บทที่ 3
งานหมั้น
สามเดือนต่อมางานหมั้นระหว่างสิตางค์และปกเกล้าถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายในไร่องุ่นชัยศิริเตชินทร์และถึงแม้ว่าผู้เป็บุพการีทั้งสองรวมถึงพี่ชายของเธอจะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ในการหมั้นครั้งนี้เพราะเขยขวัญที่ครอบครัวเธอ้าคืออภิวิชญ์ แต่ทุกคนก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเธอเพราะเธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินชีวิตให้กับตัวเอง
“ได้ฤกษ์แล้วสวมแหวนให้หนูตางค์สิตาเกล้า”คุณน้ำทิพย์เอ่ยบอกกผู้เป็บุตรชายก่อนที่ปกเกล้าจะจับมือเรียวของสิตางค์ขึ้นมาสวมแหวนให้กับเ้าหล่อน
ภาพใบหน้าของหญิงที่ตนแอบรักเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขทำให้อภิวิชญ์ยิ้มยินดีไปกับเธอด้วย ถึงแม้ว่าในหัวใจแกร่งจะเ็ปสักแค่ไหนแต่อย่างน้อยการที่ได้เห็นเธอยิ้มและมีความสุขมันก็เพียงพอแล้วสำหรับคนอย่างเขา
“ไหวไหมอิฐ”ปาลิดาเอ่ยถามเพื่อนรักด้วยความเป็ห่วง พร้อมกับกุมมือแกร่งเขาไว้อย่างให้กำลังใจและนั่นก็ทำให้ธนวรรธน์เข้าใจผิดคิดว่าเธอมีใจให้อีกฝ่าย เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างเพื่อนรักของเขากับอภิวิชญ์เธอชอบพอใครกันแน่
“อืมเราไม่เป็ไร” ตอบเ้าหล่อน ก่อนจะเอ่ยชวนปาลิดาไปถ่ายรูปกับเพื่อนรักทั้งสองคน
“ฤกษ์งานแต่งจะให้ทางเราหาเลยไหมคะ”คุณน้ำทิพย์ถามผู้เป็บุพการีทั้งสองของสิตางค์ด้วยใบหน้าระบายยิ้ม
“เราจะหาฤกษ์เองค่ะเพราะภายในปีสองปีนี้เรายังไม่สะดวกจัดงานมงคลอะไรทั้งนั้นหากพร้อมเมื่อไหร่เราจะเป็ฝ่ายหาฤกษ์เอง ไม่ทราบว่ารอได้ไหมคะถ้ารอไม่ได้อยากจะถอนหมั้นก็ได้นะคะทางเรายินดีคืนสินสอดทองหมั้นให้ทุกบาททุกสตางค์ค่ะ”
“แม่” สิตางค์อุทานเรียกผู้เป็มารดาเสียงเบาหลังจากได้ยินคำพูดนางที่มีต่อคุณน้ำทิพย์ ก่อนที่เธอจะหันไปมองนางอย่างขอโทษขอโพย
“ไม่เป็ไรจ๊ะหนูตางค์งั้นก็เอาตามที่ทางนี้สะดวกก็แล้วกันค่ะ” ตอบออกไปเสียงเรียบแม้จะรู้สึกโกรธเป็อย่างมากที่ถูกหักหน้ากลางงานแต่นางก็ต้องข่มอารมณ์เอาไว้
“ค่ะ”ตอบอีกฝ่ายออกไปแค่นั้น ก่อนจะเชิญแเื่ที่มาร่วมงานไปรับประทานอาหารด้วยกัน
“ยิ้มหน่อยสิคะน้องนิ่ม” คุณอรฤดีบอกคุณนฤมลพร้อมกับกุมมืออีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ
“น้องยิ้มไม่ลงหรอกค่ะพี่อรตราบใดที่เขยบ้านนี้ไม่ใช่ตาอิฐ”
“ลูกเราก็เลี้ยงเขาได้แค่ตัวนะคะเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกทางเดินชีวิตของเขาเอง”
“แม้ว่าทางเลือกนั้นจะนำพาเขาดิ่งลงเหวเหรอคะ”
“ค่ะเพราะสิ่งที่เขาเจอในอดีตมันจะเป็บทเรียนคอยเตือนใจให้เขาใช้ชีวิตในอนาคตข้างหน้าเราเป็พ่อเป็แม่ก็แค่คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ และคอยให้กำลังใจแต่เมื่อบางครั้งถ้าเราเห็นว่ามันหนักหนามากนักจนเขาไม่อาจแก้ปัญหานั้นได้เราค่อยยื่นมือเข้าไปช่วย”บอกอีกฝ่ายอย่างให้เหตุผล
“จริงอย่างที่พี่อรพูดคุณปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้คนคนนี้ด้วยตัวของเขาเองและผมก็เชื่อนะว่าหากตาอิฐกับยัยตางค์เกิดมาคู่กันสักวันมันก็ต้องมีเหตุทำให้ยัยตางค์หันมารักตาอิฐ”
“สาธุเลยค่ะขอให้วันนั้นเกิดขึ้นพรุ่งนี้”
“แหมไม่เร็วไปหน่อยเหรอครับแม่จะไม่เปิดโอกาสให้นายนั่นเป็คู่หมั้นยัยตางค์ข้ามวันเลยเหรอครับ” ธนวรรธน์เอ่ยแซวผู้เป็มารดาด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อพร้อมกับเดินไปหย่อนกายนั่งลงเคียงข้างนาง
คุณน้ำทิพย์เดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัวหลังพิธีการต่าง ๆ ในงานหมั้นของสิตางค์และปกเกล้าเสร็จสิ้นลงนางรู้สึกโกรธและไม่พอใจเป็อย่างมากที่โดนคุณนฤมลพูดจาหักหน้ากลางงานแบบนั้นอย่างไม่ให้เกียรติ
“ฉันละโกรธจริงๆ เลยนะคะคุณ ดูแม่หนูตางค์ทำสิ” ว่าออกไปด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัด
“ใจเย็นครับแม่ครอบครัวนั้นเขาไม่ค่อยปลื้มผมเท่าไหร่และตอนนี้ผมก็กำลังพยายามทำให้เขายอมรับในตัวผมอยู่” วรรลภพูดปลอบผู้เป็มารดา
“พยายามเหรอเห๊อะตราบใดที่แกยังไม่เลิกเ้าชู้ฉันว่าครอบครัวนั้นไม่มีวันยอมรับในตัวแกหรอกดีไม่ดีนะที่รั้งงานแต่งเอาไว้อาจจะหาทางยุให้หนูตางค์ถอนหมั้นกับแกสิไม่ว่า”
“ผมไม่มีวันยอมให้วันนั้นเกิดขึ้นหรอกครับ”ตอบผู้เป็มารดาออกไปเสียงเข้ม
“แกไม่ยอมแล้วทำอะไรได้ความผิดก็มีให้เห็นอยู่คาตา แล้วยังจะเื่หนูเป้ยอีกสรุปแกจะเอายังไงหากหนูตางค์รู้เื่นี้ละก็ฉันบอกแกไว้เลยจบเห่แน่”
“เป้ยเขารู้ครับแม่ว่าเขาควรอยู่ตรงไหนวันนี้เป้ยเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรแม่ไม่เห็นเหรอครับ”
“แกมันก็ดีแต่พูดเข้าข้างตัวเองไม่เคยนึกถึงจิตใจของคนเป็ผู้หญิง หากวันข้างหน้าถ้าแกไม่อยากให้มีปัญหาตามมาแกก็คิดทบทวนหัวใจดูให้ดี ๆ ว่าแก้าใครกันแน่ระหว่างหนูตางค์และหนูเป้ยและก็ปล่อยไปสักคนไม่ใช่มาจับปลาสองมือแบบนี้ แถมปลาของแกยังเป็เพื่อนกันอีก”บอกผู้เป็บุตรชายออกไปอย่างเตือนสติเพราะสำหรับนางแล้วจะสิตางค์หรือนลินีนางก็รักและเอ็นดูไม่ต่างกันไม่ว่าใครจะมาเป็สะใภ้นางก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้น
“กลับคอนโดก่อนนะครับ”
“พอพูดแทงใจดำก็ชิ่งหนีนี่ก็อีกเื่บ้านช่องมีไม่ยอมอยู่ จะซื้ออยู่ทำไมก็ไม่รู้คอนโด”
“เอาเถอะคุณบ่นมากเดี๋ยวแก่เร็ว” คุณอดุลย์บอกผู้เป็ภรรยาด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อ
“ไปสปาไหมคะจะได้คลายเครียด”ปณิตาเอ่ยชวนผู้เป็มารดาเพราะไม่อยากให้นางคิดมากเื่ของผู้เป็พี่ชาย
“ก็ดีนะคุณทำสปาเสร็จก็เฝ้าร้านเป็เพื่อนลูก” คุณอดุลย์บอกผู้เป็ภรรยาอย่างเห็นด้วยกับความคิดของบุตาสาว
เวลาเดียวกันณ ไร่องุ่นชัยศิริเตชินทร์ หลังจากได้ขึ้นมาอยู่คนเดียวเพียงลำพังในห้องนอนสิตางค์ก็ไม่ออกจากห้องอีกเลย เพราะเธอรู้สึกโกรธที่ผู้เป็มารดาพูดจาหักหน้าและไม่ให้เกียรติครอบครัวของปกเกล้า
“ไม่ยอมเปิดประตูเลยค่ะคุณนิ่ม”ป้าเพ็ญบอกผู้เป็เ้านายเมื่อพยายาเคาะประตูเรียกสิตางค์แล้วแต่เ้าหล่อนก็ไม่ตอบรับใด ๆ กลับมาเลย
“เดี๋ยวนิ่มไปจัดการเองค่ะพี่เพ็ญ”บอกออกไปอย่างนึกโกรธในความดื้อรั้นของผู้เป็บุตรสาว
“นั่งก่อนครับแม่...แม่ใจเย็นๆ นับหนึ่งถึงสามแล้วปล่อยเื่นี้ให้อิฐจัดการนะครับ” ธนวรรธน์บอกผู้เป็มารดาก่อนจะมองไปยังอภิวิชญ์
“ให้ผมจัดการ”อภิวิชญ์ถามพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความงุนงงสงสัย เมื่อจู่ ๆธนวรรธน์ก็โยนเื่นี้มาให้เขารับผิดชอบ
“มีนายคนเดียวแหละที่เอาอยู่ช่วยหน่อยละกันนะ” บอกกับอีกฝ่ายก่อนจะดุนหลังเขาให้เดินตามป้าเพ็ญไปที่ห้องของสิตางค์
“ตางค์นี่อิฐเองนะเปิดประตูให้หน่อย”อภิวิชญ์เคาะประตูเรียกหญิงสาว และอยู่รอเพียงไม่นานเ้าหล่อนก็มาเปิดประตูให้
“ทำไมไม่ลงไปกินข้าวนี่ทุกคนรออยู่นะ”
“อิฐกับคุณป้ายังไม่กลับเหรอ”
“ยังหรอกและจะอยู่ต่อจนถึงเย็นเอาให้มันครบสามมื้อ ประหยัดข้าวที่บ้านไปได้ตั้งวันหนึ่งแหนะ”บอกเ้าหล่อนด้วยน้ำเสียงที่หยอกล้อ ก่อนที่สิตางค์จะหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจกับคำพูดของเขา
“อารมณ์ดียังปะไปกินข้าวกัน” บอกเ้าหล่อน เมื่อเห็นเธอหัวเราะได้
“อิฐทำไมครอบครัวตางค์ถึงไม่มีใครชอบเกล้าเลย” ถามชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ
“อันนี้อิฐให้คำตอบตางค์ไม่ได้หรอกนะเพราะมันเป็ความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน และอิฐก็อยากให้ตางค์เข้าใจน้านิ่มด้วยเพราะสิ่งที่อานิ่ม อาตุ๊ และพี่เต้ยทำไปทั้งหมด ล้วนรักและหวังดีกับตางค์ทั้งสิ้นทุกคนไม่อยากเห็นตางค์เสียใจ” บอกออกไปอย่างให้เหตุผล
“แล้วทำไมต้องเสียใจเกล้าไม่ดีตรงไหนเหรออิฐ” ถามเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“สำหรับอิฐนะไอ้เกล้ามันก็เป็เพื่อนที่ดีมากๆ แต่เื่ส่วนตัวและนิสัยส่วนตัวมันจะเป็ยังไงนั่นก็เื่ของมันและอิฐก็ไม่สามารถบอกตางค์ได้หรอกนะว่าทำไมพ่อกับแม่และพี่ชายตางค์ถึงไม่ชอบเกล้าแต่มีสิ่งที่อิฐอยากจะบอกตางค์คือ ตางค์อย่าเห็นคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัว”
“เกล้าไม่ใช่คนอื่น”
“ใช่สำหรับเราเกล้าไม่ใช่คนอื่น เพราะมันคือเพื่อน แต่สำหรับพ่อ แม่และพี่ชายตางค์ไอ้เกล้าคือคนอื่น และตางค์จะเห็นคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัวไม่ได้เพราะตอนนี้ตางค์กับไอ้เกล้ายังไม่ได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันเลยเข้าใจที่อิฐพูดใช่ไหม”
“อืม”ตอบรับคำของเขาอย่างเห็นด้วย เพราะเหตุผลที่อภิวิชญ์ยกมาพูดมันก็เป็จริงดั่งที่เขาว่า
“งั้นก็ลงไปกินข้าวกันทุกคนรอนานแล้ว”บอกพร้อมกับเอามือสากไปกอบกุมมือเรียวและจับจูงเธอเดินลงไปที่ชั้นล่างของตัวบ้านอย่างลืมตัว