รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเมี่ยวจางหายไป ทางอานลู่โหวฮูหยินเชื้อเชิญมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่มีเรื่องดีแน่นอน เมื่อวานนางเพิ่งถูกว่านกุ้ยเฟยเพิกเฉยในวังวันนี้ถ้าไม่หาโอกาสแก้แค้นกลับมา คงไม่สอดคล้องกับนิสัยของนาง
ที่จริงใคร่ครวญให้ดีแท้จริงแล้วอานลู่โหวฮูหยินก็คับแค้นใจ ข้างนอกเล่าลือกันว่านางกับว่านกุ้ยเฟยสนิทสนมกันมากเพียงใดหลายคนล้วนเงยหน้ามองอิจฉา เท่ากับตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดที่นางจะพูดถึงความน้อยใจกับผู้อื่นอีกทั้งว่านกุ้ยเฟยเบื้องหลังแข็งแกร่ง ซ้ำยังได้รับความโปรดปรานสูงสุดในหกตำหนัก ถ้านางพูดถึงความไม่ดีของว่านกุ้ยเฟยกับผู้อื่นเกรงว่าไม่เพียงแต่ต้องล่วงเกินคนสกุลว่าน แต่สามีที่ไม่ได้เรื่องผู้นั้นของนางคงไม่ยอมปล่อยนางไปอีกทั้งคนที่ฟังนางพูดได้ในจวนเกรงว่ามีไม่กี่คน เมื่อวานเสียหน้าเช่นนั้นต่อหน้าฉีเมี่ยวกับไป๋ซีอวิ๋นนางไหนเลยจะข่มกลั้นอารมณ์นี้ได้
“ในเมื่อแม่สามีมีเรื่อง ข้าย่อมต้องไป” ลุกขึ้นยืนและมองทางห้องนอนแวบหนึ่ง
วันนี้ตื่นแต่เช้านางกับท่านหมอหลี่ปรึกษาหารือเปลี่ยนสมุนไพรสองชนิดในยาไป๋ซีอวิ๋น ในนั้นมีผลไม้ห้ารสซึ่งมีสรรพคุณในการผ่อนคลายอีกทั้งนางเติมเลือดลงไปในนั้น ไม่รู้ว่าฤทธิ์ยาที่เริ่มใช้วันนี้แรงเกินไป หรือเลือดของนางส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ไป๋ซีอวิ๋นเพิ่งกินข้าวก็ไปงีบหลับ
“พวกเจ้ารับใช้ให้ทั่วถึง อย่ารบกวนซื่อจื่อ ตามกฎข้าก็ควรไปคำนับเย็นอานลู่โหวฮูหยินกับเหล่าไท่จวินถ้าไม่โผล่หน้าไปก็นับว่าเสียกฎเกณฑ์จริงๆ”
“ถ้าฮูหยินต้องไป เช่นนั้นบ่าวไปกับท่าน”อวี้เหลียนเป็นฝ่ายเริ่มประคองแขนของฉีเมี่ยว
ฉีเมี่ยวพยักหน้าในหมู่สาวใช้ทั้งสี่คนอวี้เหลียนมีวรยุทธ์ดีที่สุด มีนางอยู่ข้างกาย ดีร้ายก็วางใจได้หน่อย
ก่อนออกไปข้างนอกฉีเมี่ยวไปเปลี่ยนเป็นชุดเสื้อกั๊กยาวผ้าปักลายสีแดงกุหลาบคอป้ายเก็บเอว คู่กับกระโปรงปักด้ายสีแดงเงินผมยาวรวบเป็นมวยผมลวกๆ ปักปิ่นดอกไม้ทับทิมเมื่อวาน ไม่แต่งหน้าแต่งตาแล้วจึงออกไปข้างนอกนั่งเกี้ยวไม้ไผ่เล็กหน้าประตูเรือนชิ่นหยวน
จางซื่อเริ่มอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เข้าวังเมื่อวานถูกเพิกเฉยก็ช่างเถอะ ภายหลังนางยังถูกว่านกุ้ยเฟยเรียกเข้าไป ‘ชี้แนะ’ สักพัก ในใจจึงโกรธมากยิ่งขึ้น ไป๋หย่งชุนเฒ่าไม่ได้เรื่องผู้นั้นก็ยังถูกใจลูกสะใภ้ของตน
บัดนี้นางเห็นฉีเมี่ยวเป็นเพียงนางปีศาจจิ้งจอกทำให้บุรุษสองคนลุ่มหลงจนสติไม่อยู่กับตัว แทบอยากจับตัวนางมากินเนื้อดื่มเลือดทันทีถึงแก้ความแค้นได้!
ไม่นานคนรับใช้ข้างกายได้เข้ามารายงาน “ซื่อจื่อฮูหยินมาถึงแล้ว”
จางซื่อรีบทำสีหน้าจริงจังสั่งอย่างเย็นชา “ให้นางเข้ามา”บัดนี้เป็นถิ่นของนาง นางไม่เชื่อว่านางปีศาจจิ้งจอกน้อยผู้นั้นยังก่อเกิดคลื่นลมใหญ่ได้!
ไม่นานฉีเมี่ยวเข้าประตูมาโดยมีสาวใช้อยู่ฝั่งหนึ่งเลิกม่านไข่มุกบนม่านฉลุให้นาง
แสงแดดส่องเข้ามาจากบานหน้าต่างซึ่งติดด้วยกระดาษเกาลี่ที่เปิดกว้างเมื่อนางเข้าประตู ปิ่นดอกไม้ทับทิมที่ปักเฉียงบนศีรษะถูกสะท้อนส่องแสงสว่างไสว นางสวมชุดสีแดงหน้าตาเพริศแพร้วอยู่แล้วก็ยังเพิ่มสีสันไม่น้อย แต่งกายเช่นนี้ สอดคล้องกับมาตรฐานของสะใภ้ใหม่แต่ไม่เข้าตาอานลู่โหวฮูหยินจริงๆ
นางอายุมากขึ้นแล้วไม่มีความมั่นใจที่จะไปประชันความงามกับพวกเด็กสาวอีก ไป๋หย่งชุนลุ่มหลงใบหน้านี้ แต่นางกลับทำอะไรไม่ได้เพียงคิดว่าสามีจะทำเรื่องสกปรกขั้นนั้น ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นจริงๆ ไม่สู้นางวิ่งชนกำแพงตายให้สิ้นเรื่อง
“เจ้าแต่งตัวสวยสดงดงามให้ผู้ใดดู!”ถ้วยชาข้างมือถูกขว้างไปตรงเท้าของฉีเมี่ยว เสียงเครื่องลายครามแตกแหลมคมเสียดหู ชาครึ่งถ้วยในนั้นกระจายบนพื้นแทบจะกระเซ็นมาถึงชายกระโปรงของนาง
ฉีเมี่ยวมีสีหน้าปกติอมยิ้มอ่อนโยนทำความเคารพ “คำนับอานลู่โหวฮูหยิน ผู้ใดยั่วให้ท่านไม่พอใจ เหตุใดโมโหถึงเพียงนี้อากาศร้อนอบอ้าวมากขึ้นทุกวัน ดีร้ายท่านก็ต้องระวังสุขภาพ เดือดดาลเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี”
“นี่เจ้าสาปแช่งให้ข้าป่วยสินะ” จางซื่อยิ้มเยาะ “นึกว่าข้าไม่รู้ความคิดเล็กน้อยของเจ้า?งั้นเจ้าก็คิดผิด! เมื่อได้ยินว่าต้องมาเรือนจินเซียง เจ้าก็แต่งตัวฉูดฉาดหรูหราเช่นนี้ทันทีเจ้าอยากให้ผู้ใดดูกันแน่ รู้ว่าผู้ใดอยู่ที่นี่ หรือหวังให้ผู้ใดอยู่ที่นี่? ว่านกุ้ยเฟยมีพระทัยแห่งพระโพธิสัตว์ น้ำพระทัยดีงาม ย่อมมองพิรุธและความคิดเล็กน้อยของเจ้าไม่ออกแต่ข้ามองออก! เห็นได้ชัดว่าเจ้ากำลังคิดว่าหากซื่อจื่อตายแล้วจะสบายใจอย่างไรหาทางถอยให้ตนเองอย่างไร!”
ฉีเมี่ยวไม่ใช่คนอดทนอดกลั้นแม้นางได้รับการสั่งสอนได้รับการฝึกฝนให้ควบคุมอารมณ์ แต่ไม่ใช่คนที่อดทนให้คนนอกพาลหาเรื่องในเมื่อจางซื่อพูดจาน่าเกลียดเช่นนี้ต่อหน้า นางไหนเลยยังต้องแสดงละครแม่เมตตาลูกกตัญญูต่อไป
“อานลู่โหวฮูหยินช่างน่าสนใจจริงๆ ท่านอยู่เรือนในนานเกินไปใช่หรือไม่ เริ่มมองผู้ใดก็เหมือนศัตรูต่อให้ชราแล้วความสวยโรยราจนรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ก็จะโยนเรื่องสกปรกให้คนในครอบครัวของตนไม่ได้กระมัง” ฉีเมี่ยวน้ำเสียงยังคงอ่อนโยน แต่ทุกประโยคสำหรับอานลู่โหวฮูหยินล้วนเป็นคำพูดแทงใจดำ
นางอยู่เรือนในนานเกินไปจริงๆในเมืองหลวงไม่มีสหาย คบ ‘สหายสนิท’เพียงหนึ่งเดียวยังต้องเป็นฝ่ายถูกกระทำ ซ้ำอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนิทสนมกับนางจริง พึ่งใบบุญของสหายสนิทผู้นี้สตรีสูงศักดิ์พวกนั้นที่นางรู้จักบางคนรักษาระยะห่างกับนาง บางคนประจบสุดกำลัง เดี๋ยวก็ขอให้นางทำเรื่องบางอย่างหรือหวังใช้ประโยชน์จากนางเพื่อกราบทูลว่านกุ้ยเฟย นางกับว่านกุ้ยเฟยไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีเช่นนั้นจริงๆดังนั้นนางจึงไม่อาจช่วยเรื่องของคนพวกนี้ได้เลยสักคน เวลาผ่านไปนาน ทุกคนเพียงพูดว่านางเป็นคนสันโดษเอาแต่ใจเห็นแก่ตัวทั้งเป็นคนหัวสูงไม่อาจสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง
นางชราแล้วความสวยโรยราจริงๆทว่าต่อให้ยามนั้นยังสาวยังสวย ไป๋หย่งชุนก็ไม่ได้ลุ่มหลงนาง ยังคงมองหาสตรีอื่นต่อไป
แต่ต่อให้นางชราเพียงใดถึงอย่างไรกาลเวลาหรือจะเคยปราณีผู้ใด ฉีเมี่ยวยังสาวยังสวยยุ่งเกี่ยวได้ยาก ทว่านางไม่เชื่อว่าเมื่ออายุมากขึ้นแล้วนางจะควบคุมสตรีผู้นี้ไม่ได้!
“หญิงคณิกาน้อย เจ้าช่างความคิดชั่วร้ายเสียจริง!”
“ข้าชั่วร้ายที่ใด”ฉีเมี่ยวเห็นจางซื่อทำท่าทางนี้คงไม่ให้นางนั่งลงแน่นอน จึงเดินไปนั่งลงด้วยตนเองบนเก้าอี้พนักพิงโค้งข้างม่านฉลุที่อยู่ห่างจากจางซื่อมากที่สุดและอยู่ใกล้ประตูที่สุด
“ในเมื่อวันนี้ท่านพูดชัดเจนเช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าวันหน้าแม้แต่ละครมารดาเมตตาบุตรกตัญญูก็ยังไม่อยากเล่นย่อมไม่สนใจว่าคนข้างนอกจะวิพากษ์วิจารณ์ท่านกับในจวนอย่างไร ส่วนข้าก็เป็นพวกไม่สนใจชื่อเสียงพอดีดังนั้นข้าก็บอกท่านได้เลย ท่านไม่ชอบข้า ข้าก็เกลียดชังท่าน ในเมื่อสองฝ่ายเกลียดชังซึ่งกันและกันเหตุใดไม่อยู่อย่างต่างคนต่างสงบสุข ต่างคนต่างใช้ชีวิตล่ะ”
“เจ้า!” จางซื่อทุบโต๊ะลุกขึ้น ขึงตาใส่ฉีเมี่ยว สตรีผู้นี้มีสมองอย่างไรกันแน่กล้าพูดว่าเกลียดนางต่อหน้านางเช่นนี้ อีกทั้งยังไม่ได้โกรธแต่อย่างใด เพียงใช้น้ำเสียงที่เหมือนบอกนางว่าอะไรไม่อร่อยเช่นนั้นมาพูดว่าเกลียดชังนาง?!
นางทำเรื่องเช่นนี้ได้ถ้าไม่ใช่ไร้เดียงสาถึงขีดสุดก็แผนการลึกซึ้งถึงขีดสุด มีแผนรับมืออื่นแล้ว
“อานลู่โหวฮูหยินอย่าโกรธ ร่างกายเป็นของตัวท่านเอง ถ้าโกรธจนล้มป่วยขึ้นมายังมีผู้ใดมาได้รับความทุกข์ทรมานแทนท่านได้”
จางซื่ออยากข่วนหน้าตาน่าชังนี้ของนางให้ลายพร้อยเสียจริง
“ไม่รบกวนเจ้าคิดหนัก ต่อให้นางปีศาจจิ้งจอกเช่นเจ้าตายแล้วข้าก็ยังตายไม่ได้สาวใช้ ไปเตรียมน้ำหน่อย ข้าจะล้างมือล้างหน้า”จางซื่อสั่งสาวใช้ข้างนอกเตรียมน้ำด้วยเสียงดังขุ่นเคือง จากนั้นยิ้มเยาะ “ฉีซื่อ ยังไม่มาปรนนิบัติข้าล้างหน้า”
ลูกสะใภ้ปรนนิบัติพ่อแม่สามีเป็นเรื่องมีเหตุมีผลถ้าเป็นยามที่จางซื่อต้องการคนรับใช้จริงๆ ฉีเมี่ยวก็คงไม่นิ่งดูดาย เพียงแต่บัดนี้จางซื่อกำลังโมโหแสดงความรังเกียจนางอย่างเปิดเผย บัดนี้กลับมาเรียกใช้นาง นางไหนเลยจะทนรับอารมณ์เช่นนี้ได้
“อานลู่โหวฮูหยินไว้ใจข้าเช่นนี้ ข้าได้แต่เชื่อฟัง ท่านรอก่อน ข้าถือน้ำมาให้ท่าน”
ฉีเมี่ยวลุกขึ้นยืนเดินไปห้องข้างนอกอย่างสง่างาม ก็เห็นสาวใช้กำลังหิ้วกาทองเหลืองเทน้ำใส่ในอ่างทองเหลืองบนชั้นวางอ่างล้างหน้าแม้อยู่ในช่วงใกล้ถึงฤดูร้อน นางยังเห็นไอน้ำสีขาวพวยพุ่งเหนืออ่าง
อ่างทองแดงนำความร้อนกว่าอ่างไม้น้ำร้อนถึงเพียงนี้ซ้ำยังเทจนเต็มอ่าง ถ้านางถือไปไม่ใช่เหนื่อยตายก็ต้องถูกลวก
ฉีเมี่ยวเดินเข้ามาช้าๆพูดว่า “นี่พวกเจ้าทำอะไร”
สาวใช้ย่อมอยู่ฝ่ายเดียวกับจางซื่อท่าทีที่มีต่อฉีเมี่ยวย่อมมองข้ามยิ่งนัก กลอกตาขาวใส่นางก่อนถึงพูดว่า “นี่ซื่อจื่อฮูหยินยังมองไม่เห็น? หรือว่าเป็นโรคตา? พวกเรากำลังเตรียมน้ำล้างมือล้างหน้าให้อานลู่โหวฮูหยินอย่างไรเล่า” พูดแล้ววางกาทองเหลืองที่เทน้ำเกือบว่างเปล่า ชี้น้ำร้อนเต็มอ่างนั้น “ซื่อจื่อฮูหยินมีเวลามาโต้เถียงอยู่ที่นี่ ไม่สู้ส่งน้ำไปให้ฮูหยิน”
ฉีเมี่ยวยิ้มแย้มจากนั้นพูดว่า “วันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตา ผสมน้ำล้างมือล้างหน้าให้เจ้านายกลับเทน้ำเดือดทั้งกาลงไป น้ำนี้ข้าถือไป เจ้าคิดจะลอกหนังฮูหยินของเจ้าหรือคิดจะรับใช้นางล้างหน้า?”
เมื่อพูดเช่นนี้สาวใช้ก็รู้สึกว่าทำเช่นนี้ชัดเจนเกินไป
ห้องด้านในแว่วเสียงของจางซื่อ“แค่ผสมน้ำยังช้าถึงเพียงนี้?!”
ฉีเมี่ยวยิ้มพูด“มาแล้ว เมื่อครู่จับตัวสาวใช้ที่คิดจะทำร้ายเจ้านายได้ผสมน้ำเดือดลงในน้ำล้างหน้าของท่าน เช่นนี้พฤติกรรมแย่ไม่ใช่หรือ ข้าก็คงไม่ทำอะไรมากเพียงลงโทษสาวใช้ผู้นี้ใช้น้ำนั้นล้างมือล้างหน้าตนเองก็พอแล้ว”
นี่ยังเรียกว่าไม่ทำอะไรมาก
จางซื่อไม่ได้คาดคิดถึงการตอบสนองของฉีเมี่ยวไม่นึกว่านางจะเฉลียวฉลาดเช่นนี้ ในความทรงจำ ฉีเมี่ยวงดงามบอบบางอ่อนโยน คล้ายเป็นคนที่พูดคุยเสียงดังไม่เป็นด้วยซ้ำวันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตาถึงที่สุด ภายใต้เปลือกนอกที่นุ่มนวลไม่เป็นอันตรายนี้ยังมีจิตใจชั่วร้ายของนางซ่อนอยู่
แต่ละประโยคที่นางเอ่ยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนเด็กแต่ทุกคำพูดล้วนแทงใจดำ
สาวใช้ที่สั่งผสมน้ำเมื่อครู่ที่จริงนางเองเป็นคนสั่งให้ทำเรื่องเล็กเพียงนี้ ไม่นึกว่าทำให้ฉีเมี่ยวมองออก
อวี้เหลียนที่นิ่งเงียบอยู่ข้างๆนานแล้วเห็นเข้า คว้าสาวใช้นางนั้นไว้ทันที ดึงนางไปล้างมือ กัดฟันอมยิ้มพูดว่า “ซื่อจื่อฮูหยินบอกว่าน้ำนี้ดี ในเมื่อเจ้าเป็นคนเตรียมให้อานลู่โหวฮูหยินใช้งั้นย่อมต้องให้เจ้าเสพสุขก่อนสักหน่อย”
นางเป็นผู้ฝึกยุทธ์แม้ท่าทางเหมือนสตรีอ่อนแอ ถึงอย่างไรก็เก่งกว่าสตรีทั่วไปหน่อย แรงก็เยอะ เมื่อครู่สาวใช้นางนั้นยังพูดจาไร้มารยาทคราวนี้ได้แต่เจ็บจนกรีดร้องเสียงดัง
เดิมทีน้ำในอ่างจะทำร้ายผู้อื่นบัดนี้กลับถูกสองมือของนางจุ่มลงไป บนนิ้วเกิดตุ่มน้ำอย่างรวดเร็ว
จางซื่อเห็นสาวใช้คนสนิทของตนถูกสาวใช้หน้าตาธรรมดานางนั้นที่ฉีเมี่ยวพามาบังคับไปล้างมือจึงถลันมายกมือจะตบหน้าฉีเมี่ยว “เจ้านี่มันหญิงสารเลว! หญิงแพศยา นางปีศาจจิ้งจอกกลับชาติมาเกิด!”