“มีทหารมา” เสียงคนที่เดินตรวจดังขึ้น กลุ่มชนเผ่าทุกคนต่างพากันหันไปดูก็พบกับทหารลาดตระเวนจำนวนห้าคน หนึ่งในนั้นมีแม่ทัพจางเหวินเป่าสวมชุดทหารปะปนมาด้วย เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นระงมจนหัวหน้าเผ่าต้าฟ่งจี เดินออกมาจากกระโจมทั้งที่ยังแต่งกายไม่แล้วเสร็จ
“คาราวะใต้ท้าว/คาราวะใต้ท้าว” กลุ่มชนเผ่ามีท่าทีนอบน้อมต่อทหารเป็นอย่างดี
“อืม…ข้ามาลาดตระเวณในแถบนี้เห็นพวกเจ้าเคลื่อนไหวแปลกๆ มีเรื่องใดรึ??” จางเหวินเป่าถาม
ต้าฟ่งจี เดินเข้ามาและกล่าวว่า “มิมีอันใดใต้เท้าข้าน้อยเพียงแค่ร่อนเร่ไปเรื่อยมิมีจุดหมายดังเช่นเดิมพวกท่านอย่าได้แคลงใจ”
“แล้วเหตุใดจึงทิ้งเด็กและคนชราไว้เบื้องหลังเล่า มิใช่ว่าตลอดเวลาพวกเจ้าไปไหนมาไหนจะเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มมิใช่รึ…คิดว่าข้ามิรู้รึว่าพวกเจ้ากำลังติดตามขบวนของกลุ่มผู้ว่าการคนใหม่? ..หรือเจ้าว่ามิใช่?” จางเหวินเป่าถามเสียงกดดัน
“หามิได้ๆ กลุ่มข้าน้อยหาได้คิดร้ายต่อขบวนผู้ว่าการคนใหม่ไม่" ต้าฟ่งจีรีบพูดปฏิเสธเป็นพัลวัน “เพียงแค่เดินทางไปดูทำเลที่ตั้งใหม่ๆ เพียงเท่านั้นขอรับ”
“ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้ามีสตรีแคว้นชางมาร่วมเดินทาง..นางอยู่ที่ใดรึ?” นายทหารผู้ติดตามจางเหวินเป่าเป็นผู้พูด
“เอ่อ…เรื่องนั้น” สายตาล่อกแล่กมีพิรุธและเหลือบแลไปทางกระโจม
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางเคยลั่นวาจาว่าจะก่อสงครามกับแคว้นเจ้า” จางเหวินเป่าย้ำ “รึว่าชนเผ่าต้าจี้จะเข้าร่วมกับนาง”
“มิได้ๆ” ต้าฟ่งจีรีบปฏิเสธ ทุกคนในชนเผ่าได้ยินต่างก็พากันตกใจ
“ในที่นี้มีผู้ใดอ่านหนังสือได้บ้าง” จางเหวินเป่าเอ่ยถามตัดบท กลุ่มชนเผ่าต่างมองไปทางหัวหน้าอีกครั้ง จางเหวินเป่าจึงหยิบจดหมายจากอกเสื้อมายื่นให้ต้าฟ่งจีอ่านข้อความได้ว่า
‘ส่งสตรีจากแคว้นชางมาให้ข้าที่จวนผู้ว่าการหลังจากนี้อีกสองวัน หากเจ้ามิทำตามก็รอพบจุดจบของทุกคนในชนเผ่าทั้งหมดได้เลย...องค์ชายเจ้าหย่งเจี้ยน’
ใบหน้าของต้าฟ่งจีดูหวั่นวิตกหลังจากอ่านข้อความจบ ที่เขาเดินทางติดตามกลุ่มของผู้ว่าการก็มิได้มีความคิดที่จะต่อกรกับอีกฝ่ายอยู่แล้วตั้งแต่แรกแต่เขามาเพราะสตรีนางนั้นร้องขอเมื่อมีลูกเผ่ามารายงานว่าองค์ชายทั้งสองได้รับมอบหมายให้มารักษาการแทนผู้ว่าการ อีกทั้งในชนเผ่าต้าจี้ลูกเผ่าของเขาเพียงแค่มีวิชาไว้สังหารสัตว์ป่าหาได้มีวิชายุทธ์ และหากต้องเลือกระหว่างสตรีผิวขาวเพียงหนึ่งที่เขาหาได้บ่อยในหอนางโลมกับชีวิตเขาและลูกเผ่าที่คอยรองมือรองเท้าเขาตลอดเวลานับจากที่เขาตั้งตนเป็นหัวหน้า เขาตอบได้ทันทีเลยว่าไม่มีทางเลือกนางเป็นแน่ ตั้งแต่ที่นางเข้ามาอยู่ในชนเผ่าของเขามิมีวันใดเลยที่เขาจะไว้วางใจนาง ใบหน้าของนางเวลามองดูเขานั้นราวกับต้องการฆ่าให้ตายตลอดเวลา สตรีอสรพิษเช่นนี้หากเก็บไว้ใกล้ตัวนานเข้าชีวิตเขาคงดับสูญในสักวัน เขาเงยหน้ามองกลุ่มทหาร และหันมองลูกเผ่า
“อีกสองวันในยามเว่ย (13.00-15.00) ข้าจะไปส่งนางด้วยตนเองขอรับ” จบคำก็ส่งจดหมายคืนจางเหวินเป่า ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนในกลุ่มชนเผ่าต้าจี้
“หวังว่าเจ้าคงมิกลับคำในภายหลัง”
“มิมีทางขอรับ” ต้าฟ่งจีรับคำหนักแน่น เขาจะกลับคำด้วยเหตุใดในเมื่อยามนี้พวกเขาถูกกลุ่มทหารหมายหัวไว้แล้ว รักษาชีวิตตนเองไว้ก่อนมิดีกว่าหรือ
เมื่อเจรจาตกลงกันเรียบร้อย ต้าฟ่งจีจึงเชื้อเชิญเหล่าทหารลาดตระเวนรับสำรับมื้อดึกเป็นเนื้อกวางย่างรสเลิศ ซึ่งทหารทั้งห้าก็มิปฏิเสธให้เสียน้ำใจจวบจนยามห้าย (21.00-23.00) คนทั้งหมดจึงแยกย้าย
ทหารตัวปลอมทั้งหมดเมื่อถอยออกมาจากกลุ่มชนเผ่าต้าจี้ต่างก็พากันกระโดดหายขึ้นไปบนต้นไม้เฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของคนในกลุ่มนั้นว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เพียงครู่ก็พากันกลับไปเข้ากลุ่มขบวนองค์ชายเพื่อรายงาน
๑-----------------------๑
ในกระโจมของต้าฟ่งจี
“ท่านพี่ฟ่งจี เมื่อครู่ข้าได้ยินคนของท่านกล่าวว่าทหารเข้ามาลาดตระเวนหรือเจ้าคะ” ชางหวงหลานเอ่ยถามต้าฟ่งจีด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
“ใช่….เหมือนทุกคราวที่มานั่นแหละข้าเพียงจัดสรรหาเนื้อกวางและนั่งร่ำสุราเพียงครู่พวกเขาก็ไปทางอื่นแล้ว..เจ้าถามหามีสิ่งใดรึ” ต้าฟ่งจีย้อนถามอย่างจับสังเกตอันที่จริงเขาก็ได้ทราบมาบ้างว่านางถูกขับไล่ออกจากแคว้น ใจหนึ่งก็สงสารนางและอยากช่วยไปจนถึงที่สุดอีกใจหนึ่งก็หวาดกลัวว่ากลุ่มชนเผ่าที่เขาสร้างมาจะจบสิ้น...ใช่เขากลัวที่จะตาย และยิ่งกว่าสิ่งใดเรื่องนี้มิใช่เรื่องของเขานางมาขอความช่วยเหลือ เขาก็จะมอบยาพิษสลายกระดูกที่ร้ายแรงที่สุดให้นางไปก็เพียงพอที่เหลือก็เป็นเรื่องของนางแล้ว
"เปล่าเจ้าค่ะ...ข้าแค่ถามเท่านั้นมิมีสิ่งใด" ชางหวงหลานพูดปดออกไปทั้งๆ ที่ในใจก็รู้ตัวดีว่านางหวาดกลัว กลัวว่าพวกเขาจะมาตามจับนางแต่หากพวกเขาจับนางได้ก็หาได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ เพราะนางถูกขับออกจากแคว้นและยังมิได้กระทำสิ่งใดผิด นอกจากมาอยู่ในชนเผ่าต้าจี้เท่านั้น
"อีกสองวันหลังจากนี้ข้าต้องส่งตัวเจ้าให้ผู้ว่าการนอกเมืองคนใหม่"
"องค์ชายเจ้าหย่งเจี้ยน" นางตกใจ
"ใช่..เพราะจากที่ข้าและชนเผ่าติดตามพวกเขาทำให้พวกเขาหวาดระแวง..จึงส่งความมาบอกแก่ข้าให้ส่งตัวสตรีจากต่างแคว้นให้พวกเขาเสีย"
"แล้วท่านก็ตกลง??" นางถามหน้าเสีย
"ใช่!!...รึเจ้าจะติดตามข้าอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ไปจนตายงั้นรึ!!...อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าขอยาพิษสลายกระดูกของนางพญางูไปเพื่อทำอันใด..หากมิใช่สังหารคน"
ชางหวงหลานมีสีหน้าตกใจแต่ก็มิปริปากพูดเพราะนางคิดเช่นนั้นจริงๆ
"เมื่อถึงจวนผู้ว่าการณ์นอกเมืองข้าจะเอายาพิษให้เจ้าและยามนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะยังมีสำนึกดีอยู่บ้างว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่" จบคำต้าฟ่งจีก็ออกจากกระโจมไปนั่งดื่มสุรากับลูกเผ่าด้านนอก ‘ก็ถือว่าเขาได้เตือนนางแล้ว’
ชางหวงหลานนั่งสงบนิ่งอยู่ด้านในในใจเกิดความสับสน แสดงว่ากลุ่มองค์ชายก็หวาดระแวงนางมากมิเช่นนั้นคงมิส่งทหารมาขอตัวนางกลับ หากนางคิดจะวางยานางควรยอมเข้าไปอยู่ในกลุ่มพวกเขาจะเป็นการง่ายกว่าใช่หรือไม่
“คุณหนูเจ้าคะ” อาจือบ่าวรับใช้เรียกนางอยู่ด้านนอก ก่อนหน้านี้อาจือเรียกนางว่าองค์หญิงแต่นางสั่งว่าห้ามกล่าวเช่นนั้นอีกเนื่องจากยามนี้นางถูกขับไล่ออกจากแคว้นแล้วหาใช่องค์หญิงไม่ ต่อนี้ไปให้เรียกนางว่าคุณหนูก็เพียงพอแล้ว
“เข้ามาสิ” ชางหวงหลานเรียก แอ้ดด!!เสียงประตูกระโจมเปิดออก
“บ่าวได้ยินหมดแล้ว….คุณหนูบ่าวขอเถิดเจ้าค่ะ…เราพากันไปอยู่ที่บ้านเกิดของบ่าวนะเจ้าคะอย่าทำเช่นนี้เลย นี่ขนาดคุณหนูแค่คิดร้ายเท่านั้นยังประสบเคราะห์กรรมมากมายจนถูกขับไล่ หากคุณหนูลอบสังหารสำเร็จมิใช่ว่าเราต้องชดใช้ด้วยชีวิตเลยหรือเจ้าคะ" บ่าวรับใช้พยายามเกลี้ยกล่อม