ยามรุ่งอรุณท้องนภางดงามชวนฝัน แสงอ่อนๆ ประภากรสาดส่องทั่วพื้นดินเป็ประกาย ทว่ามิอาจสู้รัศมีเปล่งปลั่ง ของสตรีผู้หนึ่งซึ่งอยู่ด้านหน้าได้
บุรุษหนุ่มรูปงามสติล่องลอยยิ้มอ่อนให้ภาพข้างหน้าอยู่ครู่หนึ่ง จะมีสตรีใดที่กล้าหาญต่อปากต่อคำกับพ่อค้าในตลาด เพราะมิพึงพอใจในราคาสินค้ากัน คงจะมีแค่คนผู้นี้เท่านั้น หากเป็คนอื่นคงยอมควักเงินออกจ่ายอย่างง่ายดาย โดยไม่ลังเล
“รูปโฉมงดงามดูมีชาติตระกูลเช่นนี้ ทำไมแม่นางถึงได้ต่อรองราคาสินค้าเล็กๆ ชิ้นเดียวให้เสียเวลากันเล่า?” กัวอี้เฉินเดินเข้าไปเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย ชายรูปงามเอนเอียงคอถามอย่างไร้มายา หญิงใดเล่าจะไม่ตกหลุมพราง
“ข้าเห็นว่าเถ้าแก่ร้านนี้จะคิดราคาเกินไปมากก็เท่านั้น ซึ่งมันไม่ยุติธรรมกับผู้ซื้อ”
“เ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?”อี้เฉินยื่นใบหน้าคมคายประชิดใกล้ จ้องมองั์ตาอันนอบน้อม หลี่เป่าเป้ยซึ่งเผชิญหน้าได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ พลันหลบสายตาพร้อมเดินหนีไป
เขาไม่ลดละความมุมานะหญิงต้องตาต้องใจ รุดเดินตามไปในทันที
“แม่นางชื่ออะไร มาจากสกุลใดกัน” อี้เฉินเดินตามไปถามไป
“ถามถึงชื่อแซ่มากมายเช่นนี้เ้าจะมาสู่ขอข้าหรืออย่างไร”
“หากข้าทำจริงเ้าจะรับข้าเป็สามีหรือไม่?”คำตอบโดยไม่ลังเลของอี้เฉิน ทำเอาเป่าเป้ยชะงัก แต่เพื่อจะกลบเกลื่อนความเขินอาย นางยังคงเดินต่อไป
“ข้าชื่อเป่าเป้ย แซ่หลี่” จบคำพูดนางยิ่งรีบเร่งฝีเท้ารวดเร็วกว่าเดิม ใบหน้าระเรื่อแต่งแต้มด้วยสีสันของคนทั้งสองปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ
เกรงว่าหนุ่มรูปงามผู้นี้จะตกหลุมพรางหญิงสกุลหลี่เสียแล้ว
ซึ่งมิน้อยหน้าไปกว่าหญิงสาวผู้เอื้อนเอ่ยบอกชื่อแซ่โดยมิเคอะเขิน ดวงกมลใต้อกข้างซ้ายของนางเต้นรัวๆ มิเป็จังหวะจนยากจะควบคุมได้
“ข้าอี้เฉิน กัวอี้เฉิน” ชายหนุ่มผู้เดินตามหลังไปไม่ทัน ะโจนสุดเสียง ทั้งที่เดินอยู่ท่ามกลางตลาด โดยไม่สนใจสิ่งรอบกาย นอกจากหญิงสาวผู้อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ทุกๆ วัน อี้เฉินจะมารออยู่ด้านหน้าประตูจวน เพื่อรอพบหน้าแม่นางตระกูลหลี่ เพียงได้พบเจอสักชั่วครู่ จิตใจห่อเหี่ยวก็กลับมาเบิกบาน
ความรู้สึกที่มีให้ ย่อมมากขึ้นทุกที ครานั้นจึงได้ตัดสินใจพูดคุยถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย จนกระทั่งถามไถ่เื่การแต่งงาน
“ไยเ้ามายืนชะเง้อคอรอทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือไร” สตรีผู้งดงามมาเยือนด้านหน้าประตู ถามไถ่ผู้รอ และเขาก็ตอบทันที
“เบื่อสิ”
“….”
“ข้าเบื่อที่จะต้องอดทนรอแล้ว วันนี้ข้าอยากถามเ้า ว่าเ้ามีความรู้สึกอย่างไรต่อข้า” อี้เฉินเบื่อจะอดทนรอวันแล้ววันเล่าโดยมิรู้ความรู้สึกอีกฝ่าย บัดนี้ใจผู้รอใช้ความกล้าหาญนำพาเพื่อหาคำตอบ
สตรีเบื้องหน้าเอียงคอถามย้ำหยั่งเชิง
“เ้าหมายถึง..?”
“หลี่เป่าเป้ย เ้าชอบข้าหรือไม่?”
“หากว่าสตรีไม่มีใจคงไม่รอจนถึงป่านนี้ สกุลนักรบอย่างบ้านข้า คงไม่ปล่อยให้ผู้ที่สอดแนมทุกวันมาสอดส่องหรอก” คำถามพึงพอใจถูกส่งมาหาคำตอบ ทำเอาสตรีผู้นี้ยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะให้คำตอบด้วยวาจาอ่อนน้อมอย่างสกุลผู้ลากมากดีแต่กระจ่างแจ้ง โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายสงสัย
“เป็เช่นนั้นจริง ข้าจะบอกท่านพ่อท่านแม่มาคุยเื่หมั้นหมายเ้าไว้”
บุรุษหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะหมุนตัวออกไปที่จวนของตน พูดคุยกับพ่อแม่ เื่การหมั้นหมายกับสกุลใหญ่หลี่
“อาเฉิน เ้าอย่าบอกนะว่าหมายถึงบุตรีของท่านแม่ทัพเจี้ยนกั๋ว?...”
“ท่านพ่อข้าชอบพอกับแม่นางหลี่มานาน ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะไปพูดคุยเื่การหมั้นหมาย ไม่เช่นนั้นข้าจะรอให้ผู้อื่นมาโฉบฉวยเอาไปน่ะหรือ”
“ข้าไม่ได้จะขัดขวางเ้า แต่หากว่าก็ว่าพวกเรายังเป็ตระกูลเล็กๆ ”
“…”
“หากเ้าชอบพอกันจริงข้าก็จะลองเข้าไปพูดคุยดูแล้วกัน” จื่อรั่วรับปากบุตรชาย ทั้งที่ยังกลัดกลุ้มอยู่ในใจคิดไม่ตกเสียที ทันใดนั้น เสียงเล็กๆ ของหญิงมีอายุก็พูดสวนขึ้นอย่างไม่ไตร่ตรอง
“ท่านจะคิดมากทำไม ตระกูลหลี่เป็ตระกูลใหญ่ซะขนาดนั้นไยต้องลังเลไม่รีบคว้าเอาไว้เล่า”
“เ้าอย่าคิดเอาแต่ละโมบโลภมาก! ต้องดูความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายว่าคิดเห็นกันอย่างไร เื่การแต่งงานใช่ว่าจะเป็เื่เล็ก!”
มารดาอี้เฉินผู้ละโมบโลภมากคิดจะเอาแต่ได้ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตัวเองจะรับไม่ไหว
แม้นว่าบุตรทั้งสองจะชอบพอกันโดยใจจริง ก็มิอาจปฏิเสธฐานะ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ของทั้งสองฝั่งได้
ผู้เป็หัวหน้าครอบครัว จึงใช้เวลาครุ่นคิดพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจรับปากบุตรชายไป
ส่วนเื่ผลประโยชน์ ผู้ใดดูก็รู้ว่าเข้าไปแต่งตระกูลใหญ่ จะต้องมีหน้ามีตาอย่างสมเกียรติแน่ แต่อีกฝ่ายคงจะไม่คิดเช่นนี้ การที่ตระกูลเล็กๆ แทบจะไม่มียศศักดิ์อันใดตบแต่งไปก็จะมีคนติฉินนินทา ว่าเกาะชายกระโปรงสตรี เพื่อจะเต้าไต่ขึ้นไปเป็ใหญ่ แถมยังขัดขาตระกูลอื่นๆ ซึ่งหมายปองบุตรีตระกูลหลี่ไว้แล้ว ยิ่งเป็ที่น่าจับตามอง
ทว่าผู้ใดจะสนกันเล่า ผู้เป็ลูกเอ่ยปากขอร้องทั้งที ไยจะต้องใจดำ ลองวัดใจกันสักครั้งคงมิเสียหาย ถึงแม้จะเสียหน้าก็ตามหากโดนปฏิเสธ คงเป็ที่หัวเราะเยาะกันทั่วทั้งเมือง
“ท่านแม่ทัพเจี้ยนกั๋วอยู่รึไม่?” บัดนี้จื่อรั่วก็มาถึงจวนสกุลหลี่ เพื่อเป็การให้เกียรติแก่ตระกูลหลี่จึงพากันมาทั้งครอบครัว
“ท่านเป็ใครหรือ?” ข้ารับใช้เฝ้าหน้าประตูเอ่ยขึ้นถามอย่างไม่รู้ ก่อนสะดุ้งเล็กน้อยแล้วก้มหัวรับผู้ที่เดินมา “นายท่าน!”
“ข้าได้ยินเื่จากเป่าเป้ยแล้ว เข้ามาคุยกันก่อนสิ”หลี่เจี้ยนกั๋วยอมเดินออกมารับที่หน้าประตูเองถือว่าผ่านแล้วไปขั้นหนึ่ง ใบหน้าผู้เป็บิดาก็ดูเอิบอิ่มขึ้นมาทันที หลังได้ยินคำกล่าวเชิญเข้าบ้าน
ห้องโถงรับแขกกว้างใหญ่ดูน่าเกรงขามแต่กลับอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เช่นเดียวกับผู้เป็เ้าบ้านผู้น่าเกรงขามแต่ดูอ่อนน้อมอย่างเห็นได้ชัด
โต๊ะทั้งสองฝั่งถูกหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งเว้นช่องว่างไว้ระยะหนึ่ง ส่วน้าโต๊ะถูกตระเตรียมอาหารหรูหราไว้ต้อนรับเป็อย่างดี
“เชิญพวกท่านนั่งตามสบาย” เจี้ยนกั๋วถึงหน้าตาจะโเี้แต่ดูแล้วนิสัยใจคอช่างใส่ใจคนรอบข้างยิ่งนัก “ดูแล้วพวกท่านเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ทานอาหารก่อนเถิด”
ด้านทางจื่อรั่วคีบอาหารเข้าปากพร้อมกับกระดกน้ำชา เพื่อรักษาน้ำใจผู้มอบให้ ก่อนจะพูดเข้าเื่ร้อนใจ
“ข้าขอพูดในฐานะพ่อคนหนึ่งเลยแล้วกัน วันนี้ข้าจะมาทาบทามเื่การแต่งงานของบุตรชายข้า ถึงแม้ว่าข้ารู้ว่าตระกูลเราจะต่ำต้อยมากเพียงใด มิคู่ควรกับบุตรสาวท่าน แต่หากว่า…” จื่อรั่วลากเสียงยาวตามหลังอย่างอ้ำอึ้ง ขณะเดียวกันผู้เป็เ้าบ้านก็ต่อประโยค
“แต่หากว่าเด็กทั้งสองชอบพอกัน” เจี้ยนกั๋วเอียงหน้าถาม “แล้วเ้ารู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้มีแต่ตระกูลใหญ่ทั้งนั้นที่อยากจะมาสู่ขอลูกสาวข้า?”
“เื่นั้นข้าก็รู้ แต่หากจะให้ทำใจมองดูลูกชายคนเดียวตรอมใจคงเ็ปมากแน่ๆ ” จื่อรั่วเม้มปาก
“อืมพูดถึงเื่นี้ ข้าก็มีลูกสาวของข้าเพียงคนเดียวเช่นกัน ข้าไม่ขัดหรอกหากเด็กทั้งสองชอบพอกัน แต่ลูกสาวข้าก็มีเพียงคนเดียวในโลกเช่นกัน หากแต่งเข้าตระกูลพวกเ้า ถึงแม้จะฐานะต่างกันข้าก็ไม่สน เพราะอย่างไรหากเป็ครอบครัวเดียวกันข้าก็จะสนับสนุนเต็มที่ เพียงแต่พวกเ้าจะรับปากได้จริงๆ หรือว่าจะไม่ทำให้ลูกสาวข้าเสียใจที่เลือกเข้าตระกูลพวกเ้า!?” เจี้ยนกั๋วออกเสียงเข้มแบบจริงจัง และจู่ๆ ภรรยาผู้ละโมบก็สวนขึ้น
“แน่นอนๆ ข้าต้องไม่ทำให้สะใภ้ข้าต้องเสียใจ..” นางดูดีอกดีใจเกินหน้าเกินตาไปหน่อย เมื่อได้ยินคำว่าสนับสนุนจากแม่ทัพ ถึงจะดีใจจนเนื้อเต้นมากเพียงใด นางก็ควรจะเก็บอาการไว้ให้มากกว่านี้หน่อย อย่างน้อยจะได้ไม่ทำให้ตระกูลต้องขายหน้า
“แฮ่ม..”
“ข้ารับปาก หากเข้าตระกูลข้าไปแล้วจะไม่ทำให้ลูกสาวท่านเสียใจ จะดูแลเหมือนบุตรสาวแท้ๆ ของข้า” จื่อรั่วตอบปากรับคำอย่างใจจริง เมื่อนั้นแม่ทัพจึงวางใจไม่ขัดอันใด
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ว่าแล้วกัน”
ทั้งสองตระกูลมิอาจมองบุตรของตนให้อดทนรออย่างเ็ป จึงตกลงยินยอมกันด้วยดี…
เมื่อถึงกำหนดวันแต่งงาน ทุกอย่างทุกถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์แบบ จากการสนับสนุนของท่านแม่ทัพรวมถึงสินสอดทองหมั้น ที่ส่งไปจวนก่อนหน้าวันแต่งงาน ล้วนแต่เป็ของท่านแม่ทัพจัดหามิให้น้อยหน้าใคร
แต่บางส่วนก็มาจากหัวหน้าตระกูลกัว ที่เก็บสะสมของมีค่ามาอย่างยาวนานเพื่อการนี้ เพื่อลูกชายคนเดียวของเขา
สีหน้าจื่อรั่วดูเบิกบานไม่น้อย เขาคงนับวันรอที่จะได้สะใภ้แต่งเข้ามาในจวนนานแสนนาน ถึงครานี้จะให้หุบยิ้มได้อย่างไร ยิ่งเป็ลูกท่านแม่ทัพยิ่งแล้วใหญ่
“เห็นแบบนี้แล้วข้าคงนอนตายตาหลับ” จื่อรั่วพูดขึ้นเปรยๆ
“ท่านพูดอะไรแบบนั้นในงานมงคลกันเล่า” กัวฮูหยินพูดค้านขึ้นมาทันที ก่อนจะผันตัวกระเด้งะโออกไปรับแขกอย่างภูมิใจ
เกี้ยวเ้าสาวมาถึงจวนในไม่ช้า เ้าสาวในชุดสีชาดพร้อมอัญมณีประดับรอบตัวอย่างพอเหมาะตัดกับผิวขาวผ่อง แม้ผ้าคลุมใบหน้าไว้ก็สามารถมองออกว่ามาจากตระกูลผู้ลากมากดี เนื่องจากกิริยาท่าทางของนางช่างอ่อนน้อมถ่อมตนดูน่าทะนุถนอม
ชาวบ้านผู้รู้ข่าวต่างพากันพูดคุย บ้างก็ชื่นชมยินดี บ้างก็ติฉินนินทา
เป็ไปตามคาดหมายสกุลอื่นๆ ซึ่งมีฐานะมากกว่าสกุลกัวพากันขายหน้าไม่น้อย ช่างเป็ที่เจ็บใจยิ่งนัก เมื่อโดนบุรุษงามแค่รูปแต่ฐานะต่ำต้อยกว่ามาคว้าหัวใจนางเอาไว้ได้
คงมิคิดว่าภายภาคหน้าจะโดนอะไรบ้างใช่หรือไม่ สุขแล้วก็สุขกันให้พอ ยามคราทุกข์จะได้ร่ำไห้ตราบชั่วชีวิต….
ส่งตัวเ้าสาวเข้าหอ ภายในตัวห้องเป็เพียงพื้นที่แคบๆ พอให้วางเตียงและโต๊ะน้ำชา
บรรยากาศรอบๆ ดูอึมครึมเพราะลมเหมันต์กำลังพัดผ่านย่างเข้าต้นฤดูอวี๋สุ่ย เทียนแสงสลัวเปล่งประกายสีทอง้าหัวเตียงสร้างความอบอุ่นพร้อมกลิ่นกำยานอ่อนๆ คลายความกังวล
ความเงียบสงบถูกบรรเลงด้วยเสียงวาโยพลิ้วไหวพฤกษ์ซึ่งปัดชายคาด้านหลังเรือน
เ้าบ่าวผู้ย่างก้าวเข้ามาด้วยอาภรณ์สีชาดเช่นเดียวกันกับนาง ซึ่งนั่งรออย่างใจเย็น ความเขินอายมิอาจเก็บกลั้น ภายใต้ผ้าคลุมบางๆ เห็นรอยยิ้มระเรื่อไม่ชัด เหตุไฉนจึงรู้สึกว่าความสุขนั้นเผยออกมายิ่งกว่าวันไหนไหน
เ้าบ่าวรูปงามรินเหล้าลงถ้วยทั้งสองก่อนจะขยับเข้าไปนั่งใกล้แล้วยื่นให้อีกคนรับไปดื่ม
ว่าแล้วก็เปิดผ้าคลุมหน้านั้นออก ั์เนตรเคลิบเคลิ้มจนยากจะหยุดมอง ทำเอาดวงกมลในอกกระตุกมิหยุดหย่อนเมื่อพบหน้า
ริมฝีปากหยาบกร้านเริ่มแตะลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่ม สีชาดอันเร่าร้อนซึ่งทาอยู่บนปากได้ย้ายไปอยู่ริมฝีปากอีกคน ฝ่ามือหนาลูบไล้เรือนร่าง ช่างน่าตื่นเต้นเย้ายวนใจเหลือทน ประกอบกับเสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคา สร้างท่วงทำนองบรรเลงเพลงรักขับกล่อมผู้อยู่บนเตียง
………
ยามอิ๋นยังไม่ทันได้พักกายจากการร่วมหลับนอนก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากด้านนอกห้อง
“อาเฉิน!! อาเฉิน!!”
“ท่านแม่ ยังไม่ถึงเช้าเลย ท่านเรียกข้าทำไมหรือ?”
“พ่อ..พ่อของเ้า….” กัวฮูหยินพูดอ้ำๆ อึ้งๆ ชี้ไปทางห้องนอนของนาง เห็นอย่างนั้นอี้เฉินคงไม่รอคำตอบ รีบวิ่งไปดูให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
อี้เฉินไปดูผู้เป็บิดาถึงกับต้องตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าจื่อรั่วนอนอยู่กับพื้น ก่อนจะเข้าไปพยุงตัวท่านไว้ในอก ก็พบว่าท่านหยุดหายใจเสียแล้ว
เป่าเป้ยลุกออกมาจากเตียงเพื่อมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น นางใมากกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ทั้งที่เป็วันมงคลแท้ๆ แต่กลับต้องมีคนตายในบ้าน นางไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไรได้แต่มองภาพผู้เป็สามีนั่งกอดบิดาไว้ในอก
เกิดแก่เจ็บตายเป็เื่ธรรมดาไม่มีใครห้ามได้ แต่หากว่าเป็บุตรสาวแม่ทัพย่อมมีความรู้ติดตัว แม้อาจจะไม่ใช่ชายอาจหาญเก่งกล้า แต่วิชาที่ไล่ตามบิดามาั้แ่เกิดอยู่ในกองทัพคงจะไม่พ้นเื่การเกิดแก่เจ็บตาย
ทำไมจะดูไม่ออกว่าการตายของพ่อสามีมันไม่ใช่เื่ธรรมดา!