้องเจ็บตัวเพราะข้า นางทดสอบพิษกับตัวเองก็เพราะข้าอยากได้ยาพิษไว้ปกป้องตัวเอง” เถียนซียังจำความรู้สึกเ็ปยามที่เห็นโม่โฉวปกป้องเขาจนเืไหลท่วมกายได้ โม่โฉวสูญเสียอำนาจและดวงตาก็เพราะความโง่เขลาของเขา
“แต่พี่สาวทำก็เพื่อช่วยอาเถียนนะ”
“ข้ารู้ว่านางทำเพื่อข้า” เถียนซีเอนตัวไปพิงไหล่โม่โฉว
เ้าเด็กนี่โตขึ้นอีกแล้ว ขนาดว่าอายุน้อยกว่าเขาและหลี่ไป๋ตั้ง 2 ปี แต่ดูเหมือนหมู่นี้จะสูงขึ้นกว่าเดือนก่อน ผมก็ยาวขึ้นแล้ว ต่อไปเมื่อโตขึ้นจะต้องรูปงามกว่านี้แน่ๆ
“ต่อไปข้าต้องเก่งให้มากกว่านี้ ถ้าพึ่งพาตัวเองได้ก็จะได้ทำให้พวกเ้าลำบากกันน้อยลง” เถียนซีเม้มปาก
“โม่โฉวก็จะเป็นักดาบ จะเก่งมากๆ แล้วปกป้องอาเถียน” เถียนซีผุดลุกขึ้นนั่งแล้วมองหน้าโม่โฉว
“ได้! รอให้เ้าเก่งมากๆ แล้วข้าจะรับเ้าเข้าจวน”
“รับเข้าจวน? แต่โม่โฉวก็อยู่จวนอยู่แล้ว” โม่โฉวเอียงคอย่นคิ้ว
“ข้าหมายถึงแต่งเข้าจวนข้า” เถียนซีตอบ
“แต่งเข้าจวน?” โม่โฉวย่นคิ้วอีกครั้ง
“แต่งกับข้า...โม่โฉวอยากแต่งกับข้าหรือไม่?”
เถียนซีไม่เคยถามความสมัครใจของอีกฝ่ายมาก่อนว่าอยากแต่งกับเขาหรือไม่ เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้มีโอกาสกลับมาแก้ไขอดีตอีกครั้งก็อยากจะดูแลสามีในชาติก่อนให้ดีและจะไม่ทรยศอีกฝ่ายเหมือนชาติที่แล้ว แต่พอมานั่งคิดดีๆแล้ว ไม่รู้โม่โฉวจะชอบเขาหรือไม่ เอาเข้าจริงๆ แล้วพวกเขาก็ยังนับว่าเด็กเกินที่จะมีความรู้สึกลึกซึ้งแบบผู้ใหญ่
“แต่งกันแล้วก็ต้องอยู่กินกันแบบท่านแม่กับท่านพ่อ” เถียนซีพยายามอธิบายเพิ่มเพราะกลัวโม่โฉวฟังไม่เข้าใจ
“แบบท่านอ๋องกับหวังเฟย?” โม่โฉวนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะะโ
“แต่ง! โม่โฉวจะแต่งเข้าจวน! ”
เถียนซีไม่รู้ว่าโม่โฉวเข้าใจหรือไม่ เพราะหลังจากพูดเื่นี้โม่โฉวก็เที่ยวไปป่าวประกาศซะทั่วจวนว่าจะแต่งกับเขา ท่านพ่อได้ยินก็พ่นชาออกมาคำหนึ่งก่อนจะลากคอโม่โฉวไปฝึกดาบ คราวนี้ทั้งคู่ใช้ดาบจริงฟันใส่กันไม่ยั้งมือตลอดทั้งวัน
เถียนซีี้เีจะห้ามจึงถือโอกาสไปปรับความเข้าใจกับจื่อรั่ว พี่สาวสัญญาว่าจะไม่ทดสอบพิษกับตัวเองอีก แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นโม่โฉว จะเป็คนขออนุญาตจิ้นอ๋องใช้นักโทษของกรมอาญาเป็หนูทดสอบพิษให้จื่อรั่วเรื่อยมา
.....................................................
่ฤดูร้อนปลายเดือน 8 ร้านขายยาของหมอจื่อลู่เริ่มเป็รูปเป็ร่างมากยิ่งขึ้น ชั้นวางของและชั้นใส่ยาถูกยกเข้ามาจัดเป็สัดเป็ส่วนมากขึ้น เหลือเพียงใส่ของตกแต่งหน้าร้านให้ดูสดใสมากขึ้นหน่อยเท่านั้น
ระหว่างที่จื่อรั่วและเถียนซีกำลังวุ่นๆ กับการจัดการร้าน ท่านพ่อก็เปิดโรงไม้กับโรงเหล็กให้หลี่ไป๋เพื่ออีกฝ่ายจะได้สร้างเครื่องเรือนและของใช้ส่งไปให้ร้านค้าของหมอจื่อลู่ ท่านพ่อนอกจากจะดูแลแคว้นแล้วก็จะเจียดเวลามาคอยดูความเรียบร้อยในร้านของเด็กๆ อีกด้วย
“ท่านอ๋อง! หมอจื่อลู่ให้กระหม่อมมาตามพ่ะย่ะค่ะ ท่านหมอว่าหวังเฟยเจ็บท้องแล้ว!” พ่อบ้านชราประจำตระกูลวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในร้านขายยาขณะที่เถียนซีและจื่อรั่วกำลังพาเดิมชม
“ห๊ะ! ” พวกเขาพ่อลูกร้องเสียงหลง ก่อนที่คนพ่อจะวิ่งหน้าตั้งกลับจวนโดยที่ลืมไปว่านั่งรถม้ามา กว่าเถียนซีจะไปลากกลับมาได้ก็พักใหญ่
พอพวกเขาสามคนมาถึงจวนก็พบท่านหมอจื่อลู่กำลังรออยู่นอกห้อง ท่านพ่อของเขาก็ปรี่เข้าไปถามอาการท่านแม่ทันที
“เช้านี้ตอนที่ข้าน้อยเข้ามาจับชีพจรให้หวังเฟยก็พบว่าหวังเฟยเจ็บท้องมาได้ 1 ชั่วยามแล้ว จึงให้คนรีบไปเตรียมห้องคลอดและปรุงยาบำรุงให้หวังเฟย”
หมอจื่อลู่กล่าวจบก็ใช้ให้จื่อรั่วไปเตรียมของกินอ่อนๆ ให้หวังเฟยระหว่างรอคลอด ทั้งยังอธิบายว่าอีกพักใหญ่กว่าหวังเฟยจะคลอด ่นี้หากกินได้ก็ควรกินจะได้มีแรงยามถึงเวลาเบ่งจริงๆ
ตอนนี้นอกจากท่านพ่อและหมอจื่อลู่ที่ยืนกระสับกระส่ายรออยู่หน้าห้อง ยังมีเถียนซี หลี่ไป๋และโม่โฉวผุดลุกผุดนั่งไม่ติดเช่นกัน
“ข้าได้ยินว่าเวลาิคลอดนั้นจะเ็ปกว่าเวลาที่ผู้หญิงคลอดมากนัก แถมยังบั่นทอนพลังชีวิตอีกด้วย” หลี่ไป๋เบียดตัวเข้ามากระซิบกับเถียนซี
“งั้นต่อไปอาเถียนไม่ต้องคลอดอะไรออกมาก็ได้นะ” โม่โฉวที่อยู่ใกล้ๆ รีบเข้ามาเบียดเถียนซีจากอีกด้านทันที
“ใช่! ต่อไปเ้าไม่ต้องคลอดใครทั้งนั้น ทางที่ดีไม่ต้องแต่งกับใครดีที่สุด! ลูกคนเดียวข้าเลี้ยงได้” ตาแก่ดูเหมือนจะว่างมากจึงได้ยินที่หลี่ไป๋พูด
“ว่าแต่...นอกจากเจ็บมากยังบั่นทอนชีวิตอีกจริงหรือ?” ตาแก่ของเขาไม่วายหันไปถามท่านหมอ แต่ยังไม่ทันตอบเถียนซีก็รีบพูดแทรก
“คลอดลูกมีใครไม่เจ็บบ้าง ที่ว่าบั่นทอนชีวิตข้าว่าไม่จริงสักนิด คนจะคลอดลูกก็เท่ากับก้าวขาเข้าไประหว่างความเป็ความตายอยู่แล้ว ขอแค่ดูแลตัวให้ดี ปฏิบัติตามคำสั่งหมอก็พอ....ใช่หรือไม่ท่านหมอ?” เถียนซีหันไปถามความเห็นหมอจื่อลู่
“ท่านชายกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าเคยเห็นิคลอดลูกถึง 7 คน ก็เห็นร่างกายแข็งแรงดี...ท่านอ๋องอย่ากังวลไปเลย”
ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่หน้าห้อง จื่อรั่วก็ยกข้าวต้มกับกับข้าวอีกสองสามอย่างเดินหายเข้าไปในห้อง ท่านหมอจื่อลูกะโให้จื่อรั่วป้อนข้าวให้หวังเฟย หวังเฟยกินได้เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บท้องขึ้นมาอีก
จื่อรั่วคลำท้องหวังเฟยแล้วบอกอาการโต้ตอบไปมากับท่านหมอที่อยู่หน้าห้องเป็ระยะ ระหว่างที่หวังเฟยเจ็บเตือนอยู่เป็ระยะ ท่านหมอก็วิ่งออกไปต้มน้ำโสมมาให้หวังเฟยบำรุงกำลัง จะได้มีพลังในการเบ่งคลอด รอจนกระทั่งหวังเฟยพร้อมจะคลอด ทุกอย่างล้วนเป็หน้าที่ของหญิงทำคลอด
ที่ด้านนอกคนที่เหลือล้วนตั้งใจรอฟังเสียงในห้องคลอดด้วยใจระส่ำ เห็นเพียงแต่พวกข้ารับใช้วิ่งวุ่นยกน้ำร้อนเข้าห้องไป แล้วผลัดกันยกน้ำผสมเือ่างใหญ่ออกมา ท่านพ่อแก่จนปูนนี้เห็นอ่างเืที่ขนออกมาก็เป็ลม ลำบากพวกเถียนซีต้องช่วยกันลากไปนั่งพัก หาหยูยามาบีบนวด
“หวังเฟยคลอดแล้ว!!” จื่อรั่วะโลั่น ทุกคนผละจากจิ้นอ๋องแล้ววิ่งไปรอหน้าประตูห้องคลอด
จื่อรั่วผลักประตูออกมาได้ทุกคนก็วิ่งไปรุมนาง ถามว่าเด็กเป็ชายหรือหญิง ตาแก่ที่ยังหน้าซีดก็พาร่างเดินโซซัดโซเซเข้ามามุงด้วย แต่ตัวจื่อรั่วมีแต่กลิ่นเืทำเอาตาแก่ของเขาเกือบเป็ลมไปอีกรอบ
“เป็ผู้หญิง! เถียนซีเ้าได้น้องสาว” จื่อรั่วเข้ามาจับมือแสดงความยินดีกับเถียนซี
“ข้าเข้าไปดูอาเหมยได้หรือไม่?” ท่านพ่อถามจื่อรั่ว
“ข้างในมีแต่กลิ่นเื ท่านอ๋องแพ้เืรออยู่ข้างนอกก่อนดีกว่าเพคะ รอพวกนางกำนัลทำความสะอาดเสร็จค่อยเข้าไปก็ยังไม่สาย” เถียนซี มองหน้าตาแก่ที่ยังซีดเซียวเล็กน้อยก็เดินเข้าไปหา
“ตาแก่เอ๊ย~จะมีน้องให้ข้าทั้งทียังมีได้แต่ลูกสาว”
“เ้าเด็กดื้อ! รีบไปก่อนที่ข้าจะมีแรงลุกขึ้นมาตีเ้าจะดีกว่า” ตาแก่โบกมือไล่เขา ยังไม่ทันไรหญิงทำคลอดก็อุ้มทารกออกมาจากด้านใน
“ยินดีกับท่านอ๋องที่ได้ท่านหญิงตัวน้อยเพคะ” หญิงทำคลอดชราส่งห่อผ้าให้ท่านพ่อรับไปอุ้ม เถียนซีก้มลงดูเด็กน้อยตัวแดงหน้าตายับย่นที่ขยับตัวอยู่ในห่อผ้าแล้วอดรู้สึกว่านางน่ารักเหลือเกิน
“น้องสาว...ข้าเป็พี่เ้านะ” เถียนซีก้มลงเอานิ้วลูบแก้มนางอย่างเบามือ ผิวนางบอบบางทั้งอ่อนนุ่มยิ่งนัก
“...ผิงซี...ข้าจะตั้งชื่อน้องเ้าว่าผิงซี...”
เถียนซีเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าของท่านพ่อ เห็นอีกฝ่ายน้ำตาคลอก็รู้สึกบอกไม่ถูก ชาติที่แล้วเขาไม่มีน้องคนอื่นนอกจากหลินฟางนังหญิงน่าตายนั่น ชาตินี้เขามีคนทั้งพ่อและแม่ ทั้งยังมีน้องสาวอีกด้วย
“เ้าอุ้มน้องให้พ่อก่อน...พ่อจะเข้าไปดูแม่เ้า...ข้าเข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่?” ท่านพ่อหันไปถามหญิงทำคลอด
“เข้าไปได้แล้วเพคะ”
“ตกรางวัลหมอจื่อลู่และหญิงทำคลอดคนละ 50 ตำลึงทอง และข้ารับใช้จวนอ๋องทุกคนคนละ 10 ตำลึง”
“ขอบพระทัยจิ้นอ๋อง” เสียงตอบรับของเหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ดังขึ้นพร้อมกับเงาหลังไวๆ ของตาแก่ที่ผลุบหายเข้าไปในห้องทำคลอด
“โม่โฉวดูสิ! น้องสาวของข้าล่ะ” เถียนซีพยายามอุ้มทารกอย่างระวังแล้วชวนให้โม่โฉวเข้ามาดูใกล้ๆ
ชาติก่อนตอนที่เขาตั้งท้องกลับไม่เคยมีโอกาสได้คลอดเืเนื้อเชื้อไขของตัวเองออกมาเช่นนี้ เขาอดรู้สึกเสียดายไม่ได้
“เหมือนหัวมันหวาน...ทั้งเล็กทั้งแดง” โม่โฉวกล่าว
“เด็กแรกคลอดก็ตัวเล็กอย่างนี้แหละ” จื่อรั่วแย่งพูด
“ตัวเล็กอะไร...ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวใหญ่อย่างนี้จะนอนกลิ้งอยู่ในท้องหวังเฟยได้ตั้ง 9 เดือน ข้าชักไม่อยากโตแล้วสิ” หลี่ไป๋เปรย
“ก็ไม่แน่ว่าเ้าโตไปแล้วจะมีคนอยากแต่งกับเ้านี่” เถียนซีแขวะ
“เ้า!! เ้าว่าต่อไปข้าจะขายไม่ออกรึ!” หลี่ไป๋ร้องลั่น
“ก็ถ้ายังมีนิสัยชวนตีแบบนี้อยู่ก็ไม่แน่” เถียนซีแกล้งเย้า
“ข้าก็แค่ทำแบบเ้าไง! เลี้ยงผู้ชายไว้รอโตค่อยแต่งเข้า...อันที่จริงข้าก็เล็งโม่โฉวมาก่อนจะพบเ้าเสียอีก” เถียนซีหันไปส่งน้องสาวให้จื่อรั่วอุ้มแล้วถลกแขนเสื้อ
“ไหนเ้าพูดอีกทีสิว่าเล็งใครไว้ ดูสิว่าข้าจะตีปากเ้าหรือไม่!”
“กรี๊ดดดด!” เถียนซีไล่ตีหลี่ไป๋ไปรอบๆ ลานด้านหน้าจนตาแก่ต้องออกมาไล่ให้พวกเขาไปเล่นไกลๆ เพื่อให้ท่านแม่ได้พักผ่อน
หลังจากที่เด็กๆ สลายตัว โม่โฉวที่ติดตามอยู่ด้านหลังเขาไม่ห่างก็ยิ้มให้จนเถียนซีรู้สึกแปลกใจ
“เ้ายิ้มอะไรหรือ?”
“โม่โฉวจะพยายามนะ”
“ห๊ะ?” เถียนซีย่นคิ้ว ไม่เข้าใจว่าโม่โฉวหมายถึงอะไรกันแน่
.............................................................
อาเถียนเป็คนจิตใจดี และมักจะใจอ่อนกับคนใกล้ตัวมากที่สุด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่อาเถียนจะเสียใจเมื่อรู้ความจริงว่าจื่อรั่วใช้ตัวเองทดสอบพิษ โม่โฉวเข้าไปปลอบอาเถียน ก่อนจะกลับไปหาจื่อรั่วและรับปากว่า เวลา้าทดสอบพิษจะช่วยหาคนมาทดสอบให้
โม่โฉวรู้ว่างานราชการของท่านอ๋องนั้นมีมาก ส่วนใหญ่นั้นมาจากพวกนายอำเภอที่รับการร้องเรียนมาจากชาวบ้าน ซึ่งคดีส่วนใหญ่เป็คดีขโมยของและลักทรัพย์ทั่วไป ส่วนคดีใหญ่ๆ เช่นฆ่าคนตายนั้นท่านอ๋องเป็ผู้พิจารณาด้วยตัวเอง
และเพราะท่านอ๋องรับผิดชอบด้านกระบวนการยุติธรรมและงานราชทัณฑ์ทำให้มีการสอบสวนนักโทษ บางคนปากหนักก็ต้องบังคับให้สารภาพ จะลงทัณฑ์หนักไปก็ไม่ได้
โม่โฉวอาศัยช่องว่างตรงนี้เข้าไปเสนอวิธีลงทัณฑ์ด้วยการทดสอบยาพิษของจื่อรั่ว ท่านอ๋องเองจะได้ลดการลงทัณฑ์ลง ต่อให้ตายก็แทบจับไม่ได้ว่าตายเพราะอะไร จื่อรั่วเองก็สามารถสังเกตพฤติกรรมของคนถูกพิษได้ ทุกฝ่ายล้วนได้ประโยชน์ ท่านอ๋องจึงให้พวกเขาใช้วิธีนี้ลงโทษนักโทษคดีร้ายแรงและต้องอยู่ในความดูแลของผู้คุมนักโทษเพื่อความปลอดภัย
ระหว่างที่โม่โฉวกำลังดีใจที่สามารถคลี่คลายปัญหาให้อาเถียนได้ จื่อรั่วก็เข้ามาทำลายความสุขของโม่โฉว เมื่อวันหนึ่งโม่โฉวบอกกับจื่อรั่วว่าโตขึ้นจะแต่งเข้าจวน อาเถียนกับเขาจะได้เป็เหมือนท่านอ๋องและหวังเฟย
“เ้าคิดจริงๆ หรือว่าท่านอ๋องจะยกเถียนซีให้เ้า คราวก่อนที่ท่านอ๋องได้ยินเ้าพูดพล่อยๆ แบบนั้นยังถูกลากไปตีเกือบตาย” โม่โฉวได้ยินจื่อ รั่วกล่าวก็รีบหันไปแย้ง
“ท่านอ๋องไม่ได้ตีโม่โฉว...ท่านอ๋องประลองกับโม่โฉว!” เขาเถียง
“เ้าจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าท่านอ๋องแค่ประมือกับเ้าก็ได้ แต่เ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าตัวเองไม่มีสถานะทางสังคมอะไรไปสู้เถียนซีได้เลย”
“สถานะทางสังคม?” โม่โฉวย่นคิ้ว
“สถานะทางสังคมก็คือ พ่อแม่เ้าไง พ่อแม่ของเ้าเป็ใคร? เ้าเป็บุตรของใคร? อยู่ชนชั้นใด? พ่อของเถียนซีเป็ถึงจิ้นอ๋อง มีแม่เป็หวังเฟย แล้วเ้าคิดว่าเ้าคู่ควรกับเถียนซีหรือ?” จื่อรั่วอธิบาย โม่โฉวถึงกับนิ่วหน้า
โม่โฉวจำแม่ของตัวเองได้ แม่ของโม่โฉวเป็หญิงนอกเผ่าที่งดงามคนหนึ่ง ส่วนพ่อจะใช่ใต้เท้าเซี่ยงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แม้จะเคยแอบกลับไปดูที่ตระกูลเซี่ยงเพื่อดูหน้าใต้เท้าเซี่ยง แต่ก็ไม่เห็นว่าใต้เท้าเซี่ยงกับพวกพี่ชายที่บ้านเดิมจะหน้าตาเหมือนเขาสักคน เพราะฉะนั้นสถานะทางสังคมของโม่โฉวนั้นคลุมเครือมาก
“งั้นโม่โฉวจะหาพ่อใหม่แม่ใหม่ที่สถานะทางสังคมสูงๆ”
จื่อรั่วได้ยินคำตอบของโม่โฉวก็ได้แต่อ้าปากค้าง คนเราแค่คิดจะหาพ่อใหม่แม่ใหม่ก็พูดเอาง่ายๆ แบบนี้น่ะหรือ?
“งั้นมาพูดถึงตำแหน่งบ้าง เ้ามีตำแหน่งหรือไม่? เถียนซีแม้จะเป็ิ แต่ก็มีตำแหน่งเป็ถึงตัวหลัวเป้ยเล่อ เป็เชื้อพระวงศ์ลำดับสาม ต่อให้เป็แค่ตำแหน่งลอยๆ ไม่มีงานจริงๆ ก็ยังนับว่ามีคนเกรงใจ จะทำอะไรยังต้องไว้หน้า 3 ส่วน เ้าใหญ่โตขนาดนั้นได้หรือไม่เล่า?” จื่อรั่วเชิดหน้าถาม
“ได้! โม่โฉวจะหาตำแหน่งใหญ่ๆ จะเป็ขุนนางฝ่ายบู๊ เอาให้ใหญ่จนท่านอ๋องยังต้องเกรงใจเลยด้วย!” จื่อรั่วอ้าปากค้างอีกครั้ง
“แต่ในเมื่อตอนนี้เ้าไม่มีตำแหน่ง ก็ย่อมไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ แปลว่าเ้าไม่ได้รวย เถียนซียังรู้จักทำมาหากิน คิดเปิดร้านขายยา ตอนนี้เ้ามีแต่ตัวจะเลี้ยงดูเถียนซีอย่างไร? หรือจะรอให้เถียนซีมาเลี้ยงดูเ้า แต่งเ้าเข้าบ้านก็คือหาเลี้ยงเ้า เ้าพอใจอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่พอใจ!! โม่โฉวจะเป็ฝ่ายเลี้ยงดูอาเถียนเอง! จะต้องแต่งอาเถียนเข้ามา ไม่แต่งออกเด็ดขาด! ”
“ใช่! ลูกผู้ชายอกสามศอกต้องพึ่งพาได้เช่นนี้! ” จื่อรั่วกล่าวเสียงดังแล้วตบไหล่โม่โฉว
“ทีนี้ก็มาพูดถึงความเก่งกาจ เถียนซีเรียนหนังสือกับอาจารย์หลายแขนง ทั้งพิณ กาพย์ กลอน หมากล้อม วาดภาพล้วนทำเป็หมดทุกอย่าง แล้วเ้าล่ะ เก่งด้านใดบ้าง?”
“โม่โฉวต่อสู้เก่ง ธนู ทวน ดาบ หน้าไม้ ง้าว กระบอง ขวานโม่โฉวใช้เป็หมด” โม่โฉวกล่าวอย่างภูมิใจ
“แต่ข้ายังเห็นตอนประเมินผล เ้าสู้ท่านอ๋องไม่ได้สักที” โม่โฉวเห็นด้วยกับจื่อรั่วในข้อนี้ พละกำลังโม่โฉวนับว่ายังด้อยกว่าท่านอ๋อง และขนาดสระรีระความสูงก็ต่างกัน แต่ถ้าใช้แผนนิดหน่อยโม่โฉวก็ใช่ว่าเอาชนะไม่ได้
“ได้! ต่อไปโม่โฉวจะตีจนท่านอ๋องลุกไม่ขึ้น”
จื่อรั่วอ้าปากกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ยินโม่โฉวกล่าว
“เ้าน่ะมีดีอยู่อย่างเดียวก็คือเื่หน้าตา วันหน้าคิดจะมีลูกกับเถียนซีข้าก็ไม่ห่วงสักนิดว่าลูกเ้าจะอัปลักษณ์ แต่ต้องดูแลหน้าตาตัวเองให้ดีๆ คิดจะเป็ขุนนางฝ่ายบู๊ก็ยิ่งต้องระวังเื่ถูกโจมตีที่โฉมหน้า ส่วนอื่นไม่เป็ไรอย่าแตะหน้าตาเด็ดขาด”
“อื้ม!” โม่โฉวพยักหน้า จากนั้นก็รีบวิ่งไปหาอาเถียนของเขา
โม่โฉวอยากอยู่กับอาเถียนเหมือนท่านอ๋องกับหวังเฟย อยากมีหัวมันน้อยสีแดงแบบหวังเฟยกับท่านอ๋อง
“เป็อะไรหรือ? มองหน้าข้าแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่”
“โม่โฉวจะพยายามนะ”
“ห๊ะ?” เถียนซีย่นคิ้วไม่เข้าใจ
มีเพียงโม่โฉวที่เข้าใจ โม่โฉวจะพยายามหาพ่อแม่ใหม่ที่ท่านอ๋องยังต้องเกรงใจ จะพยายามเป็ขุนนางบู๊ยศสูงๆ แต่งอาเถียนเข้าบ้าน หาเลี้ยงอาเถียนให้ดีๆ แล้วก็มีหัวมันน้อยสีแดงหลายๆ หัว
-----------------------------------------
To Be Con
เถียนซีรักพวกพ้องมากนะคะ เพราะในชาติที่แล้วตัวคนเดียวมาตลอด
พอมาชาตินี้มีพร้อมทั้งครอบครัวและพวกพ้องจึงรู้สึกว่าคนข้างกายนั้นสำคัญกับตัวเองแค่ไหน
แถมตอนนี้แต่ละคนยังวางแผนเพื่อนาคตของตัวเองอีก ในอนาคต 3 แสบยังคงแสบเช่นเดิม
นามิ