บทที่ 36 :
หยางชุนเพียงขบคิดถึงตัวตนของหยางเทียนอยู่ชั่วครู่เดียวเท่านั้นคนพลันหันกลับมามีสมาธิบนสนามประลองอีกครั้ง หากแต่ยามนี้ร่างของหยางชุนกลับประดับไปด้วยแสงสีเงินระยิบระยับสะท้อนกับแสงแดดของชั่วยามนี้อย่างกระจ่างใสดาบเล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาในมือข้างขวาของหยางชุนอย่างถนัด ทั่วทั้งตัวดาบเป็นสีเงินยาวส่งกลิ่นอายแห่งลักษณ์ธาตุน้ำออกมาไม่ได้หยุดขนาดความยาวของตัวดาบยาวถึง 5 ฉื่อ (1ฉื่อ = 23 CM)ซึ่งเป็นขนาดที่ยาวอย่างมากเมื่อเทียบกับดาบทั่วไป
“ โฮ่ . . . . ดาบประกายวารีไม่คิดไม่ฝันว่าเจ้าเด็กหยางชุนนั่นถึงกับมีอาวุธชั้นยอดขั้นหลอมรวมปราณได้เช่นนี้”เสียงฮุ่ยซืออาวุโสคุมกฎแห่งพรรคเพลิงตะวันกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาหากแต่สีหน้ากำลังเผยถึงความสนใจเล็กน้อยออกมา
“เจ้าถึงกลับหาดาบประกายวารีมาได้เลยหรืออาวุโสลำดับสองหยางหมิง” หากแต่อีกเสียงที่ตกใจเช่นกันในยามนี้ย่อมเป็นอาวุโสลำดับหนึ่งหยางชูด้วยเช่นกันเนื่องด้วยตัวมันก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ต้องการดาบเล่มนี้อย่างมากเพื่อส่งต่อให้บุตรชายมันหากแต่ไม่ว่าจะหาข่าวใดใดกับไม่พบแม้แต่น้อยมันไม่เคยคาดคิดว่าหยางหมิงจะสามารถหามันพบแล้วส่งต่อให้บุตรชายของมันได้
“มันหาใช่ข้าเป็นผู้พบไม่ผู้ที่ค้นพบดาบประกายวารีนั้นคือตัวของหยางชุนเองตัวข้าไม่ได้มีส่วนช่วยมันใดใดเลย”หยางหมิงที่กล่าวตอบคำกลับไปนั้นชัดเจนว่าในน้ำเสียงเจือปนไปด้วยความภาคภูมิในตัวบุตรชายของมันอย่างที่สุดอีกทั้งดวงตาของมันยังได้สาดประกายแวววับแห่งความปิติยินดีขึ้น
เมื่อหยางชุนนำดาบประกายวสวารีออกมาแล้วคนกลับไม่รีรอให้หยางหลิวได้นำพาอาวุธออกมาได้แต่อย่างใดกลับเร่งเคลื่อนกายออกด้วยท่าร่างวารีคล้อยเข้าหาหยางหลิวอย่างรวดเร็วประดุจคลื่นน้ำหลากสาดซัดเข้าฝั่งอย่างไรอย่างนั้นก่อนจะถึงตัวของหยางหลิวมันเร่งใช่ออกด้วยกระบวนท่าอันแปลกประหลาดดูไปคล้ายไม่ใช่ทักษะของตระกูลหยางแม้แต่น้อย
“ตัดทะลวงเมฆา” เสียงของเฉินเยว่ผู้อาวุโสแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวดังขึ้นขณะมองไปยังท่วงท่าการใช้ออกด้วยทักษะของหยางชุนในยามนี้พร้อมทั้งใบหน้าของมันยังปรากฏรอยขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างเด่นชัด
เสียงของเฉินเยว่ที่ไม่ดังและไม่เบานั้นพลันส่งละลอกคลื่นแห่งความตระหนกเข้าถาโถมใส่ฝูงชนทันทีเนื่องด้วยแท้จริงแล้วทักษะตัดทะลวงเมฆานั้นเป็นหนึ่งในกระบวนยุทธ์ดาบที่มีชื่อเรียกว่า4 ดาบสิ้นศัตรู และตัดทะลวงเมฆาก็คือท่วงท่าแรกในกระบวนยุทธ์นั้นหากแต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกใจนอกจากที่กระบวนยุทธ์ดาบนี้จะเป็นทักษะชั้นผืนพสุธาระดับต่ำแล้วนั้นแท้จริงแล้วหากฝึกฝนบรรลุถึงท่วงท่าสุดท้ายได้ความรุนแรงของมันนั้นสามารถเทียบเท่าได้กับทักษะยุทธ์ชั้นผืนพสุธาระดับกลางได้เลยทีเดียวทั้งในขั้นสุดท้ายนั้นยังนับว่าเป็นทักษะลับซ้อนเร้นอย่างหนึ่งอีกด้วย
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดชัดขึ้นคงต้องกล่าวว่าเพียงแค่ท่วงท่าแรก“ตัดทะลวงเมฆา”ก็มีความรุนแรงเกินกว่าหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรที่เป็นเพียงทักษะชั้นทั่วไประดับสูงไปมากคล้ายดั่งท้องนภากับผืนดินเลยทีเดียว
“กระบวนยุทธ์ 4 ดาบสยบสิ้นนี้แท้จริงแล้วกลับหายสาบสูญไปนานนับสิบปี หากแต่กลับปรากฏอยู่ในมือของเด็กน้อยตระกูลหยางผู้นี้ได้ในยามนี้ ย่อมแน่นอนว่าไม่สามัญธรรมดาแล้ว” จิ้นเซินที่นิ่งเงียบอยู่นานพลันหรี่ตาจ้องมอง ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะตกใจและเกิดความสงสัยขึ้นในขณะเดียวกัน
“หึ! ตายเสียเถอะไอ้ตัวจองหองหยางหลิว”
ทันใดนั้นในตอนที่หยางชุนเข้าถึงตัวของหยางหลิวและเคลื่อนดาบประกายวารีที่ใช้ออกด้วยทักษะตัดทะลวงเมฆาเข้าสู่ช่วงซีกไหล่ขวาอยู่นั้น คนพลันเกิดประกายเย็นเยียบในดวงตาพร้อมทั้งกลิ่นอายสังหารที่รอดออกมาอย่างชัดเจนอีกทั้งรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าหยางชุนยามนี้ราวกับพอใจในสิ่งที่มันกำลังทำอยู่ไม่น้อย
เพียงแต่ครู่ต่อมามันกลับเผยสีหน้าตกตะลึงขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องด้วยในยามที่ดาบของมันเคลื่อนตัวตัดผ่านหัวไหล่ด้านขวาของหยางหลิวได้แล้ว แทนที่มันจะได้เห็นเลือดสดๆของหยางหลิวพุ่งสาดประกายอย่างบ้าคลั่งออกมา ตอนนี้กลับได้เห็นเพียงเงาร่างพล่าเรือนจางหายจากครรลองจักษุของมันเพียงเท่านั้น เด่นชัดว่าก่อนที่ดาบจะถึงตัว หยางหลิวก็ได้ใช้ท่าร่างอย่างหนึ่งในการหลบคมอาวุธของมันได้แล้วหากแต่มันยังชัดเจนว่าเป็นท่าร่างระดับสูงส่งที่เร็วอย่างมากอีกด้วย
“ หืมม . . . ก้าวผ่านสมุทรสมบูรณ์ เจ้าเด็กหยางหลิวถึงกับฝึกฝนได้แล้ว นอกจากบุตรสาวข้า เจ้าเด็กหยางเทียนแล้ว บุตรเจ้าก็นับว่าไม่เลวทีเดียวที่ฝึกฝนมันได้สำเร็จ “ คำกล่าวคล้ายดั่งคำชมเล็ดรอดออกมาจากปากของหยางลู่จิวหัวหน้าตระกูลหยางที่นั่งนิ่งงันมาเนิ่น หากแต่ดวงตามันยังได้ฉายความประหลาดใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้อยู่เนืองๆ
ด้วยความคิดของมัน การฝึกฝนสองขั้นของท่าร่างวารีคล้อยนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นนัก ด้วยที่มันเป็นแค่ทักษะขั้นทั่วไประดับกลางเท่านั้น หากแต่ขั้นที่ที่สามก้าวผ่านสมุทรนั้นกลับต่างออกไป ความยากในการทำความเข้าใจของมันกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าทักษะชั้นผืนพสุธาระดับต่ำเลยแม้แต่น้อย หากผู้ใดไม่มีสติปัญญาสูงส่งในการทำความเข้าใจมันแล้วละก็ จะเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ยิ่งนักที่ต้องมานั่งฝึกฝนวิชาที่ยากเย็นในการตีความถึงเพียงนี้
แม้แต่ตัวมันเองที่เป็นถึงหัวหน้าตระกูล กว่าจะฝึกฝนเข้าขั้นก้าวผ่านสมุทรได้ มันต้องจ่ายออกด้วยเวลาถึงสิบปีเลยทีเดียว หากแต่หยางหลิวกลับใช้เวลาฝึกเพียง 5 ปีเท่านั้น นี่นับว่ามันมีความเป็นอัจฉริยะด้านการทำความเข้าใจทักษะอยู่ไม่น้อย
ชั่วพริบตาเดียวนั้นเองหยางหลิวพลันปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังห่างออกไปประมาณ 10 ฉื่อ จากตัวของหยางชุน เพียงแต่ยามนี้คนกลับไม่ได้ตัวเปล่าอีกต่อไป สองมือของหยางหลิวสาดไปด้วยแสงแดงเพลิงออกมาอย่างเสียดแทงต่อผู้ที่ได้มองอย่างถึงที่สุด อีกทั้งความยาวของอาวุธที่หยางหลิวถือในขณะนี้กลับมีขนาดความยาวที่มากว่าดาบประกายวารีถึงสองเท่าด้วยกัน และมันยังส่งกลิ่นอายความร้อนระอุออกมาตลอดเวลาไม่ได้ขาด
“ ไม่เลว ไม่เลว หอกเพลิงสมุทร ตระกูลหยางถึงกลับมียุทธ์ภัณฑ์อันเป็นเอกในชั้นหลอมรวมปราณถึงสองชิ้นด้วยกัน นับว่าทำให้ข้าประหลาดใจแล้ว”
ฮุ่ยซือขณะที่เห็นหอกบนมือของหยางหลิวนั้น คนพลันหลุดอุทานคำว่าไม่เลวออกมาถึงสองครั้ง เด่นชัดว่ามันแปลกใจกับอาวุธตรงหน้าอย่างมาก เนื่องด้วยอาวุธที่หยางหลิวถืออยู่นั้น นับว่าเป็นอาวุธที่หายากอย่างยิ่งด้วยที่ตัวหอกเพลิงสมุทรนั้น กลับมีปราณธาตุอยู่ถึงสองชนิดอันประกอบไปด้วย ธาตุเพลิง และ ธาตุวารีด้วยกัน ทำให้หอกเพลิงสมุทรนั้นสามารถเกื้อหนุนได้ทั้งทักษะทั้งสองชนิดได้เป็นอย่างดี เพียงแต่มันไม่สามารถเกื้อหนุนได้ถึงขีดสุดเหมือนอย่างดาบประกายวีรีที่ส่งเสริมทักษะวารีธาตุอย่างสุดกลังหากแต่ถึงอย่างไรราคาของมันยังนับได้ว่ามีมูลค่ามหาศาลอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่ว่าตัวหอกเพลิงสมุทรหนึ่งชิ้นสามารถแลกตระกูลระดับกลางของหัวเมืองขั้นนอกได้ถึงห้าตระกูลเลยทีเดียว
“ฮึ่มม . . . . ในที่สุดดก็นำอาวุธออกมาจนได้ แต่เพียงแค่ความเร็วและยอดอาวุธเพียงเท่านี้ ย่อมไม่สามารถทำให้เจ้ารอดพ้นการพ่ายแพ้โดยข้าไปได้”
หยางชุนที่ได้เห็นอาวุธของหยางหลิวยามนี้อีกทั้งท่าร่างวารีคล้อยขั้นก้าวผ่านสมุทรทำให้มันอดเกิดความริษยาขึ้นในดวงตาไม่ได้หลังจากสบถหนึ่งคำรบใส่ตัวตนดั่งศัตรูมันตรงหน้าแล้วคนพลันหลับตาและรั้งลมปราณขึ้นอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ยังเด่นชัดว่าบ้าคลั่งกว่าครั้งที่ใช้ออกด้วยตัดทะลวงเมฆาไปมากมายนัก
หยางหลิวที่มองการกระทำของหยางชุนอยู่นั้นตัวมันกลับไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายของตนแต่อย่างใดราวกับว่ามันต้องการเห็นถึงความสามารถของหยางชุนในเวลานี้เท่านั้นอีกทั้งแววตามันดูไปคล้ายดั่งไม่เห็นหยางชุนอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เนื่องด้วยแม้ระดับลมปราณของพวกมันจะอยู่ที่ระดับ7แห่งลมปราณแรกกำเนิดเท่ากันก็จริงแต่ตัวหยางหลิวนั้นกลับอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับที่7แล้วอีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นมันก็จะสามารถทะลวงระดับที่8แห่งลมปราณแรกกำเนิดได้ส่วนนี้แตกต่างกับหยางชุนอย่างมากเนื่องด้วยแท้จริงแล้วตัวของหยางชุนเพียงเพิ่งจะทะลวงขึ้นระดับ7มาได้ไม่นานอีกทั้งลมปราณในยามนี้มันดูไปคล้ายยังคงไม่เสถียรอยู่ส่วนหนึ่ง ทำให้ในด้านลมปราณของหยางหลิวขณะนี้ดูเหนือกว่าหยางชุนอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่หยางชุนรั้งรวมลมปราณอยู่สิบลมหายใจ คนพลันลืมตาขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้กลับดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงใบหน้าของหยางชุนในยามนี้ดูมืดค้ำกว่าปกติ อีกทั้งดวงตามันจากที่มีสีดำขลับยามนี้กลับปรากฏสีแดงฉานคล้ายดั่งสีโลหิตเข้มก็ไม่ปานแต่สิ่งที่ทำให้หยางหลิวและกระทั่งผู้คนโดยรอบตระหนกขึ้นอย่างมากก็คือ พลังลมปราณของหยางชุนในยามนี้ได้ยกระดับสูงขึ้นจนอยู่ที่ระดับ8แห่งลมปราณแรกกำเนิดแล้ว
“ หืมม. . . . . เจ้าเด็กหยางชุนนี้กลับสามารถบรรลุกระบวนท่าสุดท้ายของ4กระบวนสิ้นศัตรูได้ อันเป็นทักษะลับซ้อนเร้น “โลหิตเมฆาคลั่ง” ได้แล้ว แม้จะยกระดับมันได้ถึงหนึ่งระดับแต่ถึงอย่างนั้นสิ่งตอบแทนที่มันต้องจ่ายออกหลังจบศึกนี้ย่อมไม่น้อยทีเดียวบางทีอาจทำให้ความก้าวหน้าของมันเติบโตได้อย่างช้ายิ่งในอนาคตเสียด้วยซ้ำ”
เฉินเยว่ที่ยามนี้ก็ปรากฏใบหน้าของผู้ประหลาดใจขึ้นมาเช่นผู้คนอื่นแต่เพียงแสดงออกมาน้อยกว่าเท่านั้นสิ่งที่มันกล่าวออกมาแน่ชัดแล้วว่ามันย่อมรู้จักตัวตนของทักษะขั้นสุดท้ายของ4กระบวนท่าสิ้นศัตรูนี้ของหยางชุนเป็นอย่างดี
ผู้คนที่ได้ยินวาจาของเฉินเยว่ผู้อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวที่คล้ายดั่งคลายความสงสัยแก่พวกมันไปแล้วหากแต่ใบหน้าของพวกมันกลับยิ่งมายิ่งตกตะลึง ทักษะลับซ้อนเร้นคือสิ่งใดกันหากจะกล่าวว่ามันฝึกฝนได้อยากอย่างยิ่งนั้นก็ไม่นับว่ากล่าวเกินเลยเท่าใด แต่สิ่งที่ยากกว่าการฝึกฝนคือการครอบครองมันในโลกแห่งยุทธ์นี้ทักษะลับซ้อนเร้นหาได้ยากอย่างที่สุดยิ่งกลับทักษะที่ยกระดับพลังได้แล้วด้วยนั้นแม้จะมีเงินอยู่มากมายเพียงใดก็ไม่สามารถหาซื้อมันมาได้โดยง่ายสิ่งนี้ยังต้องอาศัยโชคลาภของผู้คนเข้าผสมด้วยถึงจะสามารถพบเจอ
หากแต่ยามนี้ที่หยางชุนกลับใช้ออกกับเป็นทักษะลับซ้อนเร้นอันเป็นกระบวนท่าสุดท้ายของ4กระบวนท่าสิ้นศัตรูเพิ่มระดับของตนเองอันเป้นทักษะที่สาปสูญไปนับสิบปี อีกทั้งมันยังฝึกฝนสำเร็จแล้วเสียด้วยสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนจากตระกูลอื่นของหัวเมืองชั้นนอกเกือบทั้งหมดเกิดปรากฏดวงตาแห่งความโลภที่ต้องการจะครอบครองทักษะนี้กันอย่างถ้วนทั่ว
“หึหึหึ เจ้าจะไม่มีโอกาสได้ยืนทำหน้าตาจองหองอวดดีต่อหน้าข้าอีกแล้วหยางหลิว”
หยางชุนยามนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เฉพาะใบหน้าและดวงตาเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปหลังใช้ออกด้วยกระบวนท่าสุดท้าย‘โลหิตเมฆาคลั่ง’ กระทั่งน้ำเสียงยามกล่าววาจาของมันยังกลับกลายเป็นเย็นเหยียบและแหบพล่าดั่งเสียงของปีศาจจากขุมนรกไม่มีผิด
เพียงแต่ชั่วพริบตาที่หยางชุนกล่าววาจาจบไปกระทั่งเสี้ยวลมหายใจยังไม่ถึงด้วยซ้ำร่างของหยางชุนพลันปรากฏที่เบื้องหลังของหยางหลิวคล้ายดั่งภูตผี
ปังง !!!
หยางชุนพลันไม่กล่าสิ่งใดเร่งเคลื่อนพลังซัดฝ่ามืออันมีไอปราณสีแดงที่น่าขุนลุกปลุกคลุมอยู่ทั่วทั้งแขนเข้าสู่ด้านหลังของหยางหลิวอย่างรุนแรงจนเกิดสังดังสนั่นขึ้นทำให้หยางหลิวยามนี้กระเด็นลอยออกไปดั่งว่าวที่สายป่านขาดพร้อมทั้งทิ้งรอยเลือดที่สาดกระเซ็นเป็นทางยาวขณะที่ลอยไปสุดขอบของสนามประลอง
สภาพของหยางหลิวยามนี้จะนับว่าย่ำแย่อย่างมากก็ไม่ผิดนักหลังจากที่มันค่อยๆยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆกระทั่งตัวมันยอมนี้ยังปรากฏอาการสั่นเครือออกมาไม่ได้หยุดใบหน้าของมันชัดเจนว่าเจ็บปวดถึงขีดสุด หากแต่จะไม่ให้มันไม่เจ็บปวดได้อย่างไรหลังจากที่รับฝ่ามืออย่างไม่ทันตั้งตัวจากหยางชุนหรือจะเรียกอีกอย่างว่าไม่สามารถตั้งตัวได้ทันเสียมากกว่า กระทั่งลมปราณที่รั้งออกปกป้องร่างกายยามรับฝ่ามือยังไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวทำให้ยามที่ฝ่ามือกระทบกับร่างของมันนั้นส่งผลให้อวัยวะภายในหลายส่วนเคลื่อนที่อีกทั้งกระดูกชายโครงของมันยังหักไปหลายส่วน
หยางชุนที่เห็นหยางหลิวยังสามารถยืนหยัดกายขึ้นมาได้นั้นมันพลันขมวดคิ้วทันทีอีกทั้งจิตสังหารยามนี้ของมันยังได้ลอยออกมาคละคลุ้งไปทั่วอย่างเห็นได้ชัด มันกระทั่งไม่รีรอให้หยางหลิวได้พักหายใจแต่อย่างใดเร่งก้าวออกด้วยทักษะแปลกประหลาดที่มีไอโลหิตสีแดงฉานเป็นตัวชักนำพลังปราณทั้งความเร็วของมันนั้นกระทั่งเหนือกว่าก้าวผ่านสมุทรของหยางหลิวไปมากมายอย่างเทียบกันไม่ติดฝุ่นหากแต่เมื่อมันเข้าถึงร่างกายของหยางหลิวได้แล้วนั้นมันกลับไม่ได้ส่งออกด้วยทักษะฝ่ามือใดใดอย่างครั้งที่แล้วอีกแต่อย่างใดคนกลับทำเพียงเคลื่อนดาบประกายวารีในมือออกอย่างรวดเร็วและแกร่งกร้าวเข้าตัดแขนข้างซ้ายของหยางหลิวอย่างถนัดทั้งประกายสายตาของมันยามนี้ยังปรากฏความชั่วร้ายออกมาดั่งปีศาจกระหายเลือดไม่ได้ขาด
“ อ๊ากกก” เสียงร้องอันน่าอดสูดังลั่นออกมาหลังจากที่ดาบประกายวารีเข้าตัดเลาะชั้นกระดูกของหยางหลิวอย่างรุนแรงอีกทั้งเลือดยังสาดประกายออกมาดั่งน้ำที่พุ่งทะลักออกมาจากตาน้ำพุก็ไม่ปานทั้งภาพตรงหน้านี้ยังส่งผลให้ผู้คนบางส่วนไม่อาจทนดูกลับการลงมือต่อผู้คนในตระกูลเดียวกันอย่างโหดเหี้ยมได้อีกต่อไป
การประลองยามนี้หากจะกล่าวว่าหยางหลิวดูถูกตัวตนของหยางชุนเกินไปจนทำให้ตัวเองได้รับสภาพเช่นนี้ก็ไม่นับว่าผิดนักหากมันเพียงเคลื่อนกายเข้าขัดขวางการรั้งลมปราณเพื่อใช้ออกด้วยทักษะลับซ้อนเร้น “โลหิตเมฆาคลั่ง” แล้วละก็เหตุการณ์คงไม่ดำเนินมาถึงเช่นนี้ได้ หลังจากที่หยางชุนใช้ออกด้วยทักษะลับซ้อนเร้นแล้วนั้นการประลองก็คล้ายจะกลับกลายเป็นการตบตีอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งยังเป็นการตบตีอยู่ฝ่ายเดียวอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานีอย่างยิ่ง
หยางหลิวที่อยู่ในสภาพคุกเข่าลงหนึ่งข้างมือข้างขวามันถือกุมไปที่จุดบาดแผลบริเวณที่ตัดออกเพียงแต่ยามนี้มันไม่ได้ส่งเสียงร้องโหยหวยอย่างเจ็บปวดออกมาอีกแต่อย่างใดมันกลับทำเพียงจ้องเขม็งไปยังหยางชุนอย่างดุดันเพียงเท่านั้นคล้ายกับว่าจะเป็นการบอกให้หยางชุนหากต้องการลงมือฆ่าก็จงทำเสียแต่ตอนนี้อย่างไรอย่างนั้น