ตอนที่ 13 ข้าไม่ชอบเครื่องลายคราม (2)
เซียวหมิ่นหางขมวดคิ้ว ไม่ได้ถามอะไรมาก และเพียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเท่านั้น “ข้าไม่คิดเลยว่าในวัยอย่างคุณหนูห้านี้ ไม่เพียงแต่จะสามารถประเมินของโบราณหายากได้ แม้แต่การประเมินการตกแต่งภายในห้องโถงนี้ก็สามารถอธิบายได้อย่างลื่นไหล ช่างเก่งกาจยิ่งนัก เพียงแต่...คุณหนูชอบเครื่องเคลือบหรือ”
สวี่เฉิงอวี๋ประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่ถึงขนาดนั้น”
เขาเปล่งเสียงรับคำ แลดูผิดหวังเล็กน้อย “เมื่อวานในหอป๋ายอวิ๋น เห็นคุณหนูประเมินแจกันสองหูที่อยู่ในมือของหลงจู๊เสี่ยวฉินอย่างมีเหตุผลน่าฟังมาก วันนี้เมื่อเห็นปักษาร่ายรำในห้องนี้ของข้าก็จำได้ทันทีว่าเป็นผลงานของท่านปรมาจารย์หยางซู่ ข้าคิดว่าคุณหนูห้าชอบเครื่องลายคราม จึงรู้มากหน่อยเสียอีก”
นางเพียงส่ายศีรษะ ไม่ยอมพูดอะไรเพิ่มเติม
เปลือกตาของสวี่ไท่จือที่อยู่ข้างๆ พลันกระตุกรัว เขาต้องพยายามข่มอารมณ์เอาไว้
สิ่งที่สวี่เฉิงอวี๋ชอบที่สุดนั้นไม่เคยเป็นเครื่องลายครามเลย
ในสมัยที่นางอายุห้าขวบก็เอาแต่รบเร้าท่านย่าจะเอากระถางธูปหยกเขียวในห้องของท่านย่า จนรู้กันไปทั้งบ้านว่าสิ่งที่นางชอบที่สุดคือเครื่องหยก ต่อมานางก็หลงใหลอัญมณีทุกสี ทุกชนิด แค่ห้องเก็บของเล็กๆ ในเรือนของนางก็เก็บสะสมหินดิบคุณภาพสูงไว้ไม่รู้ตั้งเท่าไร ซึ่งล้วนแต่เป็นของดีหายากที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน
ส่วนเครื่องลายครามนั้น…
เมื่อหกปีก่อนท่านลุงส่งชุดเครื่องลายครามจากบ้านเกิดมาให้หนึ่งชุดสำหรับวันเกิดของท่านแม่ ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดใหญ่อย่างพวกแจกัน เหยือก ไปจนถึงขนาดเล็กอย่างพวกชามและจานครบถ้วนทุกรูปแบบ
ตอนนั้นสวี่เฉิงเหยาก็เป็นพวกหลงใหลในเครื่องลายครามแล้วจึงพูดจ้อเกี่ยวกับเครื่องลายครามชุดนั้นไม่หยุด บรรยายถึงความประณีตของเครื่องลายครามนั่นเสียละเอียดยิบ ซึงเป็นที่โดดเด่นอย่างแท้จริง
นับแต่นั้นเป็นต้นมาท่านพ่อก็เชิญคนมาชี้แนะนางโดยเฉพาะให้รู้จักและวิเคราะห์เครื่องลายคราม นางถึงได้ฝึกฝนจนพัฒนาเป็นความสามารถติดมาจนบัดนี้
ท่านพ่อหวังว่านางจะไม่แพ้ใครในทุกด้าน
ไม่จำเป็นต้องโดดเด่น แต่นางควรจะเชี่ยวชาญในทุกเรื่อง
ในช่วงสองปีนั้นนางแทบจะทิ้งของที่นางชอบที่สุดไป และจมอยู่ในกองเครื่องลายครามทุกวันอย่างช่วยไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ แต่กลับถูกบังคับให้เรียนและยอมรับมัน
บางครั้งสวี่ไท่จือก็รู้สึกสงสารน้องสาวคนนี้ แต่ความเป็นจริงนั้นช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้นางต้องยอมรับสิ่งที่นางไม่จำเป็นต้องยอมรับ และเรียนรู้เรื่องที่เรียกว่ามีหน้ามีตาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
เขาเหลือบมองไปและเห็นว่าใบหน้าของน้องสาวยังคงราบเรียบหัวใจก็บีบแน่น
อันที่จริงเขารู้ว่านางนั้นเกลียดพวกเครื่องลายครามมาก...ซึ่งก็เป็นเพราะการถูกบังคับในอดีต ตอนนั้นนางไม่รู้จักการต่อต้าน แล้วก็คงไม่เคยคิดที่จะต่อต้าน นางแค่ถามท่านพ่อคำเดียวว่าเหตุใดพี่หญิงสามชอบเครื่องลายครามแล้วข้าต้องเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้ด้วย ท่านพ่อไม่พูดอะไรสักคำ และขังนางไว้สองวันให้นางไปกักตัวทบทวน จากนั้นพอปล่อยนางออกมาอีกครั้ง นางก็ไม่ถามอะไรแล้วเรียนรู้วิชากับท่านอาจารย์อย่างเชื่อฟัง และแค่สองปีเท่านั้นสวี่เฉิงเหยาก็สู้นางไม่ได้อีกต่อไป
ความคิดของเด็กไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก แต่อารมณ์ที่ขัดแย้งกันยังคงมีอยู่เสมอ นางแค่ไม่อยากให้ท่านพ่อผิดหวัง พอโตขึ้นก็รู้สึกว่ามีวิชาความรู้ติดตัวไว้เยอะๆ ก็เป็นเรื่องดี เลยไม่เคยแสดงมันออกมาก็เท่านั้น
แต่ของตกแต่งในเรือนของนาง ที่ที่สามารถหลีกเลี่ยงเครื่องลายครามได้ก็พยายามหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุดแล้ว แม้แต่แจกันไม่กี่ใบในห้องด้านในที่เอามาเสียบดอกไม้ก็ยังทำจากหงปี้สี่[1]เสียมากกว่า ส่วนพวกเครื่องเคลือบเครื่องลายครามชั้นเยี่ยมอะไรนั่นจะหาได้ยาก
สวี่เฉิงอวี๋เบือนหน้าหนีเล็กน้อยและไม่มองเซียวหมิ่นหางอีก “ไม่ได้ชอบ”
เซียวหมิ่นหางไม่ถามต่อ
เขาไม่ใช่คนโง่ กลับกันเขาเป็นคนฉลาดมากด้วยซ้ำ
ท่าทีของสวี่เฉิงอวี๋เปลี่ยนแปลงไปอักโข เขาไม่ปกปิดท่าทีห่างเหินและเฉยชาอะไรแล้ว ครั้งแรกบอกไม่ถึงขนาดนั้น ครั้งที่สองบอกไม่ได้ชอบ เขาถามไปสองครั้งนางต่างก็เฉยชา
เห็นแบบนี้แล้วนางไม่ได้ชอบเครื่องลายครามที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าเกลียดมากเลยต่างหาก
แต่นางกลับเชี่ยวชาญมาก แค่พูดเกี่ยวกับแจกันปักษาร่ายรำใบนี้ของเขาก็พอที่จะเห็นได้แล้ว
เขากับสวี่เฉิงอวี๋มีโอกาสพบกันเพียงสองครั้งและไม่ได้พูดคุยกันมากนัก แต่คุณหนูคนนี้ราวกับสามารถทำให้เขาประทับใจและทำให้เขารู้สึกถึงนางที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงได้ทุกครั้ง
แล้วแบบใดกันแน่เล่าที่เป็นสวี่เฉิงอวี๋ที่แท้จริง
เซียวหมิ่นหางใช้มือลูบคางเบาๆ ทั้งเหลือบไปมองนางอีกนิดหน่อย จากนั้นก็หยุดแล้วหันไปพูดกับสวี่ซงซานปละลูกชายอีกพักหนึ่งโดยที่ไม่พูดกับสวี่เฉิงอวี๋อีกเลย
เชิงอรรถ
^ คือ ทัวร์มาลีน อัญมณีที่มีหลากสีสัน