ย้อนกลับไปในคืนอภิเษกสมรส
ภายในห้องหอที่ถูกประดับประดาอย่างงดงาม แสงเทียนสั่นไหวท่ามกลางม่านสีแดงที่ปลิวไสวไปตามสายลมเบาๆ กลิ่นกำยานหอมอบอวล เสริมบรรยากาศอบอุ่นให้สมกับค่ำคืนของพิธีสมรส
หลี่ซูเซียวนั่งอยู่บนเตียงใหญ่ในชุดมงคลสีแดงสด ผืนผ้าที่ปักด้วยลวดลายหงส์คู่แสดงสัญลักษณ์บ่งบอกถึงฐานะ ของผู้ที่สวมใส่ ผ้าคลุมหน้าสีแดงครอบปกปิดใบหน้าของนางเอาไว้ตามธรรมเนียม หญิงสาวจึงทำได้เพียงนั่งนิ่งเพื่อรอให้ผู้เป็พระสวามีเป็คนมาเปิดออก มือเรียวกำชายกระโปรงเอาไว้แน่นเพราะไม่อาจระงับความตื่นเต้นและประหม่าในใจ
ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงแสงเปลวเทียนที่ส่องสว่างวูบวาบเบาๆ
ทุกวินาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานจนน่าหวาดหวั่น นางไม่รู้เลยว่าฉินเยว่ อวิ๋นจะเข้ามาเมื่อใด หรือ...เขาจะเข้ามาหรือไม่
ในใจของนางในตอนนี้มีทั้งความคาดหวัง ความกลัว และความกังวลปะปนกันไปหมด หลี่ซูเซียวยังนั่งรอคอยเขาอย่างอดทน เงี่ยหูฟังทุกการเคลื่อนไหวที่อาจจะบ่งบอกถึงการมาของพระสวามี แต่ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานแค่ไหนความเงียบก็ยังคงปกคลุมอยู่เช่นเดิม
ราตรียังอีกยาวไกลแต่ค่ำคืนในห้องหอนี้กลับเดียวดายกว่าที่นางคิด...
หลี่ซูเซียวในยามนี้อ่อนล้าและปวดเมื่อยไปทั้งตัว ดวงตาของนางค่อยๆ ปิดลงก่อนที่เสียงโหวกเหวกโวยวายจะดังขึ้นมาจากนอกห้อง
ร่างบางสะดุ้งตื่นออกจากภวังค์ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมหน้ากะพริบถี่ รีบตั้งสติขยับตัวให้กลับมานั่งตัวตรงเช่นเดิม
"เข้าไปได้แล้วๆ!"
เสียงเอะอะของเหล่าบรรดาสหายร่วมรบดังขึ้น ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างแรง ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามาภายในตำหนักชิงเหอ จนทำให้เปลวเทียนในห้องสั่นไหว เงาสะท้อนของชายผู้หนึ่งทอดยาวไปบนพื้นไม้ที่ถูดขัดเงาจนสะท้อนแสงจันทร์
กลิ่นสุราคละคลุ้งเข้ามาพร้อมกับร่างสูงของผู้เป็จักรพรรดิ ที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางที่ไม่มั่นคงนัก ชายหนุ่มอยู่ในอาภรณ์สีแดงเช่นเดียวกับนาง แต่เสื้อคลุมของเขากลับยับย่นและหลุดลุ่ยเล็กน้อย ราวกับว่าเพิ่งผ่านการเฉลิมฉลองอย่างหนักหน่วง
"ถวายบังคมพระชายา!" เสียงของเหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่ยืนอยู่ด้านนอกขานขึ้น ก่อนจะเร่งรัดให้ชายหนุ่มรีบทำตามขนบธรรมเนียม
“ฝ่าา...คืนเข้าหอก็อย่าลืมเปิดหน้าเ้าสาวก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ” อี้เฟิงสหายคนสนิทของเขาพูดขึ้นอย่างหยอกล้อก่อนที่จะรีบปิดประตูห้องเหมือนกับรู้หน้าที่
แต่ฉินเยว่อวิ๋นกลับเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ เขาเดินเซไปด้านหน้า ดวงตาคมเข้มใต้แสงเทียนมองไปยังร่างของสตรีที่นั่งรออยู่บนเตียง ผ้าคลุมหน้าสีแดงยังคงบดบังใบหน้าของนางเอาไว้อย่างสมบูรณ์ในขณะที่เขากลับไม่มีท่าทีสนใจอยากจะเปิดมันออกเลยแม้แต่น้อย
"ช่างน่าขัน..." เสียงของเขาเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน ขณะที่ปลายนิ้วแตะที่ขอบโต๊ะข้างเตียงเพื่อประคองตัวเองจากฤทธิ์สุรา
หลี่ซูเซียวกำมือแน่นอยู่บนตัก นางไม่รู้ว่าความน่าขันที่เขาพูดถึงคือสิ่งใด
ไม่นานนักฉินเยว่อวิ๋นก็ก้าวมาหยุดตรงหน้าเตียง ยืนเผชิญหน้ากับนาง จนหลี่ซูเซียวแทบจะกลั้นลมหายใจเมื่อััได้ถึงความใกล้ชิดจากเขา
"เ้า...คิดว่าข้าจะยอมรับเ้าจริงๆ หรือ?" เสียงเ็าของเขาดังขึ้นในความเงียบของค่ำคืน
หลี่ซูเซียวทำได้เพียงเม้มริมฝีปากเอาตัวเองเอาไว้แน่น เปลือกตาของนางสั่นไหว ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคาดหวังอะไรอยู่ในใจกันแน่
คำพูดของฉินเยว่อวิ๋นราวกับเตือนสติไม่ให้นางเผลอคิดในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ นางรู้ดีว่าการแต่งงานในครั้งนี้เป็เพียงการสมรสในนามเท่านั้นหาได้มีความรักลึกซึ้งอะไรไม่ ตำแหน่งพระชายาที่นางได้รับก็เพื่อแลกกับการค้ำจุนความมั่นคงให้แก่เขา หากจะกล่าวโทษว่าผู้ใดเป็คนผิด ก็คงต้องโทษโชคชะตาที่ทำให้นางเกิดมาเป็บุตรสาวคนโตของเอกภรรยาของตระกูลหลี่ ั้แ่เด็กจนโตนางก็ถูกบิดาและคนในตระกูลพูดจาถากถางนางแทบไม่เว้นวันเหตุเพียงเพราะนางเป็บุตรคนแรกที่เกิดเป็สตรีไม่ใช่บุรุษ
ความผิดเล็กน้อยนี้ไม่ต่างอะไรกับตราบาปที่ไม่มีวันลบล้างออกไปได้
ไม่ว่านางจะทำเื่ที่น่าภาคภูมิใจให้กับตระกูลหลี่เพียงใดก็ไม่เคยมีใครที่จะยินดีหรืออยู่เคียงข้างนางเลยแม้ในวันที่เจ็บป่วย
เดิมทีนางคิดว่าการยอมแต่งงานในครั้งนี้จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและทำให้ครอบครัวนางเคารพในตัวนางบ้างในฐานะพระชายา แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของหลี่ซูเซียวในตอนนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของหญิงสาวมองเงาร่างๆ ของบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าผ่านผ้าคลุมชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่ผ้าคลุมหน้าจะถูกเปิดออกด้วยฝีมือของนางเอง
ดวงตาของทั้งคู่สอดประสานกัน แววตาของนางสะท้อนภาพใบหน้าของบุรุษ ใบหน้าคมสันราวกับแกะสลักด้วยหยกชั้นเลิศ คิ้วดกดำได้รูปดั่งพู่กันจีนขับให้ดวงตาคมลึกเปี่ยมไปด้วยอำนาจ จมูกของเขาตรงคมรับกับริมฝีปากบางที่เม้มแน่น แสงจากโคมแดงส่องกระทบทำให้ผิวขาวกระจ่างแม้จะอยู่ในอาภรณ์เ้าบ่าวสีแดงสด ทว่ารัศมีโดยรอบกลับเย็นเยียบไม่ต่างจากสายลมยามราตรีที่พัดผ่านูเาหิมะ
ฉินเยว่อวิ๋นไม่ใกับการกระทำของนางเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ริมฝีปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มบาง คล้ายพึงพอใจที่นางเป็ฝ่ายละเมิดธรรมเนียมเสียก่อน
เขาก้าวเข้าไปใกล้ หลี่ซูเซียวโดยไม่เร่งรีบ ร่างสูงหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงปิ่นปักผมออกจากเรือนผมของนางโดยไม่กล่าวคำใด เส้นผมยาวสลวยบางช่อหลุดร่วงลงเคลียไหล่ หลี่ซูเซียวใจเต้นรัวรับรู้ถึงความผิดปกติแต่ยังไม่ทันได้เอ่ย จู่ๆ มือแกร่งของบุรุษก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางแล้วกระชากออกจากตัก
"ฝ่าา… ท่านจะทำอะไร?" หลี่ซูเซียวเอ่ยถามเสียงสั่นความใที่ฉายชัดบนใบหน้า
ฉินเยว่อวิ๋นไม่ตอบหรือให้คำอธิบายใดๆ แก่นาง มีเพียงแรงกดเบาๆ จากปิ่นในมือของเขา
ปลายแหลมคมถูกกรีดลงบนข้อมือขาวซีดของหญิงสาว หลี่ซูเซียวเบิกตากว้าง เงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าด้วยความสั่นสะท้าน...คล้ายกับจะถามเขาว่า ‘เพราะเหตุใด?’
“อึก!” ความเ็ปแล่นผ่านปลายประสาท หยาดโลหิตสีแดงฉานทะลักออกมา ซึมผ่านเรียวแขนขาวซีด ก่อนจะหยดลงเปรอะเปื้อนผ้าปูเตียงสีขาวบริสุทธิ์ ราวกับรอยด่างของโชคชะตาที่มิอาจลบเลือน
นางรู้ได้ทันทีว่าเขาทำแบบนี้ก็เพื่อแสร้งสร้างสถานการณ์เพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าพวกเขาทั้งคู่ได้เข้าหอลงโรงกันตามธรรมเนียมแล้ว
“แค่นี้ก็ถือว่าพิธีเสร็จสิ้น” ฉินเยว่อวิ๋นเขาพูดเสียงเรียบหน้านิ่งนำปิ่นที่เปื้อนเืเสียบเข้าไปที่เส้นผมของหลี่ซูเซียวดังเดิมราวกับคนจิตวิตถาร ดวงตาของเขาทอดมองาแที่ข้อมือของหญิงสาวอย่างไม่รู้สึกผิด
ก่อนจะหมุนตัวแล้วเปิดประตูเดินออกจากห้องไปโดยที่ไม่ลืมสั่งสาวใช้ที่นั่งรออยู่ข้างนอก
“คืนนี้ข้าจะไปนอนที่หอตำรา พวกเ้ารีบเข้าไปพลัดเครื่องนอนให้พระชายาใหม่ “
“เพคะฝ่าา” สาวใช้ทั้งสองรับคำสั่งอย่างว่าง่ายก่อนจะย้ำกรายเข้ามาภายในห้องทันที
“พระชายา”
หลี่ซูเซียวรีบซ่อนข้อมือที่มีาแไว้ในแขนเสื้อ
“เครื่องนอนเปื้อนหมด รบกวนพวกเ้าด้วย” ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มฝืนเจื่อน ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปยังฉากกั้นทำท่าทีคล้ายกับว่าจะเปลี่ยนชุดออก แต่ในความจริงแล้วนาง้าหลบซ่อนาแที่ประมุขได้ฝากทิ้งเอาไว้
“พระชายาให้หม่อมฉันช่วยเปลี่ยนชุดไหมเพคะ” สาวใช้นางหนึ่งเอ่ยถามขึ้นพรางเดินเข้ามาใกล้
“ไม่ต้อง!” นางเผลอตวาดใส่อีกคนอย่างไม่ตั้งใจก่อนที่จะปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงเล็กน้อย “ข้าหมายถึง ไม่เป็ไรหากพวกเ้าจัดการที่นอนของข้าเสร็จแล้วก็รีบออกไปเถอะ”
“เพคะ” สาวใช้พากันย่อตัวทำความเคารพก่อนจะเดินออกจากห้องไป เสียงประตูปิดลงตามมาด้วยความเงียบงันที่โรยตัวอยู่ภายในห้องหอ
หลี่ซูเซียว ยังคงยืนอยู่หลังฉากกั้นลมหายใจของนางสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาก้มมองาแที่ข้อมือที่ยังคงมีโลหิตไหลซึมไม่หยุด
“ต้องห้ามเืให้เร็วที่สุด…”
มือบางยกขึ้น ฉีกแขนเสื้อของตนเองออกเป็ผืนเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ พันรอบข้อมือที่มีโลหิตไหลริน แม้จะไม่ได้แ่านักแต่นั่นคือสิ่งเดียวที่นางพอจะทำได้ในตอนนี้
นางเม้มริมฝีปากแน่นมองข้อมือของตนเองด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยจู่ ๆ นางก็รู้สึกอยากจะขอบคุณครอบครัวของนางที่ทำให้นางเติบโตขึ้นมาได้ด้วยความเข้มแข็งได้ าแที่นางได้รับในวันนี้หากเทียบกับ่ชีวิตที่ผ่านมายังถือว่าเล็กน้อยมาก
หลี่ซูเซียวเดินออกจากหลังฉากกั้นค่อยๆ เดินมุ่งตรงไปที่เตียงอย่างไม่รีบร้อน หัวใจยังคงเต็มไปด้วยความคิดที่สับสนและวุ่นวาย ขณะที่นางเดินไปกลางห้อง เสียงกระซิบของสาวใช้จากด้านนอกเริ่มดังขึ้นชัดเจน
"ทำไมพระชายาถึงดูเหมือนคนถูกทิ้งล่ะ?" เสียงหนึ่งกระซิบขึ้นเบาๆ
"ข้าเองก็แปลกใจ เหตุใดฝ่าาถึงไปนอนที่หอตำรา "
“นี้มันแปลกมาก ที่เตียงมีรอยเืสีหน้าของพระชายาก็ดูมีความสุขดีแต่ทำไมทั้งสองพระองค์ถึงนอนแยกห้องกันละ นี่มันผิดธรรมเนียมรึเปล่า”
“หรือว่าฝ่าายังลืมพี่สะใภ้ของตัวเองไม่ได้?”
“เ้าอย่าพูดดังไป เื่ความสัมพันธ์ในอดีตของฝ่าาหากมีใครได้ยินเข้าหัวเ้าจะได้หลุดออกจากบ่า”
“ข้าสงสารพระชายาจังเลย ที่ต้องมาเจอเื่เช่นนี้”
หลี่ซูเซียวที่แอบยืนฟังตั้งนานเริ่มปะติดปะต่อสถานการณ์ได้ขึ้นมาบ้างความสงสัยและคำถามผุดขึ้นมาในหัว
ที่แท้ฉินเยว่อวิ๋นก็เคยมีนางในดวงใจมาก่อน เพราะผิดหวังในความรักกระนั้นหรือถึงได้หล่อหลอมให้อีกฝ่ายมีท่าทีที่แสนเ็าได้ขนาดนี้
นางค่อยๆ เดินกลับไปนั่งที่เตียงพยายามใคร่ครวญประเมินสถานการณ์ทั้งหมดก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
เช่นนั้นหากนางทำดีและมอบความรักให้แก่เขาสักหน่อยความเ็าและการกระทำของเขาที่เคยมีต่อนางในวันนี้จะผ่อนปรนเบาลงหรือไม่ ถึงทั้งคู่จะไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะความรัก แต่การอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่ถูกอีกคนทำร้ายย่อมดีกว่าไม่ใช่หรือ ครึ่งชีวิตที่เหลือของนางจะได้สงบสุขได้เฉกเช่นคนอื่นเขาบ้าง