พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 36 กระจกส่องแก่นจิต

    ผิวกระจกใสสั่นไหวช้า ๆ ต่อหน้า หนิงเยว่อิง

    แสงสีเงินอ่อนบนขอบกระจกค่อย ๆ แผ่ออกไปราวหมอกเย็น
    รับกับเรือนกายอรชรของนางจนยิ่งขับให้ภาพตรงหน้างดงามเหนือจริงยิ่งขึ้น
    ผมดำยาวพลิ้วอ่อนลงตามแรงลมแผ่ว
    อาภรณ์สีเงินขาวแนบกายอย่างเรียบง่าย
    แต่ยิ่งเรียบก็ยิ่งทำให้ความงามเย็นลึกของนางเด่นชัด

    นางยืนนิ่งดุจหิมะที่ตกต้องยอดเขามาเนิ่นนาน
    ภายนอกสงบ
    ภายนอกเย็น
    จนผู้คนยากเดาว่าใต้ความนิ่งนั้นมีคลื่นอันใดซ่อนอยู่

    ครั้นกระจกเริ่มตอบสนอง
    เงาของนางบนผิวใสก็ค่อย ๆ แยกออกเป็นหลายชั้นดังที่อี้ซินเห็นเมื่อครู่

    เงาแรกคือนางในชุดขาวหิมะ
    สงบนิ่ง
    สูงส่ง
    เย็นดุจจันทร์กลางเหมันต์

    เงาที่สองคือนางในชุดสีแดงโลหิต
    ดวงตาเย็นยิ่งกว่าเดิม
    ปลายกระบี่ยาวในมือหยดเลือดช้า ๆ ลงบนบันไดหยกสีขาว

    เงาที่สามคือนางยืนเดียวดายอยู่กลางตำหนักน้ำแข็ง
    รอบกายว่างเปล่าไร้ผู้คน
    มีเพียงลมหนาวกับหิมะปลิววนไม่สิ้นสุด

    เงาที่สี่...กลับทำให้แม้แต่อี้ซินยังหรี่ตาลง

    มันเป็นเงาของหนิงเยว่อิงที่ก้มกอดร่างใครบางคนอยู่ในอ้อมแขน
    ผมดำของนางยุ่งกระจาย
    ปลายแขนเสื้อเต็มไปด้วยโลหิต
    และบนพื้นรอบกายนางมีดอกเหมยขาวร่วงเกลื่อน ถูกย้อมครึ่งหนึ่งด้วยสีแดงเข้ม

    ลานดำทั้งผืนเงียบลงทันที

    หนิงเยว่อิงยังยืนนิ่ง
    แต่ปลายนิ้วเรียวที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกลับขยับเกร็งเพียงน้อย

    กระจกจึงเริ่มส่งเสียง

    ไม่ใช่เสียงของเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    ไม่ใช่เสียงของสตรีใดในอดีต
    แต่เป็นเสียงเย็นใสทว่ากลวงลึก คล้ายหิมะกระทบระฆังแก้ว


    “เจ้าปิดหัวใจตนเองไว้ด้วยสิ่งใด...”


    “ด้วยความหนาว...”


    “ด้วยความแค้น...”


    “หรือด้วยความกลัวว่าหากเปิดมันออกอีกครั้ง ทุกสิ่งจะพังลงอีกครา...”


    เงาในกระจกขยับช้า ๆ

    ภาพตำหนักน้ำแข็งขยายชัดขึ้น
    อี้ซินเห็นเงาสตรีหลายคนในชุดคล้ายนางคุกเข่าอยู่สองข้างทางเดิน
    เห็นบัลลังก์หยกสูงอยู่ลึกเข้าไป
    เห็นร่างชราเคร่งขรึมผู้หนึ่งยืนหันหลัง
    และเห็นหนิงเยว่อิงในวัยเยาว์กว่าปัจจุบันเพียงเล็กน้อยยืนอยู่กลางหิมะ เลือดไหลจากฝ่ามือที่กำแน่น

    จากนั้นภาพก็เปลี่ยนอีกครั้ง

    คราวนี้เป็นค่ำคืนหนึ่ง
    ฟ้าดำ
    หิมะตกหนัก
    ตำหนักบางแห่งกำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าอมขาว
    เงาร่างคนจำนวนหนึ่งล้มเกลื่อนอยู่บนพื้นน้ำแข็ง
    และหนิงเยว่อิงในเงาสะท้อนกำลังกุมกระบี่อยู่หน้าโถงใหญ่
    รอบตัวนางมีโลหิตเป็นวง

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพเหล่านั้นนิ่ง
    แววตาสีฟ้าอ่อนของนางมิได้สะทกสะท้าน
    แต่หนิงเยว่อิงกลับเห็นชัดจากหางตาว่า อี้ซินกำลังมองอยู่เช่นกัน

    กระจกไม่ได้ให้เวลาให้นางหลบสายตาใคร
    มันเพียงขุดลึกลงไปอีกชั้น


    “เจ้าทิ้งผู้ใดไว้เบื้องหลัง...”


    “และผู้ใดถูกเจ้าทิ้ง ทั้งที่ในใจไม่เคยยอมรับ...”


    คราวนี้เงาในกระจกกลับเหลือเพียงภาพเดียว

    ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก
    มีเด็กสาวผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนลานหยก
    อ้อมแขนกอดร่างคนผู้หนึ่งแน่น
    ไหล่บางสั่นน้อย ๆ แต่ไม่มีเสียงร้องไห้
    ดวงตาคู่งามว่างเปล่าจนน่ากลัว

    ภาพนั้นมิใช่เงาสะท้อนของสตรีเย็นสงบในยามนี้
    แต่เป็น “รากเหง้าแห่งความทรงจำ” ของนางที่ถูกแช่แข็งไว้ตั้งแต่คืนวันนั้น

    อี้ซินยืนดูเงียบ ๆ
    ไม่เอ่ยแม้คำเดียว

    เขาไม่รู้ทั้งหมดว่าภาพนั้นหมายถึงผู้ใด
    แต่กลับรู้ชัดอย่างประหลาดว่า
    ความเย็นในตัวหนิงเยว่อิงมิใช่เกิดจากนิสัยหรือชาติกำเนิดเท่านั้น
    หากเกิดจากการที่นางเคยสูญเสียบางสิ่งไปจนสุดใจ
    แล้วเลือกแช่แข็งตนเองไว้เสียตั้งแต่ตอนนั้น

    มือของหนิงเยว่อิงที่ข้างกายกำแน่นขึ้นอีกน้อย
    นัยน์ตาเย็นลึกของนางจับอยู่ที่ภาพในกระจกไม่วาง
    ครู่หนึ่ง...เพียงครู่เดียวเท่านั้น
    แววตานั้นก็ไหวจนแทบแหลก

    คลื่นน้ำสีเงินใต้กระจกพลันกระเพื่อมแรง

    เงาดำใต้ธารเริ่มขยับขึ้นช้า ๆ
    หมอกเย็นรอบแท่นหนาขึ้น
    กระจกผลึกส่งเสียงครางแผ่วราวรับรู้แล้วว่า จิตของนางกำลังสะท้านจริง

    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวขึ้นเบา ๆ

    “หากเจ้ายังมองมันเป็นบาดแผล มันจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป”

    หนิงเยว่อิงได้ยินชัด
    แต่อี้ซินกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนอย่างไม่คาดคิด

    น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง
    แต่นิ่ง หนัก และคมชัด


    “หิมะต่อให้หนาวเพียงใด ก็ไม่อาจย้อนคืนคนตาย”


    “หากเจ้าต้องการเดินต่อ ก็จงเหยียบมันแล้วก้าวไป”


    คำพูดนั้นตกลงกลางลานดำ

    หนิงเยว่อิงหันมองเขาเพียงเสี้ยวเดียว
    แต่เสี้ยวเดียวของสายตานั้นกลับเต็มไปด้วยคลื่นความรู้สึกนับไม่ถ้วน

    ไม่มีความโกรธ
    ไม่มีความขุ่นเคือง

    มีเพียงความเจ็บลึกที่ถูกแตะตรงกลาง
    และความเงียบประหลาดที่คล้ายกับว่ามีน้อยคนยิ่งจะกล้าพูดกับนางเช่นนี้

    ผิวน้ำในกระจกยังคงเผยภาพเด็กสาวกลางหิมะ
    เผยภาพอ้อมแขนที่กอดร่างไร้ลม
    เผยภาพเลือดสีแดงบนดอกเหมยขาว

    หนิงเยว่อิงมองภาพนั้นอีกครา
    จากนั้นจึงหลับตาลงช้า ๆ

    ลมหายใจของนางยาว สม่ำเสมอ และเย็นนิ่ง

    ครั้นลืมตาอีกครั้ง
    แววตาเย็นคู่นั้นมิได้สั่นไหวอีกแล้ว


    “ข้าไม่ลืม” นางกล่าวเบา ๆ เสียงนุ่มลงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา “แต่ข้าก็ไม่คิดจะหยุดอยู่ตรงนั้นตลอดชีวิต”


    ทันทีที่สิ้นคำ
    ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายนางก็แผ่ออกอย่างสงบ
    ไม่ใช่การปะทะ
    ไม่ใช่การกดข่ม
    หากเป็นความเย็นที่นิ่งถึงขีดสุด
    นิ่งจนเงาในกระจกเริ่มเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีเงินอ่อนเคลือบอยู่รอบขอบ

    เด็กสาวในเงาสะท้อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
    จากนั้นภาพทั้งหมดก็พลันแตกร้าว

    แคร่ก...


    เงาหิมะ
    เงาตำหนัก
    เงาโลหิต
    เงาคนตาย


    ล้วนแตกกระจายเป็นชิ้นใสร่วงหายลงในกระจก

    ผิวน้ำกลับคืนสู่ความใสเดิม

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวเรียบเย็น


    “ด่านที่สอง...เจ้าผ่าน”


    ลมหายใจของหลินเซวียนที่กลั้นไว้แต่ไกลหลุดออกยาวในคราวเดียว
    หานหลงยกมือแตะหน้าอกตนเองอย่างไม่รู้ตัว
    แม้แต่เยี่ยซูซินยังผ่อนลมหายใจลงชัดเจน

    หนิงเยว่อิงถอยออกจากแท่นหนึ่งก้าว
    สีหน้ายังคงสงบ
    ทว่าความเย็นบนใบหน้างามนั้นคล้ายอ่อนลงเพียงริ้วบาง
    บางจนผู้คนทั่วไปอาจไม่มีวันสังเกต
    แต่กลับไม่รอดสายตาอี้ซิน

    ครั้นนางเดินกลับมายืนข้างเขา
    อี้ซินจึงกล่าวเพียงประโยคเดียว


    “เจ้าเดินผ่านมาได้ดี”


    น้ำเสียงเขาไม่ดัง
    ไม่หวาน
    แต่มั่นคงนัก

    หนิงเยว่อิงนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
    ก่อนแววตาจะอ่อนลงน้อยยิ่ง
    มุมปากบางขยับเพียงเสี้ยวที่แทบมองไม่ทัน


    “ข้ายังไม่คิดหยุดอยู่เพียงด่านที่สอง” นางตอบ


    แม้ถ้อยคำจะเย็นดังเดิม
    แต่คนที่ฟังอยู่ใกล้พอย่อมรู้ว่า น้ำหนักของมันแตกต่างจากก่อนหน้าแล้ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนค่อยก้าวขึ้นแท่นผลึกด้วยตนเอง


    “ด่านนี้มิได้คัดข้า” นางกล่าว “เพราะข้าอยู่ในเขตนี้มานานจนกระจกจำข้าได้แล้ว”


    อี้ซินหรี่ตา


    “เช่นนั้นเจ้าจึงผ่านได้ง่ายเช่นนี้หรือ”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมามองเขา
    ดวงตาสีฟ้าอ่อนนั้นเย็นใสแต่ลึกล้ำ


    “ผู้ที่ถูกขังอยู่กับด่านนับปีเดือนมิได้” นางกล่าว “หาได้ผ่านสิ่งใดโดยง่ายไม่”
    “เพียงแต่บางอย่าง...ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ซ้ำอีก”


    คำตอบนั้นยิ่งทำให้อี้ซินแน่ใจว่า เสวี่ยอวิ๋นเหยามิใช่เพียงผู้เฝ้าทางธรรมดา
    หากเป็นส่วนหนึ่งของสนามทดสอบนี้ไปแล้วจริง ๆ

    ครั้นพูดจบ
    นางก็สะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง

    ธารสีเงินทั้งสายพลันสั่นสะเทือน
    กระจกผลึกกลางอ่าวส่งเสียงใสกังวาน
    จากนั้นพื้นน้ำด้านหน้าแท่นก็แยกออกเป็นทางหินสายใหม่ ทอดยาวลึกไปอีกทิศหนึ่ง

    ทางหินนี้มิใช่แผ่นขาวหม่นดังธารแรก
    หากเป็นผลึกน้ำแข็งใสสลับศิลาเงิน
    สองข้างทางมีโคมผลึกสีครามลอยอยู่เป็นช่วง ๆ

    ลึกออกไปเบื้องหน้า
    เห็นเงากำแพงหินมหึมาสูงตระหง่านขึ้นจากพื้น
    กลางกำแพงมีซุ้มประตูโบราณสูงหลายจั้ง
    เหนือประตูมีรูปสลักวิหคเก้าหางกางปีก
    ส่วนใต้ประตูมีลานวงกลมสีดำกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง

    เพียงมองจากไกล
    อี้ซินก็รู้สึกได้ถึงแรงกดแปลกประหลาดจากลานนั้น

    ไม่ใช่แรงกดหนักดุจภูผาแบบซากสัตว์เทวะ
    หากเป็นแรงกดคมกริบ คล้ายเขี้ยวและกรงเล็บที่มองไม่เห็นกำลังกรีดผ่านอากาศอยู่ตลอดเวลา

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวขึ้นอีกครา


    “ด่านที่สาม”


    “ลานเขี้ยววิหค”


    หนิงเยว่อิงหรี่ตาเล็กน้อย


    “ทดสอบสิ่งใด”


    “ความเร็ว” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “การอ่านทิศทาง”


    “และสัญชาตญาณรอดตาย”


    อี้ซินยกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นขยับน้ำหนักในมือเล็กน้อย
    แม้มันยังหนัก
    แต่ลึกในใจกลับมีคลื่นบางอย่างสั่นขึ้น

    ด่านเช่นนี้...คล้ายตอบรับกับท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าที่เขาฝึกจากรอยสลักในหยกดาราอย่างประหลาด

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมามองเขาอีกครา
    คราวนี้สายตาของนางหยุดอยู่ที่ฝีเท้าเขาชั่วขณะ
    จากนั้นจึงเอ่ยแผ่วเบา


    “หากฝีเท้าของเจ้ามีรากมาจากดาราอย่างที่ข้าคิด”


    “ด่านที่สามอาจไม่ใช่ด่านที่ขวางเจ้า หากเป็นด่านที่เปิดให้เจ้าเห็นบางอย่างชัดขึ้น”


    หนิงเยว่อิงหันมองอี้ซินทันที

    ดวงตาเย็นลึกของนางวูบแผ่ว
    แม้นางจะเคยเห็นฝีเท้าแปลกประหลาดของเขาหลายครา
    แต่การที่เสวี่ยอวิ๋นเหยาพูดถึง “แก่นแท้จากดารา” ตรง ๆ เช่นนี้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่

    อี้ซินเองก็หันสบตาเสวี่ยอวิ๋นเหยาอย่างตรงไปตรงมา


    “เจ้ารู้อะไร”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนจะกล่าวเพียงว่า


    “ข้ารู้เพียงว่า ฝีเท้าของเจ้าไม่ใช่ของที่ดินแดนระดับต่ำจะให้กำเนิดได้ง่าย”

    คำตอบนั้นไม่มาก


    แต่ก็มากพอแล้ว

    หนิงเยว่อิงลดสายตาลงเสี้ยวหนึ่ง
    มุมปากบางแทบมองไม่เห็นว่าขยับ
    ราวกับกำลังจดบางสิ่งไว้ในใจเงียบ ๆ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหมุนกายหันสู่ทางหินสายใหม่
    ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วผ่านแสงครามอ่อน ดุจม่านจันทราเคลื่อนผ่านรัตติกาล


    “ไปเถิด” นางกล่าว “ลานเขี้ยววิหคจะเปิดเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น”


    อี้ซินก้าวออกเป็นคนแรก
    หนิงเยว่อิงก้าวตามมาเคียงข้าง
    เสวี่ยอวิ๋นเหยานำอยู่ข้างหน้าเล็กน้อย

    สามเงาบนทางหินผลึกทอดยาวไปในดินแดนใต้พิภพอันเก่าแก่
    เบื้องหลังคือผู้ถูกคัดออกซึ่งไกลเกินตามทันแล้ว
    เบื้องหน้าคือด่านใหม่ที่รอพิสูจน์ทั้งสามต่อไป

    ลมเย็นพัดผ่าน
    เงาของอี้ซินกับหญิงงามทั้งสองทอดยาวบนพื้นผลึก
    งดงามแต่เปี่ยมด้วยแรงกดดันอันเงียบลึก

    และยิ่งเดินลึกเข้าไป
    เขายิ่งรู้สึกชัดว่า
    ด่านแต่ละด่านของสนามทดสอบสัตว์เทวะนี้
    มิได้เพียงคัดคนออก

    แต่มันกำลังค่อย ๆ ดึงเอา “ตัวตนที่แท้จริง” ของผู้ยังยืนอยู่ให้เปิดเผยออกมาทีละส่วน