น้ำใสไปเดินซื้อของที่ห้างใหญ่ตามรายการที่ได้ร่างไว้เมื่อคืน
แต่ไม่ลืมที่จะโทรฯบอกภคกรเพื่อจะได้ไม่ซื้อของซ้ำซ้อนกัน
น้ำใสได้ของครบตามรายการ
มีปากกาสายลับที่มีกล้องถ่ายรูปซ่อนอยู่ ไฟฉายอันเล็ก มีดเล็กพับได้ เทปบันทึกเสียงขนาดจิ๋ว นาฬิกาข้อมือที่มีเข็มทิศในตัว
และของที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ สเปรย์พริกไทยและเครื่องซ้อตไฟฟ้าสำหรับป้องกันตัว
หญิงสาวต้องการอุปกรณ์น้อยชิ้นที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่องานจะได้ออกมาสำเร็จและรวดเร็ว
แม้จะรู้ว่าอันตรายมาก แต่หล่อนไม่มีทางเลือก คงต้องลองเสี่ยงกันดูสักครั้ง
น้ำใสต้องการเพียงแค่หลักฐานที่จะใช้เปิดโปงพฤติกรรมของนายธเนศ เพื่อใช้เป็นหลักฐานล้มเลิกการแต่งงานของเขากับมารดาหล่อน
น้ำใสต้องการแค่นั้นจริงๆ ส่วนเรื่องเด็กโดนฆ่า คงต้องแล้วแต่หลักฐานที่หล่อนจะได้
ส่วนคุณเอริค ถ้าคุณทำผิดคุณต้องได้รับผลตอบแทน แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคนผิดหรือไม่ ความรู้สึกที่ฉันมีต่อคุณจะยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คุณยังคงเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉัน และเป็นคนที่ฉันรักเสมอ
++++++++++++++++++++++
วันนี้สุดาทิพย์ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องพูดกับเอริคเรื่องที่อยู่ในใจให้ได้ ไม่ว่าชายหนุ่มจะตอบรับหรือปฎิเสธ
ดังนั้นหญิงสาวจึงรอโอกาสเมื่อเอริคมาพบดอกเตอร์และกำลังจะกลับ
หญิงสาวแอบไปดักรอเขาที่รถ
“คุณเอริคคะ คุณเอริค ดิฉันขอรบกวนเวลาสักครู่เถอะค่ะ”
แต่ผมจะรีบกลับนะครับผมต้องไปทำงานให้ดอกเตอร์”
“ขอเวลาแป๊บเดียว ไม่นานหรอกค่ะ ขอร้องนะคะ”
เอริคหยุดคิดชั่งใจ
“ก็ ได้ครับ เชิญครับ”
สุดาทิพย์ยิ้มออกมาได้หล่อนเดินนำหน้าเขาไปยังเก้าอี้ไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทางด้านหลังมองลอดทิวไม้ลาดลงไปเป็นหน้าผามองเลยออกไปคือโขดหินและทะเล
ลมพัดหวีดหวิวพัดพาปอยผมที่ดัดเป็นลอนของสุดาทิพย์ปลิวว่อนจนหญิงสาวต้องรวบแล้วมัดด้วยผ้ารัดผมที่เป็นผ้ายืดสีสดสวย
เอริคเพิ่งมีโอกาสได้มองหน้าหญิงสาวใกล้และชัดก็ตอนนี้โดยก่อนหน้านี้ เขาเองเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงที่ได้จะได้ใกล้ชิดหล่อน
วงหน้าหล่อนเรียวยาวผมดัดเป็นลอนอ่อน ผิวคล้ำแต่ไม่ถึงกับดำ รูปร่างผอมสูง ที่สำคัญแววตามีแต่ความเฉยชาหม่นหมอง
ชายหนุ่มคิดถึงน้ำใสขึ้นมาทันทีสุดาทิพย์ช่างต่างจากน้ำใสลิบลับ
น้ำใสมีแต่ความจริงใจทั้งสีหน้าและแววตาถึงแม้หล่อนจะดื้อดึงและช่างหาเรื่องให้เขาปวดหัว แต่ก็มีความบริสุทธิ์ใจไม่เหมือนสุดาทิพย์แอบซ่อนบางสิ่งไว้ในใจตลอดเวลา
“คุณเอริคคะ คุณเองก็ทราบว่าดิฉันกับคุณธเนศมีความสัมพันธ์กันยังไง”
“ครับ ผมทราบ”
“แต่ดิฉันอยากจะอธิบายบางอย่างให้คุณเข้าใจ”
“ผมว่าไม่จำเป็น”
“คุณคิดยังไงดิฉันทราบ แต่ขอความกรุณาฟังดิฉันให้จบก่อน นะคะ”
“ก็ได้ หวังว่าเรื่องที่คุณจะอธิบายคงจะไม่เกี่ยวกับผม” เอริครีบพูดกันตัวเองออกมาเนื่องจากเขาฉลาดพอที่จะดูออกถึงท่าทีของสุดาทิพย์ที่มีต่อเขา
“กรุณาฟังให้จบก่อนแล้วคุณค่อยตัดสินใจเถอะคะ”
เอริคใช้วิธีเงียบแทนคำตอบ สุดาทิพย์ทึกทักเอาว่าเขาไม่ว่าอะไร จึงพูดในสิ่งที่ตนอยากให้เขาฟังว่า
“ความจริงดิฉันไม่เคยเต็มใจหรือรู้สึกมีความสุขเลยที่ได้เป็นคนพิเศษของคุณธเนศตรงกันข้าม ดิฉันกลับรู้สึกอึดอัดและเป็นทุกข์มาตลอด ดิฉันพูดจากใจจริงนะคะ คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”
“ผมว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับผมนะครับ คุณควรจะพูดกับคุณธเนศเอง ผมคงจะต้องขอตัว”
“เดี๋ยวซิคะ กรุณาฟังให้จบก่อน” สุดาทิพย์คว้าข้อมือชายหนุ่มฉุดไว้เมื่อเห็นเขาทำท่าจะลุกขึ้น
เอริคก้มหน้าลงมองมือขาวเนียนที่จับกุมมือเขาอยู่ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาสุดาทิพย์ตรง ๆ แบบตำหนิในการกระทำที่ไม่ถูกกาละเทสะของหล่อน จนเจ้าหล่อนต้องรีบปล่อยมือเขาให้เป็นอิสระ เอ่ยขอโทษเสียงอ๋อย
“ขอโทษค่ะ”
“ผมไม่มีเวลามาก กรุณาพูดธุระของคุณให้จบด้วย” เอริคตอบกลับเสียงขุ่น
“ค่ะ ค่ะ”
เอริคทรุดตัวลงนั่งที่เดิมสุดาทิพย์เม้มริมฝีปากสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนแล้วรีบบอกชายหนุ่มไปว่า
“คือ ที่ดิฉันไม่มีความสุข นั่นเป็นเพราะว่าดิฉันไม่ได้รู้สึกพิเศษกับคุณธเนศเลย แต่ดิฉันรู้สึกพิเศษกับอีกคน” ประโยคนี้ของสุดาทิพย์หล่อนตั้งใจสบตาเอริคตรง ๆ แฝงความนัยซึ่งมั่นใจว่าชายหนุ่มดูออก
หากแต่เอริคเบือนหน้าหนี มองไปที่อื่นอย่างไร้จุดหมายเหมือนคำพูดที่ลอยออกจากปากหญิงสาวตรงหน้าเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขา
“ดิฉันไม่ได้หวังให้เขาคนนั้นตอบรับความรู้สึกของดิฉันหรอกนะคะ เพียงแต่จะขอความกรุณาจากคุณ”
“ผมว่า”
“ขอร้องเถอะค่ะ กรุณาฟังให้จบก่อน” สุดาทิพย์รีบรั้งเขาว้าจากนั้นก็รีบพูดต่อทันที
“ดิฉันอยากจะขอร้อง ดิฉันอยากให้คุณเอริคช่วยพาดิฉันออกไปจากที่นี่ได้มั๊ยคะ”
“ผมคิดว่าผมคงไม่” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธจบประโยคสุดาทิพย์ชิงพูดขึ้นมาทันทีว่า
“ขอร้องเถอะค่ะ ดิฉันอยากไปให้พ้นจากที่นี่”
“ทำไมคุณไม่ลองพูดกับคุณธเนศดูเอาเองละครับ” เอริคเสนอความคิดเห็น
“คุณคิดว่าเขาจะยอมหรือคะ เขาคงไม่ยอมแน่ ดิฉันสัญญาว่าจะไปให้ไกลจะไม่ให้ใครเดือดร้อน”
“ผมคงทำไม่ได้ ขอโทษผมขอตัว”
“โธ่ คุณเอริค ทำไมคะ” สุดาทิพย์ตัดพ้อ แล้วความน้อยใจก็พร่ังพรูออกมาต่อเนื่องว่า
“มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่ดิฉันไว้ใจและคิดว่าจะช่วยดิฉันได้ ได้โปรดเถอะค่ะ นึกว่าเห็นแก่มนุษยธรรม คุณก็ทราบว่าดิฉันรู้สึกยังไงกับคุณ ทำไมคะ ดิฉันผิดตรงไหน หรือผิดตรงที่ดิฉันเป็นคนของคุณธเนศ ดิฉันก็บอกแล้วว่าดิฉันไม่เต็มใจ ทำไมคุณไม่เคยมองเห็นความจริงใจที่ดิฉันมีต่อคุณเลย” ความในใจถูกถ่ายทอดออกมาเมื่อเห็นว่าเขาสมควรที่จะรู้
“ผมคงรู้สึกกับคุณมากเกินกว่านี้ไม่ได้ และก็คงช่วยอะไรคุณไม่ได้ ผมไมได้อยู่ในสถานะที่จะช่วยคุณ เรื่องที่คุณต้องการคุณควรที่จะบอกกับคุณธเนศไปตรงๆ จะดีกว่า บางทีเขาอาจจะเข้าใจคุณ ผมขอให้คุณโชคดี”
“คุณ โธ่” สุดาทิพย์ละห้อยไห้เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่สนใจ หญิงสาวพูดได้เพียงแค่นั้น แล้วเอื้อมมือไปหวังคว้ามือชายหนุ่มที่ตนหมายปองแต่แล้วก็ไม่เป็นผล เอริคลุกขึ้นเดินไปที่รถ สตาร์ทเครื่องขับออกไป
สุดาทิพย์ยืนนิ่ง เหมือนโดนตบหน้าด้วยคำพูดจนชาไปทั้งร่าง น้ำตาแห่งความเสียใจเจ็บแค้นกับความหมางเมินเย็นชาของเขาไหลออกตามอารมณ์
สุดาทิพย์เห็นพวกเสื้อขาวบางคนหันมองทางหล่อน หล่อนรีบปาดน้ำตาให้แห้ง ก่อนยืดตัวตรง เชิดหน้า ลุกขึ้นเดินไปจากที่ตรงนั้น
สุดาทิพย์เดินขึ้นตึกไปยังห้องนอนหรูหราโอ่โถงของหล่อน
หล่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงใหญ่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปได้
“ฮือ ฮือ ทำไม ทำไม๊” สุดาทิพย์ร้องไห้โฮ หญิงสาวใช้กำปั้นทุบไปบนที่นอนนุ่มระบายอารมณ์ระทมทุกข์
ทำไมเอริคไม่ช่วยเรา ทำไมเขาไม่เข้าใจ ทำไมไม่เข้าใจเราบ้าง
+++++++++++++++++++++
น้ำใสนัดกับภคกรถึงวันเดินทางที่จะไปเกาะเอริคดังนั้น เช้ามืดประมาณตี 5 หญิงสาวจึงมายืนอยู่หน้าบ้านใหญ่โตของชายหนุ่มในชุดเสื้อกางเกงเข้ารูปทะมัดทะแมงและเป้สะพายหลังใบใหญ่ ผมรวบตึงถูกมัดเป็นพวงที่ด้านหลัง น้ำใสสวมหมวกแก๊ปกับแว่นตากันแดดพรางใบหน้า หญิงสาวยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา
ภคกรวิ่งกระหืดกระหอบมาหาหญิงสาวในสภาพเครื่องแต่งกายเตรียมพร้อมน้ำใสมองเพื่อนชายตลอดตัวยิ้มพอใจ
“ไปกันหรือยัง” น้ำใสเอ่ยชวน
“ไปสิ”
สองหนุ่มสาวพากันไปที่สนามบิน ซึ่งน้ำใสจองตั๋วไว้เรียบร้อย
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ฟ้า ใช้เวลาไม่นาน น้ำใสก็มาถึงชายทะเลที่หล่อนเคยมาเที่ยวกับสุดาทิพย์
“ไหนล่ะน้ำ ที่น้ำว่าเคยเหมาเรือไปเที่ยวเกาะกันนะ”
“นี่ ทางนี้” น้ำใสพาเดินไปตามทางที่หล่อนจำได้ ลัดเลาะห่างจากชายฝั่งเข้าแนวป่า เดินเลาะแนวป่าโค้งไปมาจนถึงแทบชายทะเลที่เป็นแถบที่อยู่อาศัยของพวกชาวประมง
“โอ้โห” ภคกรตื่นตากับเรือประมงมากมายหลายรูปแบบหลายสีสัน เด็ก ๆ ตัวดำขะมุกขะมอมทั้งชายหญิงชี้ชวนให้ดูทั้งสองราวตัวประหลาด แล้วหัวเราะพูดคุยกันสนุกสนาน
น้ำใสพาภคกรไปยังเรือลำหนึ่งที่ค่อนข้างใหม่ชายหนุ่มเดินตามเพื่อนสาวต้อย ๆ มือลูบคลำของสำคัญในเป้ด้วยความอุ่นใจ ดีใจที่ไม่ลืมนำของสำคัญนั้นติดมาด้วยเผื่อเกิดเหตุอันตรายหรือฉุกเฉิน
เจ้าของเรือเป็นชายฉกรรจ์อายุราวสี่สิบปีเศษ แต่ท่าทางแววตาที่ซื่อทำให้น้ำใสนอนใจ อีกทั้งหล่อนมีภคกรมาเป็นเพื่อนด้วยจึงไม่กลัว
น้ำใสต่อรองราคากับเจ้าของเรือจนพอใจกันทั้งสองฝ่ายหญิงสาวให้ราคาที่ค่อนข้างสูง
“ไป๊ เรียบร้อยแล้ว”
“ฮื่อ” ชายหนุ่มเดินตามหญิงสาวขึ้นเรือพายลำเล็กเพื่อไปยังเรือประมงลำใหญ่ที่จอดอยู่ไม่ห่างจากชายหาดมากนัก คราวนี้น้ำใสเลือกเรือที่ใหญ่กว่าคราวก่อนเพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เรือล่มเหมือนคราวที่แล้ว
เมื่อขึ้นมาบนเรือได้ น้ำใสกับภคกรเดินดูรอบเรือ คงเพิ่งต่อเสร็จใหม่ๆ ดูแข็งแรงดี น้ำใสมองเรือใจคิดถึงลุงเจ้าของเรือลำก่อนที่หล่อนเคยเหมาจึงตะโกนถามเจ้าของเรือลำนี้ขณะที่เขากำลังเช็คเครื่องอยู่ด้านล่างไปว่า
“คุณคะ คุณรู้จักลุงเจ้าของเรือที่ชื่อจันทร์แรมมั๊ยคะว่าตอนนี้แกเป็นยังไงบ้าง”
“คุณหนูรู้จักลุงแกด้วยหรือครับ”
“ค่ะก็พอรู้” น้ำใสอึกอักไม่กล้าบอกว่าหล่อนเองนั่นแหละที่เป็นคนเหมาเรือไปคราวก่อน
“โอ๊ย แกตายไปแล้วครับคุณหนู เรือแกโดนพายุซัดจนเรือแตก จมลงก้นทะเล” ระหว่างที่พูด คนขับเรือก็ติดเครื่องครื่น ครื่น เรือเริ่มเคลื่อนไหวไปด้านหน้าช้าๆ จนกระทั่งเร็วขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย หัวเรือโยกขึ้นลงตามแนวลูกคลื่น ลมทะเลเย็นเหนียวพัดแรงปะทะตัว
“เหรอคะ”
“ครับ”
น้ำใสรับรู้ข่าวสลดใจ นี่เราเป็นต้นเหตุให้ลุงต้องตายเหรอนี่ ลุงจ๋า ถ้าลุงรับรู้ได้ด้วยญาณวิเศษ ได้โปรดยกโทษให้อภัยน้ำใสด้วยที่เป็นต้นเหตุทำให้ลุงต้องตาย แล้วน้ำใสจะทำบุญกรวดน้ำไปให้นะคะ และถ้าลุงรับรู้ได้ ได้โปรดบันดาลให้น้ำใสตามหาเกาะเอริคพบด้วยเถิด
น้ำใสยกมือไหว้ไปเบื้องหน้า ภคกรงง ไม่เข้าใจการกระทำของเพื่อนสาว คิดว่าเพื่อนสาวคงบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครอง จึงยกมือไหว้ตามบ้าง
“ไป๊ กร ไปใส่เสื้อชูชีพกัน” น้ำใสตะโกนชวนชายหนุ่มแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
“ฮื่อ” ภคกรเดินตามไปที่ห้องคนขับ วางสัมภาระลงที่ข้างฝาห้องคนขับ น้ำใสชี้ชวนให้คนขับเรือขับไปตามเกาะต่าง ๆ ที่นอกสายตาที่หญิงสาวคิดว่าเป็นเกาะเอริค