เปลวไฟสีแดงชาดยังคงลุกไหม้แตกปะทุส่งเสียงดังเปรี๊ยะปะอยู่ทั่วทั้งบริเวณตรอกอุตสาหกรรมร้าง แม้การหักล้างปะทะกันอันดุเดือดจะจบลงไปแล้วก็ตาม ซากพื้นคอนกรีตหนาที่เคยรองรับน้ำหนักบัดนี้หลอมละลายกลายเป็ของเหลวสีแดงเพลิงเรืองรองดูคล้ายกับธารลาวาอุ่น เศษเหล็กกล้าจากซากรถยนต์และโครงสร้างปรักหักพังของอาคารส่งไอความร้อนสูงจนทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวไม่คงที่
ใจกลางหลุมะเิขนาดมหึมาอันเป็จุดจบของการ์เลนอสระดับ Beta
ร่างของริน อาซากิ ในชุดเกราะลีซิลนอสสีแดงดำกำลังคุกเข่าชันทรุดอยู่กับพื้นคอนกรีตอย่างหมดสภาพ เธอหอบหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วงรุนแรง ดาบเพลิงขนาดั์คู่กายถูกปักค้างอยู่บนพื้นด้านข้างเพื่อใช้ยันค้ำร่างกายไม่ให้ล้มพับลงไป เปลวไฟฟีนิกซ์อันน่าเกรงขามที่เคยพวยพุ่งพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งก่อนหน้านี้เริ่มอ่อนกำลังแรงลงทีละน้อยจนเหลือเพียงประกายไฟริบหรี่
ทว่าถึงกระนั้น...อุณหภูมิรอบกายของเด็กสาวกลับยังคงสูงลิ่วผิดปกติอย่างน่าประหลาด
ฟุ่บ...
ไอความร้อนสีแดงทองยังคงแผ่ซ่านซึมออกมาจากร่างของเด็กสาวเป็ระลอก คลื่นความร้อนหนาแน่นกดดันจนชั้นบรรยากาศรอบตัวเธอหมุนวนเป็ริ้วรอยคลื่น
“อึก...หัวมัน...”
รินยกอุ้งมือเกราะขึ้นกุมศีรษะของตนเองทันที ความเ็ปแล่นพล่านเข้าสู่สมองราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง พร้อมกับสุ้มเสียงกระซิบกระซาบลึกลับที่บิดเบี้ยวทุ้มต่ำยังคงดังก้องสะท้อนไปมาในจิตใต้สำนึกอย่างไม่ยอมหยุดหย่อน
...เผาไหม้......ทำลายล้าง......ปลดปล่อยทุกสรรพสิ่งให้สูญสิ้น...
“หยุดนะ...! เงียบเดี๋ยวนี้...!” เธอกัดฟันกรอดจนแทบหลั่งเื พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะใช้สติอันน้อยนิดฝืนควบคุมสัญชาตญาณดิบที่กำลังตื่นรู้ขึ้นมาภายในใจ
ทันใดนั้นเอง—
วี้ดดดดดดดด——!!!
เสียงสัญญาณความถี่สูงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์พลังงานแรงดันสูงขนาดั์ดังก้องสะท้อนะเืมาจากสรวง์ยามค่ำคืน โรเชลล์ที่หลบอยู่เื้ัรีบเงยใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึงและซีดเผือด
เหนือกลุ่มก้อนเมฆาทมิฬสีดำสนิทที่ปกคลุมน่านฟ้าของมหานครโครเนแซนเดรีย เงามืดขนาดใหญ่โตมโหฬารของสิ่งก่อสร้างบางอย่างกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวลดระดับเพดานบินลงมาจากฟากฟ้าอย่างช้าๆ มันคือยานรบลอยฟ้าขนาดมหึมาที่แผ่แรงกดดันน่าเกรงขาม
ตัวเรือนของมันทำจากโลหะพิเศษสีเทาดำทรงเหลี่ยมหนาแน่นดูแข็งแกร่งและดุดัน คล้ายกับการผสมผสานระหว่างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์และยานอวกาศรบข้ามดาราศาสตร์ ปีกข้างทั้งสองด้านถูกติดตั้งด้วยแท่นปืนใหญ่พลังงานลำแสงแรงสูงและรันเวย์ขนาดพอเหมาะสำหรับให้อากาศยานประเภท VTOL (เครื่องบินขึ้น-ลงทางดิ่ง) หลายสิบลำจอดเทียบท่า
แสงสว่างเรืองรองสีน้ำเงินครามจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนระบบควอนตั้มด้านท้ายส่องทะลวงฝ่ากลุ่มเมฆหนาลงมาเป็ลำยาวตระการตา ขณะที่ตัวเรือทั้งลำที่ยาวหลายร้อยเมตรค่อยๆ ลอยเคลื่อนเข้ามาบดบังวิสัยทัศน์ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงจนหมดสิ้น ราวกับเป็ป้อมปราการาลอยฟ้าที่พร้อมจะล้างบางทุกสิ่ง
และบนแผ่นเกราะหนาด้านหน้าของยานรบปรากฏสัญลักษณ์ตัวอักษรสีฟ้าเรืองแสงเด่นชัด— V.I.F. พร้อมกับรหัสชื่อประจำเรือที่ระบุไว้ว่า ORCA - 01

“นั่นมัน...อะไรน่ะ...” โรเชลล์พึมพำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
มวลแรงดันอากาศมหาศาลจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนกดทับลงมาเบื้องล่างอย่างรุนแรง พัดกระหน่ำจนเศษฝุ่นละออง หินปูน และเถ้าถ่านสีดำที่หลงเหลือจากการต่อสู้ปลิวละลิ่วกระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
จากบริเวณใต้ท้องเรือรบั์ ยานลำเลียงพล VTOL สีดำสนิทจำนวนหลายลำเริ่มร่อนตัวแยกย่อยบินกระจายออกมาอย่างเป็ระบบระเบียบ พร้อมกับเปิดไฟสปอตไลท์สแกนสีฟ้าสาดกวาดตรวจสอบพื้นที่ตรอกด้านล่างอย่างละเอียด
“หน่วยเก็บกู้และระงับเหตุลงสู่พื้นที่ปฏิบัติการ” “ยืนยันผล...สัญญาณชีพจรการ์เลนอส Class Beta สลายตัวหายไปแล้ว” “ตรวจพบคลื่นพลังงาน EW ระดับสูงผิดปกติในพิกัดศูนย์กลาง”
เสียงประมวลผลและรายงานสถานการณ์ผ่านเครื่องมือสื่อสารทางวิทยุดังแทรกขึ้นมาในชั้นบรรยากาศอันตึงเครียด และในวินาทีต่อมา—
ตูม! ตูม! ตูม!
กองกำลังทหารติดอาวุธหนักในชุดเกราะรบสีดำทมิฬจำนวนมากทำการโรยตัวลงมาจากยานลำเลียงพล วิ่งกระจายกำลังเข้าปิดล้อมพื้นที่อุตสาหกรรมร้างทั้งหมดไว้อย่างรวดเร็วและไร้ที่ติ อาวุธปืนล้ำอนาคตทุกกระบอกถูกยกขึ้นเล็งตรงมายังร่างของรินที่กึ่งนั่งกึ่งคุกเข่าอยู่ทันที
“ตรวจพบมนุษย์ผู้วีโอสโตน!” “ระดับค่าพลังงานแกนกลางยังคงไม่เสถียร!” “ทุกหน่วยเตรียมความพร้อม... ใช้อุปกรณ์ควบคุมสนามพลังงานมิติขวางกั้น!”
โรเชลล์ที่เห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งเข้าบังเพื่อนสนิท ใบหน้าหวานซีดเผือดพลันะโสวนกลับไป “ดะ...เดี๋ยวก่อนสิพวกคุณ! พวกคุณเป็ใครแล้วจะทำอะไรเพื่อนฉันน่ะ!?”
ทว่ากลับไม่มีสัญญาณตอบรับหรือคำอธิบายใดๆ จากเหล่านักรบชุดดำ
ตึก...ตึก...ตึก...
ทว่าท่ามกลางความตึงเครียด เสียงย่างก้าวของรองเท้าส้นสูงหนังชั้นดีที่กระทบเข้ากับเศษปูนดังขึ้นอย่างช้าๆ และมั่นคง หญิงสาวผมสีเงินอมม่วงคนเดิมเดินนวยนาดก้าวออกมาจากแถวหน้าของกลุ่มทหารก่อนจะโยนปืนไรเฟิลให้ทหารคนหนึ่ง หลังจากที่เธอถือมันมานาน เสื้อคลุมยาวสีเทาเข้มสะบัดพริ้วไหวไปตามแรงลมพายุจากเครื่องยนต์ยานยนต์้า ดวงตาสีม่วงคู่คมที่แสนเย็นเยียบปานน้ำแข็งจ้องมองตรงมายังร่างเกราะของรินนิ่ง
“คลื่นพลังงานบ้าคลั่งในร่างกายเริ่มสงบนิ่งลงแล้ว…ภัยคุกคามระดับ Beta ก็ถูกกำจัด ขอบอกตามตรงว่าเธอทำงานได้ดีมาก” เธอเอ่ยปากพูด ก่อนจะเบือนหน้าไปสั่งการลูกทีมรอบกาย “ยกเลิกโหมดกำจัดเป้าหมาย เปลี่ยนแผนเป็โหมดควบคุมและคุ้มกันตัวแทน”
“รับทราบครับ ผู้การโรซาเลีย” เหล่าทหารรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
รินชะงักงันไปเล็กน้อย พยายามเค้นเสียงลอดผ่านหน้ากาก “โรซาเลีย...?”
หญิงสาวผมเงินปรายสายตาคมกริบลงมามองเด็กสาว “โรซาเรีย เฟอร์ลองก์ ผู้บังคับการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ V.I.F ลำดับที่ 7” เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบและทรงอำนาจ “และั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป...เธอจะอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมขององค์กร V.I.F อย่างเป็ทางการแล้ว ริน อาซากิ”
เด็กสาวผมแดงเบิกตากว้างภายใต้หน้ากากด้วยความใ “คุณ...รู้จักชื่อของฉันได้ยังไง...”
“องค์กรของเราจัดเก็บข้อมูลและรู้ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ทั้งพลเมือง สภาพแวดล้อม และอื่นๆ ที่พวกเธอมองข้ามไม่เว้นแม้แต่คนรอบตัวเธอ” โรซาเลียตอบกลับทันควันอย่างไม่คิดจะปิดบัง ก่อนที่สายตาของเธอจะตวัดเหลือบไปมองโรเชลล์ซึ่งกำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่ทางด้านหลัง “ส่วนเธอ...พลเรือนผู้เป็พยานรู้เห็นเหตุการณ์ระดับสีแดง”
ททารเกราะดำสองนายเริ่มก้าวเท้าเดินขยับเข้าหาโรเชลล์ทันทีตามสัญชาตญาณ
“เดี๋ยวค่ะ...! นี่จะพาฉันไปไหน!? ปล่อยนะ!” โรเชลล์ร้องลั่นพลางพยายามถอยหนี
“เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของข้อมูลระดับสูงสุดของโลกใบนี้”
“บอกว่าให้ปล่อยไง!”
รินที่แทบจะสิ้นเรี่ยวแรงเห็นเพื่อนกำลังตกอยู่ในอันตราย เธอจึงกัดฟันฝืนขยับร่างกายลุกขึ้นยืนหยัดอีกครั้ง “หยุดนะ...!”
พรึ่บ! เปลวไฟสีแดงทองระลอกเล็กปะทุวาบขึ้นรอบตัวเธออีกครั้งตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ส่งผลให้ทหาร V.I.F. หลายคนรีบยกปืนขึ้นเล็งเตรียมพร้อมยิงตอบโต้ด้วยความตื่นตัวระดับสูงสุด ทว่าโรซาเลียกลับยกฝ่ามือขึ้นเรียบๆ เพื่อเป็สัญญาณห้ามปราม
“ไม่ต้อง”
คำสั่งเด็ดขาดส่งผลให้สนามรบทั้งหมดเงียบสงบลงในทันตา โรซาเลียจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของริน “เธอคิดจริงๆ เหรอว่าหลังจากผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไปแล้ว…เดินออกไปโดยทำเป็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรอ?”
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้รินถึงกับชะงักงันไปทันที
โรซาเลียละสายตาแล้วหันกลับไปมองทัศนียภาพของมหานครเื้ั แสงไฟนีออนสลัวของมหานครโครเนแซนเดรียยังคงส่องสว่างงดงามระยิบระยับราวกับไม่มีเหตุการณ์วินาศภัยใดๆ เกิดขึ้นบนโลก ทว่าภายใต้ร่มเงาของความสงบสุขจอมปลอมนั้น...าที่แท้จริงสำหรับรินกำลังจะอุบัติขึ้นแล้ว
“คืนนี้เธออาจจะโชคดีที่สังหารการ์เลนอสระดับ Beta ลงได้...แต่ต่อจากนี้ไป พวกมันจะเริ่มส่งกองทัพออกตามล่าเด็ดหัวเธอ”
โรเชลล์หน้าเสียและตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันใด “หมายความว่ายังไง...”
โรซาเลียเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาที่ทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศรอบด้านเย็นเฉียบลงจนน่าขนลุก “...เพราะว่าพวกการ์เลนอสระดับสูง... สามารถรับรู้สัญญาณคลื่นของการตื่นขึ้นของลีซิลนอสได้จากระยะไกลยังไงล่ะ”
ทันใดนั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันพลันอุบัติขึ้นอีกครา แสงไฟสปอตไลท์และระบบกระแสไฟฟ้าทุกดวงในพื้นที่ตรอกร้างดับวูบลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังของยานลำเลียง VTOL ขาดหายไปดื้อๆ โดรนรบลาดตระเวนนับสิบลำสูญเสียการควบคุมร่วงหล่นกระแทกพื้นพังยับเยินทีละลำอย่างน่าประหลาดใจ
ฟุ่บ...ฟุ่บ...ฟุ่บ...
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอานุภาพทำลายล้างสูง ชนิดรุนแรงฉีกกระชากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดจนเป็อัมพาต
“อะไรกัน!?” เ้าหน้าที่ทหาร V.I.F. เริ่มแสดงอาการแตกตื่นทันที
“ระบบพลังงานสำรองและอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดถูกแทรกแซงโดยสมบูรณ์!” “ตรวจพบสนามพลังงานความหนาแน่นสูงไม่ทราบชนิดกำลังก่อตัว!”
โรซาเลียหรี่ดวงตาสีม่วงลงต่ำด้วยความตึงเครียดทันควัน “...เป็ไปไม่ได้น่า”
สายลมหนาวเยือกเย็นะเืสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามาในตรอกอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยซากเถ้าถ่าน ก่อนที่จะมีสุ้มเสียงทุ้มต่ำปนหัวเราะร่าเริงเบาๆ ดังสะท้อนแว่วออกมาจากมุมมืดอันลึกล้ำ
“หืม~” “นี่สินะ... ผู้เกราะลีซิลนอสคนใหม่ของยุคสมัยนี้”
ตึก...ตึก...ตึก...
เงาร่างของชายหนุ่มลึกลับอายุราวๆ 18 ปีค่อยๆ ก้าวเท้าเดินออกมาจากเงามืดของอาคารอย่างสบายอารมณ์ เรือนผมสั้นสีขาวบริสุทธิ์ของเขาส่องประกายสะท้อนแสงจันทร์นวล ดวงตาสีฟ้าเย็นใสดุจน้ำแข็งขั้วโลก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับนายแบบระดับโลก เขาส่งรอยยิ้มละมุนละไมอย่างเป็กันเองให้แก่ทุกคน ราวกับว่าตัวเขาเป็เพียงแค่คนธรรมดาที่บังเอิญมาเดินเล่นกินลมชมวิวยามวิกาล
ทว่าในวินาทีแรกที่ร่างของเขาปรากฏตัวเด่นชัดขึ้นมา—เ้าหน้าที่กองกำลัง V.I.F. ทุกนาย รวมถึงผู้บังคับการสาวอย่างโรซาเลียกลับมีสีหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็นด้วยความขวัญผวา
“ระ...ระดับ 4 ...!?” “บ้าน่า...เื่พรรค์นี้มันเป็ไปไม่ได้...!” “การ์เลนอสระดับที่มีสติปัญญาและรูปลักษณ์เป็มนุษย์... มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน!?”
รินขมวดคิ้วแน่นจนเป็ปมภายใต้หน้ากาก พยายามประคองสติเอ่ยถาม “หมอนี่...คือพวกสัตว์ประหลาดการ์เลนอสงั้นเหรอ...?”
ชายหนุ่มผมขาวเรือนร่างมนุษย์หัวเราะร่าในลำคอเบาๆ พลางยกมือขึ้นเกาแก้ม “โห...เอ่ยปากทักทายกันแบบนี้เจ็บชะมัดเลยนะครับ เล่นเรียกกันเหมือนผมเป็ไอ้พวกสัตว์ประหลาดไร้สมองพวกนั้นเลยนะ”
เขาเอียงคอเล็กน้อยอย่างยียวน ก่อนจะตวัดสายตาจับจ้องมองตรงมาที่ร่างเกราะของรินโดยเฉพาะ “แต่ตัวเธอนี่...น่าสนใจจริงๆ นะครับ”
ทันใดนั้นเอง ม่านหมอกพลังงานต่างมิติสีฟ้าเข้มข้นพลันบิดเบี้ยวหมุนวนขึ้นที่บริเวณทางด้านหลังของเขา—รอยแยกมิติขนาดใหญ่กำลังถูกเปิดออก
โรซาเลียขบกรามแน่น ยกปืนประจำกายขึ้นเล็งตรงไปที่ชายหนุ่มผมขาวทันที “ทุกหน่วยระวังภัย...! เตรียมพร้อมทำการสาดะุยิงถล่มเป้าหมาย!!”
ทว่าชายหนุ่มการ์เลนอส Class 4 กลับเพียงแค่ยกฝ่ามือขึ้นโบกไปมาเบาๆ ราวกับไม่ได้แยแสหรือหวาดกลัวต่ออาวุธานับร้อยกระบอกรอบกายเลยแม้แต่น้อย “ใจเย็นๆ กันก่อนสิครับคุณผู้หญิง...คืนนี้ตัวผมเองยังไม่ได้มีความอยากที่จะเข่นฆ่าหรือนองเืกับใครทั้งนั้นแหละ”
เขาหันกลับมามองสบตากับรินเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะเอ่ยปากพูดทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มลึกลับพิลึกพิลั่น
“เธอน่ะ...มีกลิ่นอายที่เหมือนกับพวกเราเลยล่ะ...” “...แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่”
ดวงตาสีฟ้าเย็นใสของเขาพลันเปล่งประกายแสงสว่างวาบเจิดจ้าลึกลับ “หึๆ ...น่าสนุกชะมัดยาดเลยแฮะ ฉันอดใจรอไม่ไหวที่จะเห็นเธอพัฒนาการไปให้สูงขึ้นกว่านี้ ให้ทัดเทียมกับพระเ้า”
ฟุ่บบบบบ——!!
สิ้นประโยค ร่างของชายหนุ่มผมขาวก็เลือนหายวับเข้าไปในรอยแยกมิติสีฟ้าเข้มตัวนั้นทันที พร้อมกับการปิดตัวลงของรอยร้าวอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน วังเวง และบรรยากาศอันหนักอึ้งชวนอึดอัดกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งสมรภูมิรบร้าง
และนี่นับเป็ครั้งแรกในชีวิต...ที่รินสามารถััและรับรู้ได้อย่างถ่องแท้จากสัญชาตญาณลึกๆ ว่าสิ่งบ้าคลั่งที่เธอต้องเผชิญหน้าอยู่ในค่ำคืนอันยาวนานนี้...มันไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากสัตว์ประหลาดต่างมิติ ธรรมดาทั่วไปเสียแล้ว แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมหาาลับบางอย่างที่จะสั่นะเื เลื่อนลั่น และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกใบนี้ไปตลอดกาล...
[จบตอนที่ 6: Orca ป้อมปราการลอยฟ้า]