เจ้าพรหมเสกที่ยืนอยู่ด้านหลัง พอเห็นเช่นนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น พระองค์มองเห็นความลำบากใจของพระเชษฐาชัดเจน พอ ๆ กับที่มองเห็นความงามของเยว่โมเลียง ในใจนึกไปถึงอีบ่าวตัวดี ที่ป้อนข้าวป้อนปลาให้พระองค์เมื่อยามเที่ยงของวันวาน...'ผู้ชายบ้านนี้เหตุใดถึงต้องมารับศึกหนักเรื่องสตรีพร้อมกันเช่นนี้หนา'
"ท่านเจ้าม้าเหล็ก…แม่ญิงโมเลียงทรงมีสิริโฉมงดงามยิ่งนัก" เจ้าขุนอินทร์ถวายตรัสออกไปด้วยความพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง "แต่แผ่นดินสุวรรณโคมคำในยามนี้ ที่เพิ่งผ่านพ้นจากไฟสงครามแลการสูญเสีย ข้าเกรงว่านางจักต้องมาอยู่บนความยากลำบาก ทั้งกายแลใจของคนไกลบ้านที่ตกอยู่ในดงคนไม่คุ้นเคย"
"หากพระองค์ไม่รับนางไว้ นางจักเป็นเพียงหญิงไร้แผ่นดิน ที่ต้องเร่ร่อนหนีภัยฉินหรือหนักกว่านั้น หากถูกนำตัวไปเป็นเชลยศึก" เยว่หวางขุนม้าเหล็กขัดขึ้นด้วยแววตาเว้าวอน "โปรดเมตตาลูกข้าเถิด...เมตตาต่อลมหายใจสุดท้ายของชาวเยว่ ให้นางไปทุกข์ยากในสุวรรณโคมคำ ยังดีเสียกว่าไปเป็นเชลยศึกต่ำต้อยในแผ่นดินฉินผู้รุกรานเรา"
แสงประทีปในกระโจมวูบไหวตามแรงลมเป่า เจ้าขุนอินทร์ถวายนั่งลูบคลำดาบใหญ่ที่เจ้าซอมพอคนงามมอบให้ ดาบหนักที่เคยจับถนัดถือ กลับเบากว่าภาระที่เยว่หวางขุนม้าเหล็กพยายามจับวางทิ้งให้พระองค์ลงบนบ่าใหญ่ มันช่างอึดอัดแลหาทางออกไม่เจอ สตรีเดียวที่พระองค์หมั่นหมายเทิดทูลเหนือใคร กลับมีสตรีอื่นเข้ามากั้นกลางโดยไม่ทันตั้งตัว
เมื่อขบวนเดินทางกลับมาถึงยังค่ายหลวงสุวรรณโคมคำ บรรยากาศที่ควรจะรื่นเริงด้วยข่าวการศึกที่จบลง กลับปกคลุมด้วยความอึดอัดดุจพายุที่กำลังตั้งเค้ามืดดำ เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงม้าเคียงข้างมากับเจ้าขุนพรหมเสก ตามหลังมาด้วยวอทอง ที่ภายในมีแม่ญิงเยว่โมเลียงนั่งประทับมาด้วย ในฐานะบรรณาการแห่งพันธสัญญา ภาพนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของเจ้านางซอมพอ ที่ยืนรอรับเสด็จพร้อมเหล่าข้าราชบริพาร นางอดหลับอดนอน เฝ้ารอให้ชายผู้นี้กลับมาอย่างปลอดภัย เพียงแต่ไม่คิดว่าพระองค์จะปลอดภัยกลับมา พร้อมของสำคัญที่งดงามราวไข่มุกจากทะเลไกล
เจ้าขุนอินทร์ถวายรีบลงจากหลังม้า สายตาของพระองค์มองหาเพียงดรุณีหนึ่งเดียว ที่อยู่ในห้วงคำนึง แต่เมื่อสบตาน้องนาง พระองค์กลับพบเพียงแววตาที่ว่างเปล่า แลนิ่งเฉยดุจห้วงน้ำในยามราตรีอันมืดมน ผิดกับวันจากลาที่มีเพียงแววตาถวิลหาอาดูลส่งมอบแก่กัน
"ซอมพอ...พี่กลับมาแล้ว…" เจ้าขุนอินทร์ถวายตรัสเสียงแผ่วต่อหน้านาง ท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพาลที่มาเฝ้ารอ แต่คนแรกที่พระองค์เดินเข้าหากลับเป็นเจ้านางจากเวียงสรวง หาใช่ธิดาคนงามจากหนานเยว่ที่นั่งอยู่ในวอ เจ้านางซอมพอเพียงส่งยิ้มละไม พร้อมย่อกายลงถวายบังคมแบบเต็มพิธีการ ผิดกับความสนิทสนมที่เคยมีให้กันดั่งวันวาน
"ยินดีกับชัยชนะแลมิตรภาพใหม่เพคะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แลยินดีกับพระองค์ที่ทรงได้ยอดหญิงงามจากหนานเยว่มาแนบกาย เมืองเวียงชัยแลสุวรรณโคมคำคงจักร่มเย็นเป็นสุข เพราะพระบารมีของเจ้านางผู้นี้"
"ซอมพอ เจ้าฟังพี่ก่อนเถิดหนา...สิ่งนี้เป็นเพียงธรรมเนียมการศึก พี่มิอาจ..."
"มิจำเป็นต้องอธิบายดอกเจ้าข้า" ซอมพอขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่หัวใจส่งไปไม่ถึงดวงตา “ข้าเจ้าเองก็มีเรื่องสำคัญจำต้องกราบทูลให้ทรงทราบ สิ้นศึกเวียงชัยแล้ว ข้าแลน้องสมควรกลับคืนเวียงสรวง ข้าเจ้ายังมีหน้าที่สำคัญที่ต้องกลับไปทำเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด มิต่างจากแม่ญิงหนานเยว่ ที่ต้องทำเพื่อแผ่นดินของนางเช่นกัน...” เจ้านางซอมพอกล่าวจบ ก็หมุนตัวตั้งใจเดินออกห่างฝูงชน
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจจอมทัพ เจ้าขุนอินทร์ถวายสาวเท้าเข้าไปหมายจับไขว่คว้าข้อมือของนางไว้ แต่ซอมพอกลับบิดหมุนข้อมือแข็งแกร่งนั้นออก มิยอมให้คนสูงใหญ่จับกุมต่อหน้าคน นางเร่งฝีเท้าหลบหลีกเร้นกายหายเข้าไปในฝูงชน ที่มายืนออรอรับเสด็จ นางตั้งใจหลบหน้าชายผู้เป็นถึงเจ้าราชวงศ์ไปอย่างไม่แยแส
เจ้าขุนพรหมเสกที่มองดูเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ ถึงกับถอนหายใจทิ้ง พระองค์หันไปมองอีเอื้องสาย นางกำนัลข้างกายเจ้านางซอมพอ อีบ่าวตัวดีก็เบ้ปากใส่พระองค์ ราวสาวงอนเง้าหนุ่มคนรัก แล้วค้อนขวับให้พระองค์ทันทีที่สายตาสบกัน
"มองกระไร ทำอันใดมิห่วงใจคนรอ" อีเอื้องสะบัดหน้าหนี วิ่งตามผู้เป็นนายของมันไป
"อ้าว! อีเอื้อง! มึงอย่ามาลามปามกูนะมึง อะไรของมันวะ กูเกี่ยวอันใดด้วยอีเอื้อง!" เจ้าขุนพรหมเสกตวาดลั่นตามหลังอีบ่าวที่วิ่งแล่นตามนายมันไป แต่ใจตนกลับว้าวุ่น จึงรีบตะโกนตามหลังมันอีกครั้ง "สถานการณ์มันบีบบังคับดอก มึงมิเข้าใจพวกกู ก็อย่ามาว่ากล่าวกันเช่นนี้ กูแลพี่ท่าน ห่วงหัวใจพวกมึงเป็นที่สุด"
แม่ญิงจากเวียงสรวงทั้งสอง มิได้หยุดใส่ใจต่อบุรุษทั้งสองที่ยืนมองอยู่ แม่ญิงบำเหน็จศึกก้าวเท้าลงจากวอหามด้วยตนเอง มีเพียงสาวใช้ที่ติดตามมา รีบวิ่งเข้ามารับตัวนาง แต่ไม่มีบุรุษคนใดใส่ใจรับตัวนางลงจากวอ นางมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความลำบากใจ
‘นี่กระมัง เหตุผลที่เจ้าราชวงศ์สุวรรณโคมคำ พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ไคร่รับตน ที่แท้ก็มีสตรีในดวงใจอยู่แล้วนี่เอง’
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของการเร่งรื้อถอนค่ายพัก และการจัดเตรียมเสบียงเพื่อยกทัพกลับคืนสู่มาตุภูมิ บรรยากาศในค่ายหลวงสุวรรณโคมคำ กลับเต็มไปด้วยความหน่วงหนักทางอารมณ์ ควันไฟจากเตาหุงหาอาหารลอยล่องปนไปกับกลิ่นดินชื้นขังหลังฝนซา ช่างเป็นภาพย้อนแย้งระหว่างชัยชนะของแผ่นดิน และความพ่ายแพ้ของหัวใจ
ตั้งแต่กลับมาถึง ใจของชายผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มีแต่ความอึดอัดแน่นทรวงอก หมายใจไปอธิบายทุกอย่างให้นางฟัง แต่นางก็เอาแต่หลบหน้าหลบตา จนยากจะเข้าถึงตัวเช่นอย่างที่เคยเป็น
หน้าพลับพลาหลวง เจ้านางเอื้อชายาในท้าวพญาศรีศักดิ์ผู้ล่วงลับ นางนุ่งขาวห่มขาวแลดูสะอาดตา นางมาเพื่อน้อมส่งราชบุตรทั้งสาม ที่ยังเยาว์วัยให้แก่เจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย ได้นำกลับไปเลี้ยงดูยังเมืองใหญ่
"ข้าเจ้าขอฝากหน่อเนื้อเชื้อไขของเวียงชัย ไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่เช่นสุวรรณโคมคำ" นางเอ่ยด้วยสุรเสียงสั่นเครือ ด้วยยังมิคลายโศกเศร้า "ขอพระองค์ทรงรับพวกเขากลับไปชุบเลี้ยงยังสุวรรณโคมคำ ให้เติบใหญ่เป็นข้ารับใช้ใต้ฝ่าพระบาท แทนพระบิดาผู้ล่วงลับสิ้นชีพจากไปด้วยเถิดเพคะ"
เด็กทั้งสอง รีบคุกเข่าลงหมอบกราบเจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย หมายฝากฝังตนเป็นบุตร เว้นแต่เจ้าคนเล็กที่เด็กนักไม่ประสา เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงอุ้มเอาราชบุตรองค์น้อยขึ้นมา แววตาของพระองค์เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู พระองค์พยักหน้าตอบรับ ด้วยจรรยาของขัตติยะ หากแต่สายตากลับลอบมองไปทางทิศที่ตั้งพลับพลาของเวียงสรวง หมายใจอยากเห็นหน้าเจ้านางคนงามจากเวียงสรวงแดนไกล ชัยชนะครั้งนี้พระองค์จบมันลงด้วยวาจา ได้มาซึ่งบุตรบุญธรรม แลบำเหน็จศึกเลอโฉม แต่กลับคล้ายว่าจะสูญเสียหัวใจทั้งดวงของตนไป
“การศึกจบลงแล้ว แต่มิใช่ว่าเราจะวางใจได้ไม่ หากพวกคนฉินหึกเหิมบุกลงมาก่อกวนแย่งชิงดินแดนถึงลุ่มน้ำของ ที่นี่ก็จะต้องเผชิญศึกอีกคราไม่สิ้นสุด ไอ้พรหมเสกมึงรู้ตัวหรือไม่ ว่ายังมีโทษที่กูแขวนไว้ต่อมึง”
เจ้าพรหมเสกคลานเข่าออกมาจากแถว หมอบกราบต่อผู้เป็นพระเชษฐา “พระเจ้าข้า ข้าจำได้”
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH