ผัวะ!
การพุ่งชนอันรุนแรงเพียงหนึ่งครั้งของเดรบบิตทำให้ทหารโครงกระดูกตนหนึ่งพังทลายในทันทีแต่นับว่ายังโชคดีที่ตนอื่น ๆ ถูกกัดแค่ที่แขนกับไหล่เท่านั้น
การโจมตีด้วยคมเขี้ยวเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลใดๆ กับเหล่าทหารโครงกระดูกที่ทั้งร่างล้วนมีแต่กระดูกแต่ในขณะเดียวกันพลังโจมตีจากเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของพวกมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไรดาบกระดูกทื่อ ๆ ที่กวัดแกว่งอยู่นั้นแทบทำอะไรพวกเดรบบิตไม่ได้ด้วยซํ้า
แค่ขัดขวางการจู่โจมอันรุนแรงของเดรบบิตอย่างเดียวก็เต็มกลืนแล้ว
ผัวะ!
กะโหลกของเดรบบิตแหลกละเอียดจากชะแลงที่อูจินเหวี่ยงเข้าใส่เพียงชั่วพริบตาเขาก็ฆ่าเดรบบิตไปแล้วสามตัวจากนั้นจึงใช้ศพของพวกมันอัญเชิญทหารโครงกระดูกออกมาอีกสามตน
แม้จะเสียทหารโครงกระดูกไปหนึ่งแต่ก็ได้กลับมาเพิ่มอีกสาม รวมทั้งหมดเป็ห้าตนพวกมันยืนด้านหน้าอูจินด้วยท่าทางพึ่งพาได้เขาควบคุมทหารโครงกระดูกด้วยเจตจำนงของตนพลางก้าวออกไป
เดรบบิตวิ่งกรูกันออกมาจากช่องหน้าต่างรถไฟใต้ดินที่เสียหายพวกมันมีจำนวนมหาศาลจนอูจินถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
“ขวางไว้!”
ทหารโครงกระดูกทั้งห้ายืนเรียงแถวหน้ากระดานราวกับสร้างกำแพงป้องกัน
พลั่ก!
ฝูงเดรบบิตที่กระโจนเข้ามาราวฝูงผีเสื้อกลางคืนพุ่งตัวกระแทกแขนขาทั้งสองข้างของพวกทหารโครงกระดูก
ทหารโครงกระดูกที่อยู่ตรงกลางพังครืนลงไปเดรบบิตตัวหนึ่งจึงอาศัยช่องโหว่นั้นพุ่งเข้าใส่ศีรษะของอูจินอย่างพอดิบพอดี
อูจินเหวี่ยงชะแลงแหวกอากาศด้วยท่วงท่าประหนึ่งการสะวิงของแบตเตอร์หมายเลข4[1]
“เพิ่มอีกหนึ่ง!”
ร่างเดรบบิตที่กระเด็นไปพลันะเิออกเกิดเป็ทหารโครงกระดูกที่ถูกอัญเชิญมาเพิ่มอีกหนึ่งตน
ขณะที่เหล่าทหารโครงกระดูกกำลังต้านเอาไว้อยู่นั้นชะแลงของอูจินก็ฟาดเข้าใส่ฝูงเดรบบิตที่เกาะกลุ่มกันอย่างไม่ยั้งมือราวกับกำลังนวดข้าว
“ไปลงนรกซะ!”
ทุกครั้งที่อูจินปลิดชีพเดรบบิตทหารโครงกระดูกก็จะถูกอัญเชิญออกมา
[พลังเวทไม่เพียงพอ]
อูจินมีค่าพลังเวทอยู่ที่15หน่วย เมื่ออัญเชิญทหารโครงกระดูกออกมาจนถึงขีดจำกัดพลังเวทก็จะหายไปจนหมดเกลี้ยง ซึ่งต้องอาศัยเวลาให้พลังเวทฟื้นฟูเองตามธรรมชาติหรือไม่ก็ฟื้นฟูโดยใช้ไอเท็มหรือสกิล
ถ้าอัปค่าสเตตัส‘ฟื้นฟู’ การฟื้นฟูพลังเวทตามธรรมชาติก็จะเร็วยิ่งขึ้นทั้งสติปัญญา พลังเวทและการฟื้นฟูล้วนเป็ค่าสเตตัสที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเวท
ส่วนค่าสเตตัส‘รักษา’ หมายถึงการฟื้นฟูร่างกายตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วในการเสริม‘พลังกาย’ เมื่อใช้สกิลรักษาและสกิลที่ต้องอาศัยพลังกายจึงถือเป็ค่าสเตตัสที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเหล่านักรบ
อูจินมีค่าสเตตัสฟื้นฟูและรักษาอย่างละ10หน่วย ซึ่งสามารถฟื้นฟูพลังเวทได้ชั่วโมงละ 10 หน่วย แต่ส่วนที่สำคัญกว่าอยู่ที่ค่าสเตตัสรักษา 10หน่วยนั่น
อูจินไม่ได้สนใจว่าค่าพลังกายจะลดหรือเพิ่มจึงไม่ได้อัปค่าสเตตัสไว้ั้แ่แรกต่างจากค่าสเตตัสรักษาที่ถึงแม้จะอัปเอาไว้แค่ 10 หน่วย แต่ไม่ว่าจะได้รับาเ็หรือมีแผลขีดข่วนที่ตรงไหนเืก็จะหยุดไหลในเวลาไม่กี่นาทีและหายดีภายในไม่กี่ชั่วโมงเพียงแค่วันเดียวพวกาแตื้น ๆก็จะหายสนิทจนไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็
“ค้นให้ทั่ว!”
อูจินเชื่อมั่นในค่าสเตตัสรักษาของตนเองเขาพุ่งตัวออกตะลุยพร้อมชะแลงในมือ
การเคลื่อนไหวของเขาที่เกินขอบเขตของมนุษย์ไปแล้วนั้นทำให้พวกเดรบบิตพากันล้มตายทุกครั้งที่เหวี่ยงชะแลงในไม่ช้าเดรบบิตจำนวนหลายสิบตัวที่อยู่กันเต็มสถานีรถไฟใต้ดินก็ถูกปราบจนเรียบ
[เลเวลอัป!]
เลเวลของอูจินเพิ่มขึ้นเป็เลเวล4ค่าพลังเวทที่ลดลงไปก่อนหน้านี้ก็ถูกฟื้นฟูกลับมาในชั่วพริบตาเช่นเดียวกัน
“เฮ้อคอแห้งจะตายอยู่แล้ว”
อูจินหันมองรอบ ๆที่กลายสภาพเป็ทุ่งซากเดรบบิตก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตู้ขายสินค้าอัตโนมัติแล้วดึงประตูตู้ที่ห้อยต่องแต่งออก
ประตูตู้หลุดออกมาตามเรี่ยวแรงมหาศาลของอูจินกระป๋องเครื่องดื่มมากมายพลันปรากฏสู่สายตาอูจินหยิบโคล่ากระป๋องหนึ่งขึ้นมาเป่าเศษฝุ่นที่เกาะอยู่ออกไปสภาพของมันค่อนข้างสมบูรณ์ทีเดียว ดูแล้วน่าจะพอดื่มได้
เขาเปิดกระป๋องแล้วกระดกโคล่าที่อุ่นเล็กน้อยลงคอไป
“ฮ้า...เอิ๊กกกก”
แก๊สที่ก่อตัวเป็ฟองหลังดื่มเข้าไปทำให้อูจินเรอออกมาอย่างสดชื่นก่อนหัวเราะเบาๆ
เขาเอาชนะพวกสัตว์ประหลาดในสถานีรถไฟใต้ดินที่บัดนี้กลายเป็ดันเจี้ยนไปแล้วได้สำเร็จ
อูจินเผลอเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองยังอยู่บนดาวอาร์เฟนด้วยซํ้าแต่ความสดชื่นของนํ้าอัดลมที่ไม่ได้ลิ้มรสมายี่สิบปีก็ทำให้เขาระลึกขึ้นได้ว่าตนกลับมายังโลกแล้วจริงๆ
“คราวนี้ก็ได้เวลากลับบ้านจริงๆ สักที”
อูจินใช้พลังเวทที่ฟื้นฟูกลับมาร่ายสกิลสำรวจ
“อืม”
มีแสงเรืองออกมาจากที่นั่งในห้องควบคุมของรถไฟใต้ดินที่พังเสียหายพอไปดูก็พบว่าตรงนั้นมีอัญมณีขนาดเท่านิ้วมือตกอยู่
สิ่งนั้นเปล่งแสงสีเขียวออกมาจางๆ เมื่ออูจินหยิบมันขึ้นมา แสงนั้นก็เลือนหายไป
[ท่านได้รับศิลาย้อนกลับ]
อูจินถือสิ่งนั้นเดินย้อนกลับไปตามทางที่ผ่านมาเมื่อเดินเข้าไปใกล้แนวกั้นเขตแดนศิลาย้อนกลับในมือก็เปล่งแสงสว่างจ้ากระทบกับแนวกั้น
อูจินมองแนวกั้นเขตแดนสลายไปก่อนจะขยับเท้าเหยียบย่างไปตามขั้นบันไดทางออกที่ 1 ของสถานีกวาชอน
“โอ๊ย เกือบราดแล้วไหมล่ะ”
โอจุนฮวานเป็ข้าราชการระดับ9นี่เป็เวลาหนึ่งเดือนแล้วที่เขาถูกแต่งตั้งให้เป็เ้าหน้าที่ควบคุมการเข้าออกดันเจี้ยนสถานีกวาชอนทางออกหมายเลข 1 ที่ถูกปิดไปหลังจากเข้ายึดได้สำเร็จ
ครบระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มของการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เกิดเหตุผิดปกติใดๆ
ถ้าถึงพรุ่งนี้เมื่อไรก็จะได้กลับไปทำงานที่สำนักงานใหญ่เสียทีทว่าโอจุนฮวานที่เพิ่งผลุนผลันกลับมาจากห้องนํ้ากลับรู้สึกเหมือนฟ้าได้ถล่มลงมาเสียแล้ว
“อะ...อะไรกันเนี่ย”
ประตูเข้าออกดันเจี้ยนที่เคยล็อกกุญแจเอาไว้ดันเปิดค้างอยู่
เขาหน้าซีดเป็ไก่ต้มคล้ายจะเป็ลม
“พะ...พลเรือนเข้าไปงั้นเหรอเฮ้อ เวรเอ๊ย ฉิบหายแล้ว”
เมื่อมองผ่านประตูทางเข้าที่ถูกเปิดไว้เข้าไปก็เห็นแนวกั้นเขตแดนปรากฏขึ้นนั่นเป็สัญญาณบ่งบอกว่ามีใครบางคนอยู่ข้างในดันเจี้ยน
“เฮ้อบ้าเอ๊ย ต้องรีบขอความช่วยเหลือซะแล้วสิ”
แม้เดรบบิตจะถูกจัดอยู่ในประเภทมอนสเตอร์ระดับตํ่าสำหรับเหล่าผู้ปลุกพลังก็ตามแต่มันก็ยังเป็สัตว์ประหลาดในสายตาของคนธรรมดาอยู่ดีโอจุนฮวานรีบกดโทรศัพท์ทันทีทว่าแนวกั้นเขตแดนกลับจางหายไปพร้อมผู้ชายคนหนึ่งที่เดินออกมา
“เอ๋?”
ยังไม่ทันกดปุ่มโทร.ออกโอจุนฮวานก็ตัวแข็งทื่อไปเสียก่อน อูจินเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าก็ใเช่นกันก่อนจะเดินออกมาช้า ๆ
“เอ่อคือว่าที่ผมไขประตูเข้าไปนี่ พอดีว่ามัน...”
“ผะ...ผู้ปลุกพลังเหรอครับ”
อูจินประมวลผลคำถามของโอจุนฮวานแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เฮ้อใแทบแย่ เหมือนอายุสั้นลงไปสิบปีเลยรบกวนช่วยกรอกข้อมูลรายงานการเข้าออกที่นี่ด้วยนะครับ ให้ตายสิ โล่งอกไปทีนะเนี่ยว่าแต่ลงดันเจี้ยนที่ไม่มีของให้เก็บไปทำไมเหรอครับดูจากที่เคลียร์แบบเดี่ยวไปแล้วนี่ ท่าทางจะแข็งแกร่งน่าดูเลยนะครับ”
อูจินเขียนชื่อและสังกัดอย่างลวกๆ ลงในบันทึกประวัติการเข้าออกดันเจี้ยนที่อีกฝ่ายยื่นมาให้โดยไม่ได้พูดอะไร
ทำไมถึงลงไปน่ะเหรอ ก็จะไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้านยังไงล่ะ
ถ้าไม่มีข้ออ้างที่พอฟังขึ้นละก็เงียบปากไว้จะเป็การดีที่สุด เพราะเดี๋ยวอีกฝ่ายก็โยนข้ออ้างมาให้เองนั่นแหละหลังกรอกข้อมูลลงในบันทึกเสร็จอูจินจึงเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงหนักแน่น
“ผมไปได้แล้วใช่ไหมครับ”
“อา ครับไปได้แล้วละครับ”
อูจินเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหันกลับมาถามดูเหมือนว่าระยะเวลาห้าปีจะไม่ใช่แค่่เวลาสั้น ๆ ที่ผ่านไปแถมโลกในตอนนี้ยังมีทั้งสิ่งที่เรียกว่าดันเจี้ยนและคนที่ถูกเรียกว่าผู้ปลุกพลังปรากฏขึ้นมา
“ว่าแต่เดี๋ยวนี้ค่ารถมันเท่าไหร่แล้วเหรอครับ”
“ครับ?”
อะไรเนี่ยได้ยินมาว่าผู้ปลุกพลังเป็เศรษฐีกันทั้งนั้นเลยไม่ใช่เหรอ
โอจุนฮวานได้แต่เอียงศีรษะด้วยความสงสัย
“โลกเปลี่ยนไปเยอะเลยแฮะ”
อูจินพึมพำขณะมองทัศนียภาพด้านนอกผ่านหน้าต่างรถประจำทางความเปลี่ยนแปลงที่น่าใยิ่งกว่าค่าโดยสารรถประจำทางที่ขึ้นมาสามร้อยวอนก็คือปริมาณรถบนท้องถนนที่ลดลงไปถนัดตา
รายการข่าวที่ฉายอยู่ทางโทรทัศน์ซึ่งติดอยู่ในรถประจำทางกำลังรายงานข่าวจำพวก‘การพิชิตดันเจี้ยนทางออกสถานีรถไฟใต้ดินที่ไหนสักแห่งประสบความสำเร็จด้วยดี’เป็ต้น
ถ้าพิชิตสำเร็จ ในระยะสั้นก็อาจปลอดภัยอยู่สักสองสามวัน นานกว่านั้นหน่อยก็หลายเดือน ขึ้นอยู่กับระดับดันเจี้ยนนั้น ๆ แต่ถ้าล้มเหลว มอนสเตอร์ที่อยู่ข้างในก็จะแห่กันออกมาสินะ
สำหรับอูจินที่ถูกตัดขาดจากโลกไปนานกว่าห้าปีนั้นข่าวที่นำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างเขากับโลกในตอนนี้ลง
หัวข้อข่าวต่างประเทศมีรายงานว่าเกิดเหตุะเิที่สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งในโตเกียวทำให้พวกมอนสเตอร์กรูกันออกมา จึงต้องระดมกำลังทหารเพื่อควบคุมสถานการณ์
แบบนี้คำว่าที่พักย่านสถานีรถไฟใต้ดินก็กลายเป็คำล้าสมัยไปแล้วสินะ
ใครจะอยากใช้ชีวิตอยู่ใกล้กับะเิเวลาที่ไม่รู้ว่าจะมีพวกมอนสเตอร์หลุดออกมาตอนไหนหากสักวันการพิชิตดันเจี้ยนเกิดไม่สำเร็จขึ้นมาแบบนี้อีกล่ะ
ที่บอกว่าอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ยังปลอดภัยกว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินก็ดูจะไม่ใช่เพียงคำพูดติดตลกอีกต่อไป
กรุงโซลเป็เมืองใหญ่ที่รถไฟใต้ดินเชื่อมต่อกันอย่างถี่ยิบจนแทบไม่มีจุดไหนที่รถไฟใต้ดินไปไม่ถึงเพราะอย่างนั้นไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีจุดที่ปลอดภัยจากพวกมอนสเตอร์เลย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจำนวนประชากรในกรุงโซลลดลงฮวบฮาบพอมีประชากรน้อยลง ปริมาณรถที่สัญจรบนท้องถนนก็ลดลงตามไปด้วยและเมื่อรถประจำทางที่แล่นฉิวราวกับบินได้ชะลอความเร็วลงจนจอดสนิทภาพตรงหน้าก็ทำให้อูจินถึงกับหน้ามืด
“บะ...บ้านมัน...”
อพาร์ตเมนต์ที่เคยเป็บ้านของเขาหายไปแล้ว
“...”
ที่ว่ากันว่าเวลาสับสนมากๆ จะพูดอะไรไม่ออกนั้นดูท่าจะเป็เื่จริง
เดิมทีที่นี่เคยเป็อพาร์ตเมนต์ขนาดห้าชั้นเขาเคยได้ยินมาบ้างว่าจะมีการก่อสร้างใหม่แต่ไม่นึกว่าใน่ห้าปีที่เขาหายไปจะก่อสร้างเป็อาคารใหญ่โตถึงขนาดนี้
กิลด์แฮมเมอร์
บริเวณที่เคยเป็บ้านของเขามองผาดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่อพาร์ตเมนต์แต่เป็อาคารสำนักงานที่ตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่า
พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตูหน้ามองมาอย่างสงสัยและเดินเข้ามาหาอูจินที่ยืนด้อมๆ มอง ๆ อยู่แถวนั้น
“ทำอะไรของคุณน่ะ”
อูจินหันมองพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อยู่ๆ ก็เข้ามาถามพลางระงับความโกรธที่พลุ่งพล่าน การปลิดชีพอีกฝ่ายทันทีเมื่อรู้สึกไม่พอใจหรือทำให้ิญญาแหลกสลายตามอำเภอใจล้วนเป็สิ่งที่ทำได้เฉพาะบนดาวอาร์เฟนเท่านั้น
ที่นี่คือโลก
อูจินข่มความโมโหเอาไว้ขณะยกมือขึ้นนวดขมับเขาทำอย่างนั้นครู่หนึ่งจนรู้สึกว่าอารมณ์เริ่มคลายลง
“คนที่เคยอยู่ที่นี่เขาไปอยู่ไหนกันเหรอครับ”
“เอ๋?”
“ก็พวกคนที่เคยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ก่อนจะสร้างตึกนี้ขึ้นมาน่ะ!”
“เดี๋ยวนะทำไมถึงมาถามเื่นั้นกับฉันล่ะ...”
พนักงานรักษาความปลอดภัยเหลือบมองอูจินก่อนจะใจนต้องรีบหลบสายตา ทำไมแววตาของคนคนนี้ถึงได้น่ากลัวขนาดนั้นนะ
“ฉะ...ฉันจะไปรู้ได้ยังไงก่อนจะสร้างตึก ตรงนี้ก็เป็ที่ร้างอยู่แล้วนี่”
“ที่ร้าง?”
เส้นเืบนหน้าผากของอูจินปูดโปนขึ้นพนักงานรักษาความปลอดภัยถึงกับเหงื่อตกเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าตาน่ากลัวเช่นนั้น
คนที่เสียชีวิตตอนเกิดเหตุดันเจี้ยนอุบัติเมื่อห้าปีก่อนมีแค่คนสองคนที่ไหนกันผู้ใช้งานรถไฟใต้ดินในขณะนั้นแทบจะเสียชีวิตกันทั้งหมดเลยด้วยซํ้าพอพิชิตไม่ได้ภายในหนึ่งเดือนดันเจี้ยนก็แตก พวกมอนสเตอร์ต่างวิ่งกรูกันออกมาเวลานั้นผู้เสียชีวิตหรือได้รับาเ็มีจำนวนมากจนนับแทบไม่หวาดไม่ไหว
กรุงโซลเป็เมืองที่ใหญ่โตและเชื่องช้าเกินกว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันได้จึงมีทั้งจุดที่ถูกขีปนาวุธตกใส่อันเนื่องมาจากการโจมตีพวกมอนสเตอร์ที่ออกอาละวาดและจุดที่เกิดความวุ่นวายจากการก่อจลาจลอีกมากมายเช่นกัน
“มะ...มีตั้งหลายแห่งที่กลายเป็ที่ร้างไปหลังพวกมอนสเตอร์ออกอาละวาดแล้วคุณจะมาเอาอะไรกับที่นี่ล่ะครับ”
หลังได้ยินคำพูดของพนักงานรักษาความปลอดภัยอูจินก็พยายามควบคุมความโกรธที่ปะทุอยู่ภายในเอาไว้
เย็นไว้ตัวเรา เย็นไว้
นี่ไม่ใช่เื่ที่จะมาพาลใส่คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ครอบครัวของเขายังมีชีวิตอยู่ ยังมีชีวิตอยู่แน่ ๆ พอคิดอย่างนั้นอูจินจึงยังพอประคองสติไม่ให้ขาดผึงได้
การด่วนสรุปแล้วฟาดงวงฟาดงาแบบนั้นมันตลกเกินไปหน่อยไม่สมกับที่เป็นักเวทผู้มีปัญญาเฉียบแหลมเอาเสียเลย
เฮ้อ แค่ห้าปีเอง มีวิธีตามหาอีกตั้งเยอะแยะ
เขากลับมาโดยคิดว่าเวลาผ่านไปยี่สิบปีแล้วทั้งที่เพิ่งผ่านไปแค่ห้าปีเท่านั้น ใช่แล้ว แค่ห้าปีเท่านั้นเองถ้าลองไปที่สำนักงานเขตละก็จะต้องมีข้อมูลที่อยู่ใหม่ที่ย้ายไปแน่ ๆขอแค่มีข้อมูลก็รู้ได้แล้วว่ายังอยู่หรือตาย
เวรละ ฉันไม่รู้หมายเลขประจำตัวประชาชนของตัวเองนี่หว่า
เขาได้รับบัตรประจำตัวประชาชนมาตอนอยู่ชั้นม.ปลายปีสอง แต่ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าแค่หมายเลขประจำตัวประชาชนละก็ลองไปหาที่โรงเรียนเก่าดูก็น่าจะได้ ลองค้นระเบียนสะสมดูก็คงเจอโชคดีหน่อยก็อาจจะเจอเบอร์โทรศัพท์มือถือของพ่อแม่ที่เขาลืมไปแล้วด้วย
ยิ่งคิดต่อยอดออกไปตัวเขาก็ยิ่งรู้สึกสบายใจขึ้น
นั่นสินะครอบครัวของเขาต้องปลอดภัยกันทุกคนแน่ ๆ แค่ยังหาไม่เจอเท่านั้นตอนนี้เวลาปาเข้าไปหกโมงเย็นแล้ว จะไปโรงเรียนหรือสำนักงานเขตคงไม่น่าจะได้อะไร
การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่เื่ยาก
ที่พักพิงจนกว่าจะถึงเช้าวันพรุ่งนี้และ...
จ๊อกกกก
พอล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอูจินก็พบเงินจำนวนห้าพันแปดร้อยวอนเขาหันหลังกลับไปเห็นร้านอาหารเรียงรายอยู่ถนนฝั่งตรงข้ามของอาคารสำนักงานอูจินจึงเดินข้ามทางม้าลายไป
[1] ตำแหน่งของผู้ตีลูกในกีฬาเบสบอล เป็ตำแหน่งที่เรียกกันว่า Clean-upHitterในการแข่งขันมักเป็ผู้ตีที่มีกำลังดีที่สุด