ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    งานเลี้ยงฉลอง

            ต้าหมิงที่มาถึงตำหนักของจักรพรรดิหญิงก็พบกับสี่ขุนพลสาวที่งดงามยืนอยู่ หญิงสาวที่งดงามราวกับนางสวรรค์ยืนรวมตัวกันอยู่ทำให้หัวใจของต้าหมิงอดที่จะสั่นใหวอย่างรุนแรงไม่ได้ นอกจากจ้าวหยูเฟยแล้วในครั้งนี้ต้าหมิงได้มีโอกาสพบกับขุนพลสาวทั้ง 3 คนพร้อมกัน

            “ต้าหมิงข้าจะแนะนำเหล่าพี่น้องของข้าให้รู้จัก” จ้าวหยูเฟยก้าวเข้ามาก่อนจะชี้ไปทางหญิงสาวทั้งสามที่แสดงสีหน้าสงบมองมายังต้าหมิง

            “คนแรกคือพี่ใหญ่ของข้า จ้าวหยูซิน คนที่สองคือ จ้าวโยวหลัน คนที่สามคือจ้าวเฟยหรู” จ้าวหยูเฟยกล่าว

            “แซ่จ้าวทั้งหมดเลยงั้นเหรอ” ต้าหมิงแสดงสีหน้างุนงง

            “แซ่จ้าวของพวกเราไม่ใช่แซ่จากต้นตระกูลแต่เป็นแซ่ที่จักรพรรดิหญิงมอบให้กับคนที่สนิทและถูกยอมรับโดยท่านจักรพรรดิ” จ้าวหยูซินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            “อย่างงี้นี่เอง ข้าต้าหมิงคิดว่าพี่สาวทั้งสามคงจะรู้จักอยู่แล้วเพราะงั้นจากนี้ไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับคารวะให้กับทั้งสาม

            “เด็กน้อยข้าต้องยอมรับเลยว่าเจ้ามีความกล้าหาญมากถึงกลับกล้าหยอกล้อจักรพรรดิหญิงต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้” จ้าวโยวหลันกล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ายวน

            ในบรรดาขุนพลสาวต่างมีนิสัยที่แตกต่างกัน คนแรกจ้าวหยูซินมีนิสัยเรียบร้อยสุภาพเหมือนขุนนางที่น่าเคารพ คนที่สองจ้าวโยวหลันมีนิสัยชอบหยอกล้อและเย้ายวนใจชายหนุ่มเรียกได้ว่าเสน่ห์ของนางแม้แต่ต้าหมิงยังต้องอดกลั้นอย่างมาก คนที่สามจ้าวเฟยหรูนั้นเย็นชาดุจน้ำแข็งน้อยนักที่นางจะพูดออกมา ส่วนจ้าวหยูเฟยกลับมีนิสัยค่อนข้างเรียบง่ายและมีเมตตา

            “ถ้าข้าไม่ทำแบบนั้นข้าก็คงถูกเจ้าพวกขุนนางเอาเปรียบไปแล้ว” ต้าหมิงกล่าว

            “ก็จริง แต่ในงานเลี้ยงครั้งนี้เจ้าห้ามทำอะไรที่ส่งผลต่อชื่อเสียงของท่านจักรพรรดิหญิงเด็ดขาดไม่งั้นพวกพี่สาวอย่างข้าคงต้องลงโทษเจ้าอย่างหนัก” จ้าวหยูซินกล่าว

            “เอาจริงๆไอ้งานเลี้ยงนี้ข้ากะจะโผล่หน้าออกไปเพียงแค่เล็กน้อยแล้วค่อยหนีออกมา” ต้าหมิงกล่าว

            “เรื่องนั้นคงเป็นไปไม่ได้เพราะเจ้าจะต้องอยู่ข้างกายท่านจักรพรรดิหญิงตลอดเวลา” จ้าวโยวหลันกล่าว

            สิ้นเสียงประตูห้องก็เปิดออกจักรพรรดิหญิงในชุดสีแดงสดก้าวเดินออกมา จักรพรรดิหญิงในเวลานี้ดูงดงามเหลือเกินชุดที่ลัดรูปเผยให้เห็นไหล่ที่ขาวเนียนทำให้ความนางของนางแผ่กระจายออกมา

            “สมแล้วที่ได้ชื่อว่าหญิงงามแห่งยุค” ต้าหมิงอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้

            “โห้ ดูเหมือนเจ้าเองก็ดูเป็นขุนนางเหมือนกันนี่” จักรพรรดิหญิงกล่าวเมื่อมองไปยังต้าหมิงที่ดูหล่อเหลาเหมือนกับบัณฑิตหนุ่มคนหนึ่ง

            “ท่านเองก็งดงามมากเช่นกัน ข้าคิดว่าในงานเลี้ยงครั้งนี้ข้าคงจะต้องถูกสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังฆ่าตายแน่ๆ” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น

            หลังจากนั้นต้าหมิงและจักรพรรดิหญิงก็เดินเคียงคู่กันไปรอบด้านมีขุนพลสาวและจ้าวหลานติดตามไปด้วยทำให้ต้าหมิงในตอนนี้มีหญิงงามเดินติดตามด้านหลังภาพนี้ถ้าใครได้เห็นย่อมต้องรู้สึกอิจฉา

            ในห้องโถงขนาดใหญ่เหล่าขุนนางจำนวนมากมารวมตัวกันนานแล้วและเริ่มรับประทารอาหารกันแล้ว และไม่ใช่แค่ขุนนางในอาณาจักรอัคคีแม้แต่ขุนนางของอีกสองอาณาจักรก็ยังมา

            “ตระกูลปิงหางอาณาจักรเหมันต์ก็มางั้นเหรอ” พั่วเสอที่เป็นตัวแทนของตระกูลพั่วกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ

            ในตอนนี้อำนาจของตระกูลพั่วส่วนใหญ่ได้ย้ายมาอยู่ที่พั่วเสอแล้ว ถึงแม้พั่วเสอจะอ่อนแอในด้านพลังแต่ความคิดกลับเฉียบแหลมและข้างกายในตอนนี้ก็มีผู้อาวุโสที่เป็นถึงระดับขุนพลคอยติดตามคุ้มกัน

            “ข้าว่าพวกนั้นจะต้องไม่มาดีแน่” ผู้อาวุโสของตระกูลพั่วกล่าว

            “หลายปีมานี้อาณาจักรอัคคีของพวกเรานั้นไม่มั่นคงเพราะมีการต่อสู้ภายในตลอดและอีกสองอาณาจักย่อมจ้องมองพวกเราตาเป็นมันและรอโอกาสที่จะเข้ายึดครอง” พั่วเสอกล่าว

            “ไม่คิดว่าท่านทูตจากอาณาจักรเหมันต์จะให้เกียรติมางานฉลองในวันนี้” ผู้นำตระกูลหลางที่มีร่างสูงใหญ่และแผ่ออร่ากดดันที่รุนแรงกล่าวขึ้นกับชายชราผมขาวที่เป็นถึงทูตจากอาณาจักรเหมันต์

            “ท่านผู้นำตระกูลหลางกล่าวเกินไป ความสัมพันธ์ของสามอาณาจักรล้วนดีมาโดยตลอดเพราะงั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเราจะมา” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “อย่างงี้นี่เอง แล้วด้านหลังท่านคงเป็นอัจฉริยะของตระกูลปิงสินะข้าได้ข่าวว่ามีหญิงสาวนางหนึ่งได้รับการสั่งสอนจากจักรพรรดิเหมันต์โดยตรง” ผู้นำตระกูลหลางกล่าว

            “ไม่ผิด นางมีนามว่าปิงเสวี่ยเป็นอัจฉริยะในรอบ 100 ปีของตระกูลปิงความสามารถของนางด้วยอายุ 16 ปีกลับสามารถมาถึงจอมเวทย์ระดับ 5 ได้แล้ว” ชายชราตระกูลปิงกล่าว

            “แบบนี้นี่เองสมกับเป็นอัจฉริยะของตระกูลปิงจริงๆ เมื่อเทียบกันแล้วตระกูลหลางของข้ากลับไม่เอาใหนเลย” ผู้นำตระกูลหลางกล่าว

            “แต่ข้าได้ยินมาว่าหลางเซี่ยบุตรชายคนโตของท่านตอนนี้อายุ 20 ปีและเป็นจอมเวทย์ระดับ 9 แล้วไม่ใช่รึ” ชายชราตระกูลปิงกล่าวพร้อมกับหรี่ตาลง

            “เมื่อเทียบกันแล้วบุตรของจ้าจะเทียบกับแม่นางปิงเสวี่ยได้อย่างไร” ผู้นำตระกูลหลางกล่าว

            “ใช่แล้วอัจฉริยะของอาณาจักรเหมันต์มีมากมายเหลือเกินพวกเราไม่สามารถเทียบกับพวกท่านได้หรอก” ในตอนนั้นเองผู้นำตระกูลจวิ้นก็กล่าวขึ้น

            “โอ้ผู้นำตระกูลจวิ้นก็ยกยอกันเกินไป เมื่อเทียบกันแล้วคนของท่านนับว่าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆทำให้อำนาจของนางเป็นรองเพียงแค่ท่านจักรพรรดิแล้วกระมัง” ชายชราตระกูลปิงกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา

            เมื่อเทียบกับตระกูลหลางแล้วตระกูลจวิ้นนับว่าเหนือกว่าเพราะตระกูลจวิ้นเป็นตระกูลทหารที่เก่าแก่บุตรหลานของตระกูลจวิ้นแต่ละคนต่างถูกฝึกฝนอย่างหนักมาตลอด ตัวอย่างเช่นจวิ้นมู่ความสามารถของจวิ้นมู่นั้นเหนือกว่าหลางเลี่ยไปมากนี่สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ได้อย่างดี

            “อะไรกัน ไม่ใช่มีแค่อาณาจักรเหมันต์หรอกนะที่มาพวกข้าเองก็มาเช่นกัน” ในตอนนั้นเองชายวัยกลางคนร่างใหญ่ก็มาถึง

            “ตระกูลเหล่ยงั้นเหรอ” ทั้งสามที่กำลังคุยกันก็ถึงกับขมวดคิ้วพวกเขาไม่คิดว่าอาณาจักรอสนีก็มาเช่นกันแถมยังเป็นคนที่ไม่สมควรจะมาอีกด้วย

            ด้านหลังชายร่างใหญ่มีชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่ง ชายหนุ่มคนนี้มีสีผิวคล้ำและมีกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพลัง ชายหนุ่มมองไปยังปิงเสวี่ยด้วยสีหน้าหลงใหลแม้ปิงเสวี่ยในตอนนี้จะมีผ้าปิดหน้าเอาไว้ครึ่งหน้าแต่ความงามของนางก็เป็นที่รู้จักรของสามอาณาจักรอยู่แล้ว

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน