ชีวิตของจารวีเหมือนจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง กิจการร้านซักอบรีดไปด้วยดี เธอทำแผ่นพับ ใบปลิวแจกจ่ายตามที่ต่างๆบัตรสะสมแต้มก็ใช้ได้ผล มีคนมาใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะบริการรับส่งตามบ้าน แต่จารวีขับรถมอเตอร์ไซค์ไม่เป็จึงใช้จักรยานแทน โชคดีที่ลูกค้าอยู่ใกล้ไม่ลำบากมากนัก
หญิงสาวอารมณ์ดีไม่รู้ว่าเพราะกิจการที่พัฒนาไปทางที่ดีหรือเพราะไม่มีเสียงกวนใจจากห้องข้างๆ บางวันก็จะมีถุงขนมแขวนไว้หน้าห้อง ดูเหมือนเขาพยายามสงบศึกกับเธอ เธอก็จะพยายามที่จะไม่นึกถึงจูบแรกที่เขาขโมยไปเหมือนกัน แต่ก็นั้นแหละ มันต้องใช้“ความพยายามอย่างมาก” เพราะทุกครั้งที่เจอหน้าเขา จะบังเอิญหรืออะไรก็ตาม เธอจะคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นเสมอ ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของจารวี หญิงสาวตื่นจากภวังค์แล้วรีบคว้าโทรศัพท์มากดรับสายทันที
“สวัสดีค่ะ”
“จ๊ะจ๋านี่เราเองนะ เปิ้ลไง”
“อ้อ เปิ้ลเหรอมีอะไรล่ะ” จารวีนึกหน้าเพื่อนที่ทำงานออกซึ่งมีไม่กี่คนหรอกที่เธอยังติดต่ออยู่
“เราเปลี่ยนมือถือใหม่นะเลยถือโอกาสเปลี่ยนเบอร์ใหม่เลขมงคลด้วยเลย”
“โอเคเราจะเมมไว้นะ ว่าแต่โทรมาแค่นี้เหรอ”
“เราโทรมาชวนไปกินข้าวเย็น”
“มีอะไรพิเศษหรือเปล่า”
“เราลาออกไปแต่งงานล่ะ” ปลายสายหัวเราะเสียงใส
“ยินดีด้วยนะ” จารวีดีใจด้วยจริงๆ
“เราจะย้ายไปอยู่กับแฟนที่ตรัง ก็เลยอยากเจอเพื่อนๆก่อนเดินทาง ว่างมั้ยมาเจอกันหน่อยซิ”
“ได้ซิที่ไหนล่ะ”
“สองทุ่มเจอกันร้านใบไม้ร่าเริงฉันจองโต๊ะแล้วไปเจอกันได้เลย”
“ได้ๆ เจอกันสองทุ่มนะ”
จารวีรับนัดเพื่อนแล้วก็ยิ้มกว้าง ดีใจที่เพื่อนได้ได้มีครอบครัว จำได้ว่าเพื่อนเล่าให้ฟังถึงชายคนคนรักอยู่บ่อยๆ รู้จักคบหากันั้แ่เรียนมหาวิทยาลัยจนเรียนจบก็ยังคบกันอยู่ ในที่สุดก็จะได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันเสียที
“หาอะไรเป็ของขวัญให้เพื่อนดีนะ” จารวียืนคิดไปทำงานไปด้วยแล้วก็หันไปบอกป้าอมรอย่างเพิ่งนึกได้
“ป้าคะวันนี้จ๋าขอเลิกงานเร็วหน่อยนะคะ มีนัดเลี้ยงส่งเพื่อนตอนสองทุ่มค่ะ”
“คุณจ๋าไปเถอะค่ะป้าดูร้านให้เอง ตอนหัวค่ำลูกค้าเพิ่งเลิกงานแวะมารับเสื้อผ้าบ่อยๆ”
“ขอบคุณนะคะป้า”
จารวีจัดการงานในส่วนของตัวเองจนเกือบห้าโมงเย็น เธอเดินกลับมาที่ห้องของตัวเองรื้อตู้เสื้อผ้าหาชุดเดรสสำหรับใส่คืนนี้ ดีที่มีติดตู้เสื้อผ้าไว้ เพราะเสื้อผ้าส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านพ่อแม่หมด มีเดรสสีขาวไข่มุกกระโปรงยาวคลุมเข่าประดับลูกไม้ที่ชายกระโปรง
“ผ้าคลุมไหล่อีกพื้นก็น่าจะโอเคแล้วล่ะ”
เธอรื้อค้นในตู้ได้ผ้าคลุมไหล่สีเขียวอ่อนหวาน เอาล่ะเสื้อผ้าพร้อมแล้วก็จัดการอาบน้ำแต่งตัวเสียทีจะได้แวะไปเลือกซื้อของขวัญให้เพื่อนสักชิ้นก่อนเข้าไปเจอกันที่ร้านอาหาร หญิงสาวจัดการตัวเองใช้เวลาไม่นานนักเป็ธรรมดาของสาวออฟฟิศที่ต้องแต่งตัวแต่งหน้าเร็วเพื่อจะได้เข้างานทันเวลา ั้แ่ออกจากงานมาเธอก็ไม่ค่อยได้แต่งตัวหรือแต่งหน้าด้วยซ้ำ เสื้อผ้าก็ง่ายๆ หน้าผมนี่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย
“วันนี้ขอสวยหน่อยก็แล้วกัน”
จารวีหัวเราะแล้วมองตัวเองในกระจก แต่งหน้าเข้มนิดหนึ่งเพราะงานกลางคืน เพิ่งสังเกตว่าผมตัวเองยาวถึงกลางหลังแล้ว ปกติรวบผมตลอดเวลา เธอดัดผมเป็ลอนอ่อนสไตล์เกาหลี เสื้อผ้าก็เรียบร้อย กระเป๋า และรองเท้าเข้าชุดกันดี เป็อันว่าสวยเสร็จแล้วออกจากบ้านได้
แต่ก่อนไปเจอเพื่อน ต้องแวะซื้อของสักหน่อย คิดมาั้แ่เช้าแล้วน่าจะเป็นาฬิกาวินเทจเก๋ๆไว้แต่งบ้าน ชิ้นไม่ใหญ่จะได้ไม่เป็ภาระเวลาขนย้ายด้วย หญิงสาวยิ้มให้กับตัวเองในกระจกแล้วเดินออกจากห้องไปจุดหมายที่ตั้งใจไว้
กัมปนาถนั่งหน้าเครียดอยู่กับงานตรงหน้า ออกจากห้องประชุมมาหลายชั่วโมงแล้วก็อารมณ์ไปปกติอยู่ จะทำยังไงได้มันก็งานนี่นะ ออกแบบบ้านในโครงการหมู่บ้านจัดสรร แต่ละโซนมีแบบบ้านแตกต่างกันเนื้อที่ใช้สอยน้อยแต่ต้องใช้ได้อย่างเต็มที่ เขานั่งดูภาพพื้นที่โครงการคราวๆ ในจอคอมพิวเตอร์ ใจจริงเขาอยากออกแบบโซนคนรวย มันมีโอกาสแสดงฝีมือเยอะกว่า แต่เมื่อไม่ได้ก็บ่นไม่ได้อีก เพราะทำงานกินเงินเดือนนี่นะ
“ขอลายเซ็นหน่อยซิ”
“ฮึม”
ชายหนุ่มเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์แล้วมองหน้าเ้าของเสียงเย้ายวน เลขาฯสาวคนสวยส่งยิ้มหวานหยอดย้อยให้เหมือนทุกครั้ง แต่ชายหนุ่มเบนสายตาลงมาที่เอกสารเบิกจ่ายค่าเดินทางตรงหน้า หยิบปากกามาเซ็นชื่อตัวเองลงไปแล้วหันไปสนใจงานของตัวเอง
เลขาฯสาวหุ่นเร้าใจถึงกับทำหน้างุนงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
“เป็อะไรหรือเปล่าคะ”
“มีอะไรเหรอ” กัมปนาถถามสีหน้าเรียบเฉย
“ก็คุณดูแปลกๆ”
“ผมทำงานอยู่” เขายักไหล่
“งั้นถ้าเลิกงานแล้วล่ะ ฉันไปห้องคุณได้นะ”
“ห้องผม?” จู่ๆกัมปนาถก็นึกผู้หญิงห้องข้างๆ
“เราไม่ได้สนุกกันมาสองอาทิตย์แล้วนะคะ”
“เอ่อ...คือ...ผมไม่สะดวกนะงานเยอะด้วย”
“งานจะเยอะแค่ไหนเชียว”
“คุณเป็เลขาฯเ้านายผมคุณก็รู้อยู่แล้วนี่”
หญิงสาวจ้องหน้าเขานิ่งๆแล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ขยับตัวออกห่างเล็กน้อยแล้วมองชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะยิ้มที่มุมปากออกมา
“มีอะไรทำไมมองผมแบบนั้น”
“คุณมีเ้าของแล้ว”
“เฮ้ย! ผมไม่มีใครเสียหน่อย”
“ใครเป็ผู้หญิงผู้โชคดีคนนั้นนะ”
“พูดอะไรผมไม่มีใครเสียหน่อย” เขาทำหน้ายุ่งแต่เลขาฯคนสวยหัวเราะคิกคัก ยื่นมือแตะไหล่เขาเบาๆ
“เชื่อฉันซิ ฉันดูออก”
กัมปนาถมองหญิงสาวเดินจากไปด้วยแววตางุนงง ทำไมพูดแบบนั้น เขาไม่มีใครเสียหน่อย แค่รู้สึกไม่อยากพาใครไปที่ห้องเพราะเกรงใจสาวห้องข้างๆนั้นแหละ แล้วจู่ๆเขาก็คิดถึงริมฝีปากนุ่มแสนหวานกับดวงตากลมโตที่จ้องมองเขาอย่างตื่นตระหนก
“ทำอย่างกับเพิ่งถูกจูบครั้งแรก”
เขาพึมพำแล้วพยายามไม่คิดเื่นั้นแต่...ท่าทางแบบนั้น แถมเขายังโดนตบอีก สงสัยว่าจะเป็ ‘จูบแรก’ จริงๆแฮะ แล้วก็กลายเป็เขาที่หน้าแดงอย่างไม่รู้ตัว ทำไมเขาต้องติดใจผู้หญิงห้องข้างๆขนาดนี้ด้วยนะ
“ไอ้เคนเย็นนี้ไปคาราโอเกะกัน” เพื่อนสนิทเดินเข้ามาทำให้กัมปนาถหยุดคิดเื่หญิงสาวห้องข้างๆไป
“กูไม่ชอบร้องเพลง” เขาพูดตรงไปตรงมา
“กูก็ไม่ได้ให้มึงไปร้องเพลง”
“อ้าวแล้วชวนไปคาราโอเกะทำไม”
“ก็มึงมันหน้าตาดีเอาไปเรียกความสนใจจากสาวๆไง”
“กูมีประโยชน์แค่นั้นเองหรือวะ” กัมปนาถหัวเราะ เป็เื่ปกติที่เพื่อนมักพูดจาหยอกล้อเขาแบบนี้
“เป็อันตกลงนะเจอกันที่เดิม ไปเจอกันที่ร้านเลยนะ กูต้องออกไปดิวงานกับลูกค้าก่อน”
“รับทราบครับคุณเพื่อน”
ชายหนุ่มรับปากเพื่อนแล้วจัดการงานของตัวเองต่อ ไปท่องราตรีบ้างก็ดีจะได้ไม่ต้องคิดอะไรฟุ้งซ่าน
จารวีออกจากร้านขายของตบแต่งบ้าน เธอเลือกนาฬิกาอยู่นานกว่าจะได้ที่ถูกใจแล้วยังต้องหาที่ขอของขวัญเพราะไม่ใช่่เทศกาล ถ้าไม่กลัวเสียเวลาเธอคงกลับมาห่อที่บ้านเองแล้ว
กว่าหญิงสาวจะมาถึงก็ได้เวลานัดหมายพอดี เพื่อนๆที่ทำงานแผนกเดียวกัน หลายคนตื่นเต้นดีใจที่ได้พบหน้าจารวีเพราะเธอเงียบหายไปนานสามเดือนแล้ว มีแต่เพื่อนสนิทที่รู้ว่าจารวีทำอะไรอยู่ที่ไหน
“ดีใจด้วยนะยัยเปิ้ลของขวัญจ๊ะ เอาไว้ตอนงานแต่งค่อยว่ากันอีกที”
“แค่เธอมาฉันก็ดีใจแล้วล่ะ” เปิ้ลยิ้มกว้าง
ร้านใบไม้ร่าเริงมีส่วนที่เป็ร้านอาหารและห้องคาราโอเกะอยู่ชั้นบน ว่าที่เ้าสาวจองโต๊ะที่หน้าร้านเป็โซนเปิดโต้ต้นไม้บรรยากาศดี เพื่อนที่มาร่วมเลี้ยงส่งมีราวๆเจ็ดถึงแปดคน รวมทั้งว่าที่เ้าบ่าวที่ตามมาที่หลังด้วย
“ดูฤกษ์ยามวันแต่งหรือยังจ๊ะ” จารวีถามด้วยความดีใจอย่างกับตัวเองจะแต่งงานเสียเอง
“ดูแล้วแต่ยังไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน ก็อีกสามหรือสี่เดือนนี่แหละ ย้ายไปนี่ก็จะได้ดูที่อยู่ใหม่กับเื่งานด้วย” เปิ้ลอธิบาย
“จริงๆอยากให้เปิ้ลไปเป็แม่บ้านนะไม่ได้อยากให้ทำงาน แต่เปิ้ลเค้าอยากทำ ผมก็ตามใจ” ว่าที่เ้าบ่าวรีบออกตัว
“แหม! เดี๋ยวคนอื่นมองว่าฉันมาเกาะแฟนกินหรอกตอนนี้พอมีแรงก็ทำงานไปก่อนดีกว่า”
จารวียิ้มให้ทั้งสองหนุ่มสาว อาหารอร่อย บรรยากาศครื้นเครงจารวีดื่มเบียร์ไปนิดหน่อยก็เริ่มหน้าแดง เธอขอตัวเดินไปเข้าห้องน้ำ หญิงสาวดูนาฬิกาข้อมือก็เกือบห้าทุ่มแล้ว จริงๆอยู่คนเดียวกลับห้องพักดึกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรไม่ต้องโทรรายงานคนที่บ้านด้วย แต่เธอกลัวจะเมาจนกลับไม่ไหวต่างหาก
“สงสัยต้องบอกลาเ้าของงานแล้วละเนี้ย”
ร่างเพรียวในชุดกระโปรงหวานเดินออกมาจากห้องน้ำ ไม่รู้ตัวว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองอยู่และเหมือนเขาจะไม่มั่นใจว่าคนที่เห็นเป็คนที่เขาคิดจึงเดินตามไปเงียบๆ หญิงสาวกลับมาถึงโต๊ะก็ต้องใแทบหายเมาเพราะเห็นหน้าคนที่ไม่อยากเจอเข้า
“จ๋ามาแล้วค่ะหัวหน้า”
จารวียกมือไหว้ตามมารยาท แม้เปิ้ลจะเป็เพื่อนสนิทแต่เธอก็ไม่ได้เล่าเื่ที่ลาออกเพราะอะไร หัวหน้ายิ้มกริ่มที่ได้เห็นหญิงสาวที่ตัวเองเคยตามตื้อ
“ไงดูท่าทางสบายดีนะหนูจ๋า”
“สบายดีคุณกร”
ก็เขาไม่ได้เป็หัวหน้าเธอแล้วจะเรียกหัวหน้าไปทำไมอีกล่ะ แล้วที่ว่างตั้งเยอะแยะทำไมต้องมานั่งข้างเธอด้วย เธอพยายามกระเถิบตัวออกห่างแต่อีกฝ่ายก็แกล้งทำเป็นั่งเบียด แต่ละคนก็ต่างคนต่างสนุกสนานและเริ่มเมาได้ที่จึงไม่มีใครสนใจเธอกับหัวหน้าที่เพิ่งมาที่หลัง
“ไงได้ข่าวว่าเป็ลูกจ้างร้านซักผ้าเหรอ” หัวหน้าพูดน้ำเสียงติดดูถูกนิดๆ
“ไม่ใช่ลูกจ้างค่ะเป็ผู้จัดการค่ะ” เอาเถอะขอข่มคืนบ้างเถอะนะ
“แค่ร้านซักผ้ามันจะมีอนาคตอะไรกัน” อีกฝ่ายยังดูถูกอย่างต่อเนื่อง
“คุณกรเคยได้ยินไหมคะคับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก ถึงดิฉันจะทำงานที่ร้านซักผ้าหรืองานอะไรก็ตามแต่มันก็งานสุจริตและทำด้วยความสุขใจไม่ต้องลำบากใจเจอกับคนบางประเภทหรอกค่ะ”
“ไอ้ที่พูดเนี้ย พูดแค่ให้ตัวเองสบายใจไปเองหรือเปล่า” อีกฝ่ายยังไม่ลดล่ะ
จารวีไม่อยากให้คนอื่นหมดสนุกเพราะเธอเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว หญิงสาวฉีกยิ้มกว้างแล้วเดินไปทางเพื่อนรักกระซิบบอกเพื่อจะขอตัวกลับบ้านก่อน
“เพิ่งห้าทุ่มเองจะกลับแล้วเหรอพวกเราว่าจะไปต่อกันอยู่นะเนี้ย”
“ไม่ไหวแล้วล่ะเริ่มเมาแล้ว” จารวีอยากบอกว่าเธอสางเมาั้แ่เจออดีตหัวหน้าชีกอต่างหากล่ะ
“เอางั้นก็ได้ กลับแท็กซี่ใช่ไหม เดี๋ยวเปิ้ลเดินไปส่งหน้าร้านนะ”
“ไม่เป็ไรจ๋าไปเรียกรถเองได้ ทุกคนกำลังสนุก เปิ้ลดูแลเพื่อนๆเถอะนะยังไงได้วันแต่งงานก็บอกด้วยเผื่อไปหาถึงที่”
“บ้าซิจ๋าต้องมาให้ได้เพราะจ๋าต้องเป็เพื่อนเ้าสาวให้เปิ้ล”
“ได้ๆถ้าไม่กลัวว่าจ๋าจะสวยกว่าเ้าสาวนะ”
สองสาวหัวเราะคิกคักแล้วจารวีก็แยกตัวออกมา เธอเดินออกมาหน้าร้าน ก้มหน้าค้นหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าจะดูเวลาเสียหน่อย แต่ถูกดึงแขนไว้ก่อน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ
“หัวหน้า! เอ๊ย! คุณกร! คุณออกมาทำอะไรคะ”
“ผมจะไปส่งคุณไง”
“จ๋ากลับเองได้ค่ะคุณเพิ่งมาไปอยู่กับคนอื่นดีกว่า” จารวีพยายามดึงข้อมือตัวเองออกมาแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
“โธ่! จะเล่นตัวไปไหนเล่า”
หญิงสาวถลึงตาใส่ทำไมตานี่มันถึงไม่ยอมปล่อยเธอไปเสียทีนะ ทั้งที่เธอก็ยอมลาออกจากงานไปแล้ว ได้ยินว่าเขาเองก็มีเมียแล้วจะมาวุ่นวายกับเธอทำไม จะว่าเธอไปอ่อยเหงื่อให้ท่าอะไรหรือก็เปล่า เธอไม่เคยทำตัวสนิทสนมหรือให้ความหวังอะไรกับเขาเลยสักนิด
“ปล่อยฉันนะไม่งั้นฉันร้องให้คนช่วยจริงๆด้วย”
“ใครจะมาช่วยเื่ผัวเมียคนอื่นเค้าไม่ยุ่งหรอก”
“ผัวเมีย! จะบ้าเหรอใครไปเป็เมียคุณล่ะ”
“ก็ไปด้วยกันซิผมจะได้เล่นบทผัว คุณก็เล่นบทเมีย แถวนี้มีม่านรูดใกล้ๆด้วย”
ตายแล้ว! ท่าทางเขาเอาจริงเสียด้วยซิหรือเพราะเขาไม่ได้เป็หัวหน้าเธอแล้ว เขาก็เลยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกร้องเรียนในที่ทำงาน จารวีหน้าซีดแล้วหันซ้ายหันขวาหาความช่วยเหลือ เป็จังหวะเดียวกับที่มือใหญ่มาจับไหล่เธอไว้ก่อนหญิงสาวหันไปมองแล้วก็ต้องใ ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาที่นี่
“คุณเคน”
“ปล่อยมือจากแฟนผมเดี๋ยวนี้”
จารวีทำตาปริบๆ กัมปนาถพูดเสียงเข้มแบบเอาจริงทำให้ผู้ชายคนนั้นปล่อยมือจากแขนของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว กัมปนาถหันมามองทางหญิงสาวทำหน้าดุใส่
“ก็บอกแล้วว่าเดี๋ยวมารับทำไมไม่รอข้างในละที่รัก มายืนตรงนี้มันอันตรายนะ”
“ค่ะขอโทษค่ะ” จารวีเล่นตามน้ำกับเขาไปด้วย
“หรือคุณมีปัญหาอะไรอีกไหม” กัมปนาถถามอีกฝ่ายน้ำเสียงดุดัน
“ก็ไม่มีอะไรผมแค่ไม่เห็นมีใครมาส่งคุณจ๋า”
“งั้นก็หมดหน้าที่ของคุณแล้ว ที่เหลือให้คนเป็แฟนจัดการเองดีกว่า”
อดีตหัวหน้าฝืนยิ้มแล้วหมุนตัวเดินกลับไป จารวีถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกแล้วส่งยิ้มให้กัมปนาถ เป็ครั้งแรกที่เธอยิ้มให้เขาแบบนี้ ชายหนุ่มถึงกับรู้สึกตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ปกติเธอมักแยกเขี้ยวยิงฟันใส่หรือยิ้มแบบกัดฟันเพราะปะทะคารมกับเขา ไม่เคยยิ้มหวานหยดขนาดทำหัวใจเขาสั่นไหวได้แบบนี้
‘ให้ตายเถอะนี่เขาอ่อนไหวกับเธอไปจริงๆหรือเนี้ย’
“คุณมาทำอะไรแถวนี้” จารวีถามอย่างนึกได้
“เพื่อนผมมันชวนมาร้องคาราโอเกะ”
หญิงสาวหัวเราะอารมณ์ดีขึ้นหลังจากผ่านอะไรๆมา “คุณนี่ชอบกิจกรรมที่ใช้เสียงนะ”
“แหม! ผมเพิ่งช่วยคุณไปหมาดๆ มากัดผมอีกนะ” เขาหัวเราะออกมาบ้าง
“ก็มันจริงไหมล่ะ” พูดไปแล้วเธอก็เขินเสียงเอง ไม่ได้ยินเสียงครางซี๊ดซ๊าดจากห้องของเขานานแล้วด้วย
“ผมไม่ได้อยากมาเสียหน่อยเพื่อนบังคับต่างหาก” เขาย่นจมูกทำเหมือนเด็ก
“ไม่มีอะไรแล้วคุณไปหาเพื่อนคุณเถอะ ฉันจะกลับที่พักแล้ว”
“ถ้าคุณกลับเราก็กลับพร้อมกัน” เขาฉวยข้อมือเธอเดินลิ่วๆมาที่ลานจอดรถ
“อ้าว! แล้วเพื่อนคุณล่ะ”
“ผมมาตั้งนานแล้วอยากกลับเต็มทีแล้วเหมือนกัน” เขาหยิบกุญแจรถออกมา “ผมอยู่ชั้นสองมองจากข้างบนเห็นคุณแต่ไม่แน่ใจเลยลองเดินมาดู ก็เป็คุณจริงๆ”
“ทำไมละคะ” ทำไมต้องเดินตามเธอด้วยล่ะ
“เปล่า ก็แค่...เราอยู่ห้องติดกันไงเราเป็เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ ผมเจอคุณผมก็อยากทักทายคุณแค่นั้น” เขาแก้ตัวไปเรื่อยแล้วเปิดประตูรถให้หญิงสาว
“กลับกันเถอะนะ”
“ก็ดีค่ะจ๋าก็เริ่มเมานิดๆแล้ว” หญิงสาวก้าวเข้าไปนั่ง กัมปนาถปิดประตูให้แล้วเดินมานั่งฝั่งคนขับ
“คุณดื่มเหล้าด้วยหรือ?” เขาสตาร์ทรถ
“ดื่มเบียร์นิดหน่อยค่ะเพื่อนฉันจะแต่งงานเรามาเลี้ยงส่งเพราะเพื่อนฉันจะย้ายไปอยู่กับว่าที่สามีที่จังหวัดตรัง”
“ดูไม่เหมือนคนเมาเลยนะ”
“แหม! ใครจะดื่มให้เมาละ ฉันต้องนั่งแท็กซี่กลับบ้านนะ แล้วคุณดื่มหรือเปล่า ระวังโดนด่านเป่าแอลกอฮอร์นะคะ”
“ไม่เป็ไรผมดูแลคุณได้”
เขาหัวเราะจะให้บอกยังไงว่ายังไม่ทันได้ดื่มก็เจอฉากเด็ดเขาเลยต้องรีบทำตัวเป็อัศวินมาช่วยเ้าหญิงก่อน ชายหนุ่มขับรถกลับมาเส้นทางที่คุ้นเคย แต่เพราะดึกแล้วถนนที่เคยแน่นขนัดตอนนี้บางตาและขับได้สบายมาก
“ผมถามได้ไหมว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น”
จารวีถอนหายใจเบาๆ
“เขาเคยเป็หัวหน้าฉัน พยายามจะลวนลามฉันอยากให้ฉันไปเป็กิ๊กด้วยแต่พอฉันไม่เอาด้วยก็เลยหาทางแกล้งบีบสารพัดจนฉันตัดสินใจลาออก”
“คุณก็เลยมาทำงานที่ร้านซักผ้า”
“ดูถูกฉันเหรอ”
“บ้าซิคุณทำงานสุจริตจะคิดมากทำไมกัน” เขาหัวเราะ
“นอกจากพี่สุแล้วฉันไม่เคยเล่าเื่นี้ให้ใครรู้เลยนะ” เธอเองก็แปลกใจที่เล่าให้เขาฟัง
“รู้สึกเป็เกียรติมากครับ”
“ประชดหรือเปล่า”
“เปล่าคุณนี่ก็...”
จารวีกลั้นหัวเราะแต่แล้วก็หัวเราะออกมาทั้งสองคน ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกผ่อนคลายอาจเพราะได้พูดเื่หนักอกที่ไม่เคยให้ใครรู้รับฟัง และเขาก็ดูท่าทางเป็คนดีที่พอจะไว้ใจได้คนหนึ่ง
ก็แค่ไว้ใจนะไม่ได้คิดอย่างอื่นจริงๆ จารวีบอกกับตัวเองอย่างนั้น
.......................