บทที่ 11 มอบตำรับยา สวี่ไท่ผิงได้ตำรับโอสถชำระกายา
"ดีมาก"
เทพธิดาหลิงเยว่แย้มยิ้มให้สวี่ไท่ผิง
ไม่รู้เหตุใด แม้ว่าตรงหน้าจะเป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี แต่กลับรู้สึกว่าความตั้งใจของเขาหนักแน่นกว่าผู้ใหญ่หลายคน คล้ายกับคนที่นางเคยรู้จัก
"เข้ามาใกล้ ๆ หน่อยสิ"
เทพธิดาหลิงเยว่โบกมือเรียกสวี่ไท่ผิง
"ท่านเทพธิดามีอะไรจะสั่งอีกหรือขอรับ?"
สวี่ไท่ผิงสงสัยพลางก้าวเข้ามาใกล้
แปะ
ในยามนั้น เทพธิดาหลิงเยว่ยื่นนิ้วเรียวออกมา แตะเบา ๆ ที่หน้าผากของสวี่ไท่ผิง
ก่อนที่สวี่ไท่ผิงจะทันได้ตอบสนอง เขาพลันััได้ถึงความเย็นะเืที่ซึมลึกเข้าไปในจิตใจ จากนั้นกระดาษขาวที่จดบันทึกตำรับยาและวิธีการปรุงยาพลันปรากฏขึ้นในหัว
"โอสถชำระกายา? บนโลกนี้มีตำรับยาที่สามารถทำให้กระดูกขาวฝึกฝนได้ด้วยหรือ?"
หลังจากที่สวี่ไท่ผิงเห็นสรรพคุณของตำรับยานี้แล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเผยแววตาที่เปี่ยมด้วยความปีติยินดี
"เด็กน้อยอย่าเพิ่งดีใจไป ตำรับโอสถชำระกายานี้ แต่เดิมต้องใช้ร่วมกับตำรับยาอีกขนานหนึ่ง ทว่าสมุนไพรที่จำเป็สำหรับตำรับยานั้นหายากมาก ถึงให้เ้าไปก็คงไร้ประโยชน์ เช่นนั้น เ้าอาจพบเจอความยากลำบากในระหว่างที่แช่ตัวในโอสถชำระกายา"
เทพธิดาหลิงเยว่กล่าวราวกับราดน้ำเย็นใส่หัวสวี่ไท่ผิง
"ความยากลำบากอะไรหรือขอรับ?"
สวี่ไท่ผิงเอ่ยถามในทันใด
"หากไม่มีตำรับยาอีกขนานหนึ่ง ยามที่เ้าแช่โอสถชำระกายา ทั่วร่างของเ้าจะเ็ปทรมานราวกับถูกถลกหนังเฉือนกระดูก"
เทพธิดาหลิงเยว่กล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
"ข้าไม่กลัวความเ็ป"
สวี่ไท่ผิงใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวอย่างแน่วแน่
แม้หลิงเยว่อยากจะเอ่ยว่า ‘นั่นเพราะเ้ายังไม่เคยได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานนั้น มิฉะนั้นเ้าคงไม่ตอบตกลงโดยง่ายเช่นนี้’ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางกลับพูดไม่ออก อีกทั้งยังรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะไม่ผิดคำพูดอย่างแน่นอน
"วันนี้ข้าอารมณ์ดียิ่งนัก นอกจากตำรับยาที่สัญญาไว้แล้ว ข้าจะมอบสิ่งของให้เ้าอีกอย่างหนึ่ง"
เทพธิดาหลิงเยว่แย้มยิ้ม พลางยื่นมือออกมากำเบา ๆ
ในชั่วพริบตา สวี่ไท่ผิงเห็นประกายแสงสีขาวนับไม่ถ้วนไหลมารวมกันที่ฝ่ามือของเทพธิดาหลิงเยว่ ยามที่ท่านเทพธิดาคลายมือออก บนฝ่ามือมีลูกปัดสีใสสามลูกปรากฏขึ้น
และในขณะที่ลูกปัดทั้งสามก่อตัวขึ้น สวี่ไท่ผิงพลันััได้อย่างชัดเจนว่าร่างของเทพธิดาหลิงเยว่ตรงหน้าดูโปร่งแสงขึ้นมาก
ฟึบ!
ก่อนที่สวี่ไท่ผิงจะเอ่ยถามว่านั่นคือสิ่งใด เทพธิดาหลิงเยว่พลันยกมือขึ้นอย่างฉับไว โยนลูกปัดทั้งสามลูกไปยังมุมสามทิศทางในสวนโอสถ
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น สวี่ไท่ผิงก็ได้ยินเทพธิดาหลิงเยว่เริ่มร่ายคาถาแ่เบา ในขณะเดียวกัน ประกายแสงสีฟ้าเริ่มหลอมรวมกันเป็ลวดลายสัญลักษณ์ลึกลับโดยมีลูกปัดทั้งสามเป็ศูนย์กลาง ครอบคลุมสวนโอสถทั้งหมดเอาไว้
"นี่คือ ‘ค่ายกลรวมปราณผสานสาม’ แม้จะเทียบไม่ได้กับค่ายกลรวมปราณที่แท้จริง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผลผลิตในสวนโอสถครึ่งหมู่นี้เพิ่มขึ้นเป็สามส่วนภายในหนึ่งปี" เมื่อทำทุกสิ่งเสร็จสิ้น เทพธิดาหลิงเยว่ก็อธิบายให้สวี่ไท่ผิงฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย
"สามส่วน?" สวี่ไท่ผิงได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าดีใจ จากนั้นก็ควักเอาผลึกิญญาสี่เม็ดในกระเป๋าออกมาส่งให้เทพธิดาหลิงเยว่ "ท่านเทพธิดา โปรดรับผลึกิญญาสี่เม็ดนี้ไว้เถิด ท่านปู่เคยกล่าวไว้ว่า การค้าขายกับผู้อื่น ความยุติธรรมเป็สิ่งสำคัญที่สุด มิฉะนั้นจะไม่ยั่งยืน"
ยามเห็นสวี่ไท่ผิงเอ่ยวาทะนี้ด้วยท่าทางจริงจัง เทพธิดาหลิงเยว่ก็อดหัวเราะออกมามิได้ แต่เพียงไม่นานนางก็ทำสีหน้าจริงจัง "สิ่งที่เ้ากล่าวนั้นไม่ผิด หากเป็การค้าขายก็ควรมีความยุติธรรม ทว่าการฝึกฝนของเ้าในภายภาคหน้าต้องใช้ผลึกิญญาเหล่านี้อีกมาก ดังนั้นก็ถือว่าข้ายืมให้เ้าหยิบยืมไปก่อน รอจนกว่าผลใต้พิภพออกผลอีกครั้ง เ้าค่อยคืนให้ข้าก็ย่อมได้"
ได้ยินดังนั้น สวี่ไท่ผิงพลันตรึกตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "เช่นนั้นยามที่คืนให้ท่านคราวหน้าต้องคิดดอกเบี้ยนะขอรับ ข้าต้องคืนผลึกิญญาให้ท่านห้าเม็ด"
"ไม่ผิด ไม่ผิด ต้องคิดดอกเบี้ยด้วย" เทพธิดาหลิงเยว่ต้องกลั้นขำอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง ร่างของเทพธิดาหลิงเยว่ก็โปร่งแสงขึ้นอีกหลายส่วน พลังปราณพลันอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
"เสี่ยวไท่ผิง เสี้ยวิญญาของข้าอ่อนแอเกินไป จำต้องพักฟื้นในผลใต้พิภพต่อไป อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือนจึงจะออกมาได้ ่นี้ทั้งสวนโอสถและการฝึกฝนของเ้าล้วนต้องพึ่งพาตนเอง อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเป็อันขาด ต่อจากนี้ข้ายังต้องพึ่งผลใต้พิภพเพื่อฟื้นฟูร่างกายด้วย" เทพธิดาหลิงเยว่กำชับสวี่ไท่ผิงอย่างชวนขัน
"ท่านเทพธิดาโปรดวางใจ การฝึกฝนเป็เื่ของไท่ผิงเอง ไท่ผิงจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน" สวี่ไท่ผิงมีแววตาที่มุ่งมั่นอย่างมาก
"วาทะเ้าช่างดีนัก การฝึกฝนก็เป็เื่ของแต่ละคน บนเส้นทางแห่งการบ่มเพาะอันยาวไกล ผู้อื่นอาจช่วยได้ชั่วคราว แต่ช่วยมิได้ตลอดกาล ท้ายที่สุดก็ต้องพึ่งพาตนเอง" เทพธิดาหลิงเยว่ยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ชี้ไปที่ต้นถั่วที่เหี่ยวเฉาแล้ว "ไท่ผิง เ้าไปหาดูในบ้านว่ามีจอบหรือไม่ แล้วขุดต้นถั่วนี้ขึ้นมา จากนั้นก็ขุดหลุมฝังไว้ตรงกลางสวนโอสถ"
"ขอรับ"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า หมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไร
ในขณะที่เขาหันหลังกลับ สีหน้าของเทพธิดาหลิงเยว่ที่เดิมทีอ่อนโยนพลันแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบขึ้นมา จากนั้นก็ผินหน้าไปทางกำแพงด้านหลัง
ตามสายตาอันคมกริบของนาง พบว่ามีดวงตาคู่หนึ่งที่เปล่งประกายสีฟ้าอ่อน กำลังลอบมองเข้ามาในสวน
ยามที่เทพธิดาหลิงเยว่หันศีรษะ ดวงตาคู่นั้นราวกับจะสังเกตเห็นนาง จึงพลิกตัวกลิ้งลงจากกำแพงหลบหนีไป
"ฟู่!..."
ในขณะเดียวกัน ร่างที่ดูเลือนรางของเทพธิดาหลิงเยว่ก็กลายเป็ลมพายุพัดผ่านลานบ้านอย่างรวดเร็ว ฟาดร่างที่กลิ้งลงมาจากกำแพงนั้นปลิวไปด้วยฝ่ามือเดียว
"ท่านเทพเซียนโปรดไว้ชีวิต ท่านเทพเซียนโปรดไว้ชีวิต ข้าเป็เพียงผีชางตัวน้อย ถูกเสือจากเขาชิงเฟิงบังคับให้มาทำร้ายผู้อื่น!" ก่อนที่เทพธิดาหลิงเยว่จะทันได้เอื้อนเอ่ย ผีชาง*[1] ร่างกายเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูกขาวโปน ได้คุกเข่าคำนับต่อหน้านาง
"สมุนรับใช้ให้เสือร้าย ใช้อธิบายถึงพวกสวะเช่นเ้าได้ดีที่สุด" เทพธิดาหลิงเยว่เย้ยหยัน จากนั้นก็ฟาดผีเน่าจนกระเด็นไปไกล ยามนี้นางเหมือนเปลี่ยนเป็คนละคนกับตอนที่เผชิญหน้ากับสวี่ไท่ผิงอย่างสิ้นเชิง
"รอก่อนเถิด ยามนี้พละกำลังของข้ายังไม่ฟื้นคืน ไม่แน่ว่าจะเป็คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับปีศาจเสือตนนั้น หากฆ่าผีชางตัวนี้ก็เกรงว่าอาจจะนำภัยมาสู่ตน ยังไม่ดีเท่ากับสะกดด้วยคาถาสะกดิญญา ทำให้มันลืมเลือนเื่ราวทั้งหมดไปก่อน รอจนกว่าไท่ผิงจะมีวรยุทธ์แก่กล้า แล้วค่อยให้เขาไปปราบเสือปีศาจนั่นก็ถือเป็การฝึกฝนที่ดีอย่างหนึ่ง"
เทพธิดาหลิงเยว่ที่กำลังจะฆ่าผีชางตนนั้นพลันชักมือกลับ พึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา
[1] ผีชาง ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าผู้ที่โดนเสือกัดตายนั้น ิญญาจะถูกควบคุมจิตใจจนกลายเป็ข้ารับใช้ คอยล่อลวงผู้คนมาให้เสือกินเป็อาหาร